บทความแนะนำไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อาการ กี่วันหาย และต่างจากสายพันธุ์ B อย่างไร

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อาการ กี่วันหาย และต่างจากสายพันธุ์ B อย่างไร

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A คือไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ที่แบ่งเป็นชนิดย่อยตามโปรตีนผิวไวรัส H และ N ชนิดย่อยที่ระบาดในคนเป็นประจำคือ A(H1N1) และ A(H3N2) อาการเด่นคือไข้ขึ้นสูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียหนักกว่าไข้หวัดธรรมดา ส่วนใหญ่หายเองใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนยาต้านไวรัสได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 48 ชั่วโมงแรก

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A คือไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ซึ่งเป็นชนิดเดียวที่เคยทำให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก และถูกแบ่งเป็นชนิดย่อยตามโปรตีนผิวไวรัสสองตัวคือ hemagglutinin (H) กับ neuraminidase (N) จึงเกิดชื่อแบบ H1N1 และ H3N2 ตามที่กรมควบคุมโรคอธิบายไว้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่ามี H ที่แตกต่างกัน 18 ชนิดและ N 11 ชนิด แต่ชนิดย่อยที่หมุนเวียนในคนเป็นประจำมีเพียง A(H1N1) และ A(H3N2)

ประเด็นสำคัญ

  • CDC ระบุว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่มี 4 ชนิดคือ A, B, C และ D โดยชนิด A กับ B ก่อโรคตามฤดูกาลในคน
  • CDC นับ H ได้ 18 ชนิดและ N 11 ชนิด ส่วนหน้าข้อมูลโรคของกรมควบคุมโรคซึ่งเก่ากว่าระบุไว้ที่ 15 และ 9
  • ผู้ใหญ่แพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการ และแพร่ต่ออีก 3 ถึง 5 วันหลังมีอาการ ส่วนเด็กอาจแพร่ได้นานกว่า 7 วัน
  • ยาต้านไวรัสได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 2 วันแรก และย่นระยะเวลาป่วยลงราว 1 วัน
  • 1 มกราคมถึง 22 สิงหาคม 2569 ไทยรายงานผู้ป่วย 317,548 ราย เสียชีวิต 48 ราย เป็นเชื้อชนิด A 36 ราย ชนิด B 12 ราย
  • หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก สับสน ปลุกไม่ตื่น หรือไข้ลดแล้วกลับสูงใหม่ คือสัญญาณที่ CDC ให้รีบไปโรงพยาบาล

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A คืออะไร และต่างจากสายพันธุ์ B กับ C อย่างไร?

กรมควบคุมโรคอธิบายว่าไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน อาการทางคลินิกที่สำคัญคือไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย โดยชนิด A ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางทั่วโลก ชนิด B ระบาดในระดับภูมิภาค ส่วนชนิด C มักอาการอ่อนหรือไม่แสดงอาการ และไม่ทำให้เกิดการระบาด

นิยาม: ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A คือไวรัสไข้หวัดใหญ่ type A ที่จำแนกเป็นชนิดย่อย (subtype) ตามโปรตีนผิวไวรัส hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) ชื่ออย่าง H1N1 หรือ H3N2 จึงเป็นรหัสบอกว่า H และ N ของไวรัสตัวนั้นเป็นแบบที่เท่าไหร่ ไม่ใช่ชื่อโรคคนละโรค

จุดที่สองแหล่งไม่ตรงกันคือจำนวนชนิดของไวรัสและจำนวน H กับ N หน้าข้อมูลโรคของกรมควบคุมโรคเขียนว่ามี 3 ชนิดคือ A, B และ C และพบ H 15 ชนิดกับ N 9 ชนิด ขณะที่หน้า Types of Influenza Viruses ของ CDC ซึ่งทบทวนเมื่อ 26 กันยายน ค.ศ. 2025 ระบุ 4 ชนิดคือ A, B, C และ D และนับ H ได้ 18 ชนิดกับ N 11 ชนิด ข้อมูลของ CDC ใหม่กว่า จึงควรยึดเป็นหลัก

อีกความต่างที่สำคัญคือชนิด B ไม่ได้แบ่งเป็นชนิดย่อย แต่แบ่งเป็นสองสายพันธุ์ย่อยเชิงวงศ์วานคือ B/Yamagata และ B/Victoria ซึ่ง CDC ระบุว่าไม่พบไวรัส B/Yamagata อีกเลยหลังเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 ส่วนชนิด D นั้น CDC ระบุว่าพบในวัวเป็นหลักและยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้คนป่วย

ชนิดของไวรัสทำให้คนป่วยหรือไม่การแบ่งย่อยความสำคัญทางระบาดวิทยา
ชนิด Aใช่ และรุนแรงที่สุดแบ่งตาม H และ N เช่น A(H1N1), A(H3N2)ชนิดเดียวที่เคยก่อการระบาดใหญ่ทั่วโลก
ชนิด Bใช่ไม่มีชนิดย่อย แต่มี 2 สาย คือ B/Yamagata และ B/Victoriaกรมควบคุมโรคระบุว่าระบาดระดับภูมิภาค
ชนิด Cใช่ แต่อาการอ่อนไม่แบ่งแบบชนิด ACDC ระบุว่าไม่ก่อการระบาดในคน
ชนิด Dยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้คนป่วยไม่แบ่งแบบชนิด Aพบในวัวเป็นหลัก

ผลตรวจที่เขียนว่า Influenza A positive จึงบอกแค่ว่าเป็นไวรัสชนิด A ยังไม่ได้บอกว่าเป็น H1N1 หรือ H3N2 การจำแนกถึงระดับชนิดย่อยต้องส่งตรวจในห้องปฏิบัติการเครือข่ายเฝ้าระวัง ซึ่งผู้ป่วยทั่วไปมักไม่ได้ทำ

ชื่อ H1N1 และ H3N2 มาจากอะไร?

มาจากตัวเลขกำกับชนิดของโปรตีน H และ N บนผิวไวรัสโดยตรง กรมควบคุมโรคอธิบายว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่มีจีโนมเป็น RNA แยกเป็น 7 ถึง 8 ชิ้น จึงเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้บ่อย แบ่งเป็น antigenic drift คือกลายพันธุ์ทีละจุดจนแอนติเจนเปลี่ยนเล็กน้อย และ antigenic shift คือไวรัสชนิด A สองสายพันธุ์ติดเชื้อในเซลล์เดียวกันแล้วสลับชิ้นส่วนจีโนมจนได้ H หรือ N แบบใหม่ กลไกหลังนี้เองที่เคยทำให้เกิดการระบาดใหญ่

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เอว26 กี่ เซน? คำแนะนำการวัดเอว

กรมควบคุมโรคยังระบุวิธีเรียกชื่อเชื้อตามหลักสากลเป็นลำดับ คือ ชนิดไวรัส ชื่อเมืองหรือประเทศที่พบเชื้อ ลำดับสายพันธุ์ที่พบในปีนั้น ปี ค.ศ. ที่แยกเชื้อได้ และชนิดย่อยของ H กับ N ตัวอย่างที่ยกไว้คือ A/Sydney/5/97(H3N2)

ชนิดย่อยที่พบในคนมีมากกว่าสองแบบ

CDC ระบุว่าชนิดย่อยที่หมุนเวียนในคนเป็นประจำคือ A(H1N1) และ A(H3N2) แต่หน้าข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุรายการกว้างกว่า คือ A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และ A(H9N2) สองรายการหลังเป็นเชื้อจากสัตว์ปีกที่ติดมาสู่คนเป็นครั้งคราว ไม่ใช่เชื้อที่แพร่จากคนสู่คนเป็นวงกว้าง

การระบาดใหญ่ครั้งล่าสุดคือ H1N1 ปี ค.ศ. 2009

CDC ระบุว่าไวรัส (H1N1)pdm09 ถูกตรวจพบครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 2009 และมีชุดยีนผสมที่ไม่เคยพบมาก่อนทั้งในสัตว์และในคน ในปีแรก CDC ประเมินผู้เสียชีวิตในสหรัฐ 12,469 ราย และทั่วโลกราว 151,700 ถึง 575,400 ราย จุดที่ต่างจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลคือผู้เสียชีวิตทั่วโลกราว 80 เปอร์เซ็นต์อายุต่ำกว่า 65 ปี องค์การอนามัยโลกประกาศยุติการระบาดใหญ่เมื่อ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2010 แต่ไวรัสตัวนี้ยังหมุนเวียนต่อมาตามฤดูกาล

อาการเป็นอย่างไร ต่างจากไข้หวัดธรรมดาแค่ไหน และกี่วันหาย?

กรมควบคุมโรคระบุว่าอาการเริ่มหลังได้รับเชื้อ 1 ถึง 4 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้แบบทันทีทันใด ผู้ใหญ่มักสูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปและเด็กมักสูงกว่านั้น ร่วมกับปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก และอาจมีคัดจมูกกับเจ็บคอ ระยะฟักตัวที่หน้าเดียวกันระบุไว้คือ 1 ถึง 3 วัน ขณะที่องค์การอนามัยโลกให้ค่าเฉลี่ยราว 2 วันและช่วงกว้าง 1 ถึง 4 วัน

คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือจะแยกจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร CDC ตอบว่าแยกจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ยากเพราะอาการทับซ้อนกัน ต้องอาศัยการตรวจเฉพาะจึงยืนยันได้ แต่ยังมีความต่างเชิงแนวโน้มที่ CDC สรุปเป็นตารางไว้ ดังนี้

อาการไข้หวัดธรรมดาไข้หวัดใหญ่ที่มา
การเริ่มของอาการค่อยเป็นค่อยไปเกิดขึ้นแบบทันทีทันใดCDC
ไข้พบได้น้อยพบเป็นปกติCDC
ปวดเมื่อยตามตัวปวดเล็กน้อยปวดเป็นปกติCDC
หนาวสั่นพบไม่บ่อยพบค่อนข้างบ่อยCDC
อ่อนเพลียและไม่มีแรงบางครั้งพบเป็นปกติCDC
จามพบบ่อยบางครั้งCDC
คัดจมูกพบบ่อยบางครั้งCDC
เจ็บคอพบบ่อยบางครั้งCDC
แน่นหน้าอกและไอระดับเบาถึงปานกลางพบบ่อยCDC
ปวดศีรษะพบได้น้อยพบบ่อยCDC

ใช้ตารางนี้จริงคือ ถ้าอยู่ดี ๆ ไข้ขึ้นสูงพร้อมปวดเมื่อยทั้งตัวภายในไม่กี่ชั่วโมง น้ำหนักเอนไปทางไข้หวัดใหญ่ ถ้าเริ่มจากเจ็บคอ จาม น้ำมูกไหล แล้วค่อย ๆ แย่ลงโดยไม่มีไข้สูง น้ำหนักเอนไปทางไข้หวัดธรรมดา CDC ยังระบุว่าไข้หวัดธรรมดามักไม่นำไปสู่ปัญหาร้ายแรงอย่างปอดบวมหรือการนอนโรงพยาบาล

เรื่องกี่วันหาย กรมควบคุมโรคระบุว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่หายเป็นปกติภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนองค์การอนามัยโลกระบุว่าอาการมักอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ แต่อาการไออาจอยู่ต่อได้ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ส่วนช่วงแพร่เชื้อ กรมควบคุมโรคระบุว่าผู้ใหญ่แพร่ได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการและต่อไปอีก 3 ถึง 5 วันหลังมีอาการ เด็กอาจแพร่ได้นานกว่า 7 วัน และผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการก็แพร่ได้ นี่คือเหตุผลที่ควรหยุดงานหรือหยุดเรียนในช่วงสามถึงห้าวันแรก

อินโฟกราฟิกสรุป ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อาการ กี่วันหาย และต่างจากสายพันธุ์ B อย่างไร
สรุปเป็นภาพ: ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อาการ กี่วันหาย และต่างจากสายพันธุ์ B อย่างไร

ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ใช้เมื่อไหร่ และต้องเริ่มภายในกี่ชั่วโมง?

CDC ระบุว่ายาต้านไวรัสได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายในสองวันนับจากเริ่มป่วย และช่วยย่นระยะเวลาป่วยลงราวหนึ่งวัน ยาที่ได้รับอนุมัติมี 4 ตัว ได้แก่ oseltamivir แบบเม็ดหรือน้ำ zanamivir แบบผงสูดพ่น peramivir แบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และ baloxavir marboxil แบบเม็ดครั้งเดียว ทั้งหมดต้องมีใบสั่งแพทย์ ไม่มีขายหน้าร้าน และเป็นคนละกลุ่มกับยาปฏิชีวนะซึ่งใช้กับเชื้อแบคทีเรีย

ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุในบทความเผยแพร่เมื่อ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 ว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ต้องได้ยา oseltamivir กลุ่มที่ควรได้คือผู้ที่มาพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรก ผู้ที่อาการรุนแรง และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ส่วนคนแข็งแรงที่อาการไม่มากมักหายได้ด้วยการรักษาตามอาการ

กลุ่มที่กรมควบคุมโรคจัดว่าเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิต ได้แก่ ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่นโรคปอด โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน และหญิงตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 หรือ 3 ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคือปอดบวม ส่วน CDC เพิ่มการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจและสมอง ภาวะอวัยวะหลายระบบล้มเหลว และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

กรมควบคุมโรคยังระบุให้หลีกเลี่ยงยาลดไข้กลุ่ม salicylates เพื่อลดความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการ Reye จึงไม่ควรหยิบยาลดไข้ในบ้านมาใช้กับเด็กโดยไม่ดูตัวยาสำคัญ

ตัวเลข ระยะเวลา และรายการยาทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากเอกสารของกรมควบคุมโรค องค์การอนามัยโลก CDC และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตามที่เผยแพร่ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 11 กันยายน 2569 บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ได้ระบุขนาดยา ผู้อ่านควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาใด ๆ และยืนยันข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที?

CDC ให้รายการสัญญาณเตือนฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอดูอาการ สำหรับผู้ใหญ่ ได้แก่ หายใจลำบากหรือหายใจไม่อิ่ม เจ็บหรือแน่นหน้าอกหรือช่องท้องต่อเนื่อง เวียนศีรษะต่อเนื่อง สับสน หรือปลุกไม่ตื่น ชัก ไม่ปัสสาวะ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง อ่อนแรงมากหรือทรงตัวไม่ได้ ไข้หรืออาการไอที่ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง และโรคประจำตัวที่ทรุดลง

  • ในเด็ก ให้ดูเพิ่มเติมที่การหายใจ: หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก ริมฝีปากหรือใบหน้าเขียวคล้ำ ซี่โครงบุ๋มเข้าทุกครั้งที่หายใจ
  • สัญญาณขาดน้ำ: ไม่ปัสสาวะนาน 8 ชั่วโมง ปากแห้ง หรือร้องไห้แล้วไม่มีน้ำตา
  • ปวดกล้ามเนื้อรุนแรงจนเด็กไม่ยอมเดิน รวมถึงไม่ตื่นตัวหรือไม่มีปฏิสัมพันธ์ขณะตื่น และอาการชัก
  • เรื่องไข้ในเด็ก: CDC ระบุไข้สูงกว่า 104 องศาฟาเรนไฮต์ ราว 40 องศาเซลเซียส ที่ยาลดไข้คุมไม่อยู่ และในเด็กอายุต่ำกว่า 12 สัปดาห์ ไข้ทุกระดับให้พบแพทย์
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  รวมอาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน น่าสนใจ

ข้อที่คนมองข้ามบ่อยคือรูปแบบไข้ลดแล้วกลับขึ้นใหม่ หรือไอที่ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนตามรายการของ CDC ไม่ใช่สัญญาณว่ากำลังจะหาย

ปี 2569 ไทยพบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใดมากที่สุด?

รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ประเทศไทยสัปดาห์ที่ 34 ของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุข้อมูลสะสม 1 มกราคมถึง 22 สิงหาคม 2569 ว่ามีผู้ป่วย 317,548 ราย อัตราป่วย 482.08 ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 48 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 0.015 ในจำนวนผู้เสียชีวิตพบเป็นเชื้อชนิด A 36 ราย และชนิด B 12 ราย จังหวัดที่เสียชีวิตมากที่สุดคือนครราชสีมา 13 ราย รองลงมาคือสุราษฎร์ธานี 8 ราย

ส่วนผลเฝ้าระวังเชื้อในห้องปฏิบัติการจากโรงพยาบาลเครือข่าย ช่วงเวลาสะสมเดียวกันได้รับตัวอย่าง 6,219 ราย ตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ 536 ราย หรือร้อยละ 8.62 แยกได้ตามตารางด้านล่าง

สายพันธุ์สะสม 1 ม.ค. ถึง 22 ส.ค. 2569 (ราย)สัดส่วนของผลบวกสะสมเฉพาะสัปดาห์ที่ 34 (ราย)
ชนิด B194ร้อยละ 36.192
ชนิด A/H3N2188ร้อยละ 35.077
ชนิด A/H1N1 (2009)154ร้อยละ 28.7325
รวมผลบวกไข้หวัดใหญ่536ร้อยละ 8.62 ของตัวอย่าง34
ตัวอย่างที่ส่งตรวจทั้งหมด6,219ฐานคิดร้อยละ211

ตารางนี้ให้บทเรียนสองข้อ ข้อแรก เมื่อรวมชนิด A ทั้งสองชนิดย่อยจะได้ 342 ราย หรือราวสองในสามของผลบวกสะสม ชนิด A จึงยังเป็นกลุ่มใหญ่กว่าชนิด B ข้อที่สอง สัดส่วนสายพันธุ์เปลี่ยนได้เร็วมาก เฉพาะสัปดาห์ที่ 34 A/H1N1 (2009) ขึ้นไปถึงร้อยละ 73.53 ของผลบวกในสัปดาห์นั้น ขณะที่ชนิด B เหลือร้อยละ 5.88 เวลาอ่านข่าวว่าปีนี้ระบาดสายพันธุ์ไหนจึงต้องดูว่าเป็นตัวเลขสะสมหรือรายสัปดาห์

กลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ 5 ถึง 9 ปี ที่ 1,757.99 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือ 0 ถึง 4 ปี ที่ 1,612.82 และ 10 ถึง 14 ปี ที่ 1,071.64 ภาคที่สูงสุดคือภาคกลางที่ 690.17 และจังหวัดที่สูงสุดคือชลบุรีที่ 1,164.83 รายงานฉบับเดียวกันยังบันทึกเหตุการณ์การระบาดสะสม 51 เหตุการณ์ในปีนี้

ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A อย่างไร?

องค์การอนามัยโลกระบุว่าวิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือการฉีดวัคซีนประจำปี ตามด้วยการล้างมือ การปิดปากปิดจมูกเวลาไอหรือจาม และการเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย เหตุผลที่ต้องฉีดทุกปีคือไวรัสชนิด A เปลี่ยนแอนติเจนแบบ antigenic drift อยู่ตลอด ภูมิคุ้มกันจากปีก่อนจึงไม่ตรงกับเชื้อในปีถัดไปเสมอไป รายละเอียดสิทธิฉีดฟรี ราคา และความต่างของวัคซีน 3 กับ 4 สายพันธุ์ อ่านต่อได้ที่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่

กรมควบคุมโรคระบุว่าเชื้อติดต่อทางการหายใจจากละอองที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด และผ่านการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูกน้ำลายบนพื้นผิวแล้วเอามือมาสัมผัสจมูกหรือปาก สถานที่ที่คนอยู่รวมกันหนาแน่นอย่างโรงเรียนและโรงงานจึงแพร่เชื้อได้มาก

  • ฉีดวัคซีนทุกปี: โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงตามที่กรมควบคุมโรคระบุ
  • ล้างมือบ่อย: โดยเฉพาะหลังจับพื้นผิวสาธารณะและก่อนสัมผัสใบหน้า
  • ปิดปากปิดจมูกเวลาไอหรือจาม: แล้วทิ้งทิชชูและล้างมือทันที
  • หยุดงานหรือหยุดเรียนเมื่อมีไข้: ให้ตรงกับช่วงแพร่เชื้อ 3 ถึง 5 วันแรกในผู้ใหญ่
  • ทบทวนวัคซีนตัวอื่นตามช่วงอายุ: ดูรายการได้ที่ วัคซีนผู้ใหญ่

องค์การอนามัยโลกประเมินว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลราวหนึ่งพันล้านราย ป่วยรุนแรง 3 ถึง 5 ล้านราย และเสียชีวิตจากภาวะทางระบบหายใจปีละ 290,000 ถึง 650,000 ราย ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณระดับโลก ไม่ใช่ยอดรายงานจริงของประเทศใดประเทศหนึ่ง

สรุปสิ่งที่ควรจำเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

ถ้าจำได้สามอย่าง ให้จำว่าชนิด A คือชนิดที่แบ่งย่อยด้วย H และ N และเป็นชนิดเดียวที่เคยก่อการระบาดใหญ่ ต่อมาคืออาการที่มาแบบทันทีทันใดพร้อมไข้สูงและปวดเมื่อยทั้งตัว ซึ่งเป็นจุดแยกจากไข้หวัดธรรมดาที่ใช้ได้จริงที่สุด และสุดท้ายคือกรอบเวลา 48 ชั่วโมงของยาต้านไวรัส ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงจึงไม่ควรรอดูอาการข้ามวัน

ขั้นตอนที่ทำได้ทันทีคือ เช็กว่าตัวเองหรือคนในบ้านอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงตามรายการของกรมควบคุมโรคหรือไม่ ถ้าใช่ ให้วางแผนฉีดวัคซีนประจำปีล่วงหน้า และจำสัญญาณเตือนฉุกเฉินของ CDC ไว้อย่างน้อยสามข้อ คือ หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก และไข้ที่ลดแล้วกลับสูงขึ้นใหม่

คำถามที่พบบ่อย

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A คืออะไร?

คือไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ที่แบ่งเป็นชนิดย่อยตามโปรตีนผิวไวรัส H และ N เช่น A(H1N1) และ A(H3N2) และเป็นชนิดที่ระบาดกว้างที่สุดตามข้อมูลกรมควบคุมโรค

สายพันธุ์ A กับ B ต่างกันตรงไหน?

ชนิด A แบ่งตาม H และ N และเคยก่อการระบาดใหญ่ทั่วโลก ส่วนชนิด B ไม่มีชนิดย่อย มีสองสายคือ B/Yamagata และ B/Victoria โดย CDC ระบุว่าไม่พบ B/Yamagata อีกหลังมีนาคม ค.ศ. 2020

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A กี่วันหาย?

กรมควบคุมโรคระบุว่าส่วนใหญ่หายเป็นปกติภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ส่วนองค์การอนามัยโลกระบุว่าอาการมักอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ แต่อาการไออาจอยู่ต่อได้ 2 สัปดาห์ขึ้นไป

ติดเชื้อแล้วกี่วันจึงเริ่มมีอาการ?

กรมควบคุมโรคระบุระยะฟักตัวราว 1 ถึง 3 วัน ส่วนองค์การอนามัยโลกระบุว่าอาการเริ่มหลังติดเชื้อ 1 ถึง 4 วัน เฉลี่ยราว 2 วัน

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ดอกเยอบีร่า ความหมาย แต่ละสี ควรให้ใคร และวิธีดูแลในแจกันให้อยู่นาน

ป่วยแล้วแพร่เชื้อให้คนอื่นได้นานแค่ไหน?

กรมควบคุมโรคระบุว่าผู้ใหญ่แพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการและต่อไปอีก 3 ถึง 5 วันหลังมีอาการ เด็กอาจแพร่ได้นานกว่า 7 วัน และผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการก็แพร่ได้

ต้องกินยาต้านไวรัสทุกคนไหม?

ไม่ใช่ทุกคน ศูนย์ข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ากลุ่มที่ควรได้คือผู้ที่มาพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรก ผู้ที่อาการรุนแรง และกลุ่มเสี่ยงสูง

ถ้าเกิน 48 ชั่วโมงแล้วยังกินยาต้านไวรัสได้ไหม?

CDC ระบุว่ายาได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายในสองวันแรก แต่ยังแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล ผู้ที่อาการหนัก และผู้ที่เสี่ยงสูง เรื่องนี้ต้องให้แพทย์ตัดสิน

ไข้หวัดใหญ่แยกจากไข้หวัดธรรมดาด้วยตาเปล่าได้ไหม?

CDC ระบุว่าแยกจากอาการอย่างเดียวได้ยากเพราะอาการทับซ้อนกัน ต้องใช้การตรวจเฉพาะจึงยืนยันได้ แต่ไข้ที่ขึ้นทันทีพร้อมปวดเมื่อยทั้งตัวเอนไปทางไข้หวัดใหญ่

อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที?

CDC ระบุสัญญาณฉุกเฉินในผู้ใหญ่ไว้ เช่น หายใจลำบาก เจ็บหรือแน่นหน้าอกต่อเนื่อง สับสนหรือปลุกไม่ตื่น ชัก ไม่ปัสสาวะ และไข้หรืออาการไอที่ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง

ปี 2569 ไทยพบสายพันธุ์ไหนมากที่สุด?

ผลเฝ้าระวังสะสมถึง 22 สิงหาคม 2569 พบชนิด B มากที่สุดร้อยละ 36.19 ตามด้วย A/H3N2 ร้อยละ 35.07 และ A/H1N1 (2009) ร้อยละ 28.73 แต่ถ้ารวมชนิด A สองชนิดย่อยจะมากกว่าชนิด B

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด