อาการโรคหัวใจที่พบบ่อยที่สุดคือความรู้สึกแน่น หนัก อึดอัด หรือถูกบีบรัดบริเวณกลางหน้าอก ซึ่งสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ระบุว่ามักไม่ใช่อาการเจ็บแปลบแบบเข็มแทง แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีของหนักทับ อาจร้าวไปแขน ไหล่ คอ กราม หรือหลัง โดยเฉพาะแขนซ้าย ร่วมกับเหงื่อแตกโดยไม่มีสาเหตุ หน้าซีด ตัวเย็น เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม คลื่นไส้ หรือวิงเวียน จุดตัดสำคัญคืออาการเป็นต่อเนื่องนานกว่า 15 ถึง 20 นาทีโดยไม่ดีขึ้นด้วยการพัก
ประเด็นสำคัญ
- อาการหลักคือแน่นหรือหนักกลางอก ไม่ใช่เจ็บแปลบ ถ้าเป็นนานกว่า 15 ถึง 20 นาทีและพักแล้วไม่ดีขึ้น ให้ถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน
- แนวเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2563 ระบุว่าผู้ป่วยราวร้อยละ 30 อาการเจ็บหน้าอกไม่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานและผู้สูงอายุ ซึ่งมักมาด้วยอาการเหนื่อยแทน
- สถาบันโรคทรวงอกระบุว่าแม้อายุ 30 ต้น ๆ ก็เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้ หากมีไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความเครียด กรรมพันธุ์ หรือโรคอ้วน
- การตรวจแรกเมื่อสงสัยคือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12 leads แนวเวชปฏิบัติไทยให้ตรวจและแปลผลภายใน 10 นาทีแรกที่ผู้ป่วยมาถึง
- เมื่อวินิจฉัย STEMI แล้ว เป้าหมายคือเปิดหลอดเลือดด้วยสายสวนภายใน 60 ถึง 90 นาทีในโรงพยาบาลที่ทำได้เอง หรือไม่เกิน 120 นาทีเมื่อต้องส่งต่อ
- กรมควบคุมโรคระบุว่าข้อมูล HDC ปี 2568 ไทยมีผู้ป่วยสะสมโรคหัวใจและหลอดเลือด 2.6 แสนคน ส่วนข้อมูลปี 2566 มีผู้เสียชีวิตราว 4 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน
อาการโรคหัวใจมีอะไรบ้าง และอาการเริ่มแรกเป็นอย่างไร?
อาการที่ควรนึกถึงหัวใจขาดเลือดเป็นอันดับแรก ตามที่สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 คือความรู้สึกแน่น หนัก อึดอัด หรือถูกบีบรัดที่กลางหน้าอก โดยเขียนไว้ชัดว่ามักไม่ใช่อาการเจ็บแปลบแบบเข็มแทง จุดนี้สำคัญ เพราะหลายคนตัดหัวใจออกเพียงเพราะไม่ได้เจ็บจี๊ด
อาการอื่นที่มักมาด้วยกัน ได้แก่ ปวดร้าวไปแขน ไหล่ คอ กราม หรือหลัง โดยเฉพาะแขนซ้าย เหงื่อแตกโดยไม่มีสาเหตุร่วมกับหน้าซีดตัวเย็น เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หายใจไม่อิ่มเมื่อออกแรง คลื่นไส้ อาเจียน และวิงเวียน สถาบันฯ ย้ำว่าบางรายมีเพียงอาการกลุ่มหลังนี้โดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจนเลย
อาการเริ่มแรกที่คนมักปล่อยผ่าน
ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอกอธิบายไว้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ว่า ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอาจไม่มีอาการในระยะแรกเลย เพราะคราบตะกรันจากคอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์เม็ดเลือดขาว ค่อย ๆ พอกหนาขึ้นตามเวลา อาการจะโผล่มาเมื่อการตีบรุนแรงขึ้นจนเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ หนึ่งในสัญญาณที่ระบุไว้คือจุกลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะกำเริบ ซึ่งเป็นกับดักที่ทำให้คนไปซื้อยาลดกรดกินเอง
ความเห็นของเราคือ เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้จริงกลางดึกไม่ใช่ “เจ็บมากแค่ไหน” แต่คือสามข้อรวมกัน ได้แก่ ตำแหน่งอยู่กลางอกหรือลิ้นปี่ ระยะเวลาเกิน 15 ถึง 20 นาที และพักแล้วไม่ดีขึ้น ถ้าครบสามข้อ ให้ถือว่าเป็นหัวใจไว้ก่อน
เจ็บหน้าอกแบบไหนอันตราย และแบบไหนไม่ใช่โรคหัวใจ?
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลที่ตรวจสอบโดยสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ว่าอาการเจ็บหน้าอกเกิดได้จากหลายสาเหตุ และไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับหัวใจเสมอไป
| สาเหตุ | ลักษณะอาการเจ็บ | สิ่งที่ทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง | ระดับความเร่งด่วน |
|---|---|---|---|
| หลอดเลือดหัวใจตีบ | เจ็บแน่นกลางอก ร้าวไปแขนซ้าย กราม หรือใต้ลิ้นปี่ | ดีขึ้นเมื่อพัก แต่ถ้าเจ็บนาน 20 นาทีขึ้นไปพร้อมเหงื่อออกและใจสั่น แปลว่าไม่ดีขึ้นแล้ว | สูงที่สุด ให้รีบไปโรงพยาบาล |
| เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ | เจ็บแปลบ | แย่ลงเมื่อหายใจเข้าลึกหรือนอนราบ ดีขึ้นเมื่อเอนตัวมาข้างหน้า | ต้องให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ |
| กรดไหลย้อน | แสบร้อนกลางอก จุกแน่นคอ | มักเป็นหลังรับประทานอาหารหรือตอนนอน | ไม่ฉุกเฉิน แต่ควรพบแพทย์ถ้าเป็นซ้ำ |
| กล้ามเนื้อหรือกระดูกอักเสบ | เจ็บเฉพาะจุด | เจ็บชัดขึ้นเมื่อกดตรงจุดนั้น | ไม่ฉุกเฉิน |
| ลิ่มเลือดอุดตันในปอด | แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยง่าย อาจมีขาบวมข้างหนึ่ง | มักเกิดหลังนั่งหรือนอนนาน เช่น หลังผ่าตัดหรือเดินทางไกล | อันตรายถึงชีวิต ต้องรีบพบแพทย์ |
สังเกตว่าตัวแยกคือท่าทางและบริบท ไม่ใช่ความรุนแรงของความเจ็บ ถ้าเจ็บเฉพาะจุดและกดแล้วเจ็บชัดขึ้น โอกาสเป็นกล้ามเนื้อหรือกระดูกสูงกว่าหัวใจ แต่ถ้าแน่นเป็นบริเวณกว้างจนชี้จุดไม่ได้ ให้ระวังไว้ก่อน อาการแสบร้อนกลางอกหลังมื้ออาหารมักเป็น กรดไหลย้อน แต่อาการจุกลิ้นปี่จากหัวใจขาดเลือดหน้าตาคล้ายกันมาก จึงไม่ควรวินิจฉัยเองเมื่อเกิดครั้งแรก อีกภาวะที่สับสนกันบ่อยคือ อาการแพนิค ซึ่งมีทั้งใจสั่น แน่นหน้าอก และเหงื่อออกได้เหมือนกัน
อาการหัวใจวายในผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวาน ต่างกันไหม?
ต่างกันจริง และแนวเวชปฏิบัติไทยระบุตัวเลขไว้ด้วย แนวเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน พ.ศ. 2563 ของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เขียนว่าผู้ป่วยประมาณร้อยละ 30 มีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ชัดเจน เช่น ผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้สูงอายุ ซึ่งมักมาด้วยอาการเหนื่อยหรือหัวใจล้มเหลวมากกว่าเจ็บหน้าอก เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าผู้ป่วยหลายรายมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ ใจสั่น หรือเป็นลมหมดสติ ทำให้วินิจฉัยล่าช้า
ฝั่งข้อมูลต่างประเทศ สถาบันหัวใจ ปอด และโลหิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NHLBI) ระบุว่าอาการที่พบบ่อยที่สุดยังคงเป็นอาการเจ็บ หนัก หรือไม่สบายที่กลางหรือด้านซ้ายของหน้าอก แต่เสริมว่าอาการอ่อนเพลียผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ บางครั้งต่อเนื่องหลายวัน พบในผู้หญิงมากกว่า และภาวะหัวใจวายชนิดเงียบพบบ่อยกว่าในผู้สูงอายุและผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ต้องแยกให้ชัดว่าเอกสารไทยที่เราอ่านไม่ได้แยกตัวเลขตามเพศ แต่รวมผู้หญิงไว้ในกลุ่มที่อาการไม่ชัดเจน รายการอาการรายเพศจึงเป็นข้อมูลเสริม ไม่ใช่ข้อมูลแทนที่
เพศยังมีผลในเชิงเทคนิคด้วย แนวเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2563 กำหนดเกณฑ์วินิจฉัย STEMI ว่า ST segment elevation ใน lead V2 ถึง V3 ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 2 มิลลิเมตรในผู้ชาย แต่ 1.5 มิลลิเมตรในผู้หญิง ส่วน lead อื่นใช้เกณฑ์ 1 มิลลิเมตรเท่ากัน
ใจสั่นแบบไหนต้องไปหาหมอ?
ใจสั่นที่มาพร้อมอาการอื่นคือใจสั่นที่ต้องไปหาหมอ กรมควบคุมโรคจัดใจสั่นไว้ในรายการอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมกับเจ็บหน้าอก จุกแน่นกลางอก เจ็บร้าวหัวไหล่ซ้าย แขนหรือกราม และเหงื่อออก พร้อมระบุว่าหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันทีหรือโทร 1669
สามชุดอาการต่อไปนี้ไม่ควรรอ ชุดแรกคือใจสั่นพร้อมเจ็บแน่นหน้าอกหรือเหงื่อแตก ชุดที่สองคือใจสั่นพร้อมหน้ามืดจะเป็นลมหรือหมดสติ เพราะแนวเวชปฏิบัติไทยจัดการเป็นลมหมดสติไว้เป็นอาการนำที่ทำให้วินิจฉัยล่าช้า ชุดที่สามคือใจสั่นพร้อมเหนื่อยหอบผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการนำของหัวใจล้มเหลว
ถ้าใจสั่นเป็นพัก ๆ แล้วหายเองโดยไม่มีอาการร่วม การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในห้องตรวจอาจจับไม่ทัน ศูนย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ Holter monitor ไว้ในรายการตรวจของศูนย์ ซึ่ง NHLBI อธิบายว่าเป็นเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจขนาดเล็กที่บันทึกต่อเนื่องเป็นเวลานานระหว่างใช้ชีวิตตามปกติ จะใช้หรือไม่เป็นดุลยพินิจของแพทย์
ตรวจหัวใจมีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างบอกอะไร?
เมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เข้าได้กับหัวใจขาดเลือด สถาบันโรคทรวงอกระบุลำดับมาตรฐานไว้ห้าอย่าง คือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจภายใน 10 นาทีแรกที่มาถึงห้องฉุกเฉิน เจาะเลือดดูค่าโทรโปนิน ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจเมื่อมีข้อบ่งชี้ ตารางด้านล่างอธิบายหน้าที่ของแต่ละการตรวจตาม NHLBI ส่วนกรอบเวลาของไทยมาจากแนวเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2563 สถาบันโรคทรวงอก และ สปสช.
| การตรวจ | ดูอะไร | เหมาะกับสถานการณ์ใด | กรอบเวลาหรือเงื่อนไขในไทย | ที่มา |
|---|---|---|---|---|
| คลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12 leads (EKG) | บันทึกกิจกรรมไฟฟ้าของหัวใจ | ด่านแรกทุกครั้งที่สงสัยหัวใจขาดเลือด | ตรวจและแปลผลภายใน 10 นาที นับจากผู้ป่วยมาถึง | แนวเวชปฏิบัติไทย 2563 และ NHLBI |
| เอนไซม์หัวใจ cardiac troponins | บอกว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายหรือไม่ | เมื่ออาการหรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจยังไม่ชี้ชัด | ควรทราบผลภายใน 1 ถึง 2 ชั่วโมง อาจเจาะซ้ำห่างกันราว 3 ชั่วโมง | แนวเวชปฏิบัติไทย 2563 |
| คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) | ใช้คลื่นเสียงสร้างภาพเคลื่อนไหวของหัวใจ ดูขนาด รูปร่าง และการบีบตัว | ช่วยแยกโรคและหาภาวะแทรกซ้อน | ตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ไม่เจ็บ ทำข้างเตียงได้ | สถาบันโรคทรวงอก และ NHLBI |
| เดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจ (Exercise Stress Test) | วัดว่าหัวใจทำงานดีแค่ไหนขณะร่างกายถูกใช้งานหนัก | คนที่จุกแน่นหน้าอกขณะออกแรงแต่ยังไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน | แนะให้พบแพทย์เฉพาะทางเมื่อจุกแน่นหน้าอกขณะออกแรง | สถาบันโรคทรวงอก และ NHLBI |
| Holter monitor | บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่องเป็นเวลานานระหว่างใช้ชีวิตปกติ | ใจสั่นหรือหน้ามืดเป็นพัก ๆ ที่การตรวจครั้งเดียวจับไม่ได้ | อยู่ในรายการบริการของศูนย์โรคหัวใจ ศิริราช | ศิริราช และ NHLBI |
| CT Calcium Score | วัดแคลเซียมในผนังหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสัญญาณหลอดเลือดแดงแข็ง | ประเมินความเสี่ยงในคนที่ยังไม่มีอาการชัด | จัดเป็นการตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อประเมินความเสี่ยง | สถาบันโรคทรวงอก และ NHLBI |
| ฉีดสีสวนหัวใจ (Coronary Angiography) | ใช้สารทึบรังสีและภาพเอกซเรย์หาจุดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ | เมื่อต้องดูตำแหน่งตีบจริงหรือต้องเปิดหลอดเลือด | สิทธิบัตรทองจ่ายตามข้อบ่งชี้ ปี 2568 ทำ 39,692 ครั้ง | สปสช. และ NHLBI |

การตรวจแต่ละอย่างตอบคำถามคนละข้อ การเลือกว่าจะตรวจอะไรจึงเป็นการตัดสินใจของแพทย์ ไม่ใช่สิ่งที่เลือกซื้อตามแพ็กเกจเอง
อาการแบบใดต้องโทร 1669 ทันที?
สถาบันโรคทรวงอกเขียนเส้นแบ่งไว้ตรงไปตรงมาว่า ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่กรามหรือแขนซ้าย มีเหงื่อแตกโชก เหมือนจะเป็นลม อย่ารอดูอาการ ให้รีบโทร 1669 พร้อมย้ำว่าทุกเวลาที่เสียไปคือกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายลง เหตุผลคือรถฉุกเฉินไม่ได้เป็นแค่พาหนะ ทีมกู้ชีพส่งข้อมูลให้แพทย์หัวใจเตรียมห้องสวนหัวใจรอได้ระหว่างทาง แนวเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2563 ระบุว่าผู้ป่วยส่วนมากเลือกเดินทางไปเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของความล่าช้า
ถ้าคนตรงหน้าหมดสติและหัวใจหยุดเต้น
สถาบันโรคทรวงอกให้ลำดับปฏิบัติไว้ 4 ขั้นตอน เริ่มจากตีที่ไหล่ทั้งสองข้างแรง ๆ เพื่อดูการตอบสนอง หากไม่ตอบสนองและไม่หายใจหรือหายใจเฮือก ให้เริ่มช่วยเหลือทันที จากนั้นโทร 1669 แจ้งว่าพบผู้หมดสติไม่หายใจ ระบุสถานที่ให้ชัด และเปิดลำโพงเพื่อรับคำแนะนำ ขั้นที่สามคือตะโกนขอให้คนใกล้เคียงนำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) มาให้เร็วที่สุด
ขั้นที่สี่คือกดหน้าอก วางส้นมือซ้อนกันตรงกึ่งกลางหน้าอก กดลึกประมาณ 5 ถึง 6 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100 ถึง 120 ครั้งต่อนาที และกดต่อเนื่องจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง เมื่อเครื่อง AED มาถึงให้เปิดเครื่อง แปะแผ่นนำไฟฟ้าตามรูปบนแผ่น แล้วทำตามคำแนะนำด้วยเสียงจากเครื่อง
สิทธิฉุกเฉินวิกฤต UCEP
กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ว่าสิทธิ UCEP ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทุกแห่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤต แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง หนึ่งใน 6 กลุ่มอาการที่เข้าข่ายคือเจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง อีกกลุ่มคือหมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ และภาวะช็อกที่มีเหงื่อแตก ตัวเย็น ซีด สายด่วนที่ระบุคือ 1669 สำหรับแจ้งเหตุ และ 1330 สำหรับสอบถามสิทธิ
ไทยรักษาหัวใจขาดเลือดเร็วแค่ไหน และสิทธิรักษาจ่ายอะไรให้บ้าง?
แนวเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2563 วางตัวชี้วัดเวลาไว้ชัดเจน โดยนับจากเวลาที่วินิจฉัย STEMI จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นจุดเริ่มต้น โรงพยาบาลที่สวนขยายหลอดเลือดเองได้ตั้งเป้าผ่านอุปกรณ์เข้าไปในหลอดเลือดภายในน้อยกว่า 60 นาที และอย่างช้าน้อยกว่า 90 นาที ส่วนกรณีที่ต้องส่งต่อ เป้าหมายคือน้อยกว่า 120 นาที ถ้าโรงพยาบาลนั้นทำสวนหัวใจไม่ได้ ให้เริ่มยาละลายลิ่มเลือดภายใน 10 นาที และอย่างช้าไม่เกิน 30 นาทีนับจากวินิจฉัย อีกข้อคือให้เปิดหลอดเลือดในผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการเจ็บหน้าอกภายใน 12 ชั่วโมงและยังมี ST segment elevation
สิทธิบัตรทองจ่ายให้ถึงไหน
โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ว่าสิทธิบัตรทอง 30 บาท ดูแลการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ตั้งแต่ตรวจวินิจฉัย ให้ยาละลายลิ่มเลือด ฉีดสีและสวนหัวใจ ทำ PCI ไปจนถึงผ่าตัดหัวใจ ตัวเลขปี 2568 คือมีผู้ป่วยรับบริการ 65,744 คน รวม 79,394 ครั้ง เป็นการฉีดสีและขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนหรือใส่ขดลวด 39,692 ครั้ง ส่วนผ่าตัดหัวใจมีหน่วยบริการที่มีศักยภาพ 70 แห่ง ให้บริการรวม 12,659 ครั้ง
ด้านโครงข่าย ปีงบประมาณ 2568 มีหน่วยบริการที่ให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ 949 แห่งทั่วประเทศ และหน่วยรับส่งต่อเฉพาะด้าน PCI 88 แห่ง รายงานประจำปี สปสช. ปี 2568 ระบุว่าผู้ป่วยบัตรทองอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เข้ารักษาด้วย STEMI มี 14,656 คน หรือ 38.54 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในจำนวนนี้ 12,632 คน ได้รับยาละลายลิ่มเลือดหรือทำ PCI คิดเป็นร้อยละ 86.20 เทียบกับปี 2552 ที่ได้รับบริการเพียงร้อยละ 27.71
ตัวเลขป้องกันที่กรมควบคุมโรคใช้
กรมควบคุมโรคระบุในการรณรงค์วันหัวใจโลก 29 กันยายน 2568 ว่าข้อมูล HDC ปี 2568 ไทยมีผู้ป่วยสะสมโรคหัวใจและหลอดเลือด 2.6 แสนคน ส่วนการรณรงค์ปี 2567 อ้างข้อมูล HDC ปี 2566 ว่ามีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิตราว 4 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน ตัวเลขระดับโลกจากสมาพันธ์หัวใจโลกคือเสียชีวิต 20.5 ล้านคนต่อปี
เป้าหมายตัวเลขที่กรมควบคุมโรคแนะนำในปี 2568 ได้แก่ ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ นอนหลับ 7 ถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน คุมน้ำหนักให้ BMI อยู่ระหว่าง 18.5 ถึง 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ความดันโลหิตน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท น้ำตาลในเลือดน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไขมันในเลือดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ด้าน สปสช. ระบุว่าผู้มีอายุ 35 ปีขึ้นไปทุกสิทธิการรักษาสามารถรับบริการตรวจสุขภาพที่จำเป็นตามกลุ่มวัย ซึ่งรวมการคัดกรองความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และการตรวจระดับไขมัน รายละเอียดอ่านเพิ่มได้ที่ ตรวจสุขภาพประจำปีตรวจอะไรบ้าง
ตัวเลขและเกณฑ์ทั้งหมดในบทความนี้คัดจากแหล่งที่ระบุไว้ท้ายบทความ ณ วันที่ตรวจสอบ 19 กันยายน 2569 ข้อมูลสิทธิ สถิติ และแนวเวชปฏิบัติมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือกับแพทย์ก่อนนำไปใช้ บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะราย และไม่ใช้แทนการพบแพทย์ การเลือกยา ขนาดยา และวิธีตรวจรักษาเป็นดุลยพินิจของแพทย์หรือเภสัชกร
คำถามที่พบบ่อย
อาการโรคหัวใจที่ต้องรีบที่สุดคืออะไร?
คือแน่นหรือหนักเหมือนมีของทับกลางหน้าอก ร้าวไปแขนซ้ายหรือกราม มีเหงื่อแตกโชก และเหมือนจะเป็นลม สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ระบุว่าเจอชุดนี้ให้โทร 1669 ทันที
เจ็บหน้าอกนานเท่าไหร่ถึงเรียกว่าอันตราย?
สถาบันโรคทรวงอกใช้เกณฑ์ว่าอาการเป็นต่อเนื่องนานกว่า 15 ถึง 20 นาทีและไม่ดีขึ้นด้วยการพัก ส่วนเอกสารที่เผยแพร่ผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมใช้ตัวเลข 20 นาทีขึ้นไปร่วมกับเหงื่อออกและใจสั่น
ไม่เจ็บหน้าอกเลย เป็นโรคหัวใจได้ไหม?
ได้ แนวเวชปฏิบัติของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2563 ระบุว่าผู้ป่วยราวร้อยละ 30 มีอาการเจ็บหน้าอกไม่ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานและผู้สูงอายุ ซึ่งมักมาด้วยอาการเหนื่อยแทน
อาการหัวใจวายในผู้หญิงต่างจากผู้ชายจริงหรือไม่?
NHLBI ของสหรัฐอเมริกาให้ข้อมูลว่าอาการอ่อนเพลียผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุพบในผู้หญิงมากกว่า แต่ย้ำว่าอาการที่พบบ่อยที่สุดยังคงเป็นเจ็บหรือแน่นหน้าอก ส่วนเอกสารไทยที่เราอ่านรวมผู้หญิงไว้ในกลุ่มที่อาการอาจไม่ชัดเจน โดยไม่ได้แยกตัวเลขตามเพศ
ใจสั่นอย่างเดียว ต้องไปโรงพยาบาลไหม?
ถ้าใจสั่นมาพร้อมเจ็บแน่นหน้าอก เหงื่อแตก หน้ามืดจะเป็นลม หรือเหนื่อยหอบผิดปกติ ควรไปทันทีหรือโทร 1669 ส่วนใจสั่นเป็นพัก ๆ ที่หายเอง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาว่าต้องตรวจเพิ่มหรือไม่
ตรวจหัวใจมีอะไรบ้าง?
ที่พบบ่อยคือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เจาะเลือดดูค่าโทรโปนิน คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ เดินสายพานตรวจสมรรถภาพหัวใจ Holter monitor ตรวจ CT Calcium Score และการฉีดสีสวนหัวใจ แพทย์จะเป็นผู้เลือกตามอาการและความเสี่ยง
อายุน้อยมีโอกาสเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบไหม?
มี สถาบันโรคทรวงอกระบุว่าปัจจัยเสี่ยงอย่างไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความเครียด กรรมพันธุ์ และโรคอ้วน ทำให้เกิดภาวะนี้ในคนอายุ 30 ต้น ๆ ได้เช่นกัน
เจ็บหน้าอกแล้วเข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด จะเสียเงินไหม?
กรมประชาสัมพันธ์ระบุว่าสิทธิ UCEP ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดได้ทุกแห่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤต แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง และเจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรงเป็นหนึ่งใน 6 กลุ่มอาการที่เข้าข่าย
ควรขับรถไปเองหรือเรียกรถพยาบาล?
ให้โทร 1669 สถาบันโรคทรวงอกอธิบายว่าทีมกู้ชีพบนรถฉุกเฉินส่งข้อมูลให้แพทย์หัวใจเตรียมห้องสวนหัวใจรอไว้ระหว่างทางได้ ขณะที่แนวเวชปฏิบัติไทยระบุว่าการที่ผู้ป่วยเดินทางไปเองเป็นสาเหตุหนึ่งของความล่าช้า
หลังรักษาหายแล้วหยุดยาเองได้ไหม?
ไม่ได้ สถาบันโรคทรวงอกระบุให้รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน และยาควบคุมความดัน และห้ามหยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้น การปรับยาเป็นดุลยพินิจของแพทย์
สรุปสิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้
จำเกณฑ์สามข้อให้ขึ้นใจ คือกลางอกหรือลิ้นปี่ นานเกิน 15 ถึง 20 นาที และพักแล้วไม่ดีขึ้น ถ้าครบสามข้อให้โทร 1669 ไม่ต้องรอให้เจ็บมากกว่านี้ และอย่าตัดหัวใจออกเพียงเพราะไม่ได้เจ็บแปลบ ถ้ายังไม่มีอาการ สิ่งที่ทำได้เลยคือไปตรวจคัดกรองความดัน น้ำตาล และไขมันตามสิทธิที่มี โดยเฉพาะผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป แล้วจดสามค่านั้นไว้เทียบทุกปี ส่วนผู้ที่มีเบาหวาน ความดันสูง หรือญาติสายตรงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร ควรถามแพทย์ประจำตัวไว้ล่วงหน้าว่าอาการแบบไหนของตัวเองคือสัญญาณที่ต้องเรียกรถฉุกเฉิน
แหล่งอ้างอิง
- Hfocus: สัญญาณเตือนเส้นเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ย้ำตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทำได้ทันทีเมื่อสงสัย ข้อมูลจากสถาบันโรคทรวงอก (18 กรกฎาคม 2569)
- Hfocus: เตือนสัญญาณโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น ไม่ใช่ฉับพลัน แต่สะสมจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ (21 สิงหาคม 2569)
- Hfocus: สปสช. เผยบัตรทองให้สิทธิรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ เดินหน้าพัฒนากลไกจ่ายเงิน (22 สิงหาคม 2569)
- สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์: แนวเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน พ.ศ. 2563
- กรมควบคุมโรค: รณรงค์วันหัวใจโลก ปี 2568 อย่าพลาดจังหวะหัวใจ (29 กันยายน 2568)
- กรมควบคุมโรค: ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2567 เน้นย้ำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ (26 กันยายน 2567)
- ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย: อาการเจ็บหน้าอก สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ตรวจสอบโดยสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ (19 ตุลาคม 2568)
- กรมประชาสัมพันธ์: เปิด 6 อาการวิกฤต ที่มีสิทธิใช้ UCEP ฟรี 72 ชั่วโมง ทุกโรงพยาบาล (21 พฤศจิกายน 2568)
- NHLBI: Heart Attack Symptoms
- NHLBI: Heart Tests
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล: Her Majesty Cardiac Center Test and Procedure


