สังคมไทยสช. คืออะไร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดูแลโรงเรียนแบบไหน

สช. คืออะไร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดูแลโรงเรียนแบบไหน

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: สช. ย่อมาจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่กำกับ ส่งเสริม และจัดสรรเงินอุดหนุนให้โรงเรียนเอกชนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ตั้งแต่โรงเรียนสามัญ โรงเรียนนานาชาติ ไปจนถึงโรงเรียนกวดวิชา สถาบันปอเนาะ และตาดีกา ปีการศึกษา 2568 มีสถานศึกษาในความดูแลรวม 11,971 แห่ง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. (Office of the Private Education Commission: OPEC) คือหน่วยงานระดับกรมในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มาตรา 14 ของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ตั้งขึ้นให้ดูแลโรงเรียนเอกชนทั้งประเทศ ยกเว้นมหาวิทยาลัยเอกชน โดยรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การจัดสรรเงินอุดหนุน กองทุน และทะเบียนกลางของโรงเรียนเอกชน

ประเด็นสำคัญ

  • สช. ย่อมาจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้บริหารสูงสุดคือเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งกฎหมายให้มีฐานะเป็นอธิบดี
  • กฎหมายหลักคือพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 7 ก วันที่ 11 มกราคม 2551 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554
  • โรงเรียนเอกชนแบ่งเป็นสองระบบ คือโรงเรียนในระบบ (สามัญศึกษาและนานาชาติ) กับโรงเรียนนอกระบบ (หลักสูตรระยะสั้น ปอเนาะ และตาดีกา)
  • สถิติปีการศึกษา 2568 ของ สช. นับสถานศึกษาได้ 11,971 แห่ง นักเรียนและผู้เรียนราว 2.79 ล้านคน
  • จัดตั้งโรงเรียนโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ครูโรงเรียนเอกชนในระบบส่งเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ไม่เกินร้อยละ 3 ของเงินเดือน โรงเรียนสมทบเท่ากัน และกระทรวงศึกษาธิการสมทบอีกสองเท่า
  • ตรวจสอบว่าโรงเรียนได้รับอนุญาตหรือไม่ได้ที่ระบบ school.opec.go.th หรือโทรสายด่วน สช. 1693

สช. คืออะไร และย่อมาจากอะไร?

สช. ย่อมาจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ชื่อภาษาอังกฤษที่หน่วยงานใช้คือ Office of the Private Education Commission ใช้อักษรย่อ OPEC สำนักงานตั้งอยู่ที่ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 โทรศัพท์ 02 282 1000 และมีสายด่วน 1693

คำว่า “สำนักงาน” กับ “คณะกรรมการ” ในชื่อทำให้หลายคนสับสน ความจริงคือมีสององค์กรที่ทำงานคู่กัน ฝ่ายหนึ่งคือคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับนโยบาย อีกฝ่ายคือสำนักงาน ซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีข้าราชการประจำ ทำงานธุรการและปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการกำหนด เวลาคนทั่วไปพูดว่า “ไปติดต่อ สช.” ส่วนใหญ่หมายถึงสำนักงาน

นิยาม: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) คือส่วนราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเป็นผู้บังคับบัญชา ฐานะเทียบเท่าอธิบดี ทำหน้าที่สนับสนุนคณะกรรมการ ส่งเสริมคุณภาพ ดูแลกองทุน จัดสรรเงินอุดหนุน และเป็นทะเบียนกลางของการศึกษาเอกชน

สช. เริ่มต้นมาอย่างไร

หน้าประวัติความเป็นมาบนเว็บไซต์ สช. เล่าว่าโรงเรียนเอกชนในไทยมีมาก่อนหน่วยงานกำกับนานมาก ปี พ.ศ. 2395 มีโรงเรียนของนางแมตตูน ซึ่งเว็บไซต์เรียกว่าโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกในสมัยนั้น ต่อมาปี 2448 กระทรวงที่รับผิดชอบการศึกษาเริ่มเข้ามาดูแลโรงเรียนเอกชน และปี 2461 มีพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนครั้งแรก

ปี 2476 มีการตั้งกองโรงเรียนราษฎร์ขึ้นในกระทรวง จากนั้นวันที่ 1 ตุลาคม 2515 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 217 ปรับหน่วยงานเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ก่อนจะมาใช้ชื่อและโครงสร้างปัจจุบันภายใต้พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งยกเลิกกฎหมายฉบับ พ.ศ. 2525

หน้าที่ของ สช. และกฎหมายที่ให้อำนาจมีอะไรบ้าง?

อำนาจของ สช. มาจากพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 7 ก หน้า 29 วันที่ 11 มกราคม 2551 และมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ต่อมาแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 ฉบับที่รวมการแก้ไขแล้วเผยแพร่บนเว็บไซต์ สช. เอง

หน้าที่ 7 ข้อตามมาตรา 14

มาตรา 14 เขียนอำนาจหน้าที่ของสำนักงานไว้ 7 ข้อ สรุปเป็นภาษาง่าย ๆ ได้ดังนี้

  • งานธุรการของคณะกรรมการ: เตรียมเรื่อง จัดประชุม และสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
  • เสนอนโยบายและแผน: เสนอยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาการศึกษาเอกชนต่อคณะกรรมการ
  • ส่งเสริมคุณภาพ: สนับสนุนงานวิชาการ การประกันคุณภาพ และการวิจัยของโรงเรียนเอกชน
  • ดูแลกองทุน: รับผิดชอบกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ ซึ่งเป็นทุนหมุนเวียนให้โรงเรียนกู้ยืม
  • จัดสรรเงินอุดหนุน: แบ่งเงินอุดหนุนการศึกษาเอกชนตามมาตรการที่คณะกรรมการกำหนด
  • ทะเบียนกลางและติดตามผล: เป็นศูนย์ข้อมูล ทะเบียนกลาง และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาเอกชน
  • งานอื่น: ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  บิดา ของ สมเด็จ พระเจ้าตากสิน มี นาม ว่า อะไร

คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนมีใครบ้าง

มาตรา 8 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่งมี 7 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการสภาการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นอกจากนี้มีผู้แทนสมาคมโรงเรียนเอกชน 2 คน ผู้แทนที่คัดเลือกจากผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ฝ่ายละ 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน ซึ่งต้องมีผู้เชี่ยวชาญการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการอย่างน้อย 1 คน กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งวาระละ 3 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ เลขาธิการ สช. ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ

ใครเป็นผู้ออกใบอนุญาตโรงเรียน

กฎหมายเรียกผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตว่า “ผู้อนุญาต” ซึ่งตามนิยามในมาตรา 4 หมายถึงเลขาธิการ สช. หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่เลขาธิการมอบหมาย ในทางปฏิบัติ โรงเรียนต่างจังหวัดจึงติดต่องานกับหน่วยงานในจังหวัด ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ส่วนกลางทุกเรื่อง

กฎหมายยังกำหนดกรอบเวลาไว้ด้วย คำขอตั้งโรงเรียนในระบบ ผู้อนุญาตต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วันนับจากวันยื่นคำขอ ส่วนโรงเรียนนอกระบบให้พิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วัน

สถานศึกษาแบบไหนที่กฎหมายนี้ไม่ใช้บังคับ

มาตรา 5 ยกเว้นสถานศึกษา 3 กลุ่ม คือ สถานศึกษาที่มีนักเรียนรวมกันไม่เกิน 7 คน สถานศึกษาที่คณะสงฆ์ตั้งขึ้นเพื่อสอนพระธรรมวินัย และสถานศึกษาอื่นที่กฎกระทรวงกำหนด นอกจากนี้นิยามคำว่า “โรงเรียน” ในมาตรา 4 ไม่รวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายอีกฉบับ มหาวิทยาลัยเอกชนจึงไม่อยู่ในความดูแลของ สช.

โรงเรียนเอกชนในระบบกับนอกระบบต่างกันอย่างไร?

ต่างกันที่ความตายตัวของหลักสูตร มาตรา 4 นิยามโรงเรียนในระบบว่าเป็นโรงเรียนที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา และการวัดผลซึ่งเป็นเงื่อนไขการสำเร็จการศึกษาไว้แน่นอน ส่วนโรงเรียนนอกระบบคือโรงเรียนที่มีความยืดหยุ่นในเรื่องเหล่านี้ และกฎหมายระบุให้รวมถึงศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) กับสถาบันศึกษาปอเนาะด้วย

พูดให้เห็นภาพ โรงเรียนในระบบคือโรงเรียนที่เด็กไปเรียนตั้งแต่อนุบาลจนจบ ม.6 แล้วได้วุฒิเหมือนโรงเรียนรัฐ ส่วนโรงเรียนนอกระบบคือที่ที่คนไปเรียนเสริมหรือเรียนทักษะเฉพาะ เช่น โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนสอนภาษา สอนดนตรี สอนว่ายน้ำ หรือสอนวิชาชีพระยะสั้น

ประเภทของโรงเรียนในระบบ

มาตรา 17 ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดประเภทและระดับของโรงเรียนในระบบโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในสถิติของ สช. แบ่งโรงเรียนในระบบเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ประเภทสามัญศึกษา ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ก่อนประถมถึงมัธยมปลาย และประเภทนานาชาติ

ภายในประเภทสามัญยังแยกย่อยตามลักษณะอีกหลายแบบ เช่น โรงเรียนสามัญทั่วไป โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนการศึกษาพิเศษ มาตรา 43 กำหนดให้โรงเรียนในระบบสอนเป็นภาษาไทย ยกเว้นวิชาภาษาต่างประเทศ โรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตสอนเป็นภาษาอื่นได้ตามที่ระบุในใบอนุญาต แต่ต้องสอนให้นักเรียนอ่าน เขียน และพูดภาษาไทยได้ด้วย

ประเภทของโรงเรียนนอกระบบ

มาตรา 120 ให้คณะกรรมการกำหนดประเภทและลักษณะของโรงเรียนนอกระบบเช่นกัน สถิติของ สช. แบ่งกลุ่มหลักสูตรระยะสั้นออกเป็น ประเภทสอนศาสนา ศิลปะและกีฬา วิชาชีพ กวดวิชา สร้างเสริมทักษะชีวิต และโรงเรียนที่เปิดมากกว่า 1 ประเภท แยกจากสถาบันศึกษาปอเนาะและตาดีกาซึ่งนับเป็นอีกสองกลุ่ม

ตาดีกาและปอเนาะกระจุกตัวอยู่ในภาคใต้ ตารางรายจังหวัดของ สช. แสดงว่าปัตตานีมีตาดีกา 657 แห่งและปอเนาะ 266 แห่ง นราธิวาสมีตาดีกา 651 แห่ง ยะลามี 450 แห่ง ขณะที่กรุงเทพมหานครไม่มีทั้งสองประเภท แต่มีโรงเรียนนอกระบบอื่นรวม 1,504 แห่ง มากที่สุดในประเทศ

โรงเรียนเอกชนในประเทศไทยมีกี่แห่ง และนักเรียนกี่คน?

ตามสถิติการศึกษาเอกชน ปีการศึกษา 2568 ของ สช. มีสถานศึกษาเอกชนในความดูแลรวม 11,971 แห่ง เป็นโรงเรียนในระบบ 3,932 แห่ง และสถานศึกษานอกระบบ 8,039 แห่ง นักเรียนและผู้เรียนรวมราว 2.79 ล้านคน ข้อมูลโรงเรียนสามัญเก็บ ณ วันที่ 10 มิถุนายน ส่วนโรงเรียนนอกระบบนับตลอดช่วงปี

ตารางด้านล่างคัดจากตาราง 1 และตาราง 2 ของเล่มสถิติปีการศึกษา 2568 ข้อสังเกตคือตัวเลขบางช่องในสองตารางไม่ตรงกัน จำนวนนักเรียนนานาชาติเป็น 84,383 คนในตาราง 1 แต่เป็น 82,910 คนในตาราง 2 ส่วนประเภทกวดวิชากับสร้างเสริมทักษะชีวิต ตาราง 1 สลับตัวเลขกับตาราง 2, 3 และ 5 เราใช้ตัวเลขที่ตรงกันในหลายตารางมากกว่า

ระบบและประเภทลักษณะโดยย่อจำนวนสถานศึกษานักเรียน/ผู้เรียน (คน)การรับเงินอุดหนุน
ในระบบ: สามัญศึกษาก่อนประถมถึงมัธยมปลาย ได้วุฒิตามหลักสูตรแกนกลาง3,6581,903,855รับอุดหนุน 3,388 แห่ง ไม่รับ 270 แห่ง
ในระบบ: นานาชาติหลักสูตรต่างประเทศ สอนเป็นภาษาที่ระบุในใบอนุญาต27482,910 ถึง 84,383ไม่รับอุดหนุนทั้งหมด
นอกระบบ: วิชาชีพหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพ2,146385,777ไม่รับอุดหนุน
นอกระบบ: กวดวิชาสอนเสริมวิชาการ1,737115,231ไม่รับอุดหนุน
นอกระบบ: ศิลปะและกีฬาดนตรี ศิลปะ กีฬา63718,498ไม่รับอุดหนุน
นอกระบบ: สร้างเสริมทักษะชีวิตหลักสูตรทักษะชีวิต40527,042ไม่รับอุดหนุน
นอกระบบ: สอนศาสนาหลักสูตรศาสนาระยะสั้น1712,224ไม่รับอุดหนุน
นอกระบบ: สถาบันศึกษาปอเนาะสถาบันสอนศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิม58134,760รับอุดหนุน 406 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนใต้
นอกระบบ: ตาดีกาศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด2,170181,563รับอุดหนุน 1,967 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนใต้
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ประชากร ใน ประเทศ นอร์เวย์ สวีเดน และ เดนมาร์ก จัด อยู่ ใน กลุ่ม ใด

ภาพที่เห็นชัดจากตารางคือ โรงเรียนสามัญมีจำนวนแห่งเพียงราว 3 ใน 10 ของสถานศึกษาทั้งหมด แต่มีนักเรียนเกือบ 1.9 ล้านคน หรือราวสองในสามของผู้เรียนทั้งระบบ ส่วนโรงเรียนนอกระบบมีจำนวนแห่งมากกว่าเพราะส่วนใหญ่เป็นสถานที่ขนาดเล็ก เช่น ศูนย์ตาดีกาในชุมชนหรือโรงเรียนสอนวิชาชีพที่มีห้องเรียนไม่กี่ห้อง ตัวเลขนี้ยังไม่รวมเด็กที่เรียนโรงเรียนนอกระบบควบคู่กับโรงเรียนในระบบ ซึ่งอาจถูกนับทั้งสองฝั่ง

ข้อมูลล่าสุดบนหน้าแรกของเว็บไซต์สถิติ สช. ซึ่งระบุว่าเป็นข้อมูล 10 มิถุนายน 2569 แสดงโรงเรียนในระบบประเภทสามัญ 3,671 แห่ง นักเรียน 1,844,931 คน โรงเรียนนานาชาติ 280 แห่ง นักเรียน 86,056 คน และโรงเรียนนอกระบบ 7,865 แห่ง ผู้เรียน 784,928 คน ตัวเลขชุดนี้ยังเป็นภาพรวมที่ไม่มีเล่มรายงานแยกประเภท เราจึงใช้เล่มปี 2568 เป็นหลักในตาราง

อินโฟกราฟิกสรุป สช. คืออะไร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดูแลโรงเรียนแบบไหน
สรุปเป็นภาพ: สช. คืออะไร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดูแลโรงเรียนแบบไหน

เงินอุดหนุนรายหัวโรงเรียนเอกชนทำงานอย่างไร?

รัฐไม่ได้ให้เงินโรงเรียนเอกชนทุกแห่งเท่ากัน มาตรา 35 ของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนกำหนดว่า ถ้าโรงเรียนในระบบไม่เก็บค่าธรรมเนียมหรือเก็บต่ำกว่าอัตราที่ควรเก็บ เพราะเป็นโรงเรียนการกุศลหรือเพื่อให้ผู้ยากไร้ได้เรียน ให้กระทรวงศึกษาธิการอุดหนุนทางการเงินและช่วยเหลือด้านอื่นเพื่อให้โรงเรียนดำเนินการต่อได้ มาตรา 48 เปิดทางให้รัฐจัดครู บุคลากร และอุปกรณ์ให้เพิ่มเติม โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีความสามารถพิเศษ

โรงเรียนทั่วไปกับโรงเรียนการกุศลได้ต่างกัน

ตาราง 2 ของเล่มสถิติ สช. ปีการศึกษา 2568 แบ่งโรงเรียนสามัญที่รับอุดหนุนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือโรงเรียนทั่วไป ระบุว่าอุดหนุนอัตราประมาณร้อยละ 70 มี 2,829 แห่ง นักเรียน 1,458,897 คน กลุ่มที่สองคือโรงเรียนการกุศล ระบุว่าอุดหนุนอัตราประมาณร้อยละ 100 มี 559 แห่ง นักเรียน 388,629 คน ส่วนโรงเรียนนานาชาติทั้ง 274 แห่งอยู่ในกลุ่มไม่รับอุดหนุน

เงินที่เรียกกันว่า “เงินอุดหนุนรายหัว” มีชื่อทางการว่าเงินอุดหนุนรายบุคคล ออกตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล ซึ่งแก้ไขมาหลายครั้ง สช. แจ้งฉบับที่ 7 พ.ศ. 2567 เมื่อ 3 ตุลาคม 2567 และมีข่าวเกี่ยวกับฉบับที่ 8 พ.ศ. 2568 เมื่อ 13 มกราคม 2569

เงื่อนไขหลักที่ระเบียบกำหนด

ในเอกสารรวมระเบียบที่กลุ่มงานกองทุนและสวัสดิการของ สช. เผยแพร่ ระเบียบกำหนดให้คำนวณเงินจากนักเรียนที่เรียนอยู่จริง ไม่เกินความจุที่โรงเรียนได้รับอนุญาต โดยนับจำนวน ณ วันที่ 10 มิถุนายนของทุกปี โรงเรียนที่รับเงินต้องเก็บค่าธรรมเนียมรวมกับเงินอุดหนุนแล้วไม่เกินค่าใช้จ่ายรายบุคคลของนักเรียนภาครัฐในระดับเดียวกัน ถ้าเป็นโรงเรียนการกุศลต้องไม่เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาจากนักเรียน และต้องนำเงินที่ได้ไปจ่ายเป็นเงินเดือนครูไม่ต่ำกว่าวุฒิที่ทางราชการกำหนด

อัตราเป็นบาทต่อคนต่อปีแนบอยู่ท้ายระเบียบแต่ละฉบับและเปลี่ยนตามการแก้ไข เราไม่ได้ใส่ตัวเลขไว้ในบทความนี้ เพราะตารางที่เราเปิดดูได้เป็นของฉบับเก่า ผู้ปกครองที่อยากรู้ว่าลูกได้สิทธิ์เท่าไหร่ ควรถามโรงเรียนโดยตรงว่ารับเงินอุดหนุนแบบใด หรือสอบถามสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด

กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนหักเงินเดือนเท่าไหร่?

ไม่เกินร้อยละ 3 ของเงินเดือนรายเดือน มาตรา 73 ให้ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนในระบบส่งเงินสะสมในอัตราที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 3 ของเงินเดือน โรงเรียนต้องส่งเงินสมทบเท่ากับเงินสะสมของแต่ละคน และกระทรวงศึกษาธิการส่งเงินสมทบเป็นสองเท่าของเงินสะสม ถ้าหักร้อยละ 3 เต็มอัตรา เงินที่เข้ากองทุนต่อคนจะเท่ากับร้อยละ 12 ของเงินเดือน

นิยาม: กองทุนสงเคราะห์ ตามมาตรา 54 คือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นเพื่อสงเคราะห์ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ จัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ส่งเสริมการออม และจ่ายเงินสวัสดิการสงเคราะห์ กองทุนนี้ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และรายได้ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

เงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 และประเภท 2

มาตรา 76 แบ่งเงินที่ได้เมื่อออกจากงานเป็นสองส่วน ประเภท 1 คือเงินสะสมที่ครูส่งเองพร้อมดอกผล ประเภท 2 คือเงินสมทบจากโรงเรียนและกระทรวงศึกษาธิการ โดยไม่รวมดอกผล ครูจะไม่ได้เงินประเภท 2 ถ้าออกจากงานเพราะมีความผิด หรือออกก่อนทำงานครบ 10 ปี เว้นแต่ออกเพราะตาย เจ็บป่วยหรือทุพพลภาพจนแพทย์ที่ทางราชการรับรองเห็นว่าประกอบวิชาชีพต่อไม่ได้ หรือเพราะโรงเรียนเลิกกิจการ

ฝั่งโรงเรียนก็มีหน้าที่ มาตรา 74 ให้โรงเรียนหักเงินสะสมทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไป ถ้าส่งช้าหรือส่งไม่ครบต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ส่วนมาตรา 75 ให้สิทธิรับเงินสวัสดิการสงเคราะห์เมื่อส่งเงินสะสมติดต่อกันครบ 2 เดือน

ปัจจุบันกองทุนสงเคราะห์มีเว็บไซต์ของตัวเองที่ aidfunds.org ซึ่งแยกบริการเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพ สินเชื่อ สวัสดิการ เช่นค่ารักษาพยาบาลและค่าการศึกษาบุตร และงานเงินสะสมเงินสมทบ ครูที่อยากเปรียบเทียบกับเงินเดือนครูรัฐ อ่านเพิ่มได้ที่ ขั้นเงินเดือนครู

จะตรวจสอบว่าโรงเรียนได้รับอนุญาตจาก สช. หรือไม่ได้อย่างไร?

วิธีที่ตรงที่สุดคือใช้ระบบ “ตรวจสอบโรงเรียนที่ได้รับอนุญาต” ของ สช. ที่ school.opec.go.th ซึ่งเป็นระบบค้นหาโรงเรียนเอกชนในสังกัด สช. ทั้งโรงเรียนในระบบและนอกระบบ พิมพ์ชื่อโรงเรียนหรือรหัสโรงเรียนลงช่องค้นหาได้ทันที ถ้าไม่พบชื่อ ให้ลองสะกดแบบอื่นหรือใช้ตัวกรองก่อนสรุป

  1. เข้า school.opec.go.th แล้วพิมพ์ชื่อโรงเรียน รหัสโรงเรียน หรือชื่อหลักสูตรที่สนใจ
  2. ใช้ตัวกรองจังหวัด อำเภอหรือเขต ตำบลหรือแขวง ประเภทโรงเรียน ระดับชั้นที่เปิดสอน และการรับอุดหนุน เพื่อให้ผลแคบลง
  3. เปิดข้อมูลโรงเรียนเพื่อดูประเภท ระดับชั้นที่ได้รับอนุญาต ที่ตั้ง และแผนที่ แล้วเทียบกับที่โรงเรียนโฆษณา
  4. ถ้าไม่พบชื่อ หรือข้อมูลไม่ตรงกับที่โรงเรียนแจ้ง ให้โทรสายด่วน สช. 1693 หรือสอบถามสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่โรงเรียนตั้งอยู่

เรื่องนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะมาตรา 130 ให้ผู้ที่ตั้งโรงเรียนในระบบโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 147 ใช้โทษเดียวกันกับโรงเรียนนอกระบบ เช่น โรงเรียนกวดวิชาหรือโรงเรียนสอนภาษาที่เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าโรงเรียนไม่มีใบอนุญาต ผู้เรียนก็อาจไม่ได้วุฒิหรือหนังสือรับรองที่ทางราชการยอมรับ

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  แพทยสภา: องค์กรกำกับดูแลวิชาชีพแพทย์

ความเห็นของเราคือ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ตรวจค่าเทอมและชื่อเสียงของโรงเรียน แต่น้อยคนที่ตรวจว่าระดับชั้นหรือหลักสูตรที่ลูกจะเรียนอยู่ในใบอนุญาตจริงหรือไม่ มาตรา 20 ห้ามโรงเรียนในระบบเปลี่ยนหลักสูตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าโรงเรียนประกาศเปิดชั้นหรือหลักสูตรใหม่ ลองค้นในระบบของ สช. ก่อนจ่ายเงิน ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที

ตัวเลข มาตรา และเงื่อนไขในบทความนี้มาจากแหล่งอ้างอิงที่ระบุ ณ วันที่ตรวจสอบ 11 กันยายน 2569 กฎหมาย ระเบียบ และอัตราเงินอุดหนุนอาจแก้ไขได้ ควรยืนยันกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนหรือสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดก่อนตัดสินใจ บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย

สช. ย่อมาจากอะไร?

สช. ย่อมาจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Office of the Private Education Commission หรือ OPEC

สช. สังกัดหน่วยงานใด?

สช. เป็นส่วนราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ตามมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550

สช. ดูแลมหาวิทยาลัยเอกชนด้วยหรือไม่?

ไม่ดูแล นิยามคำว่าโรงเรียนในกฎหมายนี้ไม่รวมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง

กฎหมายหลักที่ สช. ใช้คือฉบับใด?

พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 11 มกราคม 2551 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554

โรงเรียนในระบบกับนอกระบบต่างกันอย่างไร?

โรงเรียนในระบบมีหลักสูตร ระยะเวลา และเงื่อนไขการจบที่แน่นอน เช่น โรงเรียนสามัญและนานาชาติ ส่วนโรงเรียนนอกระบบยืดหยุ่นกว่า เช่น โรงเรียนกวดวิชา วิชาชีพระยะสั้น ปอเนาะ และตาดีกา

โรงเรียนกวดวิชาต้องขออนุญาตจาก สช. ไหม?

ต้องขอ โรงเรียนกวดวิชาเป็นโรงเรียนนอกระบบ มาตรา 120 กำหนดให้ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต และมาตรา 147 กำหนดโทษผู้ที่ตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในประเทศไทยมีโรงเรียนเอกชนกี่แห่ง?

สถิติปีการศึกษา 2568 ของ สช. มีสถานศึกษาเอกชน 11,971 แห่ง แบ่งเป็นในระบบ 3,932 แห่ง และนอกระบบ 8,039 แห่ง

โรงเรียนนานาชาติได้เงินอุดหนุนจากรัฐไหม?

ตามสถิติ สช. ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนนานาชาติทั้ง 274 แห่งอยู่ในกลุ่มไม่รับเงินอุดหนุน

เงินอุดหนุนรายหัวนับนักเรียนวันไหน?

ระเบียบเงินอุดหนุนรายบุคคลให้นับจำนวนนักเรียนที่เรียนอยู่จริง ณ วันที่ 10 มิถุนายนของทุกปี และต้องไม่เกินความจุที่โรงเรียนได้รับอนุญาต

ครูโรงเรียนเอกชนถูกหักเข้ากองทุนสงเคราะห์กี่เปอร์เซ็นต์?

ไม่เกินร้อยละ 3 ของเงินเดือนตามที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์กำหนด โรงเรียนสมทบเท่ากัน และกระทรวงศึกษาธิการสมทบอีกสองเท่า

เปิดโรงเรียนโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษอะไร?

จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ใช้ทั้งกับโรงเรียนในระบบตามมาตรา 130 และโรงเรียนนอกระบบตามมาตรา 147

ติดต่อ สช. ได้ทางไหน?

โทรสายด่วน 1693 หรือ 02 282 1000 สำนักงานอยู่ที่ 319 วังจันทรเกษม ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

สรุป: รู้จัก สช. ช่วยให้เลือกโรงเรียนได้มั่นใจขึ้น

สช. คือหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังโรงเรียนเอกชนเกือบ 12,000 แห่ง ตั้งแต่โรงเรียนสามัญที่รับเงินอุดหนุน โรงเรียนนานาชาติ ไปจนถึงโรงเรียนกวดวิชาและตาดีกาในชุมชน สิ่งที่ผู้ปกครองทำได้ทันทีคือค้นชื่อโรงเรียนในระบบ school.opec.go.th ก่อนสมัครเรียน และถามโรงเรียนให้ชัดว่ารับเงินอุดหนุนแบบใด

สำหรับครูโรงเรียนเอกชน ให้ตรวจสลิปเงินเดือนว่ามีการหักเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ และสอบถามกองทุนว่าโรงเรียนนำส่งเงินสมทบครบทุกเดือน เพราะเงินส่วนนี้จะกลายเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพในวันที่ออกจากงาน

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด