เส้นเลือดในสมองตีบมีโอกาสรักษาจนกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม แต่โอกาสนั้นผูกกับเวลาเป็นหลัก กรมควบคุมโรคระบุว่าเมื่อพบสัญญาณเตือนให้โทรสายด่วน 1669 และนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที เพราะเป็นกรอบเวลาที่ยังให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ ถ้ามาช้ากว่านั้นยังมีทางเลือกอื่นอยู่ แต่เนื้อสมองที่ตายไปแล้วจะไม่กลับคืน คำว่าหายจึงหมายถึงฟื้นตัวได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่การย้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- โรคนี้เป็นภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรคให้โทร 1669 ทันทีและส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที
- สัญญาณเตือนใช้หลัก B.E.F.A.S.T คือเสียการทรงตัว ตาผิดปกติ ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด และเวลา
- CDC ระบุว่าราวร้อยละ 87 ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมดเป็นชนิดขาดเลือดหรือตีบตัน ไม่ใช่ชนิดเลือดออก
- แนวทาง NICE ให้ยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมง และลากลิ่มเลือดผ่านสายสวนภายใน 6 ชั่วโมง ขยายได้ถึง 24 ชั่วโมงถ้าภาพถ่ายสมองเข้าเกณฑ์
- คลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ ปี 2567 พบผู้ป่วยสะสม 363,688 คน และรายงานสถิติสาธารณสุขปี 2566 พบผู้เสียชีวิต 37,947 คน
- กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าให้ผู้ป่วยที่มาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมงได้ยาภายใน 60 นาทีหลังถึงโรงพยาบาล ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
- อาการที่หายเองใน 2 ถึง 3 นาทีไม่ใช่เรื่องน่าโล่งใจ CDC ระบุว่าผู้มีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวที่ไม่ได้รักษา มากกว่า 1 ใน 3 เกิดโรคเต็มขั้นภายใน 1 ปี
- กรมควบคุมโรคระบุว่าโรคนี้ร้อยละ 90 ป้องกันได้ด้วยการคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน น้ำหนัก และเลิกบุหรี่กับแอลกอฮอล์
เส้นเลือดในสมองตีบคืออะไร และต่างจากเส้นเลือดสมองแตกอย่างไร?
เส้นเลือดในสมองตีบคือภาวะที่หลอดเลือดซึ่งไปเลี้ยงสมองถูกอุดกั้น เลือดจึงไปถึงเนื้อสมองปลายทางไม่ได้ CDC อธิบายว่าเซลล์สมองจะเริ่มตายภายในไม่กี่นาทีเพราะขาดออกซิเจน ส่วนเส้นเลือดสมองแตกเป็นคนละกลไก คือหลอดเลือดรั่วหรือฉีกขาดจนเลือดออกมากดเบียดเนื้อสมอง สาเหตุที่พบบ่อยคือความดันโลหิตสูงและหลอดเลือดโป่งพอง
ความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องวิชาการอย่างเดียว เพราะการรักษาสองแบบสวนทางกัน ชนิดตีบต้องเปิดหลอดเลือดที่ตัน ส่วนชนิดแตกต้องหยุดเลือดและลดความดันในกะโหลก ยาที่ช่วยรายหนึ่งจึงเป็นอันตรายกับอีกราย แนวทาง NICE จึงกำหนดให้ถ่ายภาพสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทันทีเมื่อมีข้อบ่งชี้ และต้องตัดภาวะเลือดออกในสมองออกไปก่อนจึงจะให้ยาละลายลิ่มเลือดได้
ในแง่ความถี่ CDC ระบุว่าราวร้อยละ 87 ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมดเป็นชนิดขาดเลือด ส่วนอัตราการเสียชีวิตกลับตรงข้าม เอกสารแผนของกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าอัตราตายของผู้ป่วยรหัส I63 อยู่ที่ร้อยละ 3.4 ขณะที่กลุ่มหลอดเลือดสมองแตกอยู่ที่ร้อยละ 22.3 ชนิดแตกพบน้อยกว่าแต่รุนแรงกว่ามาก
อาการเตือนมีอะไรบ้าง และหลัก B.E.F.A.S.T จำอย่างไร?
กรมควบคุมโรคให้สังเกตสัญญาณเตือนตามหลัก B.E.F.A.S.T หกข้อ ได้แก่ B (Balance) เสียการทรงตัว วิงเวียน เดินเซ E (Eye) มองไม่เห็นหรือเห็นภาพซ้อน F (Face) ปากเบี้ยวเฉียบพลัน A (Arms) แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก S (Speech) พูดไม่ชัดเหมือนลิ้นคับปาก และ T (Time) คือเวลา ถ้ามีอาการให้โทร 1669 แล้วส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว
จุดที่คนมักพลาดคือคำว่าเฉียบพลัน อาการของโรคนี้มาแบบทันทีทันใด ไม่ใช่ค่อย ๆ เป็นทีละวัน คนที่นั่งคุยอยู่ดี ๆ แล้วมุมปากตกข้างเดียวคือภาพที่ต้องรีบที่สุด ระบบบริการสุขภาพของอังกฤษใช้คำย่อสั้นกว่าคือ FAST ซึ่งเน้นสามอาการหลัก ได้แก่ ใบหน้าอ่อนแรงจนยิ้มไม่เท่ากัน แขนอ่อนแรงหรือชาจนยกค้างไว้ไม่ได้ และพูดไม่ชัดหรือพูดสับสน
เอกสารของระบบบริการสุขภาพอังกฤษยังระบุอาการอื่นที่พบได้ เช่น ชาครึ่งซีก ตามัวหรือมองไม่เห็นข้างใดข้างหนึ่ง นึกคำพูดไม่ออก สับสน เวียนศีรษะจนล้ม ปวดศีรษะรุนแรง และคลื่นไส้อาเจียน อาการเดี่ยว ๆ ยังไม่ได้แปลว่าเป็นโรคนี้เสมอไป แต่ถ้ามาพร้อมกันแบบทันทีก็ต้องคิดถึงไว้ก่อน
อาการที่หายไปเองก็ยังต้องไปโรงพยาบาล
เอกสารของ NHS เขียนไว้ตรงตัวว่า อาการอาจหยุดไปเองในเวลาสั้น ๆ จนผู้ป่วยคิดว่าตัวเองปกติแล้ว แต่ก็ต้องไปตรวจทันที และให้โทรเรียกรถฉุกเฉินแม้อาการเพิ่งหายไปภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อีกคำแนะนำที่ชัดเจนคืออย่าขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง
ตัวเลขที่ควรจำคือ CDC ระบุว่าในผู้ที่มีภาวะนี้แล้วไม่ได้รับการรักษา มากกว่าหนึ่งในสามเกิดโรคหลอดเลือดสมองเต็มขั้นภายใน 1 ปี และร้อยละ 10 ถึง 15 เกิดภายใน 3 เดือน แนวทาง NICE จึงให้ส่งผู้ที่สงสัยไปพบผู้เชี่ยวชาญภายใน 24 ชั่วโมงนับจากเริ่มมีอาการ และเริ่มยาต้านเกล็ดเลือดทันทีหากไม่มีข้อห้าม
ทำไมต้องถึงโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที?
เพราะเป็นกรอบเวลาที่ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำยังใช้ได้ กรมควบคุมโรคเขียนไว้ในข้อ T ของ B.E.F.A.S.T ว่าให้ส่งผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที และเตือนว่าหากช้าอาจอันตรายถึงชีวิตหรือกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต แนวทาง NICE ใช้ตัวเลขเดียวกันคือ 4.5 ชั่วโมงนับจากเริ่มมีอาการ โดยต้องตัดภาวะเลือดออกในกะโหลกออกไปแล้วด้วยภาพถ่ายสมอง
ประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดคือการนับเวลา เวลาไม่ได้เริ่มตอนไปถึงโรงพยาบาล แต่เริ่มตั้งแต่วินาทีที่มีอาการครั้งแรก เวลาที่ใช้ลังเล เวลาที่รอดูอาการอยู่ที่บ้าน และเวลาบนถนน กินโควตาเดียวกันทั้งหมด ถ้าผู้ป่วยตื่นมาแล้วพบอาการ แพทย์จะนับจากเวลาสุดท้ายที่เห็นว่ายังปกติดี
ระบบสาธารณสุขไทยวางตัวชี้วัดรองรับเรื่องนี้ไว้แล้ว แผนงานของกระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันระยะเฉียบพลันที่มีอาการไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง ต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำภายใน 60 นาทีหลังมาถึงโรงพยาบาล และตั้งเป้าสัดส่วนไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 พร้อมระบุว่าทุกจังหวัดมีบริการช่องทางด่วนโรคหลอดเลือดสมองเพื่อให้ยาละลายลิ่มเลือด
ความเห็นของเราคือ ตัวเลข 60 นาทีนี้อธิบายว่าทำไมการโทร 1669 จึงดีกว่านั่งรถส่วนตัว เพราะรถฉุกเฉินแจ้งล่วงหน้าได้ โรงพยาบาลจึงเตรียมทีมรอไว้ เวลาที่ประหยัดได้อยู่ตรงนี้
การรักษาเส้นเลือดในสมองตีบมีกี่วิธี และแต่ละวิธีมีกรอบเวลาเท่าไหร่?
หลักใหญ่มีสองทางคือให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ กับลากลิ่มเลือดออกผ่านสายสวน สองอย่างนี้ไม่ได้ใช้แทนกันเสมอไป ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ทั้งคู่ แนวทาง NICE ให้ทำร่วมกันได้ และระบุว่าผู้สงสัยโรคนี้ทุกรายต้องเข้าหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉพาะทางหลังประเมินเบื้องต้น
ตารางด้านล่างรวมกรอบเวลาที่มีเอกสารอ้างอิงชัดเจน ตัวเลขเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทางการแพทย์ ไม่ใช่คำรับประกันว่าผู้ป่วยทุกคนที่มาทันจะได้รับการรักษาทุกวิธี เพราะยังต้องผ่านการประเมินภาพถ่ายสมองและข้อห้ามรายบุคคลก่อน
| วิธีหรือขั้นตอน | ทำอะไร | กรอบเวลา | เงื่อนไขสำคัญ | ที่มา |
|---|---|---|---|---|
| ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ | ละลายลิ่มเลือดที่อุดหลอดเลือดสมอง | ภายใน 4.5 ชั่วโมงนับจากเริ่มมีอาการ | ต้องตัดภาวะเลือดออกในกะโหลกด้วยภาพถ่ายสมองก่อน | NICE NG128 |
| ตัวชี้วัดเวลาถึงเข็ม | ให้ยาละลายลิ่มเลือดหลังผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล | ภายใน 60 นาที | เป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่มีอาการไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง | แผนงาน Fast Track กระทรวงสาธารณสุข |
| ลากลิ่มเลือดผ่านสายสวน หลอดเลือดสมองส่วนหน้า | ใส่สายสวนไปดึงลิ่มเลือดออกโดยตรง | ภายใน 6 ชั่วโมงนับจากเริ่มมีอาการ | ยืนยันการอุดตันหลอดเลือดใหญ่ด้วย CTA หรือ MRA | NICE NG128 |
| ลากลิ่มเลือดผ่านสายสวน กรณีมาช้าหรือตื่นมาแล้วมีอาการ | ดึงลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่เลยกรอบ 6 ชั่วโมง | ระหว่าง 6 ถึง 24 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ยังปกติครั้งสุดท้าย | ภาพถ่ายต้องแสดงว่ายังมีเนื้อสมองที่กู้คืนได้ | NICE NG128 |
| ถ่ายภาพสมองด่วน | เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อแยกชนิดของโรค | ทันทีเมื่อมีข้อบ่งชี้ หรือภายใน 24 ชั่วโมงในรายที่ไม่มีข้อบ่งชี้เร่งด่วน | ถ้าจะทำสายสวนเกิน 6 ชั่วโมงต้องเพิ่มภาพประเมินการไหลเวียน | NICE NG128 |
| เข้ารักษาในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง | ดูแลโดยทีมเฉพาะทางแบบสหวิชาชีพ | ผู้ป่วยที่มีอาการไม่เกิน 72 ชั่วโมง | เป้าหมายไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ | แผนงาน Fast Track กระทรวงสาธารณสุข |
| ประเมินการกลืน | ตรวจว่ากลืนได้ปลอดภัยก่อนให้อาหารหรือยาทางปาก | คัดกรองตั้งแต่แรกรับ และประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญภายใน 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 72 ชั่วโมง | ป้องกันการสำลักและปอดอักเสบจากการสำลัก | NICE NG128 |
สำหรับประเทศไทย การรักษาผ่านสายสวนมีแนวทางของตัวเอง สมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทยเผยแพร่แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดระยะเฉียบพลันโดยการรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ. 2561 ใช้คู่กับเกณฑ์รับรองศูนย์โรคหลอดเลือดสมองมาตรฐานของสมาคม

เส้นเลือดในสมองตีบรักษาหายไหม และฟื้นฟูอย่างไร?
คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ หายในความหมายว่ากลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกตินั้นเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกราย และไม่ได้แปลว่าสมองกลับมาเหมือนเดิมทุกเซลล์ กรมควบคุมโรคสรุปเงื่อนไขไว้ชัดว่า หากอาการไม่มาก ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ สามเงื่อนไขนี้ต้องครบ ไม่ใช่ข้อใดข้อหนึ่ง
ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีอธิบายว่า ระดับการฟื้นตัวขึ้นกับตำแหน่งและขนาดของสมองที่เสียหาย รวมถึงโรคประจำตัวเดิม เช่น เบาหวาน ความดัน โรคไต และโรคหัวใจ สองคนที่เป็นโรคเดียวกันจึงฟื้นตัวไม่เท่ากัน
ช่วงเวลาที่การฟื้นฟูได้ผลมากที่สุด
กรมควบคุมโรคระบุว่าการกายภาพบำบัดในช่วง 3 ถึง 6 เดือนแรกมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการหมั่นฝึกฝนเพื่อให้ร่างกายกลับมาฟื้นตัว โดยต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด และปรับให้เหมาะกับสภาพร่างกายและระดับการฟื้นตัวของแต่ละคน การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่น ลดปัญหาการทรงตัวและการเดิน และลดความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือจังหวะการเริ่ม แนวทาง NICE ระบุว่าในผู้ป่วยที่ต้องมีคนช่วยพยุงให้ลุกนั่ง ยืน หรือเดิน ไม่ควรทำการเคลื่อนไหวแบบเข้มข้นสูงใน 24 ชั่วโมงแรก การฟื้นฟูจึงมีลำดับของมัน ไม่ใช่ยิ่งหนักยิ่งดี
สิ่งที่ต้องทำต่อหลังกลับบ้าน
กรมควบคุมโรคย้ำว่าการรักษาต่อเนื่อง กินยาตามแพทย์สั่ง และปรับพฤติกรรม ช่วยป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้ หลายคนหยุดยาเองเมื่อรู้สึกดีขึ้น ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่สุด เพราะสาเหตุเดิมยังอยู่ที่เดิม ส่วนเรื่องอาหาร กรมควบคุมโรคแนะให้ลดหวาน มัน เค็ม อ่านต่อได้ที่ อาหารบำรุงระบบประสาท โดยถือเป็นส่วนเสริม ไม่ใช่ตัวแทนของยา
ใครเสี่ยง และป้องกันเส้นเลือดในสมองตีบได้อย่างไร?
กรมควบคุมโรคระบุว่าโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 90 สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คำแนะนำในการรณรงค์ปี 2567 ลงรายละเอียดเป็นตัวเลขที่ตรวจสอบตัวเองได้ ได้แก่ ควบคุมดัชนีมวลกายให้อยู่ระหว่าง 18.5 ถึง 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และควบคุมระดับไขมันในเลือดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ใครยังไม่เคยคำนวณค่าดัชนีมวลกายของตัวเอง ดูวิธีได้ที่ วิธีคำนวณค่า BMI
ด้านพฤติกรรมคือ งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ นอนหลับให้พอ เลี่ยงความเครียด และตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรพบแพทย์และกินยาตามสั่งสม่ำเสมอ ข้อมูลจากรามาธิบดียังเตือนเรื่องการใช้ยาบางกลุ่มเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหลอดเลือดสมองได้
เรื่องการออกกำลังกายมีตัวเลขชัด กรมควบคุมโรคอ้างคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกว่าให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสมให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ และระบุว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ถึงร้อยละ 25 พร้อมช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและการไหลเวียนโลหิต
ตารางด้านล่างเทียบสองชนิดหลัก เพื่อให้เห็นว่าทำไมการแยกชนิดจึงต้องทำที่โรงพยาบาล
| ประเด็น | ชนิดตีบหรืออุดตัน | ชนิดเลือดออก | ที่มา |
|---|---|---|---|
| รหัสโรคที่ใช้ในระบบไทย | I63 | I60 ถึง I62 | แผนงาน Fast Track กระทรวงสาธารณสุข |
| สัดส่วนของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด | ราวร้อยละ 87 | ส่วนที่เหลือ | CDC |
| อัตราตายที่รายงานไว้ | ร้อยละ 3.4 | ร้อยละ 22.3 | แผนงาน Fast Track กระทรวงสาธารณสุข |
| เป้าหมายอัตราตายของกระทรวง | น้อยกว่าร้อยละ 5 | น้อยกว่าร้อยละ 25 | แผนงาน Fast Track กระทรวงสาธารณสุข |
| แนวทางรักษาเร่งด่วนหลัก | เปิดหลอดเลือดด้วยยาละลายลิ่มเลือดหรือสายสวน | ผ่าตัดสมองและดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต | NICE NG128 และแผนงาน Fast Track |
| ตัวชี้วัดเวลาที่กระทรวงกำหนด | ให้ยาภายใน 60 นาทีหลังถึงโรงพยาบาล | เข้าห้องผ่าตัดภายใน 90 นาที | แผนงาน Fast Track กระทรวงสาธารณสุข |
สถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองในไทยตอนนี้เป็นอย่างไร?
ข้อมูลล่าสุดที่กรมควบคุมโรคเผยแพร่ในการรณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ระบุว่าระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 พบผู้ป่วยสะสมโรคหลอดเลือดสมอง 363,688 คน ส่วนรายงานสถิติสาธารณสุขปี 2566 พบผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดในสมอง 37,947 คน
ตัวเลขชุดนี้ต้องอ่านอย่างระวัง เพราะข่าวรณรงค์ของกรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 อ้างฐานข้อมูลชุดเดียวกันของปี 2567 แล้วรายงานผู้ป่วยสะสม 358,062 ราย และเสียชีวิต 39,086 ราย ตัวเลขต่างกันเพราะเป็นการดึงข้อมูลคนละช่วงเวลาและคนละฐานรายงาน เมื่อเจอตัวเลขไม่ตรงกันในสองข่าว ควรยึดฉบับที่ใหม่กว่าและดูว่าอ้างฐานข้อมูลปีไหน
ในภาพรวมของโลก กรมควบคุมโรคอ้างข้อมูลขององค์การโรคหลอดเลือดสมองโลกว่า ทุก 1 นาทีมีผู้ป่วยรายใหม่ 30 คน และผู้ใหญ่ 1 ใน 4 คนจะป่วยด้วยโรคนี้อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ส่วนเอกสารรณรงค์ปี 2566 ของกองโรคไม่ติดต่อระบุว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยมากกว่า 101 ล้านคน และเป็นรายใหม่ 12 ล้านคนต่อปี
ด้านความพร้อมของระบบ แผนงานของกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าโรงพยาบาลระดับ A มีหออภิบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแล้วร้อยละ 97.1 ระดับ S อยู่ที่ร้อยละ 65.3 และทุกจังหวัดมีช่องทางด่วนเพื่อให้ยาละลายลิ่มเลือด ส่วนอัตราตายรวมทุกชนิดอยู่ที่ร้อยละ 8.2 เทียบกับเป้าหมายน้อยกว่าร้อยละ 7 ค่าใช้จ่ายต่างกันตามสิทธิของแต่ละคน ดูภาพรวมได้ที่ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
ตัวเลขสถิติ กรอบเวลา และเกณฑ์ทางคลินิกในบทความนี้มาจากเอกสารที่อ้างอิงไว้ท้ายบทความ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 11 กันยายน 2569 แนวทางและตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุขปรับปรุงเป็นระยะ ส่วนเกณฑ์ของ NICE เป็นแนวทางของสหราชอาณาจักรซึ่งอาจต่างจากที่โรงพยาบาลไทยแต่ละแห่งใช้จริง หน้าเว็บของ CDC ที่อ้างถึงปิดกั้นการเข้าถึงอัตโนมัติและตอบรหัส 403 เมื่อทดสอบซ้ำ แม้จะเปิดอ่านเนื้อหาได้ในวันตรวจสอบ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยและไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยา หากสงสัยว่ามีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ให้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินและโทร 1669 ทันที อย่ารอดูอาการและอย่าซื้อยามากินเอง การตัดสินใจรักษาทุกกรณีต้องปรึกษาแพทย์
คำถามที่พบบ่อย
เส้นเลือดในสมองตีบรักษาหายไหม?
มีโอกาส แต่ไม่ใช่ทุกราย กรมควบคุมโรคระบุเงื่อนไขสามข้อคือ อาการไม่มาก ได้รับการรักษาทันท่วงที และทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องอย่างถูกต้อง เนื้อสมองที่ตายแล้วไม่กลับคืน
B.E.F.A.S.T ย่อมาจากอะไร?
Balance เสียการทรงตัว Eye มองไม่เห็นหรือเห็นภาพซ้อน Face ปากเบี้ยวเฉียบพลัน Arms แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก Speech พูดไม่ชัด และ Time คือโทร 1669 ทันที
ทำไมต้องเป็น 4 ชั่วโมง 30 นาที?
เพราะเป็นกรอบเวลาที่ยังให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ กรมควบคุมโรคใช้ตัวเลขนี้ในข้อ T ของ B.E.F.A.S.T และ NICE ระบุกรอบเดียวกันคือ 4.5 ชั่วโมง
มาช้ากว่า 4.5 ชั่วโมงแล้วยังทำอะไรได้บ้าง?
ยังมีทางเลือก แนวทาง NICE ให้พิจารณาลากลิ่มเลือดผ่านสายสวนได้ถึง 24 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ยังปกติครั้งสุดท้าย หากภาพถ่ายแสดงว่ายังมีเนื้อสมองที่กู้คืนได้ จึงต้องไปโรงพยาบาลเสมอ
นับเวลาอย่างไรถ้าตื่นนอนมาแล้วพบว่ามีอาการ?
นับจากเวลาสุดท้ายที่มีคนเห็นว่าผู้ป่วยยังปกติดี ไม่ใช่เวลาที่ตื่น แนวทาง NICE เรียกกรณีนี้ว่า wake up stroke และยังมีโอกาสรักษาผ่านสายสวนถ้าภาพถ่ายเข้าเกณฑ์
อาการเป็นแป๊บเดียวแล้วหายเอง ต้องไปโรงพยาบาลไหม?
ต้องไป นั่นอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวซึ่ง CDC ระบุว่ามักไม่เกิน 5 นาที และในผู้ที่ไม่ได้รักษา มากกว่า 1 ใน 3 เกิดโรคเต็มขั้นภายใน 1 ปี ส่วนร้อยละ 10 ถึง 15 เกิดภายใน 3 เดือน
ควรขับรถพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเองหรือโทรเรียกรถฉุกเฉิน?
ควรโทร 1669 ตามที่กรมควบคุมโรคแนะนำ เอกสารของ NHS ก็เขียนว่าอย่าขับรถไปห้องฉุกเฉินเอง การแจ้งล่วงหน้าทำให้โรงพยาบาลเตรียมทีมรอได้
โรคหลอดเลือดสมองชนิดตีบกับชนิดแตก แบบไหนพบบ่อยกว่า?
ชนิดขาดเลือดพบบ่อยกว่ามาก CDC ระบุว่าราวร้อยละ 87 แต่ชนิดเลือดออกมีอัตราตายสูงกว่า เอกสารกระทรวงสาธารณสุขรายงานร้อยละ 22.3 เทียบกับร้อยละ 3.4
ฟื้นฟูช่วงไหนได้ผลมากที่สุด?
กรมควบคุมโรคระบุว่าการทำกายภาพบำบัดใน 3 ถึง 6 เดือนแรกจำเป็นอย่างยิ่ง โดยต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด
ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้มากแค่ไหน?
กรมควบคุมโรคระบุว่าป้องกันได้ถึงร้อยละ 90 ด้วยการคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน และน้ำหนัก งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง
ออกกำลังกายเท่าไหร่จึงจะช่วยลดความเสี่ยง?
กรมควบคุมโรคอ้างคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกว่าอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ และระบุว่าช่วยลดความเสี่ยงได้ถึงร้อยละ 25
สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้
บันทึกเบอร์ 1669 ไว้ในโทรศัพท์ และบอกคนในบ้านว่า B.E.F.A.S.T หมายถึงอะไร เพราะคนที่กำลังเกิดอาการมักประเมินตัวเองได้แย่ที่สุด คนรอบตัวจะเห็นปากเบี้ยวหรือได้ยินเสียงที่เปลี่ยนไปก่อน
จากนั้นวัดความดันและตรวจน้ำตาลกับไขมันในเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง แล้วเทียบกับเกณฑ์ของกรมควบคุมโรค คือความดันน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท น้ำตาลน้อยกว่า 100 และไขมันไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ตัวเลขสามชุดนี้คือส่วนที่จัดการได้จริง
แหล่งอ้างอิง
- กรมควบคุมโรค: รณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก 2568 ทุกนาทีมีค่า สังเกตไว ช่วยได้ทัน (29 ตุลาคม 2568)
- กรมควบคุมโรค: รณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก 2567 ชวนประชาชนตั้งเป้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ (29 ตุลาคม 2567)
- กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค: อาการและสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง B.E.F.A.S.T
- กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข: Fast Track (stroke) เป้าหมาย ตัวชี้วัด และสถานการณ์
- NICE: Stroke and transient ischaemic attack in over 16s (NG128) Recommendations
- CDC: About Stroke ชนิดของโรคและภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
- CDC: Stroke Facts and Statistics สัดส่วนชนิดขาดเลือดร้อยละ 87
- NHS: Symptoms of a stroke หลัก FAST และอาการอื่น
- NHS: Treatment for a stroke
- สมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย: แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดระยะเฉียบพลันโดยการรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ. 2561
- Rama Channel คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี: โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุ สัญญาณเตือน และการป้องกัน


