สุภาษิตพระร่วง คือวรรณคดีคำสอนของไทยที่รวบรวมข้อแนะนำการใช้ชีวิตสั้น ๆ ไว้ 158 บท โดยเปิดเรื่องว่าพระร่วงเจ้าผู้ครองกรุงสุโขทัยทรงบัญญัติไว้สอนประชาชน บทที่คนจำได้มากที่สุดคือ “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา” ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่าจารึกเรื่องนี้อยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และผู้สร้างคือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นักวิชาการจึงแยกคำถามว่า คำสอนมีที่มาจากไหน ออกจากคำถามว่า ตัวบทที่เราอ่านกันแต่งขึ้นเมื่อไร
ประเด็นสำคัญ
- สุภาษิตพระร่วงมีทั้งหมด 158 บท ตามฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และใบความรู้ของโรงเรียนหลายแห่ง
- แต่งด้วยร่ายสุภาพ ท้ายร่ายจบแบบโคลงสองสุภาพ แล้วปิดด้วยโคลงสี่สุภาพกระทู้ 1 บท ที่ขึ้นต้นแต่ละบาทด้วย บัณ ฑิต พระ ร่วง
- ฉบับที่แพร่หลายคือฉบับที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระ และจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ สมัยรัชกาลที่ 3
- ผู้แต่งยังไม่มีข้อยุติ มีทั้งฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นพ่อขุนรามคำแหงหรือพระมหาธรรมราชาลิไท และฝ่ายที่เห็นว่าตัวบทเป็นงานสมัยรัตนโกสินทร์
- หลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าคำสอนชุดนี้มีมาก่อนรัตนโกสินทร์คือ โคลงประดิษฐ์พระร่วง ที่แต่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปลายกรุงศรีอยุธยา
- จารึกวัดโพธิ์ทั้งชุด 1,431 ชิ้น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโกในปี ค.ศ. 2011
- สุภาษิตพระร่วงเป็นบทเรียนในวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
สุภาษิตพระร่วง คืออะไร?
สุภาษิตพระร่วงเป็นวรรณคดีคำสอน หรือที่ตำราเรียกว่าวรรณคดีคำสอน เนื้อหาเป็นข้อแนะนำสั้น ๆ ว่าควรทำตัวอย่างไรกับครู ผู้ใหญ่ เพื่อน ลูกน้อง เจ้านาย และกับตัวเอง แต่ละข้อยาวแค่ 4 ถึง 6 คำ แต่มีสัมผัสคล้องจองกัน จึงจำง่ายและติดปากคนไทยมานาน
ตัวบทเปิดเรื่องด้วยการบอกที่มาของคำสอน ในฉบับเต็มที่เว็บไซต์โคลงกลอนเผยแพร่ไว้ 4 วรรคแรกเขียนว่า “ปางสมเด็จพระร่วงเจ้า เผ้าแผ่นสุโขทัย มลักเห็นในอนาคต จึงผายพจนประภาษ เป็นอนุสาสนกถา สอนคณานรชน” ถอดความได้ว่า ครั้งหนึ่งพระร่วงเจ้าผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินสุโขทัยทรงมองเห็นการณ์ภายหน้า จึงตรัสถ้อยคำเป็นคำสั่งสอนแก่ประชาชน ความตอนนี้ตรงกับที่ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยสรุปไว้ว่า พระร่วงทรงมองเห็นอนาคต จึงได้ประกาศอนุศาสนกถาสำหรับสั่งสอนประชาชนขึ้นไว้
สุภาษิตพระร่วงมีชื่อเรียกอื่นอีกหลายชื่อ วิกิพีเดียภาษาไทยระบุว่ามีอีกชื่อว่า สุภาษิตบัณฑิตพระร่วง และบางฉบับเพี้ยนเป็น ประดิษฐ์พระร่วง ส่วนใบความรู้ของโรงเรียนและบทความวิชาการของโชษิตา มณีใส ใช้อีกชื่อหนึ่งว่า บัญญัติพระร่วง ชื่อเหล่านี้หมายถึงคำสอนชุดเดียวกัน แต่ต้องระวังอย่าสับสนกับ โคลงประดิษฐ์พระร่วง ซึ่งเป็นวรรณคดีอีกเรื่องที่แต่งเป็นโคลง
ใครแต่งสุภาษิตพระร่วง และแต่งขึ้นในสมัยใด?
ยังไม่มีใครรู้แน่ว่าใครแต่ง สิ่งที่รู้แน่คือฉบับที่อ่านกันทุกวันนี้เป็นฉบับที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระ และนำไปจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ สมัยต้นรัตนโกสินทร์ บทความ “สุภาษิตพระร่วง: การศึกษาแง่ประวัติวรรณคดี” ของโชษิตา มณีใส ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Vol.3 (2) รวบรวมความเห็นของนักวรรณคดีไว้เป็น 3 แนวทาง ดังนี้
แนวคิดที่ 1: เป็นพระราชนิพนธ์ของกษัตริย์สุโขทัย
พระวรเวทย์พิสิฐ (2496) เปรียบเทียบภาษาของสุภาษิตพระร่วงกับศิลาจารึกหลักที่ 1 แล้วเชื่อว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงพระราชนิพนธ์ เพราะใช้ถ้อยคำง่าย สั้น แต่กินความมาก เหมือนภาษาในจารึก ธนิต อยู่โพธิ์ (2505) สืบทอดแนวคิดนี้ในคำนำหนังสือสุภาษิตพระร่วงที่พิมพ์เป็นที่ระลึกในวันสถาปนากรมศิลปากร โดยให้เหตุผลว่าเป็นภาษิตไทยแท้ ไม่มีภาษิตต่างประเทศปะปน และดูไม่มีอิทธิพลจากคัมภีร์โลกนิติหรือธรรมบท
ส่วนฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ (2503) สันนิษฐานในหนังสือ กวีโวหาร โบราณคดี ว่าน่าจะแต่งในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท เพราะเป็นรัชสมัยที่สุโขทัยสงบรุ่งเรือง และพระมหากษัตริย์ทรงมีพระปรีชาด้านศาสนาจนทรงพระราชนิพนธ์ เตภูมิกถา
แนวคิดที่ 2: แต่งขึ้นใหม่แล้วอ้างชื่อพระร่วง
แนวคิดนี้มองว่ามีผู้แต่งขึ้นในยุคหลัง แล้วอ้างว่าเป็นคำของพระร่วงเพื่อให้คนนับถือ เพราะในตำนาน พระร่วงเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ มีบุญ และมีปัญญา บทความของโชษิตาเทียบให้เห็นว่าวัฒนธรรมล้านนาก็มีวรรณคดีคำสอนที่อ้างชื่อปราชญ์ที่คนรู้จัก เช่น โคลงเจ้าวิทูรสอนโลก ที่อ้างถึงวิทูรบัณฑิตโพธิสัตว์
แนวคิดที่ 3: ภาษิตครั้งพระร่วงที่แต่งเพิ่มหลายยุค
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสันนิษฐานว่าสุภาษิตพระร่วงเริ่มเก็บรวบรวมในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ไม่ได้แต่งโดยคนคนเดียว และไม่ได้เสร็จในคราวเดียว จึงมีข้อความซ้ำกันอยู่บ้าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเห็นทำนองเดียวกันว่า เป็นสุภาษิตที่คนไทยพูดกันมาแต่โบราณ ถ้าเรียกว่า “สุภาษิตครั้งพระร่วง” ก็พอเข้าเค้า แต่ถ้าเข้าใจว่าเป็นคำของพระร่วงเองนั้นเข้าใจผิด และทรงเห็นว่าฉบับเขียนที่มีอยู่หลายสำนวนแทบทั้งหมดแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์
หลักฐานด้านฉันทลักษณ์และข้อโต้แย้ง
ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เขียนไว้ในบทนำหนังสือ ประชุมสุภาษิตพระร่วง ว่าร่ายฉบับจารึกวัดพระเชตุพนฯ ไม่ได้เป็นพระราชนิพนธ์ของพ่อขุนรามคำแหง แต่เป็นงานสมัยรัตนโกสินทร์ เหตุผลหนึ่งคือร่ายสมัยสุโขทัยถึงอยุธยามีจำนวนคำในวรรคไม่เคร่งครัด แต่ฉบับจารึกมีวรรคละ 5-6 คำ และสัมผัสสม่ำเสมอตามเกณฑ์ของรัตนโกสินทร์ ท่านจึงเห็นว่ากรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระจากต้นฉบับหลายฉบับที่มีอยู่ก่อน และอย่างน้อยเรื่องนี้ต้องมีมาตั้งแต่ปลายอยุธยา เพราะในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมี โคลงประดิษฐ์พระร่วง แล้ว
โชษิตาแย้งว่าเกณฑ์วรรคละ 5-6 คำใช้กำหนดยุคไม่ได้ เพราะลิลิตตะเลงพ่ายซึ่งเป็นวรรณคดีรัตนโกสินทร์ก็มีร่ายที่เกินวรรคละ 5-6 คำ บทความสรุปว่าสุภาษิตพระร่วงอาจเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย ตัวบทพัฒนามาหลายยุค และอย่างน้อยเป็นที่รู้จักตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังที่มีต้นฉบับปลายอยุธยาแต่งคู่ขนานกับโคลงประดิษฐ์พระร่วง ต้นฉบับที่รวบรวมไว้ในหนังสือ ประชุมสุภาษิตพระร่วง ยังมีหลายสำนวน เช่น ฉบับจารึก ฉบับวัดเกาะ โคลงประดิษฐ์พระร่วง และสุภาษิตพระร่วงคำโคลงพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 6
ในความเห็นของทีมบรรณาธิการ ถ้าต้องตอบข้อสอบว่าใครแต่ง คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือ ไม่ปรากฏนามผู้แต่งแน่ชัด เดิมสันนิษฐานว่าเป็นพ่อขุนรามคำแหง แต่ฉบับที่ใช้เรียนเป็นฉบับที่กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระ การตอบว่า พ่อขุนรามคำแหงแต่ง เฉย ๆ ตรงกับใบความรู้บางแห่ง แต่ไม่ตรงกับความเห็นของนักวิชาการรุ่นหลัง
จารึกที่วัดพระเชตุพนฯ มีลักษณะอย่างไร?
ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยบันทึก “จารึกสุภาษิตพระร่วง แผ่นที่ 5” ไว้ว่าเป็นแผ่นหินอ่อนสี่เหลี่ยมจัตุรัส จารึก 1 ด้าน จำนวน 14 บรรทัด ด้วยอักษรไทยธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ ภาษาไทย ไม่ปรากฏศักราช ปัจจุบันติดอยู่ที่ผนังด้านในศาลา หน้าพระมหาเจดีย์หลังเหนือ ผู้สร้างคือรัชกาลที่ 3 และตัวบทพิมพ์อยู่ในหนังสือ ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน (2544) หน้า 620-623
บันทึกการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนที่ถอดจากโคลงดั้นพระนิพนธ์ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสระบุว่า ผนังตอนต่ำของศาลาติดศิลาจารึกหลายเรื่อง เช่น ฉันท์กฤษณาสอนน้อง กลอนพาลีสอนน้อง คำทายโพธิบาทว์ และสุภาษิตพระร่วง ซึ่งอยู่หลังเหนือ
จารึกเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ Epigraphic Archives of Wat Pho ที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนความทรงจำแห่งโลกในปี ค.ศ. 2011 หน้าของยูเนสโกระบุว่าเป็นจารึกบนหิน 1,431 ชิ้น ทำขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1831 ถึง 1841 หรือราว พ.ศ. 2374 ถึง 2384 โดยรัชกาลที่ 3 และนักปราชญ์ไทยตั้งใจรักษาความรู้ไว้ให้สาธารณชนได้เรียนรู้
สุภาษิตพระร่วงแต่งด้วยคำประพันธ์อะไร?
สุภาษิตพระร่วงแต่งด้วยร่ายสุภาพ ท้ายร่ายจบแบบโคลงสองสุภาพตามแบบแผนของร่ายสุภาพ แล้วปิดท้ายทั้งเรื่องด้วยโคลงสี่สุภาพกระทู้ 1 บท ชื่อ บัณฑิตพระร่วง หน้าบทเรียนภาษาไทย ม.1 ของวิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรีเขียนไว้ตรงตัวว่า “ตอนต้นแต่งด้วยร่ายสุภาพ จบแบบโคลงสองสุภาพ ตอนท้ายเป็นโคลงกระทู้หนึ่งบท”
วิกิพีเดียภาษาไทยและบทความของโชษิตาอธิบายเพิ่มว่า แต่ละวรรคบรรจุข้อคำสอนสั้น ๆ แต่กินความมาก มักจบความในวรรคเดียว หรืออย่างมากไม่เกิน 2 วรรค และฉบับที่เป็นร่ายสุภาพน่าจะได้รับการปรับปรุงในคราวที่นำมาจารึก
ตอนจบของร่ายและโคลงกระทู้ บัณฑิตพระร่วง
ร่ายปิดท้ายด้วยวรรคที่บอกผู้อ่านให้นำคำสอนไปตรองและปฏิบัติ ในฉบับเต็มที่เว็บไซต์โคลงกลอนเผยแพร่ ความตอนท้ายเขียนว่า “สบสิ่งสรรพโอวาท ผู้เป็นปราชญ์พึงสดับ ตรับตริตรองปฏิบัติ โดยอรรถอันถ่องถ้วน แถลงเลศเหตุเลือกล้วน เลิศอ้างทางธรรม แลนา ฯ” คำว่า แลนา ท้ายวรรคเป็นคำสร้อยที่เติมให้ครบจังหวะ ไม่ได้เพิ่มความหมาย หน้าที่คล้ายกับคำเติมเสียงที่เราใช้ในภาษาพูด ซึ่งอ่านต่อได้ในเรื่อง คำอุทานเสริมบท
จากนั้นเป็นโคลงกระทู้ 4 บาท แต่ละบาทขึ้นต้นด้วยพยางค์หนึ่งของชื่อ บัณฑิตพระร่วง ดังนี้
- บัณ เจิดจำแนกแจ้ง พิศดาร ความเฮย
- ฑิต ยุบลบรรหาร เหตุไว้
- พระ ปิ่นนัคราสถาน อุดรสุข ไทยนา
- ร่วง ราชนามนี้ได้ กล่าวถ้อยคำสอน
โคลงบทนี้ทำหน้าที่เหมือนลายเซ็นท้ายเล่ม คือบอกว่าคำสอนที่อ่านมาทั้งหมดเป็นของบัณฑิตผู้เป็นใหญ่แห่งกรุงสุโขทัยทางเหนือ ที่มีพระนามว่าพระร่วง เวลาอ่านออกเสียง หน้าบทเรียนเดียวกันแนะนำให้อ่านร่ายด้วยเสียงระดับเดียวกัน ทอดเสียงท้ายวรรคทุกวรรค และเมื่อถึงช่วงที่จบด้วยโคลงสองสุภาพ ให้อ่านช้าลงและทอดเสียงต่อเนื่องไปจนจบ
สุภาษิตพระร่วงมีกี่ข้อ?
สุภาษิตพระร่วงมีทั้งหมด 158 บท ตัวเลขนี้ตรงกันในฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่ระบุว่า “เป็นสุภาษิตสอนทั้งทางโลกและทางธรรม มีทั้งหมด 158 บท” และในใบความรู้ของโรงเรียนที่เขียนว่ามีสุภาษิต ๑๕๘ บท คำว่า บท ในที่นี้หมายถึงข้อคำสอนหนึ่งข้อ ไม่ได้หมายถึงบทร้อยกรองหนึ่งบทแบบกลอนหรือโคลง
ถ้าลองนับเองจากตัวบทอาจได้ตัวเลขไม่ตรงกับ 158 เพราะตัวบทไม่ได้ใส่เลขข้อ บางข้อจบในวรรคเดียว บางข้อกินความ 2 วรรค และบางวรรคก็เป็นคำนำหรือคำลงท้าย ไม่ใช่คำสอน สำหรับการเรียนและการสอบ ให้ตอบ 158 บท ตามที่แหล่งอ้างอิงหลักใช้
อีกเรื่องที่ควรรู้คือถ้อยคำในแต่ละฉบับไม่ตรงกันทุกคำ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือบทแรก ฉบับเต็มบนเว็บไซต์โคลงกลอนเขียนว่า “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินมาเมื่อใหญ่” แต่ใบความรู้ของโรงเรียนและเว็บไซต์วรรณคดีหลายแห่งเขียนว่า “ให้หาสินเมื่อใหญ่” บทความของโชษิตายังยกตัวอย่างว่าต้นฉบับสมุดไทยเลขที่ 73 มีวรรคที่ฉบับจารึกไม่มี เช่น “หวังเย็นอย่ายินสนุก” ความต่างระดับนี้ไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยน แต่ถ้าต้องอ้างในงานวิชาการ ควรระบุว่าใช้ฉบับใด
ตัวอย่างสุภาษิตพระร่วง พร้อมความหมายมีอะไรบ้าง?
ตารางนี้คัดบทที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน ตัวบทยกจากฉบับเต็มบนเว็บไซต์โคลงกลอน ยกเว้นบทที่ระบุว่าใช้ตามใบความรู้ของโรงเรียน ส่วนความหมายเป็นการถอดความเป็นภาษาปัจจุบันของทีมบรรณาธิการ โดยเทียบกับคำอธิบายในใบความรู้วรรณคดีที่เผยแพร่เป็นไฟล์ PDF บนระบบบทเรียน lms.sjn.ac.th
| บทสุภาษิต | ความหมายแบบภาษาปัจจุบัน | หมวด | ตัวอย่างในชีวิตวันนี้ |
|---|---|---|---|
| เมื่อน้อยให้เรียนวิชา ให้หาสินมาเมื่อใหญ่ | วัยเด็กให้ตั้งใจเรียน โตแล้วค่อยทำงานหาเงิน | การเรียนและการงาน | นักเรียน ม.1 ที่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนทบทวนบทเรียน แทนการรีบหารายได้เสริม |
| เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า | จะไปทำอะไรให้เตรียมเครื่องมือให้พร้อม | การงาน | ออกไปพบลูกค้าต้องพกเอกสาร สายชาร์จ และแผนงานไปครบ |
| น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ (ตามใบความรู้ของโรงเรียน) | รู้จักจังหวะ อย่าฝืนต้านเมื่อกระแสแรง | การรักษาตัว | ไม่เถียงหัวหน้ากลางที่ประชุมตอนที่ทุกคนกำลังอารมณ์ร้อน รอคุยทีหลัง |
| มีสินอย่าอวดมั่ง | มีเงินก็อย่าอวดว่ารวย | เงินและทรัพย์สิน | ไม่โพสต์ยอดเงินในบัญชีหรือของแพงลงโซเชียล เพราะชวนให้ถูกหมายตา |
| ได้ส่วนอย่ามักมาก | ได้ส่วนแบ่งแล้วอย่าโลภเอาเกิน | เงินและทรัพย์สิน | แบ่งกำไรงานกลุ่มตามที่ตกลงกัน ไม่ขอเพิ่มทีหลัง |
| อย่าขุดคนด้วยปาก อย่าถากคนด้วยตา | อย่าใช้คำพูดขุดคุ้ยทำร้าย และอย่ามองคนอื่นอย่างดูแคลน | คำพูด | ไม่ขุดเรื่องเก่าของเพื่อนร่วมงานมาพูดในกลุ่มแชต |
| คิดแล้วจึงเจรจา | คิดให้รอบคอบก่อนพูด | คำพูด | อ่านข้อความทวนอีกรอบก่อนกดส่งอีเมลถึงลูกค้า |
| ที่ผิดช่วยเตือนตอบ ที่ชอบช่วยยกยอ | เพื่อนทำผิดให้ช่วยเตือน เพื่อนทำดีให้ช่วยชม | มิตรภาพ | บอกเพื่อนตรง ๆ แต่สุภาพเมื่อสไลด์มีข้อมูลผิด และชมเมื่อนำเสนอได้ดี |
| อย่าขอของรักมิตร | อย่าขอของที่เพื่อนรักและหวง | มิตรภาพ | ไม่ขอยืมกล้องที่เพื่อนเก็บเงินซื้อมาหลายเดือน |
| ครูบาสอนอย่าโกรธ | ครูหรือผู้สอนติเตือน อย่าโกรธ | ผู้ใหญ่และครู | รับฟังคำติของโค้ชหรือพี่เลี้ยงงาน แล้วนำไปแก้ |
| อย่ากริ้วโกรธเนืองนิตย์ | อย่าโกรธบ่อยเป็นนิสัย | การคุมอารมณ์ | รถติดทุกเช้าแต่ไม่บีบแตรใส่คนอื่น |
| หิ่งห้อยอย่าแข่งไฟ | รู้กำลังของตน อย่าไปแข่งกับสิ่งที่ใหญ่กว่ามาก | การคุมตัวเอง | ร้านเล็กเลือกทำตลาดเฉพาะกลุ่ม แทนการตัดราคาแข่งกับห้างใหญ่ |

สุภาษิตพระร่วงสอนเรื่องใดบ้าง?
บทความของโชษิตาแบ่งเนื้อหาไว้ 5 หมวดใหญ่ คือ การปฏิบัติตนต่อบุคคลระดับต่าง ๆ การรักษาตัวรอดและระมัดระวังตัว การประกอบกิจการงาน การรักษาและใช้จ่ายทรัพย์ และการฝึกนิสัยอบรมจิตใจตนเอง ด้านล่างนี้จัดกลุ่มใหม่ให้อ่านง่ายเป็น 6 เรื่องที่ใกล้ตัว พร้อมบทที่ไม่ได้อยู่ในตารางด้านบน
ครอบครัวและผู้ใหญ่
“ผู้เฒ่าสั่งจงจำความ” ผู้สูงอายุสั่งสอนอะไรให้จำไว้ เพราะเป็นประสบการณ์ที่เราไม่ต้องเจ็บเองก็ได้เรียน ตัวอย่างเช่น ยายเตือนว่าอย่าเซ็นค้ำประกันให้ใครง่าย ๆ ประโยคนี้ช่วยได้มากกว่าที่คิด
“จงนบนอบผู้ใหญ่” และ “ตระกูลตนจงคำนับ” สอนให้มีสัมมาคารวะ และให้ความเคารพวงศ์ตระกูลของตน ในชีวิตวันนี้คือการกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ ไหว้ญาติผู้ใหญ่ในงานบุญ และไม่ทำให้ชื่อครอบครัวเสียหาย
“ภายในอย่านำออก ภายนอกอย่านำเข้า” เรื่องในบ้านอย่าเอาไปเล่านอกบ้าน เรื่องนินทาข้างนอกก็อย่าหอบกลับมาทำให้คนในบ้านทะเลาะกัน ตัวอย่างใกล้ตัวคือไม่เอาปัญหาเงินของพี่น้องไปเล่าในกลุ่มเพื่อน
คำพูด
“อย่าพาผิดด้วยหู” อย่าหลงเชื่อสิ่งที่ได้ยินมาจนพาตัวเองไปทำผิด บทนี้เข้ากับยุคข่าวลือในแอปแชตมาก ได้ยินว่าเพื่อนร่วมงานพูดถึงเราไม่ดี ก็ควรเช็กให้แน่ก่อนจะเปลี่ยนท่าที
“อย่านินทาผู้อื่น” สั้นและตรงที่สุดในหมวดนี้ ส่วน “เมื่อพาทีจึงตอบ” สอนว่าให้ตอบเมื่อมีคนพูดด้วย ไม่ต้องแย่งพูด ในห้องประชุม นี่คือการรอให้อีกฝ่ายพูดจบก่อนแล้วค่อยตอบ
“อย่าเลียนครูเตือนด่า” ใบความรู้ของโรงเรียนอธิบายว่า อย่าล้อเลียนครู เวลาครูตักเตือนหรือดุ อย่าไปทำเสียงล้อเลียนตามหลัง ทุกวันนี้ก็คือการไม่อัดคลิปครูตอนดุแล้วเอาไปล้อในโซเชียล
การเรียนและการงาน
“หว่านพืชจักเอาผล เลี้ยงคนจักกินแรง” หว่านเมล็ดพืชก็เพื่อหวังผล เลี้ยงดูคนก็หวังพึ่งแรงเขาได้ในวันหน้า ใบความรู้ของโรงเรียนจัด เลี้ยงคนจักกินแรง ไว้ในหมวดความกตัญญู คือคนที่ได้รับการดูแลย่อมตอบแทน ในที่ทำงานคือหัวหน้าที่สอนงานลูกทีมอย่างจริงจัง วันหนึ่งก็มีคนที่ไว้ใจได้ช่วยงาน
“การทำอย่าด่วนได้” ทำอะไรอย่ารีบร้อนหวังผลเร็ว ส่วน “ผิจะจับจับจงมั่น” ถ้าจะจับอะไรก็ให้จับให้แน่น สองบทนี้อ่านคู่กันได้ว่า ทำงานให้ช้าพอจะรอบคอบ และเมื่อลงมือแล้วต้องทำให้ถึง
“การเรือนตนเร่งคิด” งานในบ้านของตนให้รีบคิดรีบจัดการ และ “ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน” ไปบ้านคนอื่นอย่าอยู่นานจนเจ้าของบ้านลำบากใจ ใช้ได้ทั้งตอนไปเยี่ยมบ้านเพื่อนและตอนไปประชุมที่บริษัทลูกค้า
“ข้าคนไพร่อย่าไฟฟุน” ใบความรู้ของโรงเรียนอธิบายว่า อย่าใช้อารมณ์กับลูกน้อง แปลเป็นภาษาออฟฟิศได้ว่า อย่าระบายอารมณ์ใส่ทีมที่อยู่ใต้บังคับบัญชา
เงินและทรัพย์สิน
“ของแพงอย่ามักกิน” อย่ากินของแพงเป็นนิสัย ไม่ได้ห้ามกินของดี แต่เตือนไม่ให้ใช้เงินเกินฐานะจนเป็นความเคยชิน เช่น กาแฟแก้วละร้อยกว่าบาททุกวัน พอรวมทั้งเดือนก็เป็นเงินก้อนใหญ่
“รักตนกว่ารักทรัพย์” ให้รักษาชีวิตและร่างกายสำคัญกว่าทรัพย์ ถ้าถูกจี้ชิงทรัพย์ ยอมเสียของดีกว่าเสี่ยงชีวิต บทความของโชษิตาเทียบบทนี้กับพุทธภาษิตที่ว่า ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนนั้นให้ดี
“สู้เสียสินอย่าเสียศักดิ์” ยอมเสียทรัพย์ดีกว่าเสียเกียรติ เช่น ยอมคืนเงินลูกค้าเมื่อสินค้ามีปัญหา ดีกว่าเก็บเงินไว้แล้วเสียชื่อ ใบความรู้ของโรงเรียนบางแห่งพิมพ์บทนี้ว่า “สู้เสียศีลอย่าเสียศักดิ์” จึงควรเทียบกับฉบับที่ใช้เรียนก่อนนำไปตอบข้อสอบ
เพื่อนและการคบคน
“ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย” ผูกมิตรกับคนอย่าให้ขาด ทำความดีอย่าให้หยุด ในชีวิตจริงคือการทักทายเพื่อนเก่าบ้าง แม้ไม่มีธุระ
“ยอครูยอต่อหน้า ยอข้าเมื่อแล้วกิจ ยอมิตรเมื่อลับหลัง” ชมครูให้ชมต่อหน้า ชมลูกน้องเมื่องานเสร็จ ชมเพื่อนให้ชมลับหลัง ใบความรู้ของโรงเรียนอธิบายว่า ชมเพื่อนลับหลังแสดงความจริงใจ ส่วนชมลูกน้องเมื่อเสร็จงานทำให้เขาดีใจหายเหนื่อย
“คนจนอย่าดูถูก” และ “อย่าอวดหาญแก่เพื่อน” สอนเรื่องการวางตัวเสมอกัน อย่าดูแคลนคนที่ฐานะด้อยกว่า และอย่าทำตัวเก่งกว่าเพื่อน ส่วน “ท่านรักตนจงรักตอบ ท่านนอบตนจงนอบแทน” คือหลักตอบแทนน้ำใจแบบง่ายที่สุด
การคุมอารมณ์และความประมาท
“อย่ามัวเมาเนืองนิตย์ คิดตรองตรึกทุกเมื่อ” อย่าหลงระเริงอยู่เป็นประจำ ให้คิดไตร่ตรองอยู่เสมอ ส่วน “โทษตนผิดพึงรู้” ให้รู้ความผิดของตัวเอง ทั้งสองบทเป็นเรื่องการรู้ทันตัวเองก่อนจะไปตัดสินคนอื่น
“อย่าตีงูให้แก่กา” ใบความรู้ของโรงเรียนอธิบายว่า อย่าทำในสิ่งที่ทำให้ผลประโยชน์ตกแก่ผู้อื่น และ “อย่าตีปลาหน้าไซ” คืออย่าขัดขวางผลประโยชน์ของผู้อื่น เช่น ไม่เข้าไปพูดแทรกตอนเพื่อนกำลังปิดการขายกับลูกค้า
ตอนท้ายของร่ายมีชุดบทที่คนจำได้ดีคือ “อย่ารักเหากว่าผม อย่ารักลมกว่าน้ำ อย่ารักถ้ำกว่าเรือน อย่ารักเดือนกว่าตะวัน” ตีความได้ว่าอย่าให้ค่ากับสิ่งเล็กน้อยหรือสิ่งที่ไม่จีรังมากกว่าสิ่งที่เป็นหลักของชีวิต เหามาจากผม ลมจับต้องไม่ได้เท่าน้ำ ถ้ำอยู่ไม่สบายเท่าเรือน และเดือนให้แสงไม่เท่าตะวัน
สุภาษิตพระร่วงเรียนในชั้นใด และทำไมยังใช้ได้?
สุภาษิตพระร่วงเป็นบทเรียนในวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน้าบทเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรีจัดไว้ในหมวดภาษาไทย ม.1 และเว็บไซต์ติวเตอร์ NockAcademy ก็จัดบทความ “ศึกษาตัวบทและคุณค่าที่แฝงอยู่ในสุภาษิตพระร่วง” ไว้ในหมวดภาษาไทย ม.1 เช่นกัน สิ่งที่นักเรียนต้องรู้ส่วนใหญ่คือ ลักษณะคำประพันธ์ จำนวน 158 บท การถอดความ และคุณค่าด้านวรรณศิลป์ เช่น สัมผัสในและสัมผัสนอก และการเล่นคำซ้ำ
เหตุผลที่สุภาษิตพระร่วงยังถูกอ้างถึงคือถ้อยคำของมันไปอยู่ในวรรณคดีเรื่องอื่น วิกิพีเดียภาษาไทยระบุว่าคำสอนบางตอนมีอิทธิพลต่อโคลงพาลีสอนน้อง ลิลิตพระลอ และร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ใบความรู้ของโรงเรียนยกตัวอย่างว่าในมหาเวสสันดรชาดก พระเวสสันดรตรัสกับพระนางมัทรีว่า “เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า” ส่วนเว็บไซต์วรรณคดีสมัยสุโขทัยยกเพลงยาวถวายโอวาทและขุนช้างขุนแผนเป็นตัวอย่างเพิ่ม
ในความเห็นของทีมบรรณาธิการ มีอีกเรื่องที่ควรชวนนักเรียนคิด ธนิต อยู่โพธิ์ ให้เหตุผลว่านี่คือภาษิตไทยแท้ที่ไม่มีอิทธิพลจากคัมภีร์อินเดีย แต่บทความของโชษิตาเทียบให้เห็นว่าบางบทตรงกับพุทธภาษิต เช่น “อย่ากริ้วโกรธเนืองนิจ” กับพุทธภาษิตที่ว่า คนมักโกรธย่อมอยู่เป็นทุกข์ สองความเห็นนี้ไม่จำเป็นต้องขัดกัน ภาษิตพื้นบ้านกับหลักธรรมอาจพูดเรื่องเดียวกันได้ แต่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าคำว่า ไทยแท้ ต้องมีหลักฐานรองรับ
ต้องอ่านบางบทพร้อมบริบทด้วย เช่น “คนเป็นไทอย่าคบทาส” หรือบทที่พูดถึงข้า ไพร่ และเจ้านาย สะท้อนสังคมที่ยังมีระบบทาส ข้อคิดที่หยิบมาใช้ได้วันนี้คือการเลือกคบคน ไม่ใช่การแบ่งชนชั้น
คำถามที่พบบ่อย
สุภาษิตพระร่วงมีกี่ข้อ?
มีทั้งหมด 158 บท ตามฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และใบความรู้ของโรงเรียนหลายแห่ง คำว่า บท ในที่นี้หมายถึงข้อคำสอนหนึ่งข้อ
ใครแต่งสุภาษิตพระร่วง?
ไม่ปรากฏนามผู้แต่งแน่ชัด เดิมสันนิษฐานว่าเป็นพ่อขุนรามคำแหงหรือพระมหาธรรมราชาลิไท แต่ฉบับที่ใช้เรียนเป็นฉบับที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระ
สุภาษิตพระร่วงแต่งด้วยคำประพันธ์อะไร?
แต่งด้วยร่ายสุภาพ ท้ายร่ายจบแบบโคลงสองสุภาพ และปิดท้ายด้วยโคลงสี่สุภาพกระทู้ 1 บท ชื่อ บัณฑิตพระร่วง
สุภาษิตพระร่วงเป็นวรรณคดีสมัยใด?
ตำราเรียนมักจัดไว้ในสมัยสุโขทัยตามชื่อพระร่วง แต่ตัวบทที่อ่านกันเป็นฉบับชำระและจารึกในสมัยรัชกาลที่ 3 และมีหลักฐานว่าคำสอนชุดนี้เป็นที่รู้จักอย่างน้อยตั้งแต่ปลายอยุธยา
สุภาษิตพระร่วงจารึกไว้ที่ไหน?
จารึกบนแผ่นหินอ่อนที่ผนังด้านในศาลา หน้าพระมหาเจดีย์หลังเหนือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ กรุงเทพมหานคร
บทแรกของสุภาษิตพระร่วงคือบทใด?
บทแรกคือ “เมื่อน้อยให้เรียนวิชา” ตามด้วย “ให้หาสินมาเมื่อใหญ่” ในฉบับเต็มบนเว็บไซต์โคลงกลอน ส่วนหลายแหล่งพิมพ์ว่า “ให้หาสินเมื่อใหญ่”
สุภาษิตพระร่วงมีชื่ออื่นไหม?
มีชื่อ สุภาษิตบัณฑิตพระร่วง และบัญญัติพระร่วง บางฉบับเพี้ยนเป็น ประดิษฐ์พระร่วง แต่ต่างจาก โคลงประดิษฐ์พระร่วง ซึ่งเป็นวรรณคดีคำโคลงอีกเรื่อง
โคลงกระทู้ บัณฑิตพระร่วง คืออะไร?
คือโคลงสี่สุภาพ 4 บาทที่ปิดท้ายเรื่อง แต่ละบาทขึ้นต้นด้วยพยางค์ บัณ ฑิต พระ และร่วง ตามลำดับ เนื้อความบอกว่าคำสอนทั้งหมดเป็นของพระร่วง
สุภาษิตพระร่วงเรียนชั้นอะไร?
เรียนในวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามที่หน้าบทเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรีและเว็บไซต์ NockAcademy จัดไว้
อย่าตีงูให้แก่กา หมายความว่าอะไร?
หมายถึงอย่าทำสิ่งที่ตัวเองเหนื่อยแต่ผลประโยชน์ไปตกกับคนอื่น เหมือนตีงูจนตายแล้วกาได้กินไป
ยอมิตรเมื่อลับหลัง หมายความว่าอะไร?
หมายถึงให้ชมเพื่อนตอนที่เพื่อนไม่อยู่ เพราะคำชมลับหลังแสดงความจริงใจมากกว่าคำชมต่อหน้า
สรุป: จำสุภาษิตพระร่วงให้แม่นต้องรู้อะไร
ถ้าจำได้ 4 เรื่องก็พอสำหรับทั้งการสอบและการใช้ชีวิต คือ มี 158 บท แต่งด้วยร่ายสุภาพปิดท้ายด้วยโคลงกระทู้ บัณฑิตพระร่วง ฉบับที่อ่านกันจารึกไว้ที่วัดโพธิ์สมัยรัชกาลที่ 3 และผู้แต่งยังเป็นข้อถกเถียง ส่วนตัวคำสอน ลองเลือกสักบทที่ตรงกับเรื่องที่กำลังเจอ เช่น คิดแล้วจึงเจรจา หรือ มีสินอย่าอวดมั่ง แล้วใช้ให้ได้จริงสักสัปดาห์ จะเห็นว่าคำสอนอายุหลายร้อยปียังใช้ได้ดี
แหล่งอ้างอิง
- ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย: จารึกสุภาษิตพระร่วง แผ่นที่ 5 (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร)
- โชษิตา มณีใส, สุภาษิตพระร่วง: การศึกษาแง่ประวัติวรรณคดี, วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ Vol.3 (2) (PDF)
- วิกิพีเดียภาษาไทย: สุภาษิตพระร่วง
- โคลงกลอน: สุภาษิตพระร่วง (ฉบับเต็ม)
- UNESCO Memory of the World: Epigraphic Archives of Wat Pho
- ภาควิชาศึกษาทั่วไป วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี: สุภาษิตพระร่วง (ภาษาไทย ม.1)
- ใบความรู้วรรณคดีเรื่อง สุภาษิตพระร่วง (PDF, lms.sjn.ac.th)
- วรรณคดีสมัยกรุงสุโขทัย: สุภาษิตพระร่วง (sanesapthong.wordpress.com)
- NockAcademy: ศึกษาตัวบทและคุณค่าที่แฝงอยู่ในสุภาษิตพระร่วง


