บทความแนะนำอาการแพนิค: 13 อาการตามเกณฑ์ DSM-5 แยกจากหัวใจวาย และวิธีรับมือ

อาการแพนิค: 13 อาการตามเกณฑ์ DSM-5 แยกจากหัวใจวาย และวิธีรับมือ

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: อาการแพนิคคือความกลัวและอาการทางกายที่พุ่งขึ้นเร็วมากโดยไม่มีอันตรายจริงอยู่ตรงหน้า เกณฑ์ DSM-5 กำหนดว่าต้องมีอย่างน้อย 4 จาก 13 อาการ และถึงจุดสูงสุดภายในไม่กี่นาที ตัวอาการเองไม่ทำให้เสียชีวิต แต่ครั้งแรกต้องให้แพทย์ตัดโรคทางกายออกก่อนเสมอ

อาการแพนิค (panic attack) คือช่วงของความกลัวหรือความไม่สบายอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นทันทีและพุ่งถึงจุดสูงสุดภายในไม่กี่นาที โดยมีอาการทางกายร่วมอย่างน้อย 4 ใน 13 ข้อตามเกณฑ์ DSM-5 เช่น ใจสั่น เหงื่อแตก ตัวสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก และความรู้สึกว่ากำลังจะตาย ข้อมูลของโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2564 ระบุว่าโรคแพนิคพบได้ถึงร้อยละ 3 ถึง 5 ในประชากรทั่วไป และถ้าไม่ทำอะไรเลย อาการมักหายไปเองในราว 10 นาที ตามธรรมชาติของการหลั่งอะดรีนาลิน

ประเด็นสำคัญ

  • เกณฑ์ DSM-5 ต้องมีอย่างน้อย 4 จาก 13 อาการในหนึ่งครั้ง และอาการต้องพุ่งถึงจุดสูงสุดภายในไม่กี่นาที
  • การเป็นแพนิค 1 ครั้งยังไม่ใช่โรคแพนิค ต้องเป็นซ้ำแบบคาดเดาไม่ได้ ร่วมกับความกังวลหรือการเลี่ยงนานตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป
  • คู่มือของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ฉบับ พ.ศ. 2540 ระบุว่าอาการถึงจุดสูงสุดใน 10 นาที แล้วลดลงจนหายภายใน 60 นาที
  • การสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ พ.ศ. 2556 พบความชุกตลอดชีวิตร้อยละ 0.6 จากกลุ่มตัวอย่าง 4,727 คน
  • โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ระบุว่าการหายใจในถุงกระดาษและการเลี่ยงสถานที่ กลับทำให้อาการแย่ลงและนานขึ้น
  • แนวทาง NICE CG113 ฉบับปรับปรุง 15 มิถุนายน ค.ศ. 2020 แนะนำ CBT รวม 7 ถึง 14 ชั่วโมง และระบุว่าไม่ควรสั่งยากลุ่ม benzodiazepine
  • เจ็บแน่นหน้าอกครั้งแรก เจ็บขณะออกแรง หรือเป็นลมหมดสติ ให้ถือเป็นเรื่องทางกายไว้ก่อนและโทร 1669

อาการแพนิคคืออะไร และต่างจากความเครียดธรรมดาอย่างไร?

ความแตกต่างอยู่ที่ความเร็ว ความเครียดทั่วไปค่อย ๆ สะสมและโยงกับเรื่องที่กำลังเผชิญได้ชัด ส่วนอาการแพนิคมาเร็วจนผู้ที่เป็นอธิบายไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร และรุนแรงจนหลายคนเชื่อว่าตัวเองกำลังจะเสียชีวิต Merck Manual นิยาม panic attack ว่าเป็นช่วงสั้น ๆ ของความไม่สบาย ความวิตกกังวล หรือความกลัวที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมอาการทางกายหรือทางความคิดร่วมด้วย

แพนิคแอทแทค (panic attack) คือเหตุการณ์หนึ่งครั้งของความกลัวหรือความไม่สบายอย่างรุนแรงที่พุ่งถึงจุดสูงสุดภายในไม่กี่นาที ส่วน โรคแพนิค (panic disorder) คือการมีแพนิคแอทแทคซ้ำแบบคาดเดาไม่ได้ ร่วมกับความกังวลว่าจะเป็นอีก หรือเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดซ้ำ นานตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป คนจำนวนมากเคยมีแพนิคแอทแทคโดยไม่เคยเป็นโรคแพนิค

โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ สังกัดกรมสุขภาพจิต อธิบายกลไกไว้ว่า สมองส่วนอารมณ์ที่เรียกว่าอะมิกดาลารับรู้ว่ามีอันตราย จึงส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทซิมพาเทติก ซึ่งกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งอะดรีนาลินเข้าสู่กระแสเลือด ฮอร์โมนตัวนี้เตรียมร่างกายให้สู้หรือหนี ผลที่ตามมาจึงเป็นหัวใจเต้นเร็ว ปั่นป่วนในท้อง กล้ามเนื้อเกร็ง ปากแห้ง หายใจเร็ว ร้อนวูบวาบ และเหงื่อแตก อาการชุดนี้เป็นการทำงานของระบบประสาทที่แรงเกินจำเป็น ไม่ใช่สัญญาณว่าอวัยวะกำลังล้มเหลว บทความเดียวกันระบุด้วยว่าหากมีญาติสายตรงเป็นโรคนี้ จะพบความสัมพันธ์ราวร้อยละ 43

ในภาพใหญ่ องค์การอนามัยโลกปรับปรุงเอกสารข้อเท็จจริงเรื่องโรควิตกกังวลเมื่อ 15 กันยายน ค.ศ. 2026 ระบุว่าโรคกลุ่มนี้พบบ่อยที่สุดในบรรดาโรคทางจิตเวช มีผู้ป่วย 470 ล้านคนในปี ค.ศ. 2023 หรือราวร้อยละ 5.8 ของประชากรโลก และแม้มีการรักษาที่ได้ผลดี แต่มีเพียงร้อยละ 27.6 ของผู้ที่ต้องการเท่านั้นที่ได้รับการรักษา

อาการแพนิคมีอะไรบ้าง ต้องมีกี่ข้อ และนานเท่าไหร่?

เกณฑ์ DSM-5 ระบุรายการไว้ 13 ข้อ และต้องมีอย่างน้อย 4 ข้อเกิดพร้อมกันในหนึ่งครั้ง จึงนับว่าเป็นแพนิคแอทแทคเต็มรูปแบบ

  • ใจสั่น รู้สึกหัวใจเต้นแรงหรือเต้นเร็วผิดปกติ
  • เหงื่อแตก
  • ตัวสั่นหรือมือสั่น
  • หายใจไม่อิ่ม รู้สึกหายใจไม่ทัน
  • รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอหรือสำลัก
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้หรือปั่นป่วนในท้อง
  • เวียนศีรษะ โคลงเคลง หรือรู้สึกหน้ามืดจะเป็นลม
  • หนาวสั่นหรือร้อนวูบวาบ
  • ชาหรือรู้สึกซ่าตามปลายมือปลายเท้า
  • รู้สึกว่าสิ่งรอบตัวไม่เป็นจริง หรือรู้สึกแปลกแยกจากตัวเอง นับรวมเป็นข้อเดียว
  • กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้หรือจะเป็นบ้า
  • กลัวว่ากำลังจะตาย

เรื่องระยะเวลา แหล่งข้อมูลแต่ละยุคเขียนไม่เหมือนกัน และควรรู้ว่าตัวไหนใหม่กว่า DSM-5 ฉบับปัจจุบันใช้คำว่าถึงจุดสูงสุดภายในไม่กี่นาที โดยไม่กำหนดตัวเลขตายตัว ส่วนคู่มือการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยโรควิตกกังวล ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 พ.ศ. 2540 ของ นพ.มาโนช หล่อตระกูล และ นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์ ซึ่งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเผยแพร่ต่อ ระบุว่าถึงจุดสูงสุดภายใน 10 นาที แล้วลดลงจนหายไปใน 60 นาที เอกสารของกรมกิจการผู้สูงอายุเมื่อ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ใช้ตัวเลข 10 นาทีเช่นกัน แล้วระบุว่าอาการทุเลาลงในราว 30 นาที ส่วน Merck Manual เขียนกว้างกว่าว่าอาจอยู่ตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนถึงหนึ่งชั่วโมง

จุดที่ทุกแหล่งตรงกันคืออาการมีจุดจบของตัวเอง โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์เขียนว่า ถ้าไม่ทำอะไรเลย อาการจะหายไปเองในเวลา 10 นาที ส่วนความถี่ต่างกันมากในแต่ละคน ตั้งแต่หลายครั้งต่อวันไปจนถึงไม่กี่ครั้งต่อปี และคนส่วนใหญ่จะเคยมีอาการแพนิคหนึ่งหรือสองครั้งในชีวิตโดยไม่กลายเป็นโรค

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  การแปลงหน่วย: 1 นิ้ว เท่ากับ กี่ เซนติเมตร

แพนิค หัวใจขาดเลือด และโรควิตกกังวลทั่วไป ต่างกันตรงไหน?

คำถามนี้ตอบผิดได้ทั้งสองทาง ถ้าคิดว่าเป็นหัวใจทั้งที่เป็นแพนิค ผู้ป่วยจะวนตรวจซ้ำโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูก และถ้าคิดว่าเป็นแพนิคทั้งที่เป็นหัวใจ ก็อาจเสียชีวิตได้ หลักปฏิบัติจึงตรงกันทุกแหล่งว่าครั้งแรกต้องให้แพทย์ตรวจตัดโรคทางกายออกก่อน

แนวทาง NICE CG113 ระบุว่าผู้ที่มาห้องฉุกเฉินด้วยอาการเจ็บหน้าอก มีโอกาสที่สาเหตุจะเป็นโรคแพนิคสูงขึ้นถ้าตรวจแล้วไม่พบโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นเพศหญิง หรืออายุค่อนข้างน้อย ถ้าปัจจัยเหล่านี้ไม่เข้าทาง ให้เดินเส้นทางหัวใจก่อน Merck Manual ระบุโรคที่ต้องตัดออกไว้ได้แก่ ไทรอยด์เป็นพิษ กลุ่มอาการหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หากสงสัยเรื่องต่อมไทรอยด์ อ่านเพิ่มที่ อาการของโรคไทรอยด์ และถ้ากังวลเรื่องหัวใจ อ่าน อาการโรคหัวใจ ประกอบ ตารางด้านล่างสรุปจุดแยกที่ใช้ได้จริง

ประเด็นอาการแพนิคโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันโรควิตกกังวลทั่วไป (GAD)
จังหวะการเกิดฉับพลัน สูงสุดในไม่กี่นาที คาดเดาไม่ได้ค่อย ๆ หนักขึ้น มักสัมพันธ์กับการออกแรงกังวลต่อเนื่องเป็นเดือน ไม่พุ่งเป็นช่วง
ระยะเวลาราว 10 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แล้วทุเลาเองมักไม่ทุเลาเอง ต้องรักษาเร่งด่วนเป็นแทบทุกวันในหลายเรื่องพร้อมกัน
อาการเด่นใจสั่น ชาปลายมือ รู้สึกไม่จริง กลัวตายแน่นหรือบีบหน้าอก มักมีเหงื่อแตกร่วมนอนไม่หลับ หงุดหงิด กล้ามเนื้อตึง
ตัวกระตุ้นมักไม่มี บางรายเกิดขณะนอนหลับออกแรง อากาศเย็น ความเครียดทางกายเรื่องในชีวิตประจำวันหลายเรื่อง
ผลตรวจร่างกายปกติ ซึ่งเป็นผลที่คาดไว้อยู่แล้วคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือค่าเลือดผิดปกติได้ปกติ ใช้ระยะเวลาอาการเป็นตัวตัดสิน
สิ่งที่ต้องทำทันทีอยู่นิ่ง หายใจตามปกติ รอให้ผ่านไปโทร 1669 ทันที ไม่ขับรถไปเองนัดพบแพทย์ตามปกติ ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน
ความชุกตลอดชีวิตในคนไทยร้อยละ 0.6ไม่อยู่ในการสำรวจฉบับนี้ร้อยละ 0.3

สำหรับคนที่ตรวจหัวใจแล้วผลปกติแต่ยังไม่สบายใจ คู่มือฉบับ พ.ศ. 2540 อ้างรายงานว่าผู้ป่วยในคลินิกโรคหัวใจที่ตรวจคลื่นหัวใจหรือสวนหลอดเลือดหัวใจแล้วได้ผลปกติ แท้จริงเป็นโรคแพนิคกว่าร้อยละ 50 ถึง 60 ตัวเลขนี้เก่าและมาจากบริบทของยุคนั้น จึงควรใช้เป็นแนวคิดว่าอย่าหยุดการดูแลไว้แค่ผลตรวจปกติ ไม่ใช่ใช้เป็นสถิติปัจจุบัน คู่มือเล่มเดียวกันยังเตือนไม่ให้บอกผู้ป่วยว่าเป็นโรคหัวใจอ่อน เพราะเป็นชื่อโรคที่ตรวจไม่พบจริง

โรคแพนิคพบบ่อยแค่ไหน และตัวเลขแต่ละชุดมาจากปีใด?

ตัวเลขความชุกที่เห็นตามสื่อต่างกันหลายเท่า เพราะมาจากคนละประชากร คนละนิยาม และคนละปี ตารางนี้แยกให้เห็นว่าตัวเลขไหนเป็นของใคร

แหล่งข้อมูลประชากรที่ศึกษาตัวเลขปีของข้อมูล
การสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ ตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ปีที่ 30 ฉบับที่ 3คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป 4,727 คนความชุกตลอดชีวิตของโรคแพนิค ร้อยละ 0.6สำรวจ พ.ศ. 2556 ตีพิมพ์ พ.ศ. 2565
การสำรวจฉบับเดียวกันกลุ่มตัวอย่างชุดเดียวกันโรควิตกกังวลอย่างน้อยหนึ่งโรค ร้อยละ 3.1 โดย agoraphobia ร้อยละ 1.3 สูงที่สุดสำรวจ พ.ศ. 2556
โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ประชากรทั่วไปโรคแพนิคพบได้ถึงร้อยละ 3 ถึง 5เผยแพร่ พ.ศ. 2564
สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐ (NIMH) จากการสำรวจ NCS-Rผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริการ้อยละ 2.7 ในรอบ 12 เดือน หญิง 3.8 ชาย 1.6 และร้อยละ 4.7 ตลอดชีวิตเก็บข้อมูล ค.ศ. 2001 ถึง 2003
Merck Manual ฉบับบุคลากรทางการแพทย์ประชากรทั่วไปร้อยละ 2 ถึง 3 ในรอบ 12 เดือน หญิงมากกว่าชายราว 2 เท่าฉบับออนไลน์ที่เปิดอ่าน กันยายน 2569
องค์การอนามัยโลกประชากรโลก นับโรควิตกกังวลทุกชนิด470 ล้านคน หรือร้อยละ 5.8 และมีเพียงร้อยละ 27.6 ที่ได้รับการรักษาข้อมูลปี ค.ศ. 2023 ปรับปรุง 15 กันยายน ค.ศ. 2026

อีกตัวเลขที่ควรรู้คืออายุที่เริ่มเป็น คู่มือฉบับ พ.ศ. 2540 ระบุอายุเฉลี่ยไว้ราว 25 ปี ขณะที่ Merck Manual เขียนว่ามักเริ่มในช่วงวัยรุ่นตอนปลายถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ทั้งสองแหล่งชี้ไปทางเดียวกันว่าเป็นโรคของคนวัยทำงานตอนต้น ไม่ใช่ของผู้สูงอายุ

อินโฟกราฟิกสรุป อาการแพนิค: 13 อาการตามเกณฑ์ DSM-5 แยกจากหัวใจวาย และวิธีรับมือ
สรุปเป็นภาพ: อาการแพนิค: 13 อาการตามเกณฑ์ DSM-5 แยกจากหัวใจวาย และวิธีรับมือ

ขณะอาการแพนิคกำเริบ ควรทำอย่างไร?

คำแนะนำของโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์สวนความรู้สึกของคนทั่วไป คือให้ทำให้น้อยที่สุด ไม่ใช่มากที่สุด เอกสารระบุขั้นตอนไว้ 6 ข้อ ได้แก่ หายใจเข้าออกลึกและช้าสัก 2 ถึง 3 ลมหายใจแล้วกลับมาหายใจตามปกติ ตั้งสติไม่หลงเข้าไปในความคิดแบบ “ถ้าไม่มีคนช่วยฉันต้องตายแน่” ยอมรับอาการโดยบอกตัวเองว่ามันแค่ไม่สุขสบายแต่ไม่มีอันตราย จินตนาการว่าตัวเองลอยอยู่เหนืออาการเหมือนท่อนไม้ลอยน้ำ สังเกตอาการที่เด่นที่สุดแล้วลองตั้งใจทำให้มันแรงขึ้นอย่างไม่กลัว ซึ่งจะพบว่าทำไม่ได้ และรอจนอาการทุเลาไปเอง หลักคิดเบื้องหลังมาจากแนวทาง 4 ข้อของ ดร.แคลร์ วีกส์ แพทย์ชาวออสเตรเลีย คือเผชิญ ยอมรับ ลอยตัวเหนืออาการ และปล่อยให้เวลาช่วยเยียวยา

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ดาวน์โหลด Zoom ล่าสุดสำหรับคอมพิวเตอร์และมือถือฟรี

ตรงนี้คือจุดที่คำแนะนำสองยุคขัดกัน คู่มือฉบับ พ.ศ. 2540 แนะนำให้สอนผู้ป่วยหายใจในถุงกระดาษเมื่อมีภาวะหายใจเร็วเกินเป็นอาการเด่น แต่เอกสารของโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ พ.ศ. 2564 ระบุตรงกันข้ามว่า การหายใจในถุงกระดาษ การพกยาคลายกังวลเตรียมพร้อมไว้ การเลี่ยงห้างสรรพสินค้า และการไม่กล้าอยู่คนเดียว เป็นพฤติกรรมที่ทำให้โรคแย่ลงในระยะยาว เพราะสมองส่วนอารมณ์จะตีความว่าอาการเป็นอันตรายจริงแล้วหลั่งอะดรีนาลินเพิ่ม ฉบับหลังใหม่กว่า 24 ปีและตรงกับหลักการรักษาแบบเผชิญที่ใช้กันอยู่ ถ้าแพทย์ผู้ดูแลแนะนำต่างจากนี้ ให้ยึดตามแพทย์ที่เห็นอาการจริงและสอบถามเหตุผล

สำหรับคนรอบข้าง คู่มือฉบับ พ.ศ. 2540 เตือนว่าอย่าพูดว่า “ไม่เป็นอะไร อย่าคิดมาก” เพราะผู้ป่วยทรมานจริง สิ่งที่ช่วยได้คือแสดงความเข้าใจตามที่เขารู้สึก แล้วอยู่เป็นเพื่อนจนอาการผ่านไป

โรคแพนิครักษาหายไหม และมีทางเลือกการรักษาอะไรบ้าง?

คำตอบที่ซื่อสัตย์คือ โรคแพนิคมีการรักษาที่มีหลักฐานว่าได้ผลดี แต่ไม่มีแหล่งใดรับประกันว่าทุกคนจะหายขาดหรือหายภายในกี่เดือน การรักษาแบ่งเป็นสองเสาหลักคือจิตบำบัดและยา

จิตบำบัดแบบ CBT

แนวทาง NICE CG113 ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรก 26 มกราคม ค.ศ. 2011 และปรับปรุงล่าสุด 15 มิถุนายน ค.ศ. 2020 ระบุว่า CBT สำหรับโรคแพนิคควรอยู่ในช่วงรวม 7 ถึง 14 ชั่วโมง โดยทั่วไปจัดสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 1 ถึง 2 ชั่วโมง และควรจบภายในไม่เกิน 4 เดือน หากใช้รูปแบบสั้นราว 7 ชั่วโมง ต้องออกแบบให้ทำงานร่วมกับเอกสารช่วยเหลือตนเองที่มีโครงสร้าง ส่วนผู้ที่อาการน้อยถึงปานกลาง ให้เริ่มจากการช่วยเหลือตนเองก่อน

การรักษาด้วยยา

บทความนี้ไม่ระบุชื่อยาและขนาดยา เพราะการเลือกยา ขนาด และระยะเวลา เป็นการตัดสินใจของแพทย์และเภสัชกรที่ประเมินผู้ป่วยเป็นรายคน สิ่งที่ควรรู้คือหลักการระดับกลุ่มยา NICE ระบุว่ายาต้านเศร้าควรเป็นยากลุ่มเดียวที่ใช้ดูแลระยะยาวของโรคแพนิค โดยกลุ่มที่มีหลักฐานรองรับคือ SSRI, SNRI และ TCA หากตอบสนองดี ควรใช้ต่ออีกอย่างน้อย 6 เดือนหลังถึงขนาดที่เหมาะสมแล้วจึงค่อย ๆ ลด ถ้าไม่ดีขึ้นหลังครบ 12 สัปดาห์ ให้พิจารณาเปลี่ยนกลุ่มยาหรือเปลี่ยนรูปแบบการรักษา

จุดที่แนวทางสากลกับเอกสารไทยรุ่นเก่าต่างกันชัดคือยากลุ่ม benzodiazepine NICE ระบุว่าไม่ควรสั่งยากลุ่มนี้เพื่อรักษาโรคแพนิค เพราะสัมพันธ์กับผลลัพธ์ระยะยาวที่แย่กว่า และไม่ควรใช้ยาแก้แพ้ชนิดง่วงหรือยาต้านโรคจิต ขณะที่คู่มือไทยฉบับ พ.ศ. 2540 อธิบายวิธีเริ่มด้วยยากลุ่มนี้เพื่อคุมอาการก่อนแล้วค่อยลดลง ฉบับ NICE ใหม่กว่าเกือบ 30 ปี ข้อมูลนี้ไม่ได้มีไว้เถียงกับแพทย์ แต่ใช้เป็นคำถามว่าแผนยาของตัวเองวางไว้อย่างไร

NICE ยังย้ำว่าห้ามหยุดยาต้านเศร้าเองทันที เพราะอาจเกิดอาการจากการหยุดยา เช่น เวียนศีรษะ ชาและซ่า คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และนอนไม่หลับ หากรักษามาแล้ว 2 แบบและยังมีอาการมาก แนวทางระบุให้ส่งต่อบริการสุขภาพจิตเฉพาะทาง ส่วนผู้ที่พัฒนาไปเป็น agoraphobia คือไม่กล้าออกจากบ้านคนเดียว คู่มือไทยระบุว่าต้องใช้พฤติกรรมบำบัดฝึกออกจากบ้านทีละน้อยควบคู่ไปด้วย

เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์ และปรึกษาที่ไหนได้บ้าง?

กฎข้อแรกคือ อาการแบบนี้ครั้งแรกในชีวิตต้องให้แพทย์ตรวจเสมอ ห้ามวินิจฉัยตัวเองจากการอ่านบทความ NICE ระบุว่าผู้ที่มาห้องฉุกเฉินด้วยอาการแพนิคควรได้รับการตรวจเท่าที่จำเป็นเพื่อตัดปัญหาทางกายเฉียบพลันออก และโดยทั่วไปไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แต่ควรส่งต่อให้หน่วยบริการปฐมภูมิดูแล

สถานการณ์ต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นเรื่องทางกายไว้ก่อน และโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกครั้งแรก หรือรูปแบบต่างจากที่เคยเป็น
  • อาการเกิดขณะออกแรง ไม่ใช่ขณะพัก
  • เป็นลมหมดสติ หรือเกือบหมดสติจนล้ม
  • มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงอยู่เดิม แล้วแน่นหน้าอก
  • อาการไม่ทุเลาเลยหลังผ่านไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมง
  • อ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัดร่วมด้วย

สัญญาณที่บอกว่าควรนัดพบจิตแพทย์หรือแพทย์ประจำตัว ได้แก่ เป็นซ้ำหลายครั้งต่อสัปดาห์ เริ่มเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมที่เคยทำได้ ทำงานหรือเรียนไม่ได้ตามปกติ ใช้สุราหรือสารเสพติดเพื่อกดอาการ หรือมีอารมณ์เศร้าร่วมด้วย ข้อสุดท้ายสำคัญเพราะคู่มือไทยจัดภาวะซึมเศร้าที่ตามหลังโรคแพนิคเรื้อรังไว้เป็นระยะที่ 6 ของการดำเนินโรค และองค์การอนามัยโลกระบุว่าโรควิตกกังวลเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและความคิดฆ่าตัวตาย หากสงสัยจุดนี้ อ่าน อาการของโรคซึมเศร้า ประกอบ

ช่องทางปรึกษาของรัฐคือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ซึ่งมีระบบนัดหมายปรึกษาออนไลน์ดูแลโดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ระบุเกณฑ์ไว้ว่าให้บริการปรึกษาฟรีทุกช่วงอายุ ทุกวันตามช่วงเวลาที่กำหนด ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาต่อเนื่อง ให้ตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อนไปโรงพยาบาลที่ วิธีเช็คสิทธิรักษาพยาบาล

ตัวเลข เกณฑ์วินิจฉัย และแนวทางการรักษาในบทความนี้มาจากแหล่งที่อ้างอิงไว้ท้ายบทความ ณ วันตรวจสอบ 19 กันยายน 2569 และระบุปีของข้อมูลไว้แล้วเพราะแนวทางมีการปรับปรุงเป็นระยะ โปรดยืนยันกับแพทย์ เภสัชกร หรือหน่วยงานเจ้าของข้อมูลก่อนนำไปใช้ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ และไม่ใช้เป็นแนวทางเริ่ม ปรับ หรือหยุดยาด้วยตนเอง

คำถามที่พบบ่อย

อาการแพนิคอันตรายถึงชีวิตไหม?

ตัวอาการเองไม่ได้ทำให้เสียชีวิต โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์อธิบายว่าเป็นผลของการหลั่งอะดรีนาลินที่มากเกินไป แต่อาการที่เหมือนกันอาจมาจากโรคหัวใจหรือไทรอยด์ได้ ครั้งแรกจึงต้องให้แพทย์ตรวจเสมอ

เป็นแพนิคครั้งเดียวถือว่าเป็นโรคแพนิคหรือยัง?

ยัง เกณฑ์ DSM-5 กำหนดว่าต้องมีแพนิคแอทแทคซ้ำแบบคาดเดาไม่ได้ ร่วมกับความกังวลว่าจะเป็นอีกหรือการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเลี่ยง ต่อเนื่องตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป

อาการแพนิคจะหายภายในกี่นาที?

คู่มือของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ฉบับ พ.ศ. 2540 ระบุว่าถึงจุดสูงสุดใน 10 นาที แล้วลดลงจนหายภายใน 60 นาที ส่วน Merck Manual เขียนว่าอาจอยู่ตั้งแต่ไม่กี่นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง

แพนิคต่างจากโรควิตกกังวลทั่วไปอย่างไร?

ต่างที่รูปแบบเวลา แพนิคพุ่งขึ้นเป็นช่วงสั้นและรุนแรงมากโดยมักไม่มีตัวกระตุ้น ส่วนโรควิตกกังวลทั่วไปเป็นความกังวลต่อเนื่องในหลายเรื่องติดต่อกันเป็นเดือน

ทำไมตรวจหัวใจแล้วปกติ แต่ยังใจสั่นแน่นหน้าอก?

เพราะอาการมาจากระบบประสาทอัตโนมัติที่ตอบสนองไวเกินไป ไม่ใช่จากรอยโรคที่หัวใจ ผลตรวจปกติจึงเป็นสิ่งที่คาดไว้อยู่แล้วในโรคแพนิค และไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยแกล้งทำ

หายใจในถุงกระดาษช่วยได้จริงไหม?

เอกสารของโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ พ.ศ. 2564 ระบุว่าวิธีนี้กลับทำให้อาการแย่ลงและนานขึ้น คู่มือไทยฉบับ พ.ศ. 2540 เคยแนะนำวิธีนี้ ให้ยึดฉบับที่ใหม่กว่าและถามแพทย์ผู้ดูแล

โรคแพนิครักษาหายไหม?

มีการรักษาที่มีหลักฐานว่าได้ผลดีทั้งจิตบำบัดและยา แต่ไม่มีแหล่งอ้างอิงใดรับประกันอัตราหายขาดหรือระยะเวลาที่แน่นอน ผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละคน

ต้องกินยานานแค่ไหน?

NICE ระบุว่าหากตอบสนองต่อยาต้านเศร้า ควรใช้ต่ออีกอย่างน้อย 6 เดือนหลังถึงขนาดที่เหมาะสม แล้วจึงค่อย ๆ ลด ชนิดและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ และห้ามหยุดยาเองทันที

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  สืบ คดี ปริศนา หมอ ยา ตำรับ โคม แดง: เรื่องราวปริศนา

CBT ต้องทำกี่ชั่วโมง?

NICE CG113 ระบุช่วงที่เหมาะสมไว้ที่รวม 7 ถึง 14 ชั่วโมง โดยทั่วไปจัดสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 1 ถึง 2 ชั่วโมง และควรจบภายใน 4 เดือน

คนไทยเป็นโรคแพนิคเยอะไหม?

การสำรวจระดับชาติ พ.ศ. 2556 จากกลุ่มตัวอย่าง 4,727 คน พบความชุกตลอดชีวิตร้อยละ 0.6 ขณะที่เอกสารของโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ พ.ศ. 2564 ระบุว่าพบได้ถึงร้อยละ 3 ถึง 5 ตัวเลขต่างกันเพราะวิธีเก็บข้อมูลและนิยามต่างกัน

แพนิคขณะนอนหลับเกิดขึ้นได้ไหม?

ได้ คู่มือไทยฉบับ พ.ศ. 2540 ระบุว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เกิดอาการขณะนอนหลับจนต้องตื่นขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะที่เรียกว่าเกิดแบบคาดเดาไม่ได้

ควรโทร 1669 หรือ 1323?

โทร 1669 เมื่อสงสัยภาวะฉุกเฉินทางกาย เช่น เจ็บแน่นหน้าอกครั้งแรก หมดสติ หรืออ่อนแรงครึ่งซีก ส่วน 1323 คือสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิตสำหรับขอคำปรึกษา

สรุปสิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าเป็นแพนิค

ถ้านี่เป็นครั้งแรก ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจตัดโรคทางกายออกก่อน โดยเฉพาะหัวใจและไทรอยด์ และจดไว้ว่าอาการเริ่มตอนไหน อยู่นานเท่าไร มีอะไรเกิดก่อนหน้า ข้อมูลชุดนี้ช่วยแพทย์ตัดสินใจได้เร็วกว่าการเล่าย้อนหลัง

ถ้าผลตรวจปกติและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพนิค สิ่งที่มีหลักฐานรองรับคือการรักษาต่อเนื่อง ไม่ใช่การหาวิธีหยุดอาการให้เร็วที่สุดในแต่ละครั้ง ถามแพทย์ให้ชัดว่าแผนการรักษาคืออะไร จะประเมินผลเมื่อไร และจะลดยาอย่างไร ระหว่างนั้นอย่าตัดกิจกรรมที่เคยทำได้ออกจากชีวิต เพราะการเลี่ยงคือสิ่งที่ทำให้โรคยืดยาวที่สุด

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด