อาการไข้เลือดออกโดยทั่วไปกินเวลาราวหนึ่งสัปดาห์ถึงสิบกว่าวัน แบ่งเป็น 3 ระยะตามแนวทางการวินิจฉัย ดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ฉบับย่อ พ.ศ. 2566 ของกรมควบคุมโรค ได้แก่ ระยะไข้ (febrile phase) ประมาณ 2 ถึง 7 วัน โดยเฉลี่ยมีไข้ราว 4 วัน ระยะวิกฤต (critical หรือ leakage phase) ประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง และระยะฟื้นตัว (convalescence phase) อีกประมาณ 3 ถึง 5 วัน ระยะวิกฤตไม่ได้เริ่มตอนไข้สูงที่สุด แต่เริ่มตอนที่ไข้ลดลง
ประเด็นสำคัญ
- ระยะวิกฤตกินเวลาเพียง 24 ถึง 48 ชั่วโมง แนวทาง พ.ศ. 2566 ใช้เกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร เป็นตัวบ่งชี้
- สัญญาณเตือนมี 5 ข้อ และกรมควบคุมโรคเน้นว่ามีเพียงข้อเดียวก็ต้องส่งโรงพยาบาลทันที ข้อแรกคือไข้ลดลงแต่ยังอ่อนเพลีย กระสับกระส่าย หรือซึมลง
- ห้ามใช้แอสไพรินและยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟนและไดโคลฟีแนก เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหาร ตับอักเสบเฉียบพลัน และไตวายเฉียบพลัน
- ข้อมูลกรมควบคุมโรค 27 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 22 กรกฎาคม 2569 ไทยมีผู้ป่วยสะสม 16,094 ราย เสียชีวิต 26 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.16
- วัคซีน Qdenga มีข้อบ่งใช้ตามเอกสารกำกับยาที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย สำหรับผู้มีอายุ 4 ถึง 60 ปี ฉีด 2 เข็ม
ไข้เลือดออกมีกี่ระยะ และแต่ละระยะกินเวลากี่วัน?
กรมควบคุมโรคระบุว่าหลังถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด ร่างกายใช้เวลาฟักตัวประมาณ 3 ถึง 14 วัน เฉลี่ย 4 ถึง 7 วัน จึงเริ่มมีอาการ องค์การอนามัยโลกให้ตัวเลขใกล้เคียงกันคือ 4 ถึง 10 วันหลังติดเชื้อ ช่วงฟักตัวไม่มีอาการให้สังเกต วันที่ 1 ของโรคในทางปฏิบัติจึงคือวันแรกที่มีไข้ ไม่ใช่วันที่ถูกยุงกัด
แนวทางฉบับย่อ พ.ศ. 2566 แบ่งการดำเนินโรคเป็น 3 ระยะ ระยะแรกคือระยะไข้ ยาว 2 ถึง 7 วัน เฉลี่ยมีไข้ราว 4 วัน ระยะที่สองคือระยะวิกฤตหรือระยะรั่ว ยาว 24 ถึง 48 ชั่วโมง โดยใช้เกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร เป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังเข้าสู่ระยะนี้ ระยะที่สามคือระยะฟื้นตัว ยาว 3 ถึง 5 วัน
ระยะฟื้นตัวมีสัญญาณที่แพทย์จำเป็นตัวอักษร A B C D คือ Appetite เริ่มอยากอาหาร Bradycardia ชีพจรเต้นช้าลง Convalescence rash คือผื่นระยะพักฟื้นหรืออาการคัน และ Diuresis คือปัสสาวะออกมากกว่า 1 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง
ทำไมระยะวิกฤตถึงเริ่มตอนไข้ลด?
คนส่วนใหญ่ใช้ไข้เป็นมาตรวัดความรุนแรง ไข้ยิ่งสูงยิ่งหนัก ไข้ลดแปลว่าดีขึ้น กับไข้เลือดออกกลับตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตไม่ใช่ตัวไข้ แต่เป็นการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือด ซึ่งเริ่มขึ้นตอนที่ไข้กำลังลง
กรมควบคุมโรคอธิบายในหน้าข้อมูลโรคไข้เด็งกี่ว่าระยะวิกฤตมักเกิดประมาณวันที่ 3 ถึงวันที่ 6 ของโรค ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่อาการทั่วไปกลับเพลียมากขึ้น มีปวดท้อง ท้องอืด เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน และอาจอาเจียนเป็นเลือด ภาพที่ผู้ดูแลเห็นจึงเป็นผู้ป่วยที่ไข้ลงแล้วแต่ซึมลง ซึ่งตีความผิดได้ง่ายว่าเพลียเพราะเพิ่งหายไข้
เมื่อพลาสมารั่วออกไป เลือดที่เหลือจะข้นขึ้น แนวทาง พ.ศ. 2566 ใช้ค่าฮีมาโทคริตที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับค่าเดิมเป็นหลักฐานของภาวะเลือดข้น ร่วมกับการพบน้ำในเยื่อหุ้มปอดหรือน้ำในช่องท้อง นี่คือเหตุผลที่ต้องเจาะเลือดซ้ำในช่วงนี้
ถ้าการรั่วรุนแรงจนเข้าสู่เดงกีช็อก จะพบชีพจรเต้นเร็วและเบา ผิวเย็นชืดโดยเฉพาะมือและเท้า ค่า pulse pressure แคบกว่าหรือเท่ากับ 20 มิลลิเมตรปรอท และเลือดกลับมาเลี้ยงปลายนิ้วช้ากว่า 2 วินาที ข้อสังเกตสำคัญคือแนวทางระบุว่า pulse pressure ที่แคบพบเพียงราวร้อยละ 25 ของผู้ใหญ่ที่มีภาวะเดงกีช็อก การรอให้เห็นสัญญาณคลาสสิกครบในผู้ใหญ่จึงอาจสายเกินไป
ไข้เลือดออกกับไข้หวัดใหญ่และโควิด ต่างกันอย่างไร?
ในสามวันแรก สามโรคนี้แยกด้วยตาเปล่าได้ยากมาก และนี่คือข้อจำกัดที่เขียนอยู่ในแนวทางเวชปฏิบัติเอง แนวทางการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเดงกีในผู้ใหญ่ พ.ศ. 2563 ของกรมการแพทย์ ระบุว่าผู้ป่วยผู้ใหญ่อาจมีเจ็บคอ ไอ น้ำมูก ท้องเสีย หน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และเบื่ออาหารร่วมด้วย ซึ่งทับซ้อนกับโรคทางเดินหายใจ ใครอยากเทียบอาการฝั่งไข้หวัดใหญ่โดยละเอียด อ่านต่อได้ที่ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ
| หัวข้อ | ไข้เลือดออก | ไข้หวัดใหญ่ | โควิด-19 |
|---|---|---|---|
| ระยะฟักตัว | 3 ถึง 14 วัน เฉลี่ย 4 ถึง 7 วัน | ประมาณ 1 ถึง 3 วัน | อาการมักเริ่ม 3 ถึง 6 วันหลังสัมผัสเชื้อ |
| ลักษณะไข้ | ไข้สูงลอย 2 ถึง 7 วัน กินยาลดไข้แล้วมักไม่ลงถึงปกติ | ไข้สูงทันทีทันใด ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปในผู้ใหญ่ | ไข้และหนาวสั่นเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด |
| อาการเด่นที่แยกโรค | ปวดกระบอกตา หน้าแดง จุดเลือดออกตามตัว ตับโตกดเจ็บ | ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก อ่อนเพลียมาก คัดจมูก | เจ็บคอ ไอ อาจสูญเสียการรับรสหรือกลิ่น |
| เลือดออกผิดปกติ | พบได้ เช่น เลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนสีดำ | ไม่ใช่ลักษณะของโรค | ไม่ใช่ลักษณะของโรค |
| ช่วงที่อันตรายที่สุด | ช่วงไข้ลด คือระยะวิกฤต 24 ถึง 48 ชั่วโมง | ช่วงที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม | อาการอาจยาวถึง 10 วัน บางรายนานกว่านั้น |
| ยาลดไข้ | พาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามแอสไพรินและ NSAIDs | เลี่ยง salicylates ในเด็ก เพราะเสี่ยง Reye’s syndrome | ตามคำแนะนำแพทย์ |
| การติดต่อ | ผ่านยุงลาย ไม่ติดจากคนสู่คนโดยตรง | ทางการหายใจ ไอ จาม สัมผัสฝอยละออง | ทางอากาศจากละอองฝอยของผู้ติดเชื้อ |

ข้อมูลไข้หวัดใหญ่ในตารางมาจากหน้าข้อมูลโรคของกรมควบคุมโรค ส่วนข้อมูลโควิด-19 มาจากเอกสารขององค์การอนามัยโลก สำหรับการตรวจยืนยัน กรมการแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยที่มีไข้ 1 ถึง 5 วันเหมาะกับการตรวจหาโปรตีน NS1 ซึ่งชุดตรวจแบบเร็วมีค่าความไวร้อยละ 40 ถึง 81 ส่วน RT-PCR มีความไวร้อยละ 98 ถึง 99 เอกสารยังเตือนว่าผลบวกจาก NS1 มักลดลงหากส่งตรวจหลังมีไข้เกิน 3 วัน ผลลบในวันที่ 4 หรือ 5 จึงยังไม่ตัดโรคนี้ออก
ไข้เลือดออกห้ามกินยาอะไร และกินอะไรได้บ้าง?
คำตอบสั้นที่สุดคือใช้ได้เฉพาะพาราเซตามอล และห้ามแอสไพรินกับยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs กรมควบคุมโรคยกตัวอย่างชื่อยาในกลุ่มนี้ไว้ในข่าววันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ว่าได้แก่ แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และไดโคลฟีแนก และเตือนเรื่องยาชุดที่ซื้อเองด้วย เหตุผลอยู่ที่กลไกของโรค ผู้ป่วยมีเกล็ดเลือดต่ำและเลือดออกง่ายอยู่แล้ว ยากลุ่มนี้จึงซ้ำเติมจนเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร ตับอักเสบเฉียบพลัน และไตวายเฉียบพลันได้
เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อควรระวังบนกระดาษ กรมควบคุมโรคจัดการได้รับยากลุ่ม NSAIDs เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตสี่ข้อของปี 2569 ร่วมกับภาวะอ้วน โรคประจำตัว และการเข้ารับการรักษาล่าช้า ข่าวเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ระบุปัจจัยชุดเดียวกัน และขอให้ร้านขายยางดจ่าย NSAIDs แก่ผู้ที่มีไข้เกิน 2 วัน
ฝั่งยาที่ใช้ได้ แนวทาง พ.ศ. 2566 ให้ใช้พาราเซตามอลเมื่อมีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส และเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4 ชั่วโมง เพราะพาราเซตามอลเกินขนาดทำให้ตับอักเสบเฉียบพลันได้เช่นกัน ขนาดยาที่เหมาะกับแต่ละคนขึ้นกับน้ำหนักตัวและโรคประจำตัว จึงควรให้แพทย์หรือเภสัชกรกำหนด แนวทางยังแนะนำให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาที และหยุดเช็ดถ้าผู้ป่วยหนาวสั่น
ข้อห้ามด้านอาหารฟังดูแปลกแต่มีเหตุผลทางคลินิก แนวทางให้เลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มสีดำ สีแดง และสีน้ำตาล ไม่ใช่เพราะสีเหล่านี้เป็นอันตราย แต่เพราะถ้าผู้ป่วยอาเจียน แพทย์จะแยกไม่ออกว่าเป็นเลือดหรือสีของอาหาร อีกข้อที่มักทำผิดคือให้ดื่มน้ำเปล่าล้วนมาก ๆ แนวทางแนะนำให้ดื่มน้ำเกลือแร่แทนในกรณีที่กินอาหารไม่ได้หรือได้น้อย เพราะน้ำเปล่าล้วนอาจทำให้โซเดียมในเลือดลดลง และควรเลี่ยงการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเพราะเลือดออกง่าย
สัญญาณเตือนข้อไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที?
กรมควบคุมโรคกำหนดสัญญาณเตือนไว้ 5 ข้อ และเขียนกำกับชัดว่าหากมีเพียง 1 ข้อก็ให้รีบส่งโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอให้ครบ ข้อแรกคือไข้ลดลงแต่อาการไม่ดีขึ้น ยังอ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระสับกระส่าย หรือซึมลง ข้อสองคือปวดท้องหรืออาเจียนมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน ข้อสามคือหน้ามืด จะเป็นลม เวียนศีรษะ มือและเท้าเย็น หรือตัวลาย
ข้อสี่คือปัสสาวะลดลงหรือไม่มีปัสสาวะในช่วง 4 ถึง 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา ข้อนี้ผู้ดูแลมักไม่ได้จับเวลา ทั้งที่เป็นตัวชี้วัดการไหลเวียนเลือดที่ทำได้ง่ายที่สุดที่บ้าน ข้อห้าคือเลือดออกผิดปกติ เช่น จุดเลือด จ้ำเลือด เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือดสดหรือสีดำ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำ ประจำเดือนมานอกรอบหรือมามากผิดปกติ และปัสสาวะสีแดง สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ
นอกจากห้าข้อนี้ ยังมีเกณฑ์ที่แพทย์ใช้ตัดสินใจรับไว้เป็นผู้ป่วยใน ได้แก่ ค่าฮีมาโทคริตมากกว่าร้อยละ 45 ในผู้หญิงผู้ใหญ่หรือมากกว่าร้อยละ 50 ในผู้ชายผู้ใหญ่ เกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ร่วมกับเริ่มมีการรั่วของพลาสมา ค่าเอนไซม์ตับ AST หรือ ALT สูงเกิน 500 หน่วยต่อลิตร และกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะอ้วน และผู้มีโรคเรื้อรัง
แนวทาง พ.ศ. 2566 ยืนยันว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ดูแลที่บ้านได้ โดยเฉพาะช่วงที่ยังอยู่ในระยะไข้ แต่ต้องกลับมาตรวจติดตามและเจาะเลือดตามแพทย์นัด กรมควบคุมโรคระบุว่าแพทย์มักนัดตั้งแต่วันที่ 3 ของอาการไข้ และติดตามทุกวันจนไม่มีไข้อย่างน้อย 24 ชั่วโมงโดยไม่ใช้ยาลดไข้
วัคซีนไข้เลือดออกมีไหม ใครฉีดได้ และป้องกันได้แค่ไหน?
มี และในไทยมีใช้จริง วัคซีนที่ใช้อยู่ปัจจุบันคือ Qdenga หรือชื่อทางเทคนิคว่า TAK-003 เอกสารกำกับยาภาษาอังกฤษที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย ระบุข้อบ่งใช้ว่าป้องกันโรคไข้เลือดออกจากไวรัสเดงกีทุกซีโรทัยป์ ในผู้ที่มีอายุ 4 ถึง 60 ปี ฉีดขนาด 0.5 มิลลิลิตร จำนวน 2 เข็ม ที่เดือน 0 และเดือน 3 เข้าใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขน และระบุว่ายังไม่มีการกำหนดความจำเป็นของเข็มกระตุ้น
ตัวเลขประสิทธิภาพมาจากการศึกษา DEN-301 ระยะที่ 3 ในอาสาสมัครเด็กอายุ 4 ถึง 16 ปี จำนวน 20,099 คน ใน 8 ประเทศ รวมประเทศไทย ผลหลักคือป้องกันไข้เดงกีที่ยืนยันด้วยห้องปฏิบัติการได้ร้อยละ 80.2 ในช่วง 30 วันถึง 12 เดือนหลังเข็มที่สอง ป้องกันการนอนโรงพยาบาลได้ร้อยละ 90.4 และป้องกันไข้เลือดออกเดงกีตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลกปี ค.ศ. 1997 ได้ร้อยละ 85.9 เมื่อวัดถึง 18 เดือนหลังเข็มที่สอง
ตัวเลขที่คนมักไม่ได้อ่านคือประสิทธิภาพรายซีโรทัยป์ ซึ่งไม่เท่ากันเลย เอกสารเดียวกันรายงานว่าป้องกัน DENV-2 ได้ร้อยละ 95.1 ป้องกัน DENV-1 ได้ร้อยละ 69.8 แต่ป้องกัน DENV-3 ได้เพียงร้อยละ 48.9 และ DENV-4 ร้อยละ 51.0 โดยช่วงความเชื่อมั่นของ DENV-4 กว้างจนกินค่าติดลบ องค์การอนามัยโลกจึงยังไม่แนะนำให้ใช้เชิงโปรแกรมในพื้นที่ที่มีการระบาดระดับต่ำถึงปานกลาง จนกว่าจะประเมินความเสี่ยงต่อ DENV-3 และ DENV-4 ในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อได้ชัดกว่านี้ และแนะนำการใช้ในเด็กอายุ 6 ถึง 16 ปีในพื้นที่ระบาดสูง
ประสิทธิภาพลดลงตามเวลา การวิเคราะห์เชิงสำรวจถึง 4.5 ปีหลังเข็มที่สองพบว่าป้องกันไข้เดงกีโดยรวมร้อยละ 61.2 และป้องกันการนอนโรงพยาบาลร้อยละ 84.1 ข้อห้ามใช้ตามเอกสารกำกับยาได้แก่ ผู้แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร ส่วนวัคซีนรุ่นก่อนอย่าง Dengvaxia รายงานของไทยพีบีเอสเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 ซึ่งอ้างข้อมูลจาก ศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ายุติการผลิตแล้ว กรมควบคุมโรคสรุปไว้ในข่าว 27 กรกฎาคม 2569 ว่าวัคซีนเป็นอีกทางเลือกที่อาจช่วยลดความเสี่ยงอาการรุนแรง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด แนวคิดเดียวกับ วัคซีนไข้หวัดใหญ่
สถานการณ์ไข้เลือดออกในไทยปี 2569 บอกอะไรเราบ้าง?
ข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ระหว่าง 1 มกราคม ถึง 22 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 16,094 ราย เสียชีวิตสะสม 26 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.16 ก่อนหน้านั้น รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์ระบุตัวเลข ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ไว้ที่ผู้ป่วย 10,551 ราย เสียชีวิต 15 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.14 ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง
ประเด็นที่ควรอ่านละเอียดคือ จำนวนผู้ป่วยปี 2569 ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อัตราป่วยตายกลับสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว กลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือเด็กวัยเรียนอายุ 10 ถึง 19 ปี แต่อัตราป่วยตายสูงสุดอยู่ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปและกลุ่ม 40 ถึง 49 ปี จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ สตูล ภูเก็ต นครนายก ระนอง และตรัง
กรมควบคุมโรคบันทึกว่าไทยระบาดใหญ่ที่สุดในปี พ.ศ. 2530 ซึ่งมีรายงานผู้ป่วยสูงกว่า 170,000 ราย เสียชีวิตกว่า 1,000 ราย โรคนี้ผันตามฤดูกาลชัดเจน ผู้ป่วยเริ่มสูงขึ้นเดือนเมษายน สูงสุดช่วงมิถุนายนถึงสิงหาคม แล้วเริ่มลดในเดือนกันยายน ระดับโลก องค์การอนามัยโลกระบุว่าจำนวนผู้ป่วยที่รายงานเพิ่มจาก 505,430 รายในปี ค.ศ. 2000 เป็น 14.6 ล้านรายในปี ค.ศ. 2024
วิธีป้องกันยังเป็นเรื่องพื้นฐาน กรมควบคุมโรคแนะนำให้ทายากันยุง นอนในมุ้ง เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ ใส่ทรายกำจัดลูกน้ำ ปิดฝาภาชนะให้มิดชิด และคว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ ข้อที่มักถูกมองข้ามคือคำแนะนำให้ผู้ป่วยทายากันยุงด้วย เพราะผู้ป่วยแพร่เชื้อสู่ยุงได้ตั้งแต่ 2 วันก่อนมีอาการจนถึง 6 วันหลังเริ่มมีอาการ
สรุปสิ่งที่ต้องจับตาในแต่ละระยะของไข้เลือดออก
ถ้าจำได้เพียงสองอย่าง ขอให้เป็นสองอย่างนี้ หนึ่งคือไข้ลดไม่เท่ากับหาย ระยะวิกฤตที่ยาว 24 ถึง 48 ชั่วโมงเริ่มตรงจุดนั้นพอดี สองคือยาลดไข้ตัวเดียวที่ปลอดภัยคือพาราเซตามอล ส่วนแอสไพริน ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก และยาชุด อยู่ในรายชื่อปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตที่กรมควบคุมโรคระบุซ้ำทุกปี
ในทางปฏิบัติ ถ้ามีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 2 วันในช่วงฤดูฝน ให้ไปพบแพทย์ อย่าซื้อยากินเอง และเมื่อไข้เริ่มลง ให้เฝ้าสัญญาณเตือนห้าข้ออย่างใกล้ชิด
ตัวเลข อัตรา และคำแนะนำทั้งหมดในบทความนี้มาจากแหล่งที่ระบุไว้ในรายการอ้างอิง ตามข้อมูล ณ วันที่ตรวจสอบ 14 กันยายน 2569 สถานการณ์โรคและแนวทางเวชปฏิบัติมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมควบคุมโรค สายด่วน 1422 หรือปรึกษาแพทย์และเภสัชกรสำหรับกรณีของตนเอง บทความนี้ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
คำถามที่พบบ่อย
ไข้เลือดออกอาการกี่วันถึงจะหาย?
ตามแนวทาง พ.ศ. 2566 ของกรมควบคุมโรค ระยะไข้ยาว 2 ถึง 7 วัน เฉลี่ยราว 4 วัน ตามด้วยระยะวิกฤต 24 ถึง 48 ชั่วโมง และระยะฟื้นตัวอีก 3 ถึง 5 วัน ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจึงมักใช้เวลารวมราวหนึ่งสัปดาห์ถึงสิบกว่าวัน
ระยะวิกฤตไข้เลือดออกคือช่วงไหน?
คือช่วงที่ไข้เริ่มลดลง กรมควบคุมโรคระบุว่ามักเกิดประมาณวันที่ 3 ถึงวันที่ 6 ของโรค และกินเวลาราว 24 ถึง 48 ชั่วโมง ตัวบ่งชี้ที่ใช้คือเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
ไข้เลือดออกห้ามกินยาอะไรบ้าง?
ห้ามแอสไพรินและยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs กรมควบคุมโรคยกตัวอย่างไอบูโพรเฟนและไดโคลฟีแนก รวมถึงยาชุดที่ซื้อเอง เพราะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในทางเดินอาหาร ตับอักเสบเฉียบพลัน และไตวายเฉียบพลัน ยาลดไข้ที่ใช้ได้คือพาราเซตามอลเท่านั้น
ไข้เลือดออกกับไข้หวัดใหญ่ต่างกันยังไง?
ไข้หวัดใหญ่ฟักตัวสั้นกว่า ประมาณ 1 ถึง 3 วัน และมีอาการทางเดินหายใจเป็นหลัก ส่วนไข้เลือดออกฟักตัว 3 ถึง 14 วัน มีไข้สูงลอย ปวดกระบอกตา หน้าแดง และอาจมีจุดเลือดออกตามตัว ข้อต่างสำคัญที่สุดคือไข้เลือดออกมีช่วงอันตรายตอนไข้ลด
ไข้เลือดออกเป็นซ้ำได้ไหม?
ได้ กรมควบคุมโรคระบุว่าไวรัสเดงกีมี 4 ซีโรทัยป์ ผู้ที่เคยติดเชื้อจะมีภูมิคุ้มกันต่อซีโรทัยป์ที่เคยได้รับตลอดชีวิต แต่มีภูมิต่อซีโรทัยป์อื่นเพียงราว 3 ถึง 12 เดือน จึงติดเชื้อซีโรทัยป์อื่นซ้ำได้
เป็นไข้เลือดออกต้องนอนโรงพยาบาลทุกคนไหม?
ไม่ แนวทาง พ.ศ. 2566 ระบุว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ดูแลที่บ้านได้ โดยเฉพาะช่วงที่ยังอยู่ในระยะไข้ แต่ต้องกลับมาตรวจติดตามและเจาะเลือดตามแพทย์นัด และต้องรีบกลับโรงพยาบาลทันทีหากมีสัญญาณเตือนแม้เพียงข้อเดียว
ผู้ใหญ่เป็นไข้เลือดออกอันตรายกว่าเด็กไหม?
ข้อมูลกรมควบคุมโรคปี 2569 ระบุว่าผู้ป่วยพบมากที่สุดในเด็กวัยเรียนอายุ 10 ถึง 19 ปี แต่อัตราป่วยตายสูงสุดอยู่ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปและกลุ่ม 40 ถึง 49 ปี ปัจจัยเสี่ยงเสียชีวิตคือภาวะอ้วน โรคประจำตัว การรักษาล่าช้า และการได้รับยากลุ่ม NSAIDs
วัคซีนไข้เลือดออกมีไหม และใครฉีดได้?
มี วัคซีน Qdenga มีเอกสารกำกับยาที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย ระบุข้อบ่งใช้ในผู้มีอายุ 4 ถึง 60 ปี ฉีด 2 เข็มที่เดือน 0 และเดือน 3 มีข้อห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ
ฉีดวัคซีนแล้วยังเป็นไข้เลือดออกได้ไหม?
ได้ เอกสารกำกับยารายงานประสิทธิภาพป้องกันไข้เดงกีที่ยืนยันด้วยห้องปฏิบัติการร้อยละ 80.2 ในช่วง 12 เดือนหลังเข็มที่สอง และลดลงเหลือร้อยละ 61.2 เมื่อวัดถึง 4.5 ปี องค์การอนามัยโลกย้ำว่าวัคซีนนี้ไม่ได้ป้องกันไข้เลือดออกได้ทุกกรณี
ยุงกัดคนป่วยแล้วไปกัดคนอื่นได้เลยไหม?
ไม่ได้ทันที กรมควบคุมโรคระบุว่าเมื่อยุงลายได้รับเชื้อ ต้องใช้เวลาฟักตัวในยุงประมาณ 8 ถึง 12 วันจึงแพร่เชื้อสู่คนได้ ส่วนผู้ป่วยแพร่เชื้อสู่ยุงได้ตั้งแต่ 2 วันก่อนมีอาการจนถึง 6 วันหลังเริ่มมีอาการ
แหล่งอ้างอิง
- กรมควบคุมโรค: แนวทางและคู่มือปฏิบัติงานโรคไข้เลือดออก
- กรมควบคุมโรค: แนวทางการวินิจฉัย ดูแลรักษา ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ฉบับย่อ พ.ศ. 2566
- กรมควบคุมโรค: ไข้เด็งกี่ (Dengue) ระบาดวิทยาและการดูแลรักษา
- กรมควบคุมโรค: เตือนโรคไข้เลือดออกยังต้องเฝ้าระวัง (27 กรกฎาคม 2569)
- กรมควบคุมโรค: ชี้ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้เลือดออก (20 กุมภาพันธ์ 2568)
- กรมควบคุมโรค: ไข้หวัดใหญ่ (Influenza, Flu) อาการและระยะฟักตัว
- กรมการแพทย์: แนวทางการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเดงกีในผู้ใหญ่ พ.ศ. 2563
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา: เอกสารกำกับยา QDENGA ฉบับภาษาอังกฤษ
- รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์: สถานการณ์และแนวโน้มโรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2569
- World Health Organization: Dengue and severe dengue fact sheet
- World Health Organization: Vaccines and immunization, Dengue
- World Health Organization: Coronavirus disease (COVID-19) fact sheet
- Thai PBS NOW: อัปเดต 3 วัคซีนไข้เลือดออก (16 มิถุนายน 2568)


