ข่าวล่าสุด30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการประกันสุขภาพรูปแบบใด และใช้สิทธิบัตรทองอย่างไร

30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการประกันสุขภาพรูปแบบใด และใช้สิทธิบัตรทองอย่างไร

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: 30 บาทรักษาทุกโรค คือการประกันสุขภาพภาครัฐแบบถ้วนหน้า ที่รัฐจัดให้คนไทยทุกคนที่ไม่มีสิทธิรักษาพยาบาลอื่น ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินแทนเบี้ยประกัน จึงไม่ต้องส่งเงินสมทบรายเดือนเหมือนประกันสังคม ฐานกฎหมายคือพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 นโยบายได้ขยายเป็น 30 บาทรักษาทุกที่ ทั้ง 77 จังหวัด

30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการประกันสุขภาพภาครัฐแบบถ้วนหน้า หรือที่เรียกว่าหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งรัฐจัดให้ประชาชนตามกฎหมาย ไม่ใช่การประกันภัยเชิงพาณิชย์ที่ต้องซื้อกรมธรรม์ และไม่ใช่ระบบที่ผู้มีสิทธิต้องส่งเงินสมทบ เพราะพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 39 (1) กำหนดให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี นั่นคือใช้เงินภาษีของประเทศเป็นแหล่งทุนหลัก

ประเด็นสำคัญ

  • คำตอบข้อสอบ คือการประกันสุขภาพโดยรัฐแบบถ้วนหน้า ใช้เงินภาษีผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ผู้มีสิทธิไม่ต้องจ่ายเบี้ยหรือเงินสมทบ
  • มาตรา 5 ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เขียนว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ
  • ค่าบริการ 30 บาท เป็นการร่วมจ่ายที่กฎหมายเปิดช่องให้คณะกรรมการกำหนดได้ และยกเว้นผู้ยากไร้กับกลุ่มที่รัฐมนตรีประกาศ ไม่ใช่เบี้ยประกันรายเดือน
  • ตามข้อเสนองบกองทุนปี 2569 ที่บอร์ด สปสช. เห็นชอบเมื่อ 8 มกราคม 2568 ระบบนี้ดูแลประชากร 47.50 ล้านคน ด้วยงบเหมาจ่ายรายหัว 4,298.24 บาทต่อคน
  • นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เริ่มระยะที่ 1 วันที่ 7 มกราคม 2567 ใน 4 จังหวัด และครบทั้ง 77 จังหวัดตั้งแต่ 1 มกราคม 2568
  • ตั้งแต่ 12 มกราคม 2569 การใช้สิทธิที่ร้านยาและคลินิกเอกชนเปลี่ยนเป็นระบบโควตา สแกนใบหน้า และ QR Code
  • ผู้มีสิทธิย้ายหน่วยบริการประจำได้ 4 ครั้งต่อปี และสิทธิใหม่มีผลทันทีโดยไม่ต้องรอ 15 วัน
  • เช็คสิทธิได้ 4 ทางหลัก คือสายด่วน 1330 แอปเป๋าตัง เว็บไซต์ สปสช. และไลน์ @nhso

30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการประกันสุขภาพรูปแบบใด?

คำถามนี้เป็นข้อสอบสังคมศึกษาที่ถามบ่อย และคำตอบที่ถูกต้องคือ เป็นการประกันสุขภาพโดยรัฐแบบถ้วนหน้า ที่รัฐจัดให้ประชาชนตามกฎหมาย โดยใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่การประกันภัยเอกชนที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเบี้ย และไม่ใช่การประกันสังคมที่ต้องส่งเงินสมทบก่อนจึงจะใช้สิทธิได้

สิ่งที่แยกระบบนี้ออกจากประกันสุขภาพแบบอื่นชัดที่สุดมี 3 ข้อ ข้อแรกคือแหล่งเงิน พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 39 ระบุว่ากองทุนประกอบด้วยเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นลำดับแรก ตามด้วยเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เงินค่าปรับทางปกครอง เงินบริจาค และดอกผลของกองทุน จะเห็นว่าไม่มีรายการ “เบี้ยประกันจากผู้มีสิทธิ” อยู่ในนั้น

ข้อที่สองคือเงื่อนไขการเข้าถึง มาตรา 5 เขียนไว้ตรง ๆ ว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้ สิทธิจึงติดตัวคนไทยมาตั้งแต่เกิด ไม่ต้องรอสะสมอายุงานหรือรอระยะเวลารอคอยเหมือนกรมธรรม์เอกชน

ข้อที่สามคือการร่วมจ่าย มาตรา 5 วรรคสองเปิดช่องให้คณะกรรมการกำหนดให้ผู้เข้ารับบริการร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดในแต่ละครั้ง โดยยกเว้นผู้ยากไร้หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เงิน 30 บาทที่กลายมาเป็นชื่อเล่นของโครงการ จึงเป็นการร่วมจ่ายรายครั้งตามวรรคนี้ ไม่ใช่เบี้ยประกันรายเดือน และไม่ใช่เพดานค่ารักษาที่แท้จริง

นิยาม: หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือระบบที่รัฐจัดให้บุคคลได้รับบริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต โดย พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 นิยาม “บริการสาธารณสุข” ว่าเป็นบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ให้โดยตรงแก่บุคคล เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ รวมถึงการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกด้วย ส่วนคำว่า “บัตรทอง” เป็นชื่อที่ประชาชนใช้เรียกสิทธินี้ ไม่ใช่ชื่อในกฎหมาย

โครงการนี้เริ่มปีไหน และมีกฎหมายอะไรรองรับ?

นโยบายเริ่มทดลองก่อนกฎหมายออก บทความเผยแพร่ของวุฒิสภาเรื่อง “จาก 30 บาท รักษาทุกโรค สู่ 30 บาท รักษาทุกที่” ระบุว่าโครงการเดิมดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้นโยบายกลายเป็นสิทธิถาวร ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลชุดใดจะยกเลิกได้ด้วยมติคณะรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว

ตัวพระราชบัญญัติระบุว่า ให้ไว้ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 และมาตรา 2 กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติอธิบายเหตุผลไว้ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 52 บัญญัติให้ชนชาวไทยมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกเหตุผลคือระบบช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลเวลานั้นมีหลายระบบจนเบิกจ่ายซ้ำซ้อนกัน

สามมาตราที่คนใช้สิทธิควรรู้

มาตรา 6 กำหนดว่าผู้ประสงค์จะใช้สิทธิต้องยื่นคำขอลงทะเบียนเพื่อเลือกหน่วยบริการเป็นหน่วยบริการประจำ นี่คือที่มาของคำว่า “โรงพยาบาลตามสิทธิ” ที่หลายคนคุ้นหู

มาตรา 7 กำหนดให้ผู้ลงทะเบียนแล้วใช้สิทธิที่หน่วยบริการประจำของตน หน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่าย หรือหน่วยบริการอื่นที่ได้รับการส่งต่อ โดยมีข้อยกเว้นสำคัญคือกรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ และกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งเข้ารับบริการจากสถานบริการอื่นได้

มาตรา 8 ดูแลคนที่ยังไม่เคยลงทะเบียน โดยให้เข้ารับบริการครั้งแรกที่หน่วยบริการใดก็ได้ และให้หน่วยบริการนั้นจัดให้ผู้รับบริการลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำ แล้วแจ้งสำนักงานภายใน 30 วันนับแต่วันให้บริการ

ความเห็นของเราคือ มาตรา 7 เป็นจุดที่ทำให้คนเข้าใจผิดมากที่สุด หลายคนคิดว่าบัตรทองใช้ที่ไหนก็ได้มาตลอด ทั้งที่กฎหมายให้ใช้ที่หน่วยบริการประจำเป็นหลัก นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จึงเป็นการขยายช่องทางในทางปฏิบัติ

สิทธิบัตรทองดูแลอะไรบ้าง และไม่ดูแลอะไร?

บทความความรู้ทางการเงินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยแพร่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 สรุปขอบเขตสิทธิไว้เป็น 13 หมวด ตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัย การฝากครรภ์ ค่ายาและเวชภัณฑ์ การทำคลอด การกินอยู่ในหน่วยบริการ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ไปจนถึงการแพทย์แผนไทย ซึ่งตรงกับรายการค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข 12 รายการในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติ

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ครีม เพชร: ผิวสวย กระจ่างใส ด้วยสารบำรุงระดับพรีเมี่ยม

ฝั่งที่ไม่อยู่ในความคุ้มครอง บทความเดียวกันระบุถึงการรักษาผู้มีบุตรยากและการผสมเทียม การแปลงเพศ การตรวจวินิจฉัยเกินความจำเป็น การรักษาที่ยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าทดลอง การบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดบางกรณี การปลูกถ่ายอวัยวะที่มีข้อยกเว้นเฉพาะ และการนอนโรงพยาบาลเกิน 180 วันด้วยโรคเดียวกันซึ่งมีข้อยกเว้นเช่นกัน

สิทธิเยียวยาที่คนมักไม่รู้

มาตรา 41 กำหนดให้คณะกรรมการกันเงินไม่เกินร้อยละ 1 ของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการ ไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ในกรณีที่หาผู้กระทำผิดไม่ได้ หรือหาได้แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในเวลาอันสมควร เงินก้อนนี้ไม่ใช่การตัดสินว่าใครผิด และตามมาตรา 42 สำนักงานมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับผู้กระทำผิดต่อไปได้

30 บาทรักษาทุกโรค ต่างจากประกันสังคมและสิทธิข้าราชการอย่างไร?

คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในกองทุนสุขภาพภาครัฐกองใดกองหนึ่งใน 3 กอง และพระราชบัญญัติฉบับนี้แยกไว้ชัดเจน มาตรา 9 ระบุว่าข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบิดามารดา คู่สมรส และบุตรที่อาศัยสิทธิของบุคคลเหล่านั้น ให้ใช้สิทธิตามกฎหมายและระเบียบของหน่วยงานต้นสังกัด ส่วนมาตรา 10 ระบุว่าขอบเขตสิทธิของผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ให้เป็นไปตามกฎหมายประกันสังคม

ตารางด้านล่างเทียบ 3 ระบบตามแหล่งที่อ้างไว้ในแต่ละช่อง ตัวเลขจำนวนผู้มีสิทธิของสองกองทุนแรกมาจากคนละแหล่งและคนละวันที่ จึงเทียบขนาดคร่าว ๆ ได้ แต่ไม่ควรนำไปบวกลบกันตรง ๆ

ประเด็นบัตรทอง (30 บาทรักษาทุกโรค)ประกันสังคมสิทธิข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ
ฐานกฎหมายพ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ. ปี 2545กฎหมาย กฎ ระเบียบของส่วนราชการ ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ. ปี 2545
แหล่งเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นหลัก ตามมาตรา 39 (1)เงินสมทบที่ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมเงินงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัด
ต้องส่งเงินก่อนใช้สิทธิไหมไม่ต้อง สิทธิเกิดจากกฎหมายต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนที่รับบริการไม่ต้อง เป็นสวัสดิการจากการเป็นข้าราชการหรือลูกจ้าง
ดูแลคนในครอบครัวด้วยไหมไม่ แต่ละคนถือสิทธิของตนเองไม่ สิทธิรักษาพยาบาลเป็นของผู้ประกันตนดูแลบิดามารดา คู่สมรส และบุตรที่อาศัยสิทธิ ตามมาตรา 9 (4)
การเปลี่ยนสถานพยาบาล4 ครั้งต่อปี และมีผลทันทีปีละครั้ง รอบปี 2568 ยื่นได้ 16 ธันวาคม 2567 ถึง 31 มีนาคม 2568ไม่ใช้ระบบลงทะเบียนหน่วยบริการประจำแบบบัตรทอง
สิทธิอื่นนอกเหนือการรักษาไม่มี เป็นสิทธิด้านบริการสาธารณสุขรวม 7 กรณี ได้แก่ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร เจ็บป่วย พิการ ว่างงาน ชราภาพ และเสียชีวิตขึ้นกับกฎหมายและระเบียบของต้นสังกัดแต่ละแห่ง
จำนวนผู้มีสิทธิโดยประมาณ47.50 ล้านคน ตามข้อเสนองบกองทุนปี 2569 เมื่อ 8 มกราคม 256824.73 ล้านคน ตามรายงานวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568ไม่ได้ระบุในแหล่งที่ใช้อ้างอิงบทความนี้
ช่องทางสอบถามสายด่วน 1330 และไลน์ @nhsoเว็บไซต์ sso.go.th แอป SSO Plus และไลน์ @ssothaiสอบถามหน่วยงานต้นสังกัด

จุดที่คนสับสนบ่อยที่สุดคือคำว่า “ได้อย่างเดียว” รายงานของไทยพีบีเอสเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2568 อ้างคำอธิบายของฝ่ายรัฐว่า สิทธิบัตรทองได้แค่การรักษาอย่างเดียว ส่วนสิทธิประกันสังคมดูแล 7 กรณี การเทียบว่าอันไหนดีกว่าจึงต้องดูว่ากำลังเทียบเรื่องอะไร ถ้าเทียบเฉพาะการรักษาพยาบาล ทั้งสองระบบให้บริการรักษาได้ แต่ถ้าเทียบสิทธิประโยชน์รวม ประกันสังคมมีหมวดที่บัตรทองไม่มี อ่านรายละเอียดฝั่งราชการเพิ่มได้ที่บทความ สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ และหากต้องการเข้าใจว่าประกันสุขภาพเอกชนอยู่ภายใต้การกำกับของใคร ดูได้ที่ คปภ. คืออะไร

อินโฟกราฟิกสรุป 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการประกันสุขภาพรูปแบบใด และใช้สิทธิบัตรทองอย่างไร
สรุปเป็นภาพ: 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการประกันสุขภาพรูปแบบใด และใช้สิทธิบัตรทองอย่างไร

เช็คสิทธิและย้ายหน่วยบริการประจำ ทำอย่างไร?

รายงานของฐานเศรษฐกิจเมื่อ 27 มีนาคม 2569 สรุปคำแนะนำของ สปสช. ไว้ 4 ช่องทาง ได้แก่ โทรสายด่วน 1330 ซึ่งโทรฟรีทั่วประเทศ เปิดแอปเป๋าตังแล้วเลือกเมนูสิทธิประโยชน์ เข้าเว็บไซต์ สปสช. แล้วเลือกเมนูตรวจสอบสิทธิหลักประกันสุขภาพ และเพิ่มเพื่อนในไลน์ด้วยไอดี @nhso ทุกช่องทางต้องใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักในการยืนยันตัวตน

ย้ายหน่วยบริการประจำได้กี่ครั้งต่อปี

ข่าวของกรมประชาสัมพันธ์เมื่อ 23 กันยายน 2565 ระบุว่าหลักเกณฑ์ของ สปสช. อนุญาตให้ผู้มีสิทธิบัตรทองย้ายสถานพยาบาลได้ 4 ครั้งต่อปี ผ่านแอปพลิเคชัน สปสช. และเมื่อทำรายการสำเร็จ สิทธิ ณ หน่วยบริการใหม่จะเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องรอ 15 วัน บทความปี 2569 ที่ทบทวนขั้นตอนเดียวกันยังยืนยันตัวเลข 4 ครั้งต่อปีและเงื่อนไขมีผลทันทีเช่นเดิม

เอกสารที่ต้องเตรียมขึ้นกับว่าที่อยู่จริงตรงกับบัตรประชาชนหรือไม่ ถ้าตรงกันให้ถ่ายรูปบัตรประชาชนด้วยกล้องหลังและถ่ายภาพตนเองคู่กับบัตรด้วยกล้องหน้า ถ้าไม่ตรงกันต้องแนบหลักฐานการพักอาศัยปัจจุบัน เช่น บิลค่าน้ำ ค่าไฟ หรือหนังสือรับรองของเจ้าของบ้าน จากนั้นระบบจะแสดงเครือข่ายหน่วยบริการในพื้นที่ที่ยังรับผู้ลงทะเบียนได้ให้เลือก

ก่อนกดย้าย ควรเช็คอะไรก่อน

ควรตรวจก่อนว่าหน่วยบริการปลายทางยังมีที่ว่างหรือไม่ เพราะบางแห่งมีผู้ลงทะเบียนเต็มแล้ว ข่าวของกรมประชาสัมพันธ์แนะนำให้โทรถามที่ 1330 ก่อนดำเนินการ อีกจุดคือการลงทะเบียนผ่านแอปยังทำแทนคนในครอบครัวไม่ได้ หากต้องทำแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของทั้งสองฝ่าย

ตอนนี้ 30 บาทรักษาทุกที่ ไปถึงไหนแล้ว?

ข้อมูลของกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ 26 ธันวาคม 2567 ให้ไทม์ไลน์ไว้ครบ ระยะที่ 1 เริ่ม 7 มกราคม 2567 ใน 4 จังหวัดนำร่อง คือ แพร่ เพชรบุรี ร้อยเอ็ด และนราธิวาส ระยะที่ 2 เริ่ม 1 มีนาคม 2567 เพิ่ม 8 จังหวัด ระยะที่ 3 เริ่ม 1 พฤษภาคม 2567 เพิ่มอีก 33 จังหวัดใน 6 เขตสุขภาพ รวมสามระยะเป็น 45 จังหวัด จากนั้นวันที่ 27 กันยายน 2567 กรุงเทพมหานครเข้าร่วมเป็นจังหวัดที่ 46 และวันที่ 25 ธันวาคม 2567 มีการคิกออฟระยะที่ 4 เพิ่มอีก 31 จังหวัด เริ่มให้บริการ 1 มกราคม 2568 ทั้ง 77 จังหวัด

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เงินสงเคราะห์บุตร 2569 วิธีตรวจสอบสิทธิ วันเงินเข้า และเงื่อนไขล่าสุด

บริการนำร่อง 5 อย่างที่ประกาศไว้ตั้งแต่ระยะแรก ได้แก่ การใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว บริการมะเร็งครบวงจรและการให้วัคซีน HPV การเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขตกรุงเทพมหานคร สถานชีวาภิบาลสำหรับการดูแลระยะสุดท้าย และบริการด้านสุขภาพจิตกับยาเสพติด

หน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท

บทความของไทยพีบีเอสเมื่อ 27 กันยายน 2567 ระบุหน่วยบริการนวัตกรรมไว้ 7 ประเภท คือ ร้านยาคุณภาพ และคลินิกชุมชนอบอุ่นอีก 6 สาขา ได้แก่ การพยาบาล เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด ทันตกรรม เวชกรรม และแพทย์แผนไทย โดยร้านยาคุณภาพดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ และเวลานั้นมีหน่วยเข้าร่วมมากกว่า 4,500 แห่ง ต่อมาข่าวของกรมประชาสัมพันธ์วันที่ 1 มกราคม 2568 ระบุว่ามีหน่วยบริการเข้าร่วมแล้วกว่า 1 หมื่นแห่ง และย้ำให้ดูป้ายสัญลักษณ์สีแดง 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ติดหน้าหน่วยบริการ ถ้าไม่มีป้ายแปลว่าใช้สิทธิที่นั่นไม่ได้

สิ่งที่เปลี่ยนตั้งแต่ 12 มกราคม 2569

ข่าวไทยโพสต์และแนวหน้าฉบับวันที่ 11 มกราคม 2569 รายงานตรงกันว่า ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2569 การใช้สิทธิที่หน่วยบริการนวัตกรรมเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ ใช้การจองคิว ระบบโควตา การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ และการพิสูจน์ตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า ผู้ใช้สิทธิเลือกได้สองแบบ คือเดินเข้าไปใช้บริการเลยโดยแสดงบัตรประชาชนหรือแจ้งเลข 13 หลัก หรือจองสิทธิล่วงหน้าผ่านไลน์ OA สปสช. ไอดี @nhso แล้วเลือกเมนู 30 บาทรักษาทุกที่ ร้านยาหรือคลินิกจะตรวจสอบสิทธิและโควตาคงเหลือให้ก่อนให้บริการ

ตัวเลขจำนวนหน่วยบริการที่พร้อมใช้ระบบใหม่ต่างกันตามวันที่รายงาน ฐานเศรษฐกิจวันที่ 8 มกราคม 2569 ระบุว่ามีหน่วยบริการนวัตกรรมราว 15,000 แห่งทั่วประเทศ โดยเชื่อมต่อระบบแล้วราว 2,500 แห่ง ส่วนแนวหน้าวันที่ 11 มกราคม 2569 ซึ่งใหม่กว่า ระบุว่ามี 3,551 แห่งที่ปรับข้อมูลแล้ว ในจำนวนนี้เป็นร้านยา 2,120 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 887 แห่ง ฐานเศรษฐกิจยังรายงานว่าคิว QR Code มีอายุ 6 ชั่วโมง ถ้าไม่ใช้ สิทธิจะถูกคืนกลับเข้าระบบส่วนกลาง และค่าเฉลี่ยการใช้บริการหน่วยนวัตกรรมอยู่ที่ราว 2 ครั้งต่อคนต่อปี

ยังต้องจ่าย 30 บาทอยู่ไหม และถ้าถูกเรียกเก็บเพิ่มต้องทำอย่างไร?

ต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน เรื่องแรกคือค่าบริการ 30 บาทที่เป็นที่มาของชื่อ ซึ่งตามมาตรา 5 วรรคสองเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะกำหนดอัตราร่วมจ่าย และให้ยกเว้นผู้ยากไร้กับกลุ่มที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด อัตราและกลุ่มยกเว้นจึงเปลี่ยนได้ตามประกาศที่ใช้อยู่ ผู้อ่านที่อยากรู้ว่าครั้งนี้ต้องจ่ายหรือไม่ ควรถามหน่วยบริการหรือโทร 1330 ก่อน ดีกว่าเชื่อตัวเลขจากบทความเก่า

เรื่องที่สองคือการถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มจากส่วนที่เป็นสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว เรื่องนี้ต่างกันมาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเผยแพร่คำชี้แจงของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเมื่อ 15 ธันวาคม 2565 ว่าหน่วยบริการเก็บค่าบริการในส่วนที่เป็นสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และแนะนำให้ผู้ที่ถูกเรียกเก็บโทรแจ้งสายด่วน 1330

ตัวเลขงบประมาณ จำนวนผู้มีสิทธิ จำนวนหน่วยบริการ เงื่อนไขการร่วมจ่าย และรอบการเปลี่ยนสถานพยาบาลในบทความนี้ อ้างอิงจากแหล่งที่ระบุไว้ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 11 กันยายน 2569 หลักเกณฑ์เหล่านี้แก้ไขได้ด้วยประกาศของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก่อนไปใช้สิทธิจริง โปรดยืนยันกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่สายด่วน 1330 หรือกับหน่วยบริการโดยตรง บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์หรือคำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย

คำถามที่พบบ่อย

30 บาทรักษาทุกโรค เป็นการประกันสุขภาพรูปแบบใด ตอบสั้น ๆ

เป็นการประกันสุขภาพภาครัฐแบบถ้วนหน้าที่รัฐจัดให้ตามกฎหมาย ใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามมาตรา 39 (1) ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ผู้มีสิทธิไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันหรือเงินสมทบ

บัตรทองกับ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นสิทธิเดียวกันหรือไม่

เป็นสิทธิเดียวกัน ชื่อทางกฎหมายคือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่วนคำว่าบัตรทองและ 30 บาท เป็นชื่อที่ประชาชนใช้เรียกกันจนติดปาก

โครงการนี้มีกฎหมายรองรับตั้งแต่เมื่อไหร่

พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ระบุว่าให้ไว้ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 และมาตรา 2 กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ใครบ้างที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิบัตรทอง

ตามมาตรา 9 และมาตรา 10 ผู้ที่ใช้สิทธิของส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ รวมถึงบิดามารดา คู่สมรสและบุตรที่อาศัยสิทธิเหล่านั้น และผู้มีสิทธิตามกฎหมายประกันสังคม ใช้สิทธิตามระบบของตนเอง

30 บาทรักษาทุกที่ ใช้ได้ครบทุกจังหวัดตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 หลังการคิกออฟระยะที่ 4 เมื่อ 25 ธันวาคม 2567 ซึ่งเพิ่มอีก 31 จังหวัดจนครบทั้ง 77 จังหวัด

ไปร้านยาหรือคลินิกเอกชนที่ไหนก็ใช้สิทธิได้เลยหรือไม่

ไม่ได้ ต้องเป็นหน่วยที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ข่าวของกรมประชาสัมพันธ์วันที่ 1 มกราคม 2568 ให้ดูป้ายสัญลักษณ์สีแดง 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ติดอยู่หน้าหน่วยบริการ หากไม่มีป้ายแปลว่าเข้ารับบริการที่นั่นไม่ได้

ตั้งแต่ 12 มกราคม 2569 ต้องทำอะไรเพิ่ม

ต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าและใช้ระบบโควตา โดยจะเดินเข้าไปใช้บริการพร้อมบัตรประชาชน หรือจองสิทธิล่วงหน้าผ่านไลน์ OA สปสช. ไอดี @nhso ก็ได้

เช็คสิทธิบัตรทองของตัวเองทำอย่างไร

ใช้ได้ 4 ทางตามที่ สปสช. แนะนำ คือโทร 1330 เปิดแอปเป๋าตัง เข้าเว็บไซต์ สปสช. หรือเพิ่มเพื่อนไลน์ @nhso โดยทุกช่องทางต้องใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  กยศ หักเงินเดือน 2569: คำนวณยอดหักอย่างไร นายจ้างนำส่งเมื่อไหร่

ย้ายโรงพยาบาลตามสิทธิได้ปีละกี่ครั้ง

ย้ายได้ 4 ครั้งต่อปี ทำผ่านแอปพลิเคชัน สปสช. ไลน์ @nhso หรือที่หน่วยบริการ และสิทธิใหม่มีผลทันทีโดยไม่ต้องรอ 15 วัน

ถ้าเจ็บป่วยฉุกเฉินนอกพื้นที่ ใช้สิทธิที่อื่นได้ไหม

ได้ มาตรา 7 ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ยกเว้นกรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุ และกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ให้เข้ารับบริการจากสถานบริการอื่นได้

ถ้ายังไม่เคยลงทะเบียนเลือกโรงพยาบาลจะทำอย่างไร

มาตรา 8 ให้เข้ารับบริการครั้งแรกที่หน่วยบริการใดก็ได้ และหน่วยบริการนั้นต้องจัดให้ลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำ แล้วแจ้งสำนักงานภายใน 30 วันนับแต่วันให้บริการ

ถูกโรงพยาบาลเรียกเก็บเงินเพิ่ม ทั้งที่ใช้สิทธิบัตรทอง ต้องทำอย่างไร

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเผยแพร่คำชี้แจงของ สปสช. ว่าหน่วยบริการเก็บค่าบริการในส่วนที่เป็นสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายไม่ได้ หากถูกเรียกเก็บ ให้โทรแจ้งสายด่วน 1330

สิ่งที่ควรทำต่อหลังอ่านจบ

ถ้ากำลังทำข้อสอบ จำคำตอบหลักไว้สามคำ คือถ้วนหน้า ใช้เงินภาษี และไม่ต้องส่งเงินสมทบ สามคำนี้แยกหลักประกันสุขภาพแห่งชาติออกจากประกันสังคมและประกันเอกชนได้ครบในประโยคเดียว

ถ้าอ่านเพื่อใช้สิทธิจริง ให้ทำสองอย่างในสัปดาห์นี้ อย่างแรกคือเช็คว่าหน่วยบริการประจำที่ผูกไว้ยังเดินทางสะดวกอยู่หรือไม่ ถ้าย้ายที่อยู่หรือย้ายที่ทำงานแล้ว ยังย้ายสิทธิได้ 4 ครั้งต่อปีและมีผลทันที อย่างที่สองคือเก็บเลข 1330 กับไลน์ @nhso ไว้ในเครื่อง เพราะเรื่องเช็คโควตา เรื่องถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม และเรื่องหาหน่วยบริการที่ยังรับลงทะเบียน ใช้สองช่องทางนี้ได้หมด

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด