สังคังมีอาการเป็นผื่นคันที่ขาหนีบ ต้นขาด้านในและก้น ลักษณะเด่นคือเป็นวงที่ขอบนูนแดงและมีขุย ส่วนตรงกลางวงมักราบลงหรือดูจางกว่าขอบ แนวทางการดูแลรักษาโรค Superficial Fungal Infection ของสถาบันโรคผิวหนังอธิบายผื่นกลากแบบนี้ว่าเป็นวงกลมหรือวงแหวนมีขุย อาจพบตุ่มน้ำใสที่ขอบ ตรงกลางวงราบลงได้ในขณะที่ขอบขยายออกเรื่อย ๆ ส่วนคู่มือบัญชียาหลักแห่งชาติสรุปสั้นกว่าว่าผื่นกลากคือผื่นคันที่มีขุยบริเวณขอบ และผิวหนังตรงกลางมักปกติ
ประเด็นสำคัญ
- สังคังคือชื่อเรียกโรคกลากที่เกิดบริเวณขาหนีบ ชื่อทางการแพทย์คือ Tinea cruris อยู่ในกลุ่มเดียวกับกลากตามตัวและกลากที่เท้า
- จุดสังเกตที่ตรงที่สุดคือขอบผื่น ขอบนูนแดงมีขุยและขยายออก ส่วนกลางวงราบหรือจางกว่า
- เกลื้อนเกิดจากยีสต์กลุ่ม Malassezia ผื่นเป็นดวงราบ ขุยบาง มักไม่คัน และสถาบันโรคผิวหนังระบุว่าส่องด้วย Wood light แล้วเรืองแสงสีเหลืองทองได้ในบางราย
- สถาบันโรคผิวหนังให้ทายากลากที่ผิวหนังทั่วไปนาน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ส่วนฝ่ามือ ฝ่าเท้าและหนังศีรษะอย่างน้อย 6 ถึง 8 สัปดาห์
- คู่มือบัญชียาหลักแห่งชาติกำหนดให้ทายาเลยขอบผื่นออกมาไม่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร เพราะเชื้ออยู่เลยรอยที่ตาเห็น
- กรมการแพทย์แถลงเมื่อ 22 กันยายน 2568 ว่ากลากดื้อยามีสาเหตุหนึ่งจากการทายาที่ผสมสเตียรอยด์ร่วมกับยาต้านเชื้อรา และจากการหยุดยาเร็วเกินไป
สังคังคืออะไร และอาการเป็นยังไง?
สังคังคือโรคกลากที่เกิดบริเวณขาหนีบ แนวทางของสถาบันโรคผิวหนังจัดกลากที่ผิวหนังเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แล้วแยกชื่อตามตำแหน่ง คือลำตัวเรียก Tinea corporis ขาหนีบเรียก Tinea cruris และเท้าเรียก Tinea pedis เชื้อต้นเหตุคือเชื้อรากลุ่ม dermatophyte ซึ่งก่อโรคเฉพาะส่วนของผิวหนังที่สร้างเคราติน จึงเกิดได้ที่ผิวหนังชั้นขี้ไคล เส้นผมและเล็บเท่านั้น
บทความเรื่องโรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบบ่อย ของ ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ที่เผยแพร่โดยเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ระบุว่าโรคผิวหนังจากเชื้อราเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยที่สุด ราวร้อยละ 20 ถึง 25 ของประชากรโลกเคยเป็น และพบชุกในเขตร้อนชื้นแบบบ้านเรา บทความเดียวกันอธิบายสังคังว่าเกิดจากเชื้อรากลุ่ม Trichophyton มักพบในเพศชายตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยทำงาน ผื่นมีขอบสีชมพูแดงชัดเจน มีตุ่มที่ขอบ และลามออกได้
DermNet แหล่งอ้างอิงโรคผิวหนังของนิวซีแลนด์ ฉบับปรับปรุงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2021 ระบุสัดส่วนผู้ป่วยชายต่อหญิงราว 3 ต่อ 1 เชื้อที่พบบ่อยคือ Trichophyton rubrum และ Epidermophyton floccosum และระบุว่าผื่นมักเริ่มข้างเดียวแล้วกลายเป็นสองข้างแบบไม่สมมาตร โดยมักเว้นบริเวณอวัยวะเพศไว้
ความเห็นของเราคือ ถ้าจะจำอะไรเพียงอย่างเดียว ให้จำที่ขอบ ขอบคือแนวที่เชื้อกำลังเดินหน้า ตรงกลางคือที่ที่เชื้อผ่านไปแล้ว ผื่นที่แดงเรียบเท่ากันทั้งแผ่น มักต้องคิดถึงโรคอื่นก่อน
สังคังกับเกลื้อนต่างกันยังไง?
ต่างกันตั้งแต่ตัวเชื้อ แนวทางของสถาบันโรคผิวหนังระบุว่าเกลื้อน หรือ Pityriasis versicolor เกิดจากยีสต์ Malassezia furfur ซึ่งอาศัยอยู่บนหนังกำพร้าเป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนสังคังเกิดจากเชื้อ dermatophyte ที่เป็นเชื้อก่อโรคจากภายนอก เมื่อต้นเหตุต่างกัน ยาและระยะเวลารักษาจึงต่างกันด้วย
หน้าตาผื่นก็ต่างชัด เกลื้อนเป็นดวงสีขาว น้ำตาล ดำหรือแดง ขอบเขตชัดเจนและมีขุยบาง ๆ พบบ่อยที่ลำตัว ต้นแขนและต้นขา ส่องด้วย Wood light บางรายจะเรืองแสงสีเหลืองทอง บทความของเภสัชกรรมสมาคมฯ เพิ่มว่าเกลื้อนโดยทั่วไปไม่คัน ตรงข้ามกับสังคังที่อาการเด่นคือคันมาก และระบุตรง ๆ ว่าโรคเกลื้อนเป็นโรคที่ไม่ติดต่อกัน
ผลตรวจในห้องปฏิบัติการก็แยกได้ในวันเดียว แนวทางของสถาบันโรคผิวหนังระบุว่าการขูดขุยย้อมด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ความเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ ในผื่นเกลื้อนจะพบสายราสั้นขาดเป็นท่อนร่วมกับเซลล์ยีสต์ที่กำลังแตกหน่อ ส่วนผื่นกลากจะพบสายราแตกแขนงที่มีผนังกั้น อีกจุดที่เข้าใจผิดบ่อยคือหลังรักษาเกลื้อนหายแล้วรอยด่างยังอยู่ต่อ บทความเดียวกันระบุว่าต้องใช้เวลาอีกราว 1 ถึง 2 เดือนกว่าสีผิวจะกลับเป็นปกติ
ผื่นที่ขาหนีบแบบไหนไม่ใช่สังคัง?
ขาหนีบเป็นบริเวณอับชื้น จึงมีหลายโรคที่ขึ้นตรงนี้แล้วหน้าตาคล้ายกัน DermNet ระบุโรคที่ต้องแยกจากสังคังไว้สี่กลุ่มหลัก คือผื่นแคนดิดาในซอกพับ อีริทราสมา สะเก็ดเงินชนิดซอกพับ และผื่นผิวหนังอักเสบชนิดเซบเดิร์ม
| ภาวะ | ต้นเหตุ | ลักษณะผื่น | ตำแหน่งที่พบบ่อย | จุดแยกที่ใช้ได้จริง |
|---|---|---|---|---|
| สังคัง (Tinea cruris) | เชื้อรา dermatophyte | วงขอบนูนแดงมีขุย ตรงกลางราบหรือจาง | ขาหนีบ ต้นขาด้านใน ก้น | ขูดขุยย้อม KOH พบสายราแตกแขนงมีผนังกั้น |
| เกลื้อน (Pityriasis versicolor) | ยีสต์ Malassezia furfur | ดวงราบสีขาว น้ำตาล ดำหรือแดง ขุยบาง มักไม่คัน | ลำตัว ต้นแขน ต้นขา | Wood light เรืองแสงสีเหลืองทองในบางราย |
| ผื่นแคนดิดาในซอกพับ | เชื้อรา Candida albicans | ผื่นแดงแฉะ ผิวเปื่อยลอก มีตุ่มแดงหรือตุ่มหนองรอบขอบผื่น | ขาหนีบ รักแร้ ใต้ราวนม โดยเฉพาะคนอ้วน | มีตุ่มบริวารรอบผื่น และ KOH พบยีสต์แตกหน่อกับสายราเทียม |
| อีริทราสมา (Erythrasma) | แบคทีเรีย Corynebacterium minutissimum | ปื้นสีชมพูหรือน้ำตาลขอบเขตชัด ขุยละเอียด คันเล็กน้อย | ขาหนีบ รักแร้ ซอกนิ้วเท้า | Wood light เรืองแสงสีแดงปะการัง และรักษาด้วยยาต้านแบคทีเรีย |
| สะเก็ดเงินชนิดซอกพับ | โรคอักเสบเรื้อรังของผิวหนัง | ผื่นแดงขอบเขตชัด แต่มีขุยหรือสะเก็ดไม่มากเพราะบริเวณชุ่มชื้น | ขาหนีบ รักแร้ ใต้ราวนม อวัยวะเพศ | มักมีความผิดปกติของเล็บหรือรอยโรคสะเก็ดเงินที่อื่นร่วมด้วย |
| ผื่นผิวหนังอักเสบจากการระคายหรือแพ้สัมผัส | สารเคมี ผงซักฟอก ยาง หรือความเสียดสี | ผื่นแดงคัน ขอบเขตตามรูปสิ่งที่สัมผัส ไม่มีขอบนูนที่ขยายออก | แนวขอบกางเกงใน รอบเอว ขาหนีบ | ดีขึ้นเมื่อเลิกสัมผัสต้นเหตุ และ KOH ไม่พบสายรา |
ตารางนี้ใช้เป็นแผนที่ความคิดได้ แต่ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยด้วยตัวเอง เพราะ DermNet ระบุว่าอีริทราสมาอาจพบร่วมกับหรือถูกสับสนกับการติดเชื้อรา การขูดตรวจจึงเป็นทางเดียวที่ตัดข้อสงสัยได้จริง หากมีผื่นคันตามตัวร่วมด้วย อ่านเรื่อง อาการภูมิแพ้แบบต่าง ๆ ประกอบได้

สังคังติดต่อไหม และติดต่อทางใดได้บ้าง?
ติดต่อได้ ต่างจากเกลื้อนที่ไม่ติดต่อ DermNet ระบุเส้นทางหลักสองทาง ทางแรกคือการแพร่จากตำแหน่งอื่นของตัวเอง โดยเฉพาะเชื้อราที่เท้าซึ่งมีอยู่ก่อน แล้วถูกพาขึ้นมาที่ขาหนีบผ่านการเกาหรือการแต่งตัว ทางที่สองคือของใช้ที่ปนเปื้อน เช่น ผ้าเช็ดตัวและผ้าปูที่นอน
ข้อมูลนี้ตรงกับคำแนะนำของสถาบันโรคผิวหนังที่เผยแพร่ผ่านกระทรวงสาธารณสุขเมื่อ 22 กันยายน 2568 ซึ่งให้รักษาความสะอาดร่างกาย ไม่ใส่เสื้อผ้าอับชื้นซ้ำ และแยกของใช้ส่วนตัวอย่างผ้าเช็ดตัวและรองเท้า สองข้อหลังคือการตัดเส้นทางที่เชื้อใช้กลับมาหาเราและไปหาคนในบ้าน
คู่มือบัญชียาหลักแห่งชาติเพิ่มมุมที่คนมักลืม คือถ้าสืบพบแหล่งของเชื้อแล้วรักษาได้ จะลดอัตราการเป็นซ้ำ สำหรับสังคัง แหล่งที่ต้องสืบก่อนเสมอคือเท้าและเล็บเท้าของตัวเอง เพราะถ้ารักษาแต่ขาหนีบโดยปล่อยเท้าไว้ เชื้อก็ยังมีที่ตั้งหลักให้กลับมาใหม่ ส่วนปัจจัยเสี่ยงตามบทความของเภสัชกรรมสมาคมฯ ได้แก่ ความอับชื้น เหงื่อออกมาก เสื้อผ้าคับ ผู้ที่อ้วน เป็นเบาหวาน หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
ทำไมยาทาที่ผสมสเตียรอยด์จึงทำให้สังคังแย่ลง?
เพราะสเตียรอยด์กดการอักเสบ ผื่นจึงดูดีขึ้นในไม่กี่วันทั้งที่เชื้อยังอยู่ เอกสารเรื่องการใช้ยาทาสเตียรอยด์อย่างปลอดภัย โดย ภก.ชวัลวิชญ์ เลิศตระการสกุล และ ภญ.นันทพร เล็กพิทยา งานเภสัชกรรมคลินิก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุหลักไว้สั้นที่สุดว่าไม่ใช้กับโรคผิวหนังที่มีการติดเชื้อ และให้ระวังยาความแรงสูงในบริเวณผิวบาง ซึ่งรวมถึงอวัยวะเพศและข้อพับ ขาหนีบจึงเข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อพร้อมกัน
ผลที่ตามมามีชื่อเฉพาะว่า tinea incognito DermNet อธิบายว่าเป็นการติดเชื้อราที่หน้าตาถูกเปลี่ยนไปด้วยการรักษาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่คือครีมสเตียรอยด์ ผื่นแบบนี้จะมีขอบไม่ชัด ขุยน้อยลง ตุ่มหนองมากขึ้น และกระจายกว้างขึ้น ที่สำคัญคือขุยที่น้อยลงทำให้ขูดตรวจได้ตัวอย่างไม่พอจนอ่านผลเป็นลบลวงได้
ฝั่งไทยพูดเรื่องนี้ชัดขึ้นในปี 2568 นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่ากลากดื้อยามีลักษณะเป็นผื่นวงแดง ขอบนูน คัน มีขุยหรือมีขนาดใหญ่ สังเกตได้จากผื่นไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาทาหรือยารับประทานต่อเนื่องมากกว่า 2 ถึง 4 สัปดาห์ ลุกลามไปหลายตำแหน่ง เช่น ขาหนีบ ก้น ลำตัวและใบหน้า และมักเป็นผู้ที่เคยได้รับยาทาสเตียรอยด์มาก่อนโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยเชื้อราที่แน่ชัด สาเหตุที่ระบุไว้คือการใช้ยาผิดวิธี เช่น ทายาที่ผสมสเตียรอยด์ร่วมกับยาต้านเชื้อรา การซื้อยากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และการหยุดยาเร็วเกินไป
นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง อธิบายเพิ่มว่ากลากดื้อยาคือการติดเชื้อรากลากที่ไม่ตอบสนองต่อยาที่เคยได้ผลดีในอดีต และยกตัวอย่างเชื้อสายพันธุ์ Trichophyton indotineae ที่สารพันธุกรรมเปลี่ยนไปจนดื้อยา
สังคังต้องทายานานเท่าไหร่จึงจะหาย?
แนวทางของสถาบันโรคผิวหนังระบุระยะเวลาตามตำแหน่ง คือกลากที่ผิวหนังทั่วไปซึ่งรวมถึงขาหนีบ ให้ทายานาน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ส่วนกลากที่หนังศีรษะ ฝ่ามือและฝ่าเท้า ต้องอย่างน้อย 6 ถึง 8 สัปดาห์ ยาทาที่ระบุไว้มีทั้งกลุ่มยาลอกขุยอย่างขี้ผึ้งวิตฟิลด์ กลุ่ม tolnaftate กลุ่มอิมิดาโซล เช่น clotrimazole, econazole, ketoconazole และ miconazole รวมถึงกลุ่มอัลลิลามีน
คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาที่ใช้ทางโรคผิวหนัง ฉบับ Thai National Formulary 2015 ระบุว่ากลากผิวหนังเฉพาะที่ ยาที่ควรใช้เป็นอันดับแรกคือยาทากลุ่มเอโซล ให้ทาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือทาจนผื่นหายหมดแล้วทาต่ออีก 1 สัปดาห์ พร้อมกำหนดว่าการทาต้องเลยขอบผื่นออกมาไม่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร ส่วนบทความของเภสัชกรรมสมาคมฯ แนะนำให้ทากว้างกว่ารอยโรคราว 3 ถึง 4 เซนติเมตร เพราะบริเวณนั้นมีเชื้อแล้วแต่ยังไม่ปรากฏรอยโรค และให้ทาต่อหลังอาการดีขึ้นอีกราว 15 ถึง 30 วัน
เมื่อไหร่ที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ
แนวทางของสถาบันโรคผิวหนังระบุข้อบ่งชี้ของยารับประทานไว้สี่กลุ่ม คือกลากที่หนังศีรษะ เส้นผมและเล็บ กลากที่ผิวหนังบริเวณกว้าง ไม่ตอบสนองต่อยาทา เป็นเรื้อรังหรือกลับเป็นซ้ำบ่อย และรายที่มีโรคประจำตัวหรือได้รับยากดภูมิต้านทาน ยากลุ่มนี้มีข้อควรระวังเรื่องตับและปฏิกิริยาระหว่างยา การเลือกตัวยา ขนาดยาและระยะเวลาจึงเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ใช่สิ่งที่ควรลอกจากบทความไปซื้อใช้เอง
ข่าวดีคือเมื่อรักษาถูกทาง โอกาสหายสูง DermNet ระบุว่าสังคังหายด้วยการรักษาที่เหมาะสมราวร้อยละ 80 ถึง 90 แต่ก็เตือนว่าการกลับเป็นซ้ำพบบ่อยหากไม่จัดการปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคตั้งแต่แรก
สังคังหายช้าหรือเป็นซ้ำเพราะอะไร และควรพบแพทย์เมื่อใด?
จากเอกสารที่เราเปิดอ่าน สาเหตุที่ทำให้สังคังหายช้าวนอยู่ห้าเรื่อง คือหยุดยาเร็วเกินไป เคยทาครีมที่มีสเตียรอยด์จนผื่นเปลี่ยนหน้าตา มีแหล่งเชื้ออื่นที่ยังไม่ถูกรักษาโดยเฉพาะเท้าและเล็บเท้า ปัจจัยความอับชื้นที่ยังเหมือนเดิม และเชื้อดื้อยาจริง สำหรับกรณีสุดท้าย นายแพทย์สุตศรัญย์ พรึงลำภู นายแพทย์เชี่ยวชาญ สถาบันโรคผิวหนัง ระบุว่าการรักษากลากดื้อยาขึ้นกับการวินิจฉัยที่ถูกต้องโดยแพทย์ผิวหนัง ซึ่งอาจต้องขูดตรวจเชื้อรา เพาะเชื้อ หรือส่งตรวจ PCR และส่วนมากต้องให้ยาต่อเนื่องนาน 4 ถึง 12 สัปดาห์หรือมากกว่า
สัญญาณที่ควรหยุดดูแลเองแล้วไปพบแพทย์
- ใช้ยาต่อเนื่องเกิน 2 ถึง 4 สัปดาห์แล้วผื่นไม่ดีขึ้น: เป็นเกณฑ์ที่กรมการแพทย์ใช้สงสัยกลากดื้อยาโดยตรง
- ผื่นลุกลามไปหลายตำแหน่ง: เช่น จากขาหนีบไปก้น ลำตัวและใบหน้า
- เคยทาครีมที่มีสเตียรอยด์โดยไม่เคยขูดตรวจ: กลุ่มนี้ผื่นมักไม่ตรงตำรา และผลตรวจอาจเป็นลบลวง
- เป็นเบาหวาน อ้วนมาก หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน: สถาบันโรคผิวหนังจัดกลุ่มนี้เป็นข้อบ่งชี้ให้พิจารณายารับประทานตั้งแต่ต้น
- ผื่นแฉะ มีตุ่มหนอง หรือมีกลิ่น: ต้องแยกการติดเชื้อแคนดิดาและการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน
- สงสัยว่าเป็นที่เล็บหรือหนังศีรษะร่วมด้วย: สองตำแหน่งนี้ยาทาอย่างเดียวไม่พอตามแนวทางข้างต้น
มีอีกกลุ่มที่รอไม่ได้ หากผิวหนังบริเวณนั้นบวมแดงร้อน ปวดมาก ลามเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงร่วมกับมีไข้ นั่นเข้าข่ายการติดเชื้อแบคทีเรียในชั้นผิวหนัง ซึ่งไม่ใช่สังคังแล้ว ข้อมูลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลระบุให้ผู้ป่วยติดต่อแพทย์เพื่อรับการรักษาแบบเร่งด่วน โดยผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ถ้าอาการรุนแรงจนเดินทางเองไม่ไหว ให้โทร 1669 ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์รายงานเมื่อ 26 ธันวาคม 2566 ว่าเป็นสายด่วนของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตินอกสถานพยาบาล ก่อนไปโรงพยาบาล ควรเช็กก่อนว่าตัวเองใช้สิทธิใดได้ที่ไหน ดูวิธีได้ที่ วิธีเช็คสิทธิรักษาพยาบาลของตัวเอง
ตัวเลข ระยะเวลาและชื่อยาในบทความนี้คัดมาจากเอกสารในแหล่งอ้างอิง ตามที่ปรากฏ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 19 กันยายน 2569 แนวทางการรักษาและรายการยามีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง บทความนี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคและไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
คำถามที่พบบ่อย
สังคังอาการเป็นยังไง?
เป็นผื่นคันที่ขาหนีบ ต้นขาด้านในหรือก้น ลักษณะเป็นวงที่ขอบนูนแดงมีขุย ตรงกลางวงราบลงหรือจางกว่าขอบ และขอบจะค่อย ๆ ขยายออก ตามแนวทางของสถาบันโรคผิวหนัง
สังคังกับเกลื้อนต่างกันยังไง?
สังคังเกิดจากเชื้อรากลาก ผื่นขอบนูนมีขุยและคันมาก ส่วนเกลื้อนเกิดจากยีสต์ Malassezia furfur ผื่นเป็นดวงราบหลายสี ขุยบาง โดยทั่วไปไม่คัน และบางรายเรืองแสงสีเหลืองทองเมื่อส่องด้วย Wood light
สังคังติดต่อไหม?
ติดต่อได้ DermNet ระบุว่าเชื้อแพร่จากเชื้อราที่เท้าของตัวเองขึ้นมาที่ขาหนีบผ่านการเกาหรือการแต่งตัว และแพร่ผ่านของใช้ที่ปนเปื้อนอย่างผ้าเช็ดตัวและผ้าปูที่นอน ต่างจากเกลื้อนซึ่งไม่ติดต่อ
สังคังต้องทายานานแค่ไหน?
แนวทางของสถาบันโรคผิวหนังให้ทายากลากที่ผิวหนังทั่วไปนาน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ส่วนคู่มือบัญชียาหลักแห่งชาติให้ทา 2 สัปดาห์ หรือทาจนผื่นหายหมดแล้วทาต่ออีก 1 สัปดาห์
ทายาเฉพาะตรงที่เห็นผื่นพอไหม?
ไม่พอ คู่มือบัญชียาหลักแห่งชาติกำหนดให้ทาเลยขอบผื่นออกมาไม่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร เพราะรอบขอบมีเชื้อราอยู่แล้วแต่ยังไม่แสดงรอยโรค
ใช้ครีมที่ผสมสเตียรอยด์กับสังคังได้ไหม?
ไม่ควร กรมการแพทย์ระบุเมื่อ 22 กันยายน 2568 ว่าการทายาที่ผสมสเตียรอยด์ร่วมกับยาต้านเชื้อราเป็นสาเหตุหนึ่งของกลากดื้อยา และเอกสารของโรงพยาบาลรามาธิบดีระบุว่าไม่ใช้ยาทาสเตียรอยด์กับโรคผิวหนังที่มีการติดเชื้อ
ทำไมทายาแล้วหายคันแต่ผื่นกลับมา?
เพราะอาการดีขึ้นก่อนที่เชื้อจะตายหมด บทความของเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ แนะนำให้ทายาต่ออีกราว 15 ถึง 30 วันหลังอาการดีขึ้น รวมเวลารักษาประมาณ 1 เดือนเป็นอย่างน้อย
สังคังหายเองได้ไหมถ้าไม่ทายา?
ไม่ควรรอ เพราะขอบผื่นขยายออกเรื่อย ๆ และลุกลามไปตำแหน่งอื่นได้ DermNet ระบุว่าเมื่อรักษาอย่างเหมาะสมผู้ป่วยหายได้ราวร้อยละ 80 ถึง 90 แต่กลับเป็นซ้ำได้บ่อยหากไม่แก้เรื่องความอับชื้น
กลากดื้อยาสังเกตอย่างไร?
กรมการแพทย์ให้สังเกตว่าผื่นไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาทาหรือยารับประทานต่อเนื่องมากกว่า 2 ถึง 4 สัปดาห์ ลุกลามไปหลายตำแหน่ง และมักเกิดในผู้ที่เคยใช้ยาทาสเตียรอยด์มาก่อนโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยเชื้อราที่ชัดเจน
ผู้หญิงเป็นสังคังได้ไหม?
ได้ แม้พบในผู้ชายมากกว่า DermNet ระบุสัดส่วนชายต่อหญิงราว 3 ต่อ 1 และบทความของเภสัชกรรมสมาคมฯ ระบุว่าพบบ่อยในเพศชายตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยทำงาน
กรณีไหนถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน?
ถ้าผิวหนังบวมแดงร้อน ปวดมาก ลามเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงร่วมกับมีไข้ ให้ไปโรงพยาบาลทันที เพราะเข้าข่ายการติดเชื้อแบคทีเรียในชั้นผิวหนัง หากเดินทางเองไม่ไหวให้โทรสายด่วน 1669
เริ่มจากทำให้ขาหนีบแห้งและทายาให้ครบกำหนด
สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้มีสองอย่าง อย่างแรกคือเช็ดขาหนีบให้แห้งสนิทก่อนสวมเสื้อผ้าทุกครั้ง เปลี่ยนชุดชั้นในเมื่อเหงื่อออก และเลิกใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับคนอื่น อย่างที่สองคือถ้าได้ยาทามาแล้ว ให้นับวันตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่ง อย่าหยุดตอนหายคัน และทาเลยขอบผื่นออกมาตามที่คู่มือบัญชียาหลักแห่งชาติกำหนด
ถ้าครบกำหนดแล้วผื่นยังอยู่หรือขอบเริ่มขยาย ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อขูดตรวจ แทนการเปลี่ยนยาทาหลอดใหม่ไปเรื่อย ๆ และถ้าเคยทาครีมที่ไม่แน่ใจส่วนผสม ให้เอาหลอดยาติดไปด้วย
แหล่งอ้างอิง
- สถาบันโรคผิวหนัง: แนวทางการดูแลรักษาโรค Superficial Fungal Infection (ไฟล์เผยแพร่บนเว็บไซต์หน่วยงานรัฐ bkhospital.go.th)
- คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ: คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาที่ใช้ทางโรคผิวหนัง (Thai National Formulary 2015) บทกลาก
- แนวหน้า: กลากไม่หายสักที หรือจะเป็นเพราะดื้อยา คำแถลงของกรมการแพทย์และสถาบันโรคผิวหนัง (23 กันยายน 2568)
- เทศบาลตำบลอุดมธัญญา: กลากไม่หายสักที…หรือจะเป็นกลากดื้อยา? สำเนาข่าวกระทรวงสาธารณสุข (22 กันยายน 2568)
- เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยฯ: โรคผิวหนังจากเชื้อราที่พบบ่อย โดย ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด
- คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี: ใช้ยาทาสเตียรอยด์อย่างไรให้ปลอดภัย
- DermNet: Tinea cruris (ปรับปรุงมิถุนายน ค.ศ. 2021)
- DermNet: Tinea incognito (ปรับปรุงพฤศจิกายน ค.ศ. 2017)
- DermNet: Erythrasma
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล: แบคทีเรียกินเนื้อ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามในผิวหนัง
- กรมประชาสัมพันธ์: สพฉ. แนะข้อควรรู้ก่อนโทรแจ้งสายด่วน 1669 (26 ธันวาคม 2566)


