บทความแนะนำเลือดออกในสมอง อาการ สาเหตุ การรักษา และต่างจากเส้นเลือดสมองตีบอย่างไร

เลือดออกในสมอง อาการ สาเหตุ การรักษา และต่างจากเส้นเลือดสมองตีบอย่างไร

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: เลือดออกในสมองคือภาวะที่หลอดเลือดในสมองแตกจนเลือดไหลออกมากดเนื้อสมอง ต่างจากเส้นเลือดสมองตีบที่สมองขาดเลือด แต่อาการภายนอกแยกกันไม่ได้ ต้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเท่านั้น และการรักษาสองแบบนี้สวนทางกัน เพราะยาละลายลิ่มเลือดที่ช่วยคนสมองขาดเลือดจะทำให้คนเลือดออกในสมองแย่ลง สิ่งที่ทำได้ทันทีคือโทร 1669

เลือดออกในสมอง (hemorrhagic stroke) คือโรคหลอดเลือดสมองชนิดที่หลอดเลือดแตกและมีเลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องรอบสมอง ทำให้เนื้อสมองถูกกดและความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น สาเหตุที่พบมากที่สุดคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้เป็นเวลานาน ตามที่กรมการแพทย์โดยสถาบันประสาทวิทยาระบุไว้ และรายงานของกระทรวงสาธารณสุขปี 2568 พบอัตราเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองแตกร้อยละ 20.10

ประเด็นสำคัญ

  • ไทยปี 2565 อุบัติการณ์ชนิดเลือดออก 88.38 ต่อแสนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป เทียบกับชนิดขาดเลือด 222.19
  • ประวัติและการตรวจร่างกายแยกชนิดตีบกับชนิดแตกไม่ได้ ต้องส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองทุกราย
  • ยาละลายลิ่มเลือดใช้กับผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน รหัส I63 เท่านั้น การหายากินเองจึงอันตราย
  • กรมควบคุมโรคให้จำสัญญาณ B.E.F.A.S.T และนำผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที โดยโทร 1669
  • ก้อนเลือดยังโตต่อได้ ความเสี่ยงถึงร้อยละ 36 เมื่อสแกนครั้งแรกภายใน 3 ชั่วโมง
  • อัตราเสียชีวิตจากหลอดเลือดสมองแตกอยู่ที่ร้อยละ 21.13 ในปี 2566 ร้อยละ 20.77 ในปี 2567 และร้อยละ 20.10 ในปี 2568

เลือดออกในสมองคืออะไร และเกิดจากสาเหตุอะไร?

เลือดออกในสมองคือภาวะที่ผนังหลอดเลือดในสมองฉีกขาดจนเลือดรั่วออกมาอยู่ในเนื้อสมอง ในโพรงสมอง หรือในช่องใต้เยื่อหุ้มสมอง เลือดที่ออกมาทำตัวเหมือนก้อนแปลกปลอมที่เบียดเนื้อสมองข้างเคียงและดันความดันในกะโหลกศีรษะให้สูงขึ้น อาการจึงมาแบบฉับพลันภายในไม่กี่นาที

นิยาม: โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลกที่อ้างในแนวทางเวชปฏิบัติโรคหลอดเลือดสมองแตก หมายถึงอาการผิดปกติของการทำงานของสมองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คงอยู่นานกว่า 24 ชั่วโมงหรือทำให้เสียชีวิต โดยไม่มีสาเหตุอื่นนอกจากความผิดปกติของหลอดเลือด ส่วนเลือดออกในสมองคือกลุ่มย่อยที่เกิดจากหลอดเลือดแตก แบ่งตามตำแหน่งเป็นเลือดออกในเนื้อสมอง (ICH) ในโพรงสมอง (IVH) และใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (SAH)

ความดันโลหิตสูงที่คุมไม่ได้คือสาเหตุนำ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่าในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ควบคุมได้ไม่ดี ผนังหลอดเลือดจะถูกเซาะ ฉีก และขาดจนมีเลือดออกในสมอง กลไกนี้กินเวลาหลายปีโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกอะไร เพราะความดันโลหิตสูงเองแทบไม่มีอาการ วันที่รู้ตัวจึงมักเป็นวันที่หลอดเลือดแตกไปแล้ว

แนวทางเวชปฏิบัติฉบับปี 2551 ระบุตรงกันว่า เลือดออกที่ตำแหน่งลึกอย่าง basal ganglia หรือ thalamus ในผู้ป่วยอายุเกิน 45 ปีที่มีประวัติความดันโลหิตสูง มักเป็นเลือดออกจากความดันโลหิตสูง ส่วนเลือดที่ออกบริเวณผิวสมองมักมาจากสาเหตุอื่น

ในคนอายุน้อยมักมาจากหลอดเลือดที่ผิดปกติอยู่เดิม

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์ในขณะนั้น ระบุว่าผู้ป่วยอายุน้อยมักเกิดจากหลอดเลือดโป่งพองหรือหลอดเลือดผิดปกติ ซึ่งไม่มีอาการใดเลยจนกระทั่งหลอดเลือดแตก บทความเดียวกันอ้างว่าโรคหลอดเลือดสมองพบในผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปีได้ถึงร้อยละ 15 และถ้าอายุต่ำกว่า 40 ปีจะถือเป็นกลุ่ม stroke in the young

แนวทางเวชปฏิบัติจึงกำหนดว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 45 ปี ไม่มีประวัติความดันโลหิตสูง หรือมีตำแหน่งเลือดออกที่หาสาเหตุไม่ได้ ควรพิจารณาส่งตรวจหลอดเลือดสมองเพิ่มเติมเพื่อหาหลอดเลือดโป่งพองที่ซ่อนอยู่ นอกจากนี้ยังให้ซักประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะ การดื่มสุรา โรคเลือด โรคตับ โรคไต การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และสารเสพติด เพราะทั้งหมดมีผลต่อความรุนแรงของเลือดที่ออก

เลือดออกในสมองกับเส้นเลือดสมองตีบต่างกันอย่างไร?

ต่างกันที่กลไกและวิธีรักษา แต่ไม่ต่างกันที่อาการภายนอก นี่คือจุดที่คำตอบง่าย ๆ มักผิด หลายคนเชื่อว่าปวดหัวรุนแรงแปลว่าเส้นเลือดแตก ส่วนชาแขนขาแปลว่าเส้นเลือดตีบ ความจริงคืออาการสองแบบทับซ้อนกันมาก แนวทางเวชปฏิบัติจึงยกเลิกการใช้ Siriraj Stroke Score และให้ส่งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองทุกรายแทน

ในแง่จำนวน ข้อมูลจากฐานข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ศาสตราจารย์นายแพทย์สมศักดิ์ เทียมเก่า วิเคราะห์และตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย พบว่าปี 2565 อุบัติการณ์โรคหลอดเลือดสมองโดยรวมอยู่ที่ 330.72 ต่อแสนประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป แยกเป็นชนิดขาดเลือด 222.19 และชนิดเลือดออก 88.38 หรือราวหนึ่งในสี่ ซึ่งสอดคล้องกับที่แนวทางเวชปฏิบัติระบุว่าในเอเชียชนิดแตกคิดเป็นร้อยละ 25 ถึง 35 สูงกว่าประเทศทางตะวันตก

ประเด็นเส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตันเลือดออกในสมองที่มาของข้อมูล
กลไกลิ่มเลือดอุดจนสมองขาดเลือดผนังหลอดเลือดแตก เลือดกดเนื้อสมองสคร.9 นครราชสีมา
อุบัติการณ์ไทย ปี 2565222.19 ต่อแสนประชากร88.38 ต่อแสนประชากรวารสารประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย
อาการที่มักเด่นกว่าอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก พูดไม่ชัดปวดศีรษะรุนแรงทันทีร่วมกับอาการทางประสาทสถาบันประสาทวิทยา
เบาะแสที่ชี้ไปทางเลือดออกพบได้น้อยกว่าซึมลง อาเจียน ความดันตัวบนเกิน 220 มม.ปรอท น้ำตาลเกิน 170 มก./ดล. หรือใช้ warfarinแนวทางเวชปฏิบัติ 2551
เครื่องมือที่แยกได้แน่นอนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองแนวทางเวชปฏิบัติ 2551 ระดับ A
ยาละลายลิ่มเลือดใช้ได้ตามข้อบ่งชี้ในผู้ป่วยรหัส I63ใช้ไม่ได้ เพราะจะยิ่งทำให้เลือดออกมากขึ้นตัวชี้วัดกระทรวงสาธารณสุข 2569
อัตราเสียชีวิตที่รายงานรวมในกลุ่ม I60 ถึง I64 เป้าหมายน้อยกว่าร้อยละ 7ร้อยละ 20.10 ในปี 2568แนวทางการตรวจราชการ 2569 และกรมการแพทย์

ตัวเลขสองแถวล่างสุดอ่านเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะฐานต่างกัน ร้อยละ 7 เป็นเป้าหมายของผู้ป่วยในกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด ส่วนร้อยละ 20.10 เป็นตัวเลขเฉพาะกลุ่มเลือดออก ที่พูดได้อย่างปลอดภัยคือชนิดเลือดออกมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโรคนี้ชัดเจน เรื่องชนิดตีบเราเขียนแยกไว้ที่ เส้นเลือดสมองตีบ อาการและการรักษา

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ตัดเสียงรบกวนในวิดีโอ: ลดเสียงซ่า เสียงลม เสียงฮัม ด้วยแอปฟรีทีละขั้น

อาการเลือดออกในสมองเป็นอย่างไร และต้องรีบภายในกี่ชั่วโมง?

สถาบันประสาทวิทยาระบุว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักปวดศีรษะรุนแรงทันทีแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่วมกับความรู้สึกตัวผิดปกติ พูดไม่ชัด หรือแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง ขึ้นกับตำแหน่งที่มีเลือดออก ส่วนกรมควบคุมโรคใช้ตัวย่อ B.E.F.A.S.T เป็นเครื่องมือให้ประชาชนสังเกตเอง

  • B (Balance): เสียการทรงตัว วิงเวียน เดินเซ
  • E (Eye): มองไม่เห็น หรือมองเห็นภาพซ้อน
  • F (Face): ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยวเฉียบพลัน
  • A (Arms): แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก
  • S (Speech): พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ้ เหมือนลิ้นคับปาก
  • T (Time): โทร 1669 และนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที

อาการที่คนมักพลาดคือเลือดออกที่สมองน้อย สถาบันประสาทวิทยาอธิบายว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจเซ ทรงตัวลำบาก พูดผิดปกติ จนดูคล้ายคนเมา แนวทางเวชปฏิบัติเสริมว่าอาจมาด้วยอาเจียนหรือเวียนศีรษะโดยไม่มีอาการอ่อนแรงเลย ถ้าคนในบ้านที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ ๆ เดินเซและอาเจียน อย่าปล่อยให้นอนพัก ให้โทร 1669

ตัวเลขและเกณฑ์ทั้งหมดในบทความนี้อ้างจากเอกสารที่ระบุในแหล่งอ้างอิง ณ วันตรวจสอบ 14 กันยายน 2569 แนวทางการรักษาและตัวชี้วัดมีการปรับปรุงเป็นระยะ โปรดยืนยันกับแพทย์หรือหน่วยงานเจ้าของข้อมูลก่อนนำไปใช้ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยของแพทย์

ทำไมการรักษาเลือดออกในสมองจึงตรงข้ามกับสมองขาดเลือด?

เพราะสองโรคนี้ต้องการสิ่งตรงข้ามกัน ผู้ป่วยสมองขาดเลือดต้องการให้ลิ่มเลือดที่อุดอยู่สลายไป ส่วนผู้ป่วยเลือดออกในสมองต้องการให้เลือดหยุดไหลและก้อนเลือดหยุดโต ยาตัวเดียวกันจึงช่วยคนหนึ่งและทำร้ายอีกคนหนึ่ง

ตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุขสะท้อนเรื่องนี้ชัด ตัวชี้วัดเรื่องยาละลายลิ่มเลือดเขียนเจาะจงว่า ร้อยละผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลัน รหัส I63 ที่มีอาการไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง ได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำภายใน 60 นาที โดยตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 60 สังเกตว่าผูกกับรหัส I63 ซึ่งเป็นชนิดตีบเท่านั้น ในทางกลับกัน เกณฑ์คุณภาพบริการปีงบประมาณ 2569 กลับวัดว่าโรงพยาบาลมียาลดความดันโลหิตทางหลอดเลือดดำอย่าง Nicardipine หรือ Labetalol พร้อมใช้หรือไม่ ซึ่งเป็นเครื่องมือของฝั่งเลือดออกเป็นหลัก

เหตุผลที่เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ต้องมาก่อนยา

แนวทางเวชปฏิบัติระบุว่าผู้ป่วยที่สงสัยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันควรได้รับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองทุกรายเพื่อแยกชนิด โดยให้เป็นคำแนะนำระดับ A เอกสารฉบับเดียวกันยอมรับว่ามีเบาะแสทางคลินิกที่ชี้ไปทางเลือดออกมากกว่า ได้แก่ ระดับความรู้สึกตัวลดลง อาเจียน ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ความดันตัวบนมากกว่า 220 มิลลิเมตรปรอท น้ำตาลในเลือดมากกว่า 170 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน หรือมีประวัติได้รับยา warfarin แต่ย้ำว่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แยกโรคได้แน่นอนกว่า

ข้อสรุปสำหรับคนทั่วไปมีข้อเดียว คือห้ามหายากินเองตอนสงสัยโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าจะเป็นแอสไพรินหรือยาอื่นที่เคยได้ยินว่าดีกับเส้นเลือด เพราะถ้าเป็นชนิดเลือดออก ยานั้นทำให้เลือดหยุดยากขึ้น

เลือดออกในสมองแต่ละตำแหน่งต่างกันอย่างไร?

ตำแหน่งที่เลือดออกกำหนดทั้งอาการ ความเร่งด่วน และการตัดสินใจว่าจะผ่าตัดหรือไม่ ตารางด้านล่างสรุปจากแผนภูมิที่ 3 ถึง 8 ของแนวทางเวชปฏิบัติโรคหลอดเลือดสมองแตก พ.ศ. 2551 โดย GCS คือคะแนนระดับความรู้สึกตัว และปริมาตรก้อนเลือดคำนวณจากภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ตำแหน่งเลือดออกสิ่งที่ควรรู้เกณฑ์ปรึกษาประสาทศัลยแพทย์เงื่อนไข
ผิวสมอง (lobar)ส่วนใหญ่มาจากหลอดเลือดโป่งพองหรือหลอดเลือดผิดปกติ ไม่ใช่ความดันสูงGCS น้อยกว่า 13, ก้อนเลือดเกิน 30 มล., เส้นกลางสมองเคลื่อนเกิน 0.5 ซม.เข้าเกณฑ์ 2 ข้อ ส่วน temporal lobe ปรึกษาทุกราย
Basal gangliaตำแหน่งคลาสสิกของเลือดออกจากความดันสูงในคนอายุเกิน 45 ปีGCS น้อยกว่า 13, ก้อนเลือดเกิน 30 มล., เส้นกลางสมองเคลื่อนเกิน 0.5 ซม.เข้าเกณฑ์ 2 ข้อ ถ้าน้อยกว่านั้นรักษาประคับประคอง
Thalamusอยู่ลึกและติดโพรงสมอง จึงเกิดน้ำคั่งได้ง่ายGCS น้อยกว่า 13, ก้อนเลือดเกิน 10 มล., เส้นกลางสมองเคลื่อนเกิน 0.5 ซม.เข้าเกณฑ์ 2 ข้อ หรือมีน้ำคั่งในโพรงสมอง
สมองน้อยอาการอาจไม่ชัด มาด้วยอาเจียนหรือเวียนศีรษะโดยไม่อ่อนแรง แต่กดก้านสมองได้ไม่มีเกณฑ์คัดกรอง ปรึกษาทุกรายส่งต่อต้องเตรียมอุปกรณ์ช่วยหายใจ
ก้านสมองพบมากที่ pons ไม่ควรผ่าตัดเพราะเสี่ยงสูงGCS น้อยกว่า 13, น้ำคั่งในโพรงสมอง, เลือดออกในโพรงสมอง, เลือดออกซ้ำที่เดิมเข้าเกณฑ์ 1 ข้อ
ใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลางปวดศีรษะรุนแรงทันทีและคอแข็ง ต้องแยกจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบยืนยันด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ถ้าไม่พบให้เจาะน้ำไขสันหลังปรึกษาทุกรายเมื่อยืนยันผล

สองแถวที่อยากขีดเส้นใต้คือสมองน้อยกับก้านสมอง เพราะไม่เข้ากับภาพจำ ปากเบี้ยว แขนอ่อนแรง ที่คนส่วนใหญ่ใช้คัดกรองเอง นั่นคือเหตุผลที่กรมควบคุมโรคเพิ่มตัว B กับ E เข้าไปแทนการใช้ F.A.S.T แบบเดิม

อินโฟกราฟิกสรุป เลือดออกในสมอง อาการ สาเหตุ การรักษา และต่างจากเส้นเลือดสมองตีบอย่างไร
สรุปเป็นภาพ: เลือดออกในสมอง อาการ สาเหตุ การรักษา และต่างจากเส้นเลือดสมองตีบอย่างไร

เลือดออกในสมองรักษาอย่างไร และโอกาสรอดเท่าไหร่?

สถาบันประสาทวิทยาอธิบายว่าแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งเอกซเรย์สมองเพื่อยืนยันชนิดและตำแหน่ง จากนั้นการรักษาขึ้นกับตำแหน่งและปริมาณเลือดที่ออก ถ้าออกเล็กน้อยอาจรักษาแบบประคับประคองและควบคุมความดันโลหิต ถ้าออกปริมาณมากอาจต้องผ่าตัดระบายเลือดและลดความดันในกะโหลกศีรษะ ส่วนกรณีที่มาจากหลอดเลือดผิดปกติหรือหลอดเลือดโป่งพอง แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยการสวนหลอดเลือดหรือใช้หลายวิธีร่วมกัน

ทำไมชั่วโมงแรกจึงสำคัญแม้ไม่ได้ให้ยาละลายลิ่มเลือด

หลายคนเข้าใจว่าช่วงเวลาทองเป็นเรื่องของยาละลายลิ่มเลือดเท่านั้น จึงคิดว่าถ้าเป็นชนิดเลือดออกก็ไม่ต้องรีบ นั่นเป็นความเข้าใจที่อันตราย เพราะก้อนเลือดยังโตต่อได้ ภาคผนวกของแนวทางเวชปฏิบัติอ้างการศึกษาของ Kazui และคณะ ที่พบความเสี่ยงก้อนเลือดขยายร้อยละ 36 เมื่อสแกนครั้งแรกภายใน 3 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ ร้อยละ 16 ที่ 3 ถึง 6 ชั่วโมง ร้อยละ 15 ที่ 6 ถึง 12 ชั่วโมง ร้อยละ 6 ที่ 12 ถึง 24 ชั่วโมง และร้อยละ 0 ที่ 24 ถึง 48 ชั่วโมง

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  วัคซีนโรต้า หยอดกี่ครั้ง อายุเท่าไหร่ ฟรีไหม และถ้าเลยกำหนดทำอย่างไร

เรื่องความดันโลหิตในระยะแรกเป็นอีกจุดที่เข้าใจผิดบ่อย แนวทางเวชปฏิบัติระบุว่าโดยทั่วไปจะไม่ให้ยาลดความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกในระยะแรก ยกเว้นรายที่ความดันสูงมากจนอาจทำให้ก้อนเลือดใหญ่ขึ้น โดยตั้งเป้าคุมค่าความดันเฉลี่ยให้ต่ำกว่า 130 มิลลิเมตรปรอท การไปกดยาลดความดันเองที่บ้านจึงไม่ใช่การช่วย

ตัวเลขโอกาสรอดที่มีการรายงานจริง

กรมการแพทย์โดยสถาบันประสาทวิทยาเปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่ารายงานของกระทรวงสาธารณสุขปี 2568 พบอัตราเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองแตกร้อยละ 20.10 ก่อนหน้านั้นปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ 21.13 และปี 2567 ซึ่งขณะนั้นเก็บข้อมูลยังไม่ครบทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 20.77

ส่วนแนวทางการตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าอัตราตายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรวมทุกชนิดไว้ที่น้อยกว่าร้อยละ 7 และให้ผู้ป่วยที่มีอาการไม่เกิน 72 ชั่วโมงได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 โดยหอผู้ป่วยนั้นต้องมีเตียงเฉพาะไม่น้อยกว่า 4 เตียงและมีทีมสหวิชาชีพ

สำหรับผู้ป่วยรายบุคคล แนวทางเวชปฏิบัติระบุปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์โรคไว้ 5 ข้อ ได้แก่ ระดับความรู้สึกตัว ตำแหน่งและขนาดก้อนเลือด ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ และภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง ส่วนการฟื้นฟู นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ ระบุว่าการกายภาพบำบัดใน 3 ถึง 6 เดือนแรกจำเป็นอย่างยิ่ง และต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด

ป้องกันเลือดออกในสมองได้อย่างไร?

กรมควบคุมโรคระบุว่าโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 90 ป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และในการรณรงค์ปี 2567 ให้ตัวเลขเป้าหมายไว้เป็นรูปธรรม ซึ่งจำง่ายกว่าคำแนะนำลอย ๆ

  • ความดันโลหิต: คุมให้น้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับชนิดเลือดออก
  • น้ำตาลในเลือด: คุมให้น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • ไขมันในเลือด: คุมไม่ให้เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • ดัชนีมวลกาย: คุมให้อยู่ระหว่าง 18.5 ถึง 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
  • การออกกำลังกาย: อย่างน้อย 30 นาทีต่อวันหรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งกรมควบคุมโรคระบุว่าลดความเสี่ยงได้ถึงร้อยละ 25
  • งดบุหรี่และแอลกอฮอล์: รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติดทุกชนิดตามคำเตือนของ สคร.9 นครราชสีมา

อีกข้อที่กรมควบคุมโรคย้ำทุกปีคือตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัวควรกินยาตามสั่งสม่ำเสมอ รายการตรวจตามช่วงอายุเราสรุปไว้ที่ ตรวจสุขภาพประจำปีตรวจอะไรบ้าง ความดันโลหิตวัดได้ในไม่กี่นาที แต่เป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับสาเหตุนำของโรคนี้โดยตรง

เรื่องจำนวนผู้ป่วยมีข้อควรระวัง การรณรงค์ปี 2567 ระบุผู้ป่วยสะสมปี 2567 จำนวน 358,062 ราย และเสียชีวิต 39,086 ราย ส่วนการรณรงค์ปี 2568 ระบุผู้ป่วยสะสมปี 2567 จำนวน 363,688 คน และอ้างสถิติสาธารณสุขปี 2566 ว่ามีผู้เสียชีวิต 37,947 คน ตัวเลขต่างกันเพราะคนละช่วงและคนละฐาน ฉบับปี 2568 ใหม่กว่า

คำถามที่พบบ่อย

เลือดออกในสมองกับเส้นเลือดสมองตีบต่างกันตรงไหน?

ชนิดตีบคือหลอดเลือดอุดตันจนสมองขาดเลือด ส่วนชนิดแตกคือหลอดเลือดฉีกขาดจนเลือดออกมากดเนื้อสมอง อาการภายนอกแยกกันไม่ได้แน่นอน ต้องใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเท่านั้น

เลือดออกในสมองคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของโรคหลอดเลือดสมอง?

ข้อมูลไทยปี 2565 ให้อุบัติการณ์ชนิดเลือดออก 88.38 ต่อแสนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จากทั้งหมด 330.72 หรือราวหนึ่งในสี่ ส่วนแนวทางเวชปฏิบัติระบุว่าในเอเชียอยู่ที่ร้อยละ 25 ถึง 35

อาการแบบไหนที่ต้องโทร 1669 ทันที?

ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด เดินเซเสียการทรงตัว มองเห็นภาพซ้อน หรือปวดศีรษะรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเกิดขึ้นทันทีทันใด

ต้องถึงโรงพยาบาลภายในกี่ชั่วโมง?

กรมควบคุมโรคระบุให้นำผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาทีนับจากเริ่มมีอาการ หากช้ากว่านั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

เลือดออกในสมองให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ไหม?

ไม่ได้ ตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดการให้ยาละลายลิ่มเลือดไว้เฉพาะผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันรหัส I63 ที่มีอาการไม่เกิน 4.5 ชั่วโมงเท่านั้น

ระหว่างรอรถพยาบาล ควรให้ผู้ป่วยกินแอสไพรินไหม?

ไม่ควร เพราะยังไม่รู้ว่าเป็นชนิดตีบหรือชนิดแตก ถ้าเป็นชนิดแตกยาจะทำให้เลือดหยุดยากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือจดเวลาที่เริ่มมีอาการแล้วโทร 1669

เลือดออกในสมองต้องผ่าตัดทุกรายไหม?

ไม่ใช่ทุกราย สถาบันประสาทวิทยาระบุว่าถ้าเลือดออกเล็กน้อยอาจรักษาแบบประคับประคองและคุมความดันโลหิต การผ่าตัดระบายเลือดพิจารณาเมื่อเลือดออกปริมาณมาก และแนวทางเวชปฏิบัติกำหนดเกณฑ์ต่างกันตามตำแหน่ง

โอกาสเสียชีวิตจากเลือดออกในสมองสูงแค่ไหน?

รายงานของกระทรวงสาธารณสุขให้อัตราเสียชีวิตร้อยละ 21.13 ในปี 2566 ร้อยละ 20.77 ในปี 2567 และร้อยละ 20.10 ในปี 2568 ตัวเลขจริงของแต่ละคนขึ้นกับระดับความรู้สึกตัว ตำแหน่งและขนาดก้อนเลือดเป็นหลัก

เวียนหัวอาเจียนเดินเซอย่างเดียว เป็นเลือดออกในสมองได้ไหม?

ได้ แนวทางเวชปฏิบัติระบุว่าเลือดออกที่สมองน้อยอาจมาด้วยอาเจียนหรือเวียนศีรษะโดยไม่มีอาการอ่อนแรง และสถาบันประสาทวิทยาเสริมว่าผู้ป่วยอาจดูคล้ายคนเมา

ทำไมชั่วโมงแรกจึงสำคัญ ทั้งที่ไม่ได้ให้ยาละลายลิ่มเลือด?

เพราะก้อนเลือดยังโตต่อได้ การศึกษาที่อ้างในแนวทางเวชปฏิบัติพบความเสี่ยงก้อนเลือดขยายร้อยละ 36 เมื่อสแกนครั้งแรกภายใน 3 ชั่วโมง และลดเหลือร้อยละ 6 ที่ 12 ถึง 24 ชั่วโมง

สรุปสิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้

มีสองอย่างที่ทำได้จริงและไม่ต้องรอใคร อย่างแรกคือวัดความดันโลหิตของตัวเองและคนที่บ้านให้รู้ตัวเลขจริง เพราะสาเหตุนำของโรคนี้คือความดันสูงเรื้อรังที่คุมไม่ได้ ซึ่งแทบไม่ส่งสัญญาณจนถึงวันที่หลอดเลือดแตก อย่างที่สองคือท่องเบอร์ 1669 และสัญญาณ B.E.F.A.S.T ให้ขึ้นใจ แล้วตกลงกันในบ้านล่วงหน้าว่าถ้าใครมีอาการเหล่านี้จะโทรทันที ไม่รอดูอาการ ไม่ให้กินยาเอง

สิ่งที่ต้องเลิกเชื่อคือความคิดว่าดูจากอาการแล้วรู้ว่าเป็นชนิดตีบหรือชนิดแตก เอกสารทางการของไทยระบุตรงกันว่าแยกไม่ได้ด้วยตาเปล่า หน้าที่ของคนอยู่ใกล้จึงมีแค่จดเวลาที่เริ่มมีอาการ พาไปให้เร็วที่สุด แล้วปล่อยให้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นคนตอบ

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด