มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักแสดงอาการเริ่มแรกเป็นก้อนต่อมน้ำเหลืองโตที่คลำได้ตามคอ ใต้รักแร้ หรือขาหนีบ ซึ่งไม่เจ็บ ค่อนข้างแข็ง และไม่ยุบลงตามเวลา ร่วมกับอาการทั้งระบบที่แพทย์เรียกว่า B symptoms ได้แก่ ไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุนานกว่า 2 สัปดาห์ เหงื่อออกตอนกลางคืน และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ตามข้อมูลของกรมการแพทย์และสถาบันมะเร็งแห่งชาติที่เผยแพร่เมื่อ 1 มีนาคม 2566 โรคนี้พบในคนไทยประมาณ 3,000 ถึง 4,000 คนต่อปี
ประเด็นสำคัญ
- ต่อมน้ำเหลืองปกติมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 0.5 ถึง 1 เซนติเมตร และมีอยู่หลายร้อยต่อมทั่วร่างกาย ตามคำอธิบายของผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติเมื่อ 18 กันยายน 2567
- สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทยถือว่าต่อมน้ำเหลืองที่คอและรักแร้ซึ่งโตเกิน 1 เซนติเมตร หรือที่ขาหนีบซึ่งโตเกิน 1.5 เซนติเมตร เป็นภาวะผิดปกติที่ต้องตรวจหาสาเหตุ ส่วนต่อมเหนือไหปลาร้าถือว่าผิดปกติเสมอไม่ว่าขนาดเท่าใด
- B symptoms ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2565 คือไข้ไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 10 ใน 6 เดือน และเหงื่อออกตอนกลางคืน ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้มักพยากรณ์โรคไม่ดี
- การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็ก หรือ FNA ไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย แนวทางไทย พ.ศ. 2565 ระบุว่าต้องตัดชิ้นเนื้อแบบ excisional หรือ incisional biopsy
- กรมการแพทย์ระบุเมื่อ 18 กันยายน 2567 ว่าหากได้รับการรักษารวดเร็ว ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งหายขาดได้ แต่ขึ้นกับชนิดและระยะของโรค
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองคืออะไร และอาการเริ่มแรกเป็นอย่างไร?
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองคือมะเร็งที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมฟอยด์ในระบบต่อมน้ำเหลือง อาการเริ่มแรกที่สังเกตเองได้บ่อยที่สุดคือคลำได้ก้อนตามตำแหน่งที่ต่อมน้ำเหลืองอยู่ตื้น เช่น ลำคอ ใต้รักแร้ ขาหนีบ และข้อพับ
เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายเมื่อ 18 กันยายน 2567 ว่าต่อมน้ำเหลืองมีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 ถึง 1 เซนติเมตร กระจายทั่วร่างกายหลายร้อยต่อม ภายในมีเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อเซลล์เหล่านี้กลายพันธุ์ ต่อมจึงโตขึ้นจนคลำได้
อาการสามกลุ่มที่ควรแยกให้ออก
กรมการแพทย์และสถาบันมะเร็งแห่งชาติจัดอาการของโรคนี้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคลำได้ต่อมน้ำเหลืองโตตามคอ ใต้รักแร้ ขาหนีบ กลุ่มที่สองคืออาการเฉพาะที่จากก้อนกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ปวดแน่นท้อง ท้องอืด และปวดศีรษะ กลุ่มที่สามคืออาการทั้งระบบหรือ B symptoms
จุดที่ทำให้หลายคนปล่อยผ่านคือก้อนในระยะแรกมักไม่เจ็บ ต่างจากต่อมน้ำเหลืองที่โตจากการติดเชื้อซึ่งมักกดเจ็บชัดเจนและยุบลงเมื่อการติดเชื้อหาย นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ ระบุเมื่อ 18 กันยายน 2567 ว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองพบบ่อยเป็นลำดับที่ 5 ในคนไทย ประมาณ 3,000 ถึง 4,000 คนต่อปี และเกิดได้ทุกอวัยวะ ตั้งแต่ในช่องอก ช่องท้อง ลำไส้ ไปจนถึงในสมอง
ต่อมน้ำเหลืองโตแบบไหนอันตราย และต่างจากการติดเชื้อธรรมดาตรงไหน?
ให้ดูสามอย่างพร้อมกัน ได้แก่ ขนาด ตำแหน่ง และเวลา ต่อมที่โตเกินเกณฑ์ อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ควรโต และไม่ยุบตามกรอบเวลา คือสามข้อที่ทำให้แพทย์ต้องตรวจเพิ่ม ไม่ใช่ความเจ็บ เพราะก้อนที่น่ากังวลมักไม่เจ็บ
ขนาดและตำแหน่งที่ถือว่าผิดปกติ
บทความความรู้สู่ประชาชนของสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย เรื่องภาวะต่อมน้ำเหลืองโตในเด็ก โดยรองศาสตราจารย์นายแพทย์บุญชู พงศ์ธนากุล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้เกณฑ์ว่าภาวะต่อมน้ำเหลืองโตหมายถึงต่อมที่โตมากกว่า 1 เซนติเมตรขึ้นไป โดยต่อมที่คอและรักแร้ซึ่งโตเกิน 1 เซนติเมตร หรือที่ขาหนีบซึ่งโตเกิน 1.5 เซนติเมตร ถือว่าผิดปกติและต้องตรวจเพิ่ม ส่วนต่อมเหนือไหปลาร้าผิดปกติเสมอไม่ว่าขนาดเท่าไร
บทความเดียวกันระบุว่าในเด็กปกติพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตได้เกือบร้อยละ 50 และสาเหตุส่วนใหญ่เป็นภาวะไม่รุนแรงที่หายได้เอง จึงเป็นเหตุผลที่แพทย์ไม่รีบตัดชิ้นเนื้อทุกราย ต้องย้ำว่าเกณฑ์ชุดนี้เขียนสำหรับผู้ป่วยเด็ก ในผู้ใหญ่แพทย์จะพิจารณาร่วมกับอายุและปัจจัยเสี่ยงอื่น
สิบสัญญาณที่ควรไปพบแพทย์
สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทยระบุสถานการณ์ที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุไว้ 10 ข้อ ดังนี้
- ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 2 เซนติเมตรขึ้นไป
- ต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลา 2 สัปดาห์
- ขนาดไม่ลดลงหลังได้รับการรักษาแล้ว 4 ถึง 6 สัปดาห์
- ขนาดไม่เล็กลงกลับมาปกติภายใน 8 ถึง 12 สัปดาห์
- ต่อมน้ำเหลืองอักเสบที่ไม่ดีขึ้นหลังได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม 1 ถึง 2 สัปดาห์
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโตโดยไม่มีอาการทางหู คอ จมูก
- ต่อมน้ำเหลืองโตพร้อมกับภาพเอกซ์เรย์ปอดผิดปกติ
- ต่อมน้ำเหลืองโตที่ตำแหน่งเหนือไหปลาร้า
- ต่อมน้ำเหลืองโตที่ค่อนข้างแข็ง อยู่เป็นกลุ่ม และไม่เจ็บ
- ต่อมน้ำเหลืองโตร่วมกับไข้ น้ำหนักลด ปวดข้อ หรือตับม้ามโต
แนวทางสหราชอาณาจักรมองต่างออกไป NICE NG12 ข้อ 1.10.6 ที่ออกเมื่อ ค.ศ. 2015 ไม่ได้กำหนดขนาดเป็นเซนติเมตร แต่ระบุว่าผู้ใหญ่ที่มีต่อมน้ำเหลืองโตหรือม้ามโตโดยหาสาเหตุไม่ได้ ควรพิจารณาส่งต่อเข้าช่องทางสงสัยมะเร็ง โดยชั่งน้ำหนักร่วมกับไข้ เหงื่อออกกลางคืน หอบเหนื่อย อาการคัน และน้ำหนักลด ส่วนข้อ 1.10.7 ให้ส่งต่อเด็กและวัยรุ่นแบบเร่งด่วนมากภายใน 48 ชั่วโมง สรุปคือเกณฑ์ไทยให้ตัวเลขที่วัดเองได้ ส่วน NICE เน้นว่าอย่ารอจนก้อนโตถึงเกณฑ์
| สิ่งที่สังเกต | ลักษณะที่มักไม่ร้ายแรง | ลักษณะที่ต้องตรวจเพิ่ม | ที่มาของเกณฑ์ |
|---|---|---|---|
| ขนาดที่คอและรักแร้ | ไม่เกิน 1 เซนติเมตร | มากกว่า 1 เซนติเมตรขึ้นไป | สมาคมโลหิตวิทยาฯ เกณฑ์สำหรับเด็ก |
| ขนาดที่ขาหนีบ | ไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร | มากกว่า 1.5 เซนติเมตรขึ้นไป | สมาคมโลหิตวิทยาฯ เกณฑ์สำหรับเด็ก |
| ตำแหน่งเหนือไหปลาร้า | ไม่มีเกณฑ์ขนาดที่ถือว่าปกติ | ถือว่าผิดปกติเสมอไม่ว่าขนาดเท่าใด | สมาคมโลหิตวิทยาฯ |
| ความรู้สึกเมื่อคลำ | นุ่ม กดแล้วเจ็บ ขยับได้ มักมีการติดเชื้อใกล้เคียง | ค่อนข้างแข็ง อยู่เป็นกลุ่ม และไม่เจ็บ | สมาคมโลหิตวิทยาฯ |
| การเปลี่ยนแปลงใน 2 สัปดาห์ | เริ่มยุบลงหลังการติดเชื้อทุเลา | โตขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 2 สัปดาห์ | สมาคมโลหิตวิทยาฯ |
| ผลหลังได้ยาปฏิชีวนะ 1 ถึง 2 สัปดาห์ | ขนาดลดลงชัดเจน | ขนาดเท่าเดิมหรือโตขึ้น | สมาคมโลหิตวิทยาฯ |
| ระยะเวลารวมที่ก้อนยังอยู่ | กลับเป็นปกติภายใน 8 ถึง 12 สัปดาห์ | ยังไม่ยุบเมื่อพ้น 8 ถึง 12 สัปดาห์ | สมาคมโลหิตวิทยาฯ |
| อาการที่มาด้วยกัน | เจ็บคอ ฟันผุ หรือแผลติดเชื้อใกล้ต่อมนั้น | ไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด เหงื่อกลางคืน ตับม้ามโต | สมาคมโลหิตวิทยาฯ และ NICE NG12 |

B symptoms คืออะไร และทำไมแพทย์ถึงถามทุกครั้ง?
B symptoms คือกลุ่มอาการทั้งระบบที่ใช้จำแนกระยะของโรคและใช้พยากรณ์โรค แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 ของสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทยนิยามไว้ว่าผู้ป่วยมีอาการข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ คือไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 10 ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และมีเหงื่อออกตอนกลางคืน พร้อมระบุตรง ๆ ว่าผู้ป่วยที่มี B symptoms มักมีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี
ในตาราง Ann Arbor staging ของแนวทางฉบับเดียวกัน เกณฑ์ละเอียดขึ้นว่าไข้ต้องสูงกว่า 38 องศาเซลเซียสโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหงื่อกลางคืนต้องมากถึงขั้นชุ่มเสื้อผ้า และน้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว ผู้ที่ไม่มีอาการกลุ่มนี้จะได้รหัส A ต่อท้ายระยะ ผู้ที่มีจะได้รหัส B เช่น ระยะ IIA หรือ IIB
ตัวเลขร้อยละ 10 ทำให้เกณฑ์นี้ตรวจสอบตัวเองได้ คนหนัก 70 กิโลกรัมที่น้ำหนักลด 7 กิโลกรัมใน 6 เดือนโดยไม่ได้ตั้งใจ ถือว่าเข้าเกณฑ์ ส่วนกรมการแพทย์เขียนเกณฑ์ไข้สำหรับประชาชนว่านานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งจับเวลาที่บ้านง่ายกว่า
ฮอดจ์กินกับนอนฮอดจ์กินต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองชื่อคือสองกลุ่มใหญ่ของโรคเดียวกัน ฮอดจ์กินเป็นชนิดที่พบน้อยในไทย แพทย์หญิงศศินิภา ตรีทิเพนทร์ อายุรแพทย์โรคเลือด สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่าผู้ป่วยฮอดจ์กินมักมีต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอและช่องอก และรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสง
ส่วนนอนฮอดจ์กินพบมากกว่า ตัวเลขจำนวนชนิดย่อยต่างกันตามแหล่ง กรมการแพทย์เขียนในเนื้อหาสำหรับประชาชนว่าแบ่งย่อยได้ประมาณ 30 ชนิด ขณะที่แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นเอกสารวิชาการสำหรับแพทย์ระบุว่ามากกว่า 40 ชนิด ตัวเลขฝั่งหลังละเอียดกว่า จึงควรใช้เป็นหลักเมื่ออ้างอิงเชิงวิชาการ
ในทางปฏิบัติ แพทย์แยกนอนฮอดจ์กินตามความเร็วของการดำเนินโรค เอกสารการรักษา Non-Hodgkin lymphoma ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แบ่งเป็น indolent ที่ดำเนินโรคช้าแต่มักเป็น ๆ หาย ๆ และหายขาดยาก, aggressive ที่ดำเนินโรคเร็วแต่ผู้ป่วยบางส่วนหายขาดได้ และ highly aggressive ที่ลุกลามเร็วและมักกระจายไปสมองกับไขสันหลัง
จุดที่คนไข้มักงงคือกลุ่มที่โรคดำเนินช้ากลับหายขาดยากกว่า เพราะยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์กับเซลล์ที่กำลังแบ่งตัว ผู้ป่วย indolent ที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้จึงใช้วิธีเฝ้าติดตามอาการก่อน ซึ่งเอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าช่วยยืดเวลาก่อนเริ่มเคมีบำบัดได้ 2 ถึง 2.6 ปี
ตรวจอย่างไรจึงจะรู้แน่ว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง?
ต้องตัดชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองไปตรวจทางพยาธิวิทยาเท่านั้น ไม่มีการตรวจเลือดหรือภาพถ่ายรังสีใดที่ยืนยันแทนได้ แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 เขียนตรงว่าการตรวจโดย fine needle aspiration หรือ FNA ไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อแบบ excisional หรือ incisional biopsy ส่วน core needle biopsy พิจารณาเมื่อวิธีแรกทำไม่ได้
สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทยยังให้ข้อบ่งชี้ที่ต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองออกตรวจไว้ 5 ข้อ ได้แก่ ประวัติและการตรวจร่างกายชวนให้คิดถึงมะเร็ง, ต่อมน้ำเหลืองโตขนาด 2.5 ถึง 3 เซนติเมตรโดยไม่มีอาการอักเสบหรือติดเชื้อ, ต่อมโตขึ้นหรือเท่าเดิมหลังดูแลและติดตามอย่างเหมาะสมแล้ว, ต่อมที่อักเสบขนาดไม่ลดลงหลังได้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และต่อมน้ำเหลืองโตที่ตำแหน่งเหนือไหปลาร้า
การตรวจที่ตามมาหลังยืนยันผลชิ้นเนื้อ
เมื่อผลพยาธิวิทยายืนยันแล้ว แพทย์ต้องทำชุดตรวจเพื่อบอกระยะของโรค แนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุรายการพื้นฐานไว้ ได้แก่ การประเมิน performance status และ B symptoms, การตรวจ complete blood count ซึ่งพบความผิดปกติได้ถึงร้อยละ 60 ในผู้ป่วยนอนฮอดจ์กินเมื่อแรกวินิจฉัย, การตรวจสมรรถภาพไตและตับ, ระดับ LDH และ ESR และการตรวจ HIV serology นอกจากนี้ผู้ป่วยนอนฮอดจ์กินทุกรายต้องตรวจไขกระดูกก่อนเริ่มรักษา เพราะพบโรคลุกลามเข้าไขกระดูกได้ร้อยละ 30 ถึง 50
ระยะของโรคอิงตามระบบ Ann Arbor ซึ่งดูว่ารอยโรคอยู่ข้างเดียวหรือสองข้างของกะบังลม อยู่ในหรือนอกต่อมน้ำเหลือง และมี B symptoms หรือไม่ ส่วนการประเมินการตอบสนองใช้ Lugano criteria ที่ทบทวนในปี พ.ศ. 2557 โดยอาศัย PET/CT ถ้าอยากเตรียมตัวก่อนเข้าระบบ ควรตรวจสอบสิทธิการรักษาของตัวเองไว้ก่อน เพราะขั้นตอนเหล่านี้กินเวลาหลายสัปดาห์
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองรักษาหายขาดไหม?
หายขาดได้ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกคนและไม่ใช่ทุกชนิด กรมการแพทย์ระบุเมื่อ 18 กันยายน 2567 ว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งที่พยากรณ์โรคดีชนิดหนึ่ง หากรักษารวดเร็ว ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งหายขาดได้และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ โดยย้ำว่าขึ้นกับชนิดและระยะของโรค ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมสำหรับประชาชน ไม่ใช่การรับประกันผลของผู้ป่วยรายใดรายหนึ่ง
ตัวเลขที่ละเอียดกว่ามาจากดัชนี International Prognostic Index หรือ IPI ซึ่งแนวทาง พ.ศ. 2565 ใช้กับผู้ป่วย diffuse large B-cell lymphoma ปัจจัยที่นับคะแนนมี 5 ข้อ ได้แก่ อายุมากกว่า 60 ปี, LDH สูงกว่าค่าปกติ, ECOG performance status ระดับ 2 ถึง 4, ระยะ III ถึง IV ตาม Ann Arbor และมีรอยโรคนอกต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 1 ตำแหน่ง
| กลุ่มพยากรณ์โรคตาม IPI | จำนวนปัจจัยเสี่ยง | อัตราโรคสงบสมบูรณ์ CR | อัตรารอดชีวิตที่ 5 ปี |
|---|---|---|---|
| Low | 0 ถึง 1 ข้อ | ร้อยละ 87 | ร้อยละ 73 |
| Low intermediate | 2 ข้อ | ร้อยละ 67 | ร้อยละ 51 |
| High intermediate | 3 ข้อ | ร้อยละ 55 | ร้อยละ 43 |
| High | 4 ถึง 5 ข้อ | ร้อยละ 44 | ร้อยละ 26 |
| Age-adjusted IPI กลุ่ม Low อายุต่ำกว่า 60 ปี | 0 ข้อ | ร้อยละ 92 | ร้อยละ 83 |
| Age-adjusted IPI กลุ่ม High อายุต่ำกว่า 60 ปี | 3 ข้อ | ร้อยละ 46 | ร้อยละ 32 |
ตัวเลขในตารางมาจากบทว่าด้วย diffuse large B-cell lymphoma ในแนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 เป็นข้อมูลรวมของกลุ่มที่ศึกษา ไม่ใช่การทำนายรายบุคคล และไม่ได้ใช้กับชนิดอื่น
ฝั่งฮอดจ์กินตัวเลขต่างออกไป
แนวทางการรักษา Hodgkin lymphoma ในประเทศไทย พ.ศ. 2565 ระบุว่าฮอดจ์กินพบราวร้อยละ 7 ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดในไทย แต่เป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้สูงที่สุดโรคหนึ่ง เอกสารฉบับนี้อ้างผลการศึกษา HD16 ที่พบอัตราปลอดการกำเริบของโรคที่ 5 ปี ร้อยละ 93.4 ในกลุ่มที่ได้ยาเคมีบำบัดสูตร ABVD 2 รอบร่วมกับการฉายรังสี 20 Gy เทียบกับร้อยละ 86.1 ในกลุ่มที่ได้ ABVD 2 รอบอย่างเดียว ตัวเลขนี้มาจากผู้ป่วยระยะต้นพยากรณ์โรคดีในการศึกษาต่างประเทศ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของผู้ป่วยไทย
สำหรับ diffuse large B-cell lymphoma เอกสารของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระบุว่าสูตรยาเคมีบำบัดมาตรฐานในปัจจุบันคือ R-CHOP ซึ่งรวมยาแอนติบอดีต่อ CD20 เข้ากับยาเคมีบำบัดสูตรเดิม การเลือกสูตร จำนวนรอบ และขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ผู้รักษาร่วมกับผู้ป่วย บทความนี้จึงไม่ระบุขนาดยาหรือตารางการให้ยา
อีกข้อคือโรคนี้ไม่ค่อยถูกจับได้ตั้งแต่ระยะต้น แนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุว่าเมื่อแรกวินิจฉัย มีผู้ป่วย follicular lymphoma เพียงร้อยละ 10 ที่อยู่ในระยะเฉพาะที่ คือระยะ I ถึง II ขณะที่ผู้ป่วยชนิดรุนแรงส่วนใหญ่อยู่ในระยะลุกลามแล้ว นี่คือเหตุผลที่การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีและการหมั่นสังเกตตัวเอง ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำไว้ จึงมีน้ำหนักมากกว่าที่หลายคนคิด
ต่อมน้ำเหลืองโตแบบไหนที่ต้องไปพบแพทย์ทันที?
ให้แยกเป็นสองระดับ ระดับแรกคือควรนัดพบแพทย์ภายในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ก้อนที่เข้าข้อใดข้อหนึ่งใน 10 ข้อข้างต้น เช่น ก้อนโตเกิน 2 เซนติเมตร ก้อนแข็งไม่เจ็บที่โตขึ้นใน 2 สัปดาห์ หรือก้อนเหนือไหปลาร้า รวมถึงไข้ที่หาสาเหตุไม่ได้นานกว่า 2 สัปดาห์ และน้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ใน 6 เดือน
ระดับที่สองคือต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีหรือโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ได้แก่ หายใจลำบากหรือหอบเหนื่อยที่เกิดขึ้นเร็ว แน่นหน้าอกมากจนนอนราบไม่ได้ ใบหน้าหรือลำคอบวมผิดปกติ รวมถึงอาการทางระบบประสาทที่เกิดใหม่ เช่น แขนขาอ่อนแรง ชัก หรือซึมลง เพราะแนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุว่าโรคนี้ลุกลามเข้าระบบประสาทส่วนกลางได้ และชนิด highly aggressive มักกระจายไปสมองและไขสันหลัง
ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัดอยู่ต้องระวังไข้ระหว่างที่เม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งต้องไปโรงพยาบาลทันทีไม่ต้องรอ และภาวะ tumor lysis syndrome ที่แนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนทางเมตาบอลิกที่รุนแรงและต้องป้องกันก่อนและขณะเริ่มให้เคมีบำบัด
คำถามที่พบบ่อย
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาการเริ่มแรกคืออะไร?
คลำได้ก้อนต่อมน้ำเหลืองโตที่คอ ใต้รักแร้ หรือขาหนีบ ซึ่งค่อนข้างแข็ง อยู่เป็นกลุ่ม และไม่เจ็บ มักตามมาด้วยไข้ที่หาสาเหตุไม่ได้นานกว่า 2 สัปดาห์ เหงื่อออกตอนกลางคืน และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ต่อมน้ำเหลืองโตกี่เซนติเมตรถึงถือว่าผิดปกติ?
สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทยใช้เกณฑ์ว่าต่อมที่คอและรักแร้ซึ่งโตเกิน 1 เซนติเมตร หรือที่ขาหนีบซึ่งโตเกิน 1.5 เซนติเมตร ถือว่าผิดปกติและควรตรวจหาสาเหตุ ส่วนต่อมเหนือไหปลาร้าผิดปกติเสมอไม่ว่าขนาดเท่าใด เกณฑ์ชุดนี้เขียนขึ้นสำหรับผู้ป่วยเด็ก
ต่อมน้ำเหลืองโตแล้วเจ็บ อันตรายไหม?
ก้อนที่กดแล้วเจ็บและนุ่มมักสัมพันธ์กับการติดเชื้อใกล้เคียงมากกว่ามะเร็ง ส่วนก้อนที่น่ากังวลตามเกณฑ์ไทยคือก้อนที่ค่อนข้างแข็ง อยู่เป็นกลุ่ม และไม่เจ็บ แต่ความเจ็บอย่างเดียวไม่ใช่เครื่องตัดสิน ต้องดูขนาด ตำแหน่ง และระยะเวลาประกอบ
ต่อมน้ำเหลืองโตนานแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ?
สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทยแนะนำให้ไปพบแพทย์ถ้าก้อนโตขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 2 สัปดาห์ ขนาดไม่ลดลงหลังรักษาแล้ว 4 ถึง 6 สัปดาห์ หรือยังไม่กลับเป็นปกติภายใน 8 ถึง 12 สัปดาห์
B symptoms คืออะไร?
คือกลุ่มอาการทั้งระบบที่ประกอบด้วยไข้ไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 10 ใน 6 เดือนที่ผ่านมา และเหงื่อออกตอนกลางคืน ตามนิยามในแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2565 ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้มักพยากรณ์โรคไม่ดี
ตรวจเลือดหรือเจาะเข็มเล็กอย่างเดียวพอไหม?
ไม่พอ แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 ระบุว่าการวินิจฉัยชนิดของโรคต้องอาศัยการตรวจชิ้นเนื้อ และ fine needle aspiration ไม่เพียงพอ ต้องตัดชิ้นเนื้อแบบ excisional หรือ incisional biopsy ส่วนการตรวจเลือดใช้ประเมินระยะและความรุนแรงประกอบเท่านั้น
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองพบบ่อยแค่ไหนในคนไทย?
กรมการแพทย์ระบุเมื่อ 18 กันยายน 2567 ว่าพบบ่อยเป็นลำดับที่ 5 ในคนไทย ประมาณ 3,000 ถึง 4,000 คนต่อปี พบได้ทุกช่วงอายุแล้วแต่ชนิดของโรค
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองรักษาหายขาดได้ไหม?
กรมการแพทย์ระบุเมื่อ 18 กันยายน 2567 ว่าหากได้รับการรักษารวดเร็ว ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งหายขาดได้ แต่ขึ้นกับชนิดและระยะของโรค ไม่ใช่การรับประกันผลของผู้ป่วยรายใดรายหนึ่ง
ถ้าไม่รักษาจะเป็นอย่างไร?
อายุรแพทย์โรคเลือดของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่าชนิดรุนแรงหากไม่รักษา ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตใน 6 เดือนถึง 2 ปี แต่หากรักษาทันท่วงทีมีโอกาสหายขาดได้มาก แม้จะอยู่ในระยะใดก็ตาม
ชนิดที่โตช้ากว่าแปลว่าปลอดภัยกว่าหรือเปล่า?
ไม่เสมอไป ชนิด indolent ดำเนินโรคช้าและอาการไม่รุนแรง แต่มักเป็น ๆ หาย ๆ และหายขาดยากกว่าด้วยยาเคมีบำบัดที่มีอยู่ จึงมักรักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้และติดตามอาการเป็นระยะ
อะไรคือปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้?
สถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุปัจจัยเสี่ยงไว้ว่าการติดเชื้อไวรัสอย่าง HIV, HCV และ EBV การติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำจากการได้รับยา การสัมผัสสารเคมีอย่างสารกำจัดศัตรูพืช และพันธุกรรม
สิ่งที่ควรทำภายในสัปดาห์นี้ถ้าคลำเจอก้อน
ถ้าตอนนี้คลำเจอก้อนอยู่ ให้จดสามอย่างไว้ก่อนคือขนาดคร่าว ๆ เทียบกับเหรียญหรือข้อนิ้ว ตำแหน่งที่แน่นอน และวันที่เริ่มสังเกตเห็น จากนั้นชั่งน้ำหนักและจดไว้ เพื่อให้อีก 2 สัปดาห์มีตัวเลขเปรียบเทียบจริงแทนความรู้สึก ถ้าก้อนอยู่เหนือไหปลาร้า โตเกิน 2 เซนติเมตร แข็งและไม่เจ็บ หรือมาพร้อมไข้เรื้อรังกับน้ำหนักที่ลดลงเอง ให้นัดพบแพทย์โดยไม่ต้องรอครบ 2 สัปดาห์
ตัวเลขและเกณฑ์ทั้งหมดในบทความนี้คัดมาจากเอกสารที่ระบุไว้ในแหล่งอ้างอิง ตามที่ปรากฏ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 19 กันยายน 2569 แนวทางเวชปฏิบัติและสถิติมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันกับแพทย์ผู้รักษาหรือหน่วยงานเจ้าของข้อมูลก่อนนำไปใช้ตัดสินใจ บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย และไม่ใช้แทนการตรวจรักษาโดยแพทย์
แหล่งอ้างอิง
- สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย: แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง พ.ศ. 2565
- สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย: แนวทางการรักษา Hodgkin lymphoma ในประเทศไทย (Thai Lymphoma Guideline 2022)
- สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย: ภาวะต่อมน้ำเหลืองโตในเด็ก โดย รศ.นพ.บุญชู พงศ์ธนากุล
- กรมการแพทย์: มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม (1 มีนาคม 2566)
- Thai PBS: ใครเสี่ยงบ้าง แนะสังเกตอาการ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง รายงานคำแถลงของกรมการแพทย์และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (18 กันยายน 2567)
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์: การรักษา Non-Hodgkin lymphoma (NHL) โดย นายแพทย์ทัศน์พงศ์ รายยวา
- NICE: Suspected cancer recognition and referral (NG12) ข้อ 1.10.6 ถึง 1.10.9


