บทความแนะนำโยนิโสมนสิการ ทำให้ เกิด ปัญญา ชนิด ใด

โยนิโสมนสิการ ทำให้ เกิด ปัญญา ชนิด ใด

ต้องอ่าน

ทุกครั้งที่เปลี่ยนให้ใส่ใจทุกข์ก่อนเสมอ… ถ้าทำอย่างนั้น ก็ไม่เป็นการบริกรรม หรือไม่เป็นบัญญัติผุดขึ้นมาในใจว่า เราต้องเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ อันนี้เป็นปรมัตถ์ล้วนๆ ที่เข้าไปสัมผัสทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆ ไม่ใช่สักแต่คำพูดตามคำของอาจารย์ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์… การไปปฏิบัติวิปัสสนา ก็เพื่อจะละกิเลส …แต่คนเราก็ไม่ทราบว่าละกิเลสที่ไหน …กิเลสอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ …อิริยาบถน่ะจะไปพิจารณาทำไม ..ก็ไม่เห็นจะมีกิเลสอะไรเลย อิริยาบถก็เป็นของธรรมดา …

โยนิโสมนสิการ ทำให้ เกิด ปัญญา ชนิด ใด

เพราะสิ่งแวดล้อมต่างๆ สมัยนี้นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ….ที่จะมาทำลายสติปัญญา… ปลิโพธิความกังวลต่างๆ ที่จะมาถึงจิต…ให้กลับไปทำเรื่องเก่าๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติ…จำเป็นจะต้องตีตัวให้ห่างไกล… มิฉะนั้นจะเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติ… จากพุทธภาษิตในธรรมบทขุททกนิกายนี้ย่อมชี้ให้เห็นชัดอยู่ในมวลมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในโลกโดยทั่วไปได้แล้วว่า… ผู้ที่มิได้เกิดวิปัสสนาปัญญามองเห็นความจริงของขันธ์โลกย่อมพากันดิ้นรนขวนขวายแสวงหา…

ภูมิที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาก็คือสภาวะความจริงที่ปรากฏอยู่ตามอารมณ์ …และอิริยาบถเท่าที่มนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ทุกวันนี้… แต่นั่นแหละท่านทั้งหลาย …คนในโลกนี้จะมีใครสักกี่คนที่เขาจะมาเรียนเรื่องนี้ …แม้พระเณรเองยังไม่อยากเรียน…เพราะเรียนแล้วไม่ได้อะไรที่เป็นปัจจัยของกิเลส… เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เช่นทุกวันนี้ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม…

ขอทราบความหมายของ “โยนิโสมนสิการ” พร้อมตัวอย่างที่เป็นการกระทำ

ในขณะนั้นผู้ปฏิบัติจะไม่รู้สิ่งใดที่นอกเหนือไปจากทุกข์ …ในตอนนี้แหละที่เรียกว่า… เห็นโลกโดยความเป็นทุกข์ …มีแต่ทุกข์มีแต่โทษ….โดยหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย… เพราะความดับไปของอิริยาบถเก่าเป็นมรณัคคิ คือ…เป็นไฟ คือ…มรณะ ตายไปทุกๆ ขณะ …เป็นเหมือนไฟกองเก่าเป็นปัจจัยให้เกิดไฟกองใหม่ คือ… ชาตยัคคิ คือ ชาติความเกิดของอิริยาบถใหม่ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มิได้ยืนยงคงถาวรอะไร… ประเดี๋ยวก็เปลี่ยนไปแปลงไป ไม่มีความคงที่อยู่ได้ในสภาพเดิม…นี่แหละที่ว่า วิปริณมตฺโถ มีอรรถว่า มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นนิตย์… ตรงนี้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องรู้เหตุผลของการเดิน ถ้าไม่รู้…จะเป็นเหตุให้อภิชฌา คือ โลภะเข้าครอบงำจิตใจได้…

  • การไปปฏิบัติวิปัสสนา ก็เพื่อจะละกิเลส …แต่คนเราก็ไม่ทราบว่าละกิเลสที่ไหน …กิเลสอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ …อิริยาบถน่ะจะไปพิจารณาทำไม ..ก็ไม่เห็นจะมีกิเลสอะไรเลย อิริยาบถก็เป็นของธรรมดา …
  • เพราะสิ่งแวดล้อมต่างๆ สมัยนี้นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ….ที่จะมาทำลายสติปัญญา…
  • เพราะอิริยาบถนั้นมีทั้งเก่าและใหม่…
  • เหมือนเราเดินตามหากันในโลกที่มีความกลม..
  • ” เจริญสืบเนื่องด้วยความถึงพร้อมสมบูรณ์อย่างแท้จริง.
  • ขอเรียนว่าผู้จะเข้าปฏิบัติต้องทำความเข้าใจภูมิของวิปัสสนาก่อน…

อิริยาบถเก่าเป็นทุกขเวทนา …คือความปวดเมื่อย อิริยาบถใหม่ คือ …สังขารทุกข์ซึ่งมีความละเอียดกว่ามาก… ถ้าผู้ปฏิบัติมีความรู้สึกไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดความพอใจในอิริยาบถใหม่ ทั้งๆ ที่มันยังไม่ทันเกิด อันนี้ท่านเรียกว่า… เพราะอิริยาบถใหม่เป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌา อิริยาบถเก่าเป็นปัจจัยให้เกิดโทมนัส… ชาติความเกิดเป็นปฐมเหตุของทุกข์ทั้งหมด… และจัดเป็นลักษณะของขันธ์…ผู้ที่จะรู้ถึงลักษณะของขันธ์ก็มีแต่ผู้ที่เกิดวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น…

ไร้สังกัด

ก็การที่จะทำความบริสุทธิ์หมดจดนั้นพระพุทธศาสนาของเราสอนไว้อย่างไร… ข่าวสดประชาชาติธุรกิจสุดสัปดาห์ศิลปวัฒนธรรมเทคโนโลยีชาวบ้านเส้นทางเศรษฐีสำนักพิมพ์มติชนศูนย์ข้อมูลมติชนมติชนอคาเดมีKhaosod EnglishMatichon Investor Relationร่วมงานกับเรา. เหมือนเราเดินตามหากันในโลกที่มีความกลม.. แต่เราไพล่ไปเดินตามหลังหากันอย่างนี้ …แล้วอีกสักเมื่อไรเล่า จึงจะได้มีโอกาสพบกันได้… เป็นของเศร้าหมอง …แปดเปื้อนไปด้วยของเศร้าหมองรอบด้าน…ทั้งเศร้าหมองข้างในและข้างนอก …ของที่มีอยู่ในตัวเองก็เศร้าหมอง ที่อยู่นอกตัวก็เศร้าหมอง… การที่เรามีความอบอุ่นใจว่า …เราสบายมีความสุขกายสุขใจอยู่ขณะนี้ …ถ้าจะพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว …มีสุขที่ตรงไหนเพราะในเมื่อขันธ์ ๕ รูปนามซึ่งเป็นตัวทุกข์กำลังปรากฏอยู่แล้วจะเป็นสุขที่ตรงไหน…

อีกประการหนึ่ง การเดิน ยืน นั่ง และนอน ในพระบาลีมหาสติปัฏฐานตรัสไว้เพียงว่า คจฺฉนฺโต วา คจฺฉาปีติ ปชานาติ… อรรถกถาท่านก็ขยายความไว้ว่าเดินนั้น ใครเดิน … เดินไม่มีสัตว์หรือบุคคลเดิน …แต่เมื่อจิตคิดว่าจะเดินเกิดขึ้น …ทำให้เกิดลมซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย… แล้วก็ทำให้กายเอนไปข้างหน้าที่สมมติเรียกว่า เดิน …

ขอทราบความหมายของ “โยนิโสมนสิการ” พร้อมตัวอย่างที่เป็นการกระทำ

เพราะอิริยาบถนั้นมีทั้งเก่าและใหม่… ในทางปฏิบัติก็ให้กำหนดการเดิน คืออาการที่เท้าไหวไปขณะเดียว…มิใช่กำหนดลมหรือจิตที่คิดว่าจะเดิน… เพราะการเดินในอรรถกถาท่านเรียกว่า วิญญัติรูป ซึ่งก็มีอยู่ในรูป ๒๘ แล้ว …แต่เพื่อเข้าใจง่ายเราจึงเรียกเสียใหม่ว่า รูปเดิน เท่านั้น…

โยนิโสมนสิการ ทำให้ เกิด ปัญญา ชนิด ใด

แนวที่ ๑ เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีทั้งหมด ๑๔ หมวด… มีหมวดของลมหายใจเข้าออก…เป็นต้น เฉพาะในที่นี้จะพูดถึงเรื่องของงานเกี่ยวกับวิปัสสนาล้วนๆ คือ… เมื่อมีความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนนั่นก็คือมีตัณหาเกิดขึ้นแล้ว คืออยากเปลี่ยนอยากเดินเกิดขึ้น …เมื่อตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ทิฏฐิก็เห็นว่าเดินเป็นสุข เดินให้ความสบาย…ทิฏฐิก็เข้าอีก … เมื่อได้แล้วก็ติดอยู่ในโลก ไม่สามารถหลุดพ้นออกจากโลกไปได้… รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ…อันเป็นที่น่าใคร่น่าพอใจ ซึ่งเป็นเหมือนบ่วงมารที่มีกับดักอยู่ในที่ทั่วไป… จะต้องมีคุณสมบัติตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแก้ปัญหาแก่เทพยดาไว้ในสังยุตบาลีฉบับมจร.

โยนิโสมนสิการ ทำให้ เกิด ปัญญา ชนิด ใด

เพราะอิริยาบถใหม่เป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌา …อิริยาบถเก่าเป็นปัจจัยให้เกิดโทมนัส… เพราะมีความรู้ไม่เท่าทันปัจจุบัน คือตัวโมหะเป็นรากเหง้า…เพราะอิริยาบถเก่า มันมีการบีบคั้นให้เกิดอาการปวดเมื่อยมากขึ้นๆ โดยกฏธรรมดานั่นเอง… ท่านจึงได้เรียกว่า ปีฬนตฺโถ มีอรรถว่าเบียดเบียนอยู่เป็นนิตย์ … เหตุของความสุขที่โลกต้องการก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส …ตลอดทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ความต้องการทุกๆ อย่างเท่าที่ชาวโลกต้องการ…

โยนิโสมนสิการ ทำให้ เกิด ปัญญา ชนิด ใด

ฉะนั้นจึงเป็นคนละทางไม่ใช่ทางสายเดียวกัน… และในโลกนี้จะมีใครบ้างที่จะมาดูทุกข์ …มีแต่เขาหนีทุกข์ทั้งนั้น มีทุกข์อยู่ที่ไหน …เขาก็ไม่อยากไปที่นั้น ต่างพากันหลีกหนีให้ห่างไกลได้มากเท่าใดก็ยิ่งเป็นการดี… แต่ถ้าเราจะพูดกันตามความจริงแล้ว …ถ้าเราจะหนีทุกข์อยู่ในโลกนี้หรือโลกไหนๆ ก็ตามเถิด… เราหันมาพูดถึงเรื่องของการสร้างความบริสุทธิ์หมดจดตามแนวแห่งพระพุทธศาสนากัน… ในเรื่องดังกล่าวนี้ ก่อนอื่นเราควรตั้งเป็นประเด็นปัญหาขึ้นก่อนว่า…

มิใช่ว่ารูปเดินไม่มีรูป ๒๘ เท่าที่บางอาจารย์คัดค้าน… รูปธรรม และนามธรรม อาศัยกันเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย …ผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องเจริญสติปัญญาให้เกิดขึ้นในขณะรูปหรือนามนั้นปรากฏ… แม้วิปัสสนาปํญญาก็ไม่ได้เกิดที่ไหน …ความจริงก็เกิดที่ทุกข์นี่แหละ… ขณะใดไม่เข้าใจทุกข์…ว่าเป็นทุกข์… ตัณหาก็เกิดอยากจะได้ทุกข์ …แต่ถ้าขณะใดมีปัญญารู้ทุกข์…ว่าเป็นทุกข์ ปัญญาก็เกิดขึ้นทำลายความอยากได้คือ ตัณหา …ต่างแต่ทว่าผลัดกันเกิดขึ้นคนละวาระเท่านั้น…

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  หญิง ที่ พระ ราชา พบ ใน ป่า มักจะ งาม กว่า หญิง ที่ จะ หา ได้ ใน กรุง มี ความ หมาย สอดคล้อง กับ ข้อ ใด

บทความล่าสุด