มุมมองระดับนานาชาติโรคซึมเศร้า อาการเป็นยังไง เช็กด้วยแบบประเมิน 2Q และ 9Q ของกรมสุขภาพจิต

โรคซึมเศร้า อาการเป็นยังไง เช็กด้วยแบบประเมิน 2Q และ 9Q ของกรมสุขภาพจิต

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: โรคซึมเศร้าไม่ใช่อารมณ์เศร้าที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คืออาการเศร้าหรือเบื่อหน่ายที่เป็นเกือบทั้งวัน เกือบทุกวัน ติดกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ร่วมกับอาการด้านการนอน การกิน สมาธิ และความรู้สึกต่อตัวเอง จนรวมได้ตั้งแต่ 5 อาการขึ้นไป กรมสุขภาพจิตใช้แบบคัดกรอง 2 คำถาม (2Q) แล้วต่อด้วยแบบประเมิน 9 คำถาม (9Q) ถ้ารู้สึกไม่ไหว โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

อาการของโรคซึมเศร้าคือมีอารมณ์เศร้า หดหู่ หรือเบื่อหน่ายจนไม่เพลิดเพลินกับสิ่งที่เคยชอบ เป็นเกือบตลอดทั้งวันและเกือบทุกวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ร่วมกับอาการอื่น เช่น นอนไม่หลับหรือหลับมากไป เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง สมาธิลดลง ทำอะไรช้าลงจนคนอื่นสังเกตได้ รู้สึกตัวเองไร้ค่า และคิดอยากตาย เอกสารความรู้สำหรับผู้ป่วยและญาติของกรมสุขภาพจิตระบุว่า ถ้ามีอาการเหล่านี้รวมกันตั้งแต่ 5 อาการขึ้นไป นานตั้งแต่ 2 สัปดาห์ และหนึ่งในนั้นเป็นอารมณ์เศร้าหรือความเบื่อหน่าย จึงเรียกว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ประเด็นสำคัญ

  • ถ้ามีความคิดทำร้ายตัวเองหรือคิดว่าตายไปคงจะดี ให้โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตอนนี้ หรือไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
  • แบบคัดกรอง 2Q มีแค่ 2 คำถาม ถ้าตอบว่ามีข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้งสองข้อ ให้ประเมินต่อด้วย 9Q ภายใน 2 สัปดาห์ และไม่ควรเกิน 3 เดือน
  • คะแนน 9Q แบ่งเป็น น้อยกว่า 7 คือแทบไม่มีอาการ, 7 ถึง 12 ระดับน้อย, 13 ถึง 18 ระดับปานกลาง และตั้งแต่ 19 ขึ้นไปคือระดับรุนแรง
  • ผู้ที่ได้ 9Q ตั้งแต่ 7 ขึ้นไป คู่มือของกรมสุขภาพจิตให้ประเมินความเสี่ยงฆ่าตัวตายด้วย 8Q ทุกราย แล้วส่งพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย
  • ยาต้านเศร้ามักเริ่มเห็นผลต่ออารมณ์ใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ และต้องกินต่ออีกราว 6 เดือนถึง 1 ปีเพื่อกันกลับเป็นซ้ำ

ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือคิดฆ่าตัวตาย อย่ารอ ให้โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งหน้าเว็บ Mental Health Check In ของกรมสุขภาพจิตระบุว่าให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือไปห้องฉุกเฉินใกล้บ้านทันที บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์

โรคซึมเศร้า อาการเป็นยังไง และต้องมีกี่อาการจึงเข้าเกณฑ์?

คู่มือแนวทางการดูแลเฝ้าระวังโรคซึมเศร้าระดับจังหวัดของกรมสุขภาพจิต เรียงอาการที่แพทย์ใช้ดูไว้ 9 ข้อ ได้แก่ อารมณ์เศร้าเกือบตลอดทั้งวันและเป็นทุกวัน, ความสนใจหรือความเพลิดเพลินในสิ่งที่เคยทำลดลงอย่างมาก, เบื่ออาหารจนน้ำหนักลดหรือกินมากจนน้ำหนักเพิ่ม, นอนไม่หลับหรือหลับมากแทบทุกวัน, ทำอะไรช้าลงหรือกลับกันคือหงุดหงิดกระสับกระส่าย, อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงทั้งวัน, รู้สึกตัวเองไร้ค่าหรือรู้สึกผิดเกินควร, สมาธิและความคิดอ่านช้าลง และคิดอยากตายหรือคิดถึงเรื่องการตายอยู่เรื่อย ๆ

เกณฑ์คือต้องมีอาการข้างต้นอย่างน้อย 5 อาการ นานตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และในจำนวนนั้นต้องมีอารมณ์เศร้าหรือความเบื่อหน่ายอยู่ด้วย จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าต้องร้องไห้ให้คนอื่นเห็น ทั้งที่บางรายแสดงออกเป็นความเบื่อ ความหงุดหงิด หรืออาการทางกายอย่างปวดหัวปวดตัวเรื้อรัง

นิยาม: โรคซึมเศร้า (depressive disorder) คือความเจ็บป่วยที่ทำให้อารมณ์เศร้าหรือการสูญเสียความสนใจและความเพลิดเพลินคงอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต่างจากอารมณ์เศร้าตามปกติตรงที่รุนแรงกว่า อยู่นานกว่า และรบกวนการเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวันอย่างเห็นได้ชัด องค์การอนามัยโลกระบุว่าช่วงที่มีอาการจะเป็นเกือบทั้งวัน เกือบทุกวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์

เกณฑ์วินิจฉัยที่ระบบของกรมสุขภาพจิตใช้คือ ICD-10 ซึ่งกำหนดอาการหลัก 3 อย่าง ได้แก่ อารมณ์เศร้า, สูญเสียความสนุกสนานเพลิดเพลินและความสนใจ, และเรี่ยวแรงถดถอยเหนื่อยง่ายขึ้น แล้วมีอาการอื่นอีก 7 อย่าง เช่น สมาธิลดลง รู้สึกผิดและไร้ค่า และการนอนผิดปกติ ระดับรุนแรงต้องมีอาการหลักครบ 3 ข้อและอาการอื่นอย่างน้อย 4 ข้อ

ซึมเศร้ากับเศร้าธรรมดาต่างกันอย่างไร?

คู่มือของกรมสุขภาพจิตอธิบายว่า อารมณ์เศร้าเป็นอารมณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวกับคนทั่วไปทุกเพศทุกวัย เมื่อเผชิญการสูญเสีย การถูกปฏิเสธ หรือการพลาดสิ่งที่หวัง และมักหายไปค่อนข้างเร็วเมื่อมีเรื่องดีเข้ามาในชีวิต ส่วนอาการซึมเศร้ามีข้อสังเกตที่แยกออกจากความเศร้าธรรมดา 3 ข้อ คือรุนแรงกว่า เป็นอยู่นานกว่า และทำให้สูญเสียหน้าที่การงานกับชีวิตประจำวันมากกว่า

คู่มือยังบันทึกผลวิจัยเชิงคุณภาพในภาคอีสานของคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นว่า คำว่าซึมเศร้าเป็นคำที่คนในท้องถิ่นไม่คุ้นเคย โดยทั่วไปจะสื่อออกมาเป็น “เบื่อ จิตใจท้อใจถอย เซ็ง ไม่ม่วนซื่น” จึงต้องถามด้วยภาษาที่ผู้ถูกถามใช้เอง

ความเห็นของเราคือ เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงสำหรับคนทั่วไปไม่ใช่การนับอาการให้ครบ 5 ข้อด้วยตัวเอง แต่คือคำถามว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเรายังทำหน้าที่เดิมได้เท่าเดิมหรือไม่ ถ้าเริ่มขาดงาน ขาดเรียน ไม่อาบน้ำ ไม่ตอบข้อความใคร นั่นคือจุดที่ควรไปประเมิน ไม่ใช่จุดที่ควรรอดูอีกสักเดือน

แบบคัดกรอง 2Q ถามอะไร และถ้าตอบว่ามีต้องทำอะไรต่อ?

แบบคัดกรองโรคซึมเศร้าด้วย 2 คำถาม หรือ 2Q เป็นด่านแรกที่ อสม. และพยาบาลใช้ค้นหาคนที่มีแนวโน้มป่วย คำถามฉบับภาษากลางคือ ข้อ 1 “ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมารวมวันนี้ ท่านรู้สึกหดหู่ เศร้า หรือท้อแท้สิ้นหวังหรือไม่” และข้อ 2 “ใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมารวมวันนี้ ท่านรู้สึกเบื่อ ทำอะไรก็ไม่เพลิดเพลินหรือไม่” ตอบได้แค่มีหรือไม่มี ไม่มีคะแนน ถ้าตอบว่าไม่มีทั้ง 2 ข้อ ถือว่าปกติ ถ้าตอบว่ามีข้อใดข้อหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้อ ถือว่ามีความเสี่ยง และต้องประเมินต่อด้วย 9Q ภายใน 2 สัปดาห์ และไม่นานเกิน 3 เดือน

เหตุผลที่ 2Q ไม่ใช้ตัดสินว่าป่วยคือค่าทางสถิติของมัน คู่มืออ้างงานของสุวรรณา อรุณพงศ์ไพศาล และคณะ ปี 2550 ว่า 2Q มีความไวสูงถึง 97% แต่ความจำเพาะเพียง 44% แปลว่าเครื่องมือนี้แทบไม่พลาดคนที่ป่วยจริง แต่ก็จะได้ผลบวกลวงติดมาจำนวนหนึ่ง จึงต้องยืนยันด้วย 9Q ซึ่งมีความจำเพาะ 93% อีกชั้นหนึ่ง

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ธนาคารกรุงไทย: บริการทางการเงินครบวงจร

ทุกวันนี้ไม่ต้องรอ อสม. มาถามที่บ้าน กรมสุขภาพจิตเปิดระบบ Mental Health Check In ให้ตรวจสุขภาพใจออนไลน์ฟรี ใช้เวลาราว 3 ถึง 5 นาที รู้ผลทันทีพร้อมคำแนะนำ มีชุดประเมิน 5 แบบ ทั้งสำหรับประเมินตัวเอง ประเมินผู้อื่น เด็กและวัยรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี และหน่วยงาน

แบบประเมิน 9Q มีคำถามอะไรบ้าง และกี่คะแนนถือว่ามีอาการ?

9Q คือแบบประเมินที่ใช้วัดระดับความรุนแรงของอาการ คำสั่งคือให้นึกถึงช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมารวมทั้งวันนี้ แล้วตอบว่าแต่ละอาการเกิดบ่อยแค่ไหน ตัวเลือกมี 4 ระดับ คือไม่มีเลยได้ 0 คะแนน, เป็นบางวัน 1 ถึง 7 วันได้ 1 คะแนน, เป็นบ่อยเกิน 7 วันได้ 2 คะแนน และเป็นทุกวันได้ 3 คะแนน คะแนนเต็มจึงเท่ากับ 27 ข้อที่หลายคนมองข้ามคือเชิงอรรถของข้อ 1 และข้อ 2 ซึ่งกำกับว่าอาการต้องเป็นอยู่เกือบทั้งวัน ไม่ใช่แค่วูบหนึ่งของวัน

ข้อคำถามฉบับภาษากลางไม่มีเลยบางวัน 1 ถึง 7 วันบ่อย เกิน 7 วันทุกวัน
1เบื่อ ไม่สนใจอยากทำอะไร0123
2ไม่สบายใจ ซึมเศร้า ท้อแท้0123
3หลับยาก หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ หรือหลับมากไป0123
4เหนื่อยง่าย หรือไม่ค่อยมีแรง0123
5เบื่ออาหาร หรือกินมากเกินไป0123
6รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง คิดว่าตัวเองล้มเหลว0123
7สมาธิไม่ดีเวลาทำอะไร เช่น ดูโทรทัศน์0123
8พูดช้า ทำอะไรช้าลงจนคนอื่นสังเกตได้0123
9คิดทำร้ายตนเอง หรือคิดว่าถ้าตายไปคงจะดี0123

เมื่อรวมคะแนนแล้ว ตารางแปลผลของกรมสุขภาพจิตแบ่งไว้ดังนี้

คะแนนรวมการแปลผลสิ่งที่คู่มือให้ทำต่อการติดตาม
น้อยกว่า 7แทบไม่มีอาการให้สุขภาพจิตศึกษา ดูปัญหาด้านสังคมจิตใจตามปกติ
7 ถึง 12ระดับน้อยประเมิน 8Q แล้วส่งพบแพทย์ประเมินซ้ำทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ อย่างน้อย 2 เดือน
13 ถึง 18ระดับปานกลางประเมิน 8Q ส่งพบแพทย์ พิจารณาให้ยาติดตามทุก 1 เดือน จนคะแนนน้อยกว่า 7
19 ขึ้นไประดับรุนแรงเข้าเกณฑ์ส่งต่อโรงพยาบาลที่มีจิตแพทย์ติดตามใกล้ชิดตามแผนการรักษา
กลับมา 7 ขึ้นไปหลังหายแล้วถือว่ากลับเป็นซ้ำกลับเข้าสู่การรักษาอีกครั้งเฝ้าระวังนาน 1 ปี ประเมินทุกเดือน

ตัวอย่างการคิดคะแนน ถ้าเบื่อไม่อยากทำอะไรทุกวันได้ 3, ซึมเศร้าท้อแท้ทุกวันได้ 3, หลับ ๆ ตื่น ๆ เกิน 7 วันได้ 2, เหนื่อยง่ายเกิน 7 วันได้ 2 และสมาธิไม่ดี 6 วันได้ 1 รวม 11 คะแนน อยู่ในระดับน้อย ซึ่งตามคู่มือก็ยังต้องประเมิน 8Q และส่งพบแพทย์

อินโฟกราฟิกสรุป โรคซึมเศร้า อาการเป็นยังไง เช็กด้วยแบบประเมิน 2Q และ 9Q ของกรมสุขภาพจิต
สรุปเป็นภาพ: โรคซึมเศร้า อาการเป็นยังไง เช็กด้วยแบบประเมิน 2Q และ 9Q ของกรมสุขภาพจิต

คะแนน 8Q บอกความเสี่ยงฆ่าตัวตายระดับไหน

8Q คือแบบประเมินการฆ่าตัวตาย 8 คำถาม ใช้กับทุกคนที่ได้ 9Q ตั้งแต่ 7 ขึ้นไป ข้อ 1 ถึง 7 ถามถึงช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่วนข้อ 8 ถามถึงตลอดชีวิตว่าเคยพยายามฆ่าตัวตายหรือไม่ คะแนนแต่ละข้อไม่เท่ากัน ข้อที่สะท้อนการลงมือจริงถ่วงน้ำหนักสูงกว่าข้อที่เป็นเพียงความคิด โดยข้อที่หนักที่สุดให้ถึง 10 คะแนน การแปลผลคือ 0 คะแนนไม่มีแนวโน้มในปัจจุบัน, 1 ถึง 8 ระดับน้อย, 9 ถึง 16 ระดับปานกลาง และตั้งแต่ 17 ขึ้นไปคือระดับรุนแรง คู่มือ CPG-MDD-GP กำหนดว่าตั้งแต่ 1 คะแนนขึ้นไปต้องเริ่มมาตรการป้องกันการฆ่าตัวตาย และตั้งแต่ 13 คะแนนขึ้นไปโดยไม่มีผู้ดูแลใกล้ชิด ถือเป็นเหตุให้รับไว้ดูแลในโรงพยาบาล

โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร และพบมากแค่ไหน?

คู่มือของกรมสุขภาพจิตสรุปว่ายังไม่มีใครรู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ ด้านพันธุกรรม คนในครอบครัวที่มีผู้ป่วยมีโอกาสป่วยมากกว่าคนทั่วไป 2.8 เท่า แต่การถ่ายทอดทางพันธุกรรมอยู่ที่ราว 31 ถึง 42% จึงไม่ได้เป็นกันทุกคน ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยคือเหตุการณ์ที่ก่อความเครียด เช่น ปัญหาการเงิน ตกงาน คลอดบุตร หย่าร้าง และการสูญเสียคนที่รัก บางคนมีอาการทันที บางคนอาการเพิ่งมาช้ากว่านั้น 2 ถึง 3 เดือน นอกจากนี้โรคทางกายและยาบางชนิดก็ทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ เช่น โรคไทรอยด์ โรคเลือดจาง และเบาหวาน แพทย์จึงมักตรวจร่างกายก่อนสรุป

ข้อมูลองค์การอนามัยโลกฉบับปรับปรุง 11 กันยายน 2569 ระบุว่าปี 2566 ประชากรโลกราว 4% มีภาวะซึมเศร้า แบ่งเป็นผู้ใหญ่ 5.2% โดยเป็นผู้ชาย 4.1% และผู้หญิง 6.2% ส่วนผู้ใหญ่อายุ 70 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 5.4% รวมแล้วราว 322 ล้านคนทั่วโลก ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชายราว 1.5 เท่า ปี 2564 มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 727,000 คน และการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ในกลุ่มอายุ 15 ถึง 29 ปี

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ไต ระยะ3 รักษา หาย ไหม: คำตอบและคำแนะนำ

สำหรับไทย รายงานการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเดือนกรกฎาคม 2569 จากฐานข้อมูล HDC ที่เผยแพร่โดยศูนย์โรคซึมเศร้าไทย โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ระบุว่าประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปมี 50,484,436 คน คาดประมาณผู้ป่วย 1,363,080 คน และมีผู้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาสะสม 1,485,125 คน คิดเป็นอัตราการเข้าถึงบริการ 108.95%

โรคซึมเศร้ารักษาอย่างไร และต้องกินยานานแค่ไหน?

คู่มือของกรมสุขภาพจิตระบุว่าการรักษาที่ดีที่สุดคือการรักษาทางการแพทย์ร่วมกับการรักษาทางจิตใจ ฝั่งการแพทย์ประกอบด้วยยาต้านเศร้า การรักษาด้วยไฟฟ้าในรายที่อาการรุนแรง และยาต้านโรคจิตในกรณีที่มีประสาทหลอนหรือหลงผิดร่วมด้วย ส่วนฝั่งจิตใจคือจิตบำบัด การให้การปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาสังคมจิตใจ และการเรียนรู้ทักษะจัดการความเครียด

ระยะเวลาคือจุดที่ผู้ป่วยเลิกยากลางคันบ่อยที่สุด คู่มือเขียนว่าหลังกินยา 2 ถึง 3 วันแรกมักหลับดีขึ้นและจิตใจสงบลง จากนั้น 1 ถึง 2 สัปดาห์อารมณ์จะเริ่มดีขึ้น บางคนต้องใช้เวลาถึง 8 สัปดาห์กว่ายาจะออกฤทธิ์เต็มที่ และเมื่อหายดีแล้วยังต้องกินต่ออีกราว 6 เดือนถึง 1 ปีเพื่อกันกลับเป็นซ้ำ คู่มือย้ำว่าไม่ควรหยุดยาเอง

สำหรับอาการระดับน้อย คู่มือระบุว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 30 ถึง 45 นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยให้ดีขึ้นได้ และงานวิจัยที่คู่มืออ้างถึงพบว่าได้ผลดีพอ ๆ กับการใช้ยาเมื่อทำต่อเนื่องนานพอ ส่วนองค์การอนามัยโลกระบุว่าจิตบำบัดเป็นการรักษาลำดับแรก ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านเศร้าในผู้ที่มีอาการระดับน้อย และไม่ควรใช้ยาต้านเศร้ารักษาภาวะซึมเศร้าในเด็ก

ด้านช่องทาง ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเริ่มจากหน่วยบริการประจำของตัวเองได้ อ่านเรื่องสิทธิได้ที่ สิทธิบัตรทองใช้อย่างไร ส่วนการปรึกษาทางโทรศัพท์ กรมสุขภาพจิตเปิดระบบนัดหมายออนไลน์ 1323 All time for all Thai ดูแลโดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ให้บริการฟรีทุกช่วงอายุ โดยลงทะเบียน เลือกวันเวลา แล้วรอนักจิตวิทยาโทรกลับ

จะช่วยคนใกล้ตัวที่กำลังมีอาการซึมเศร้าได้อย่างไร?

เอกสารสำหรับผู้ป่วยและญาติของกรมสุขภาพจิตแนะนำให้ครอบครัวช่วยกันไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยว่างมากเกินไป ช่วยเลี่ยงการคิดทางลบ และช่วยกันแก้ปัญหาที่ก่อความเครียด เทคนิคที่คู่มือให้ไว้ เช่น ช่วยผู้ป่วยนึกหาส่วนดีของตัวเองอย่างน้อย 3 อย่างแล้วจดไว้ให้หยิบอ่านเวลาคิดลบ ตั้งเป้าหมายกิจกรรมรายวันที่เล็กพอจะทำได้จริง และให้รางวัลกับความสำเร็จก้าวเล็ก ๆ คู่มือเปรียบว่าการหายจากอาการซึมเศร้าต้องค่อยเป็นค่อยไปเหมือนการหัดเดินใหม่หลังขาหัก

องค์การอนามัยโลกแนะนำการดูแลตัวเองไว้หลายข้อ ได้แก่ พยายามทำกิจกรรมที่เคยชอบต่อไป รักษาการติดต่อกับเพื่อนและครอบครัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอแม้เป็นเพียงการเดินสั้น ๆ รักษาเวลากินและเวลานอนให้เป็นปกติ เลี่ยงแอลกอฮอล์และสารเสพติดเพราะทำให้อาการแย่ลง และพูดกับคนที่ไว้ใจได้ ส่วนผู้ที่คิดว่ากำลังอยู่ในอันตรายที่จะทำร้ายตัวเองในทันที ให้ติดต่อบริการฉุกเฉินหรือสายด่วนวิกฤต ซึ่งในไทยคือ 1323

สิ่งที่ไม่ควรทำก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าบอกให้เขาคิดบวก อย่าเปรียบเทียบกับคนที่ลำบากกว่า และอย่าตีความว่าอาการเป็นความขี้เกียจ เพราะเกณฑ์ ICD-10 ที่กรมสุขภาพจิตใช้ระบุชัดว่าเรี่ยวแรงถดถอยและเหนื่อยง่ายขึ้นเป็นหนึ่งในอาการหลักของโรค ไม่ใช่ข้อบกพร่องของนิสัย

คำถามที่พบบ่อย

โรคซึมเศร้า อาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร?

ตามเอกสารของกรมสุขภาพจิต มักเริ่มจากความรู้สึกเศร้า เหงา เซ็ง และรู้สึกว่าแต่ละวันน่าเบื่อไม่มีความสุข ถ้าแย่ลงจะเริ่มไม่มีแรงจูงใจทำสิ่งต่าง ๆ ไม่อยากพูดคุยกับใคร บางครั้งถึงกับไม่อยากลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน

ต้องเศร้านานแค่ไหนถึงเรียกว่าโรคซึมเศร้า?

อย่างน้อย 2 สัปดาห์ องค์การอนามัยโลกระบุว่าช่วงที่มีอาการต้องเป็นเกือบทั้งวัน เกือบทุกวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และต้องมีอาการอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่แค่ความเศร้าอย่างเดียว

2Q กับ 9Q ต่างกันอย่างไร?

2Q เป็นแบบคัดกรอง 2 คำถามที่ตอบแค่มีหรือไม่มี ใช้ค้นหาคนที่เสี่ยง ส่วน 9Q เป็นแบบประเมิน 9 คำถามที่มีคะแนน ใช้บอกว่าอาการอยู่ในระดับน้อย ปานกลาง หรือรุนแรง

คะแนน 9Q เท่าไหร่ต้องไปพบแพทย์?

ตั้งแต่ 7 คะแนนขึ้นไป คู่มือของกรมสุขภาพจิตให้ประเมินการฆ่าตัวตายด้วย 8Q ทุกราย แล้วส่งพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาตามระดับความรุนแรง

ทำแบบประเมินออนไลน์แล้วได้คะแนนสูง แปลว่าป่วยแน่นอนหรือไม่?

ไม่แน่นอน แบบประเมินบอกได้แค่ว่ามีอาการมากน้อยเพียงใด การวินิจฉัยต้องอาศัยการสัมภาษณ์ การตรวจร่างกาย และการแยกโรคทางกายโดยแพทย์

สายด่วนสุขภาพจิต 1323 เสียค่าบริการไหม?

ไม่เสีย หน้าเว็บ Mental Health Check In ของกรมสุขภาพจิตระบุว่าสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

โรคซึมเศร้าถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?

มีส่วน คู่มือของกรมสุขภาพจิตระบุว่าคนในครอบครัวที่มีผู้ป่วยมีโอกาสป่วยมากกว่าคนทั่วไป 2.8 เท่า แต่การถ่ายทอดทางพันธุกรรมอยู่ที่ราว 31 ถึง 42% จึงไม่ได้เป็นกันทุกคน

ต้องกินยาต้านเศร้าตลอดชีวิตไหม?

โดยทั่วไปไม่ คู่มือของกรมสุขภาพจิตระบุว่าหลังอาการหายดีแล้วมักต้องกินต่ออีกราว 6 เดือนถึง 1 ปี แล้วแพทย์จึงค่อยลดยาลงจนหยุดได้ และไม่ควรหยุดยาเอง

เพื่อนบอกว่าอยากตาย ควรทำอย่างไร?

อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวและอย่าเปลี่ยนเรื่อง ให้ชวนโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ด้วยกัน หรือพาไปห้องฉุกเฉินทันทีหากประเมินว่าอยู่ในอันตรายเฉพาะหน้า ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

เศร้าหลังสูญเสียคนรักนับเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่?

ไม่เสมอไป คู่มือ CPG-MDD-GP ให้แพทย์แยกภาวะโศกเศร้าจากการสูญเสียที่ยังไม่เกิน 2 เดือนออกจากโรคซึมเศร้าก่อน แล้วจึงพิจารณาการวินิจฉัยตามเกณฑ์

เริ่มจากการประเมินวันนี้ ไม่ต้องรอให้แน่ใจก่อน

ถ้ารู้สึกว่าหลายข้อตรงกับตัวเองในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขั้นตอนที่ทำได้ทันทีคือตอบ 2 คำถามของ 2Q อย่างซื่อสัตย์ ถ้าตอบว่ามีข้อใดข้อหนึ่ง ให้ทำแบบประเมินต่อในระบบ Mental Health Check In แล้วนำผลไปคุยกับแพทย์ที่หน่วยบริการใกล้บ้าน และถ้าคำตอบของข้อ 9 ใน 9Q ไม่ใช่ศูนย์ ไม่ว่าคะแนนรวมจะเท่าไหร่ ขอให้โทร 1323 ในวันนี้ หรือไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

ตัวเลข เกณฑ์คะแนน และแนวทางทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากเอกสารของกรมสุขภาพจิตและองค์การอนามัยโลกตามที่ระบุในแต่ละหัวข้อ ณ วันที่ตรวจสอบข้อมูล 11 กันยายน 2569 แนวทางอาจมีการปรับปรุง โปรดยืนยันกับหน่วยบริการสาธารณสุขหรือกรมสุขภาพจิตอีกครั้ง บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ได้แนะนำยาหรือขนาดยาใด ๆ การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด