สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการคือเงินสวัสดิการที่ทางราชการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชาวต่างประเทศซึ่งมีหนังสือสัญญาจ้าง และผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับเบี้ยหวัด พร้อมทั้งให้ผู้มีสิทธิเบิกแทนบิดา มารดา คู่สมรส และบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายสามลำดับแรกได้อีกด้วย ฐานทางกฎหมายคือพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2553 และมีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้วางหลักเกณฑ์และจ่ายเงิน
ประเด็นสำคัญ
- ผู้มีสิทธิมีสามกลุ่ม คือ ข้าราชการและลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชาวต่างประเทศตามสัญญาจ้าง และผู้รับบำนาญกับผู้รับเบี้ยหวัด
- บุคคลในครอบครัวที่เบิกแทนได้มีสามประเภท คือ บุตร คู่สมรส และบิดาหรือมารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่รวมบุตรบุญธรรม
- บุตรเบิกได้เฉพาะลำดับที่ 1 ถึง 3 เรียงตามวันเกิด และเบิกได้จนถึงก่อนวันที่อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
- หนังสือกรมบัญชีกลาง ว 224 ลงวันที่ 2 เมษายน 2569 ให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนทำธุรกรรมเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอกทุกครั้ง และยกเลิกแนวปฏิบัติเดิมสามฉบับ
- อัตราค่าห้องและค่าอาหารตามหนังสือ พิเศษ ว 2 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2556 คือ เตียงสามัญวันละ 400 บาท และห้องพิเศษวันละ 1,000 บาท มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2557
- ค่าตรวจสุขภาพประจำปีเบิกได้เฉพาะตัวผู้มีสิทธิ ปีละครั้ง และต้องสำรองจ่ายก่อนแล้วนำใบเสร็จไปเบิกที่ต้นสังกัด
- ถ้าเบิกยาซ้ำซ้อนจนสะสมเกินความจำเป็น กรมบัญชีกลางระงับสิทธิเบิกจ่ายตรงได้ทันที และเมื่อคืนสิทธิจะให้ใช้ได้ที่โรงพยาบาลรัฐเพียงแห่งเดียวเป็นเวลา 1 ปี
สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการคืออะไร และใครเป็นผู้มีสิทธิ?
สิทธินี้ไม่ใช่ประกันที่ต้องจ่ายเบี้ย แต่เป็นเงินสวัสดิการที่รัฐจ่ายให้ตามกฎหมาย ฐานของระบบคือพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ซึ่งยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 2 เมษายน 2553 แล้วมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับจากวันประกาศ ส่วนวิธีปฏิบัติอยู่ในหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยวิธีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2553
กฎหมายกำหนดตัวผู้มีสิทธิไว้แคบ ไม่ได้เหมารวมทุกคนที่ทำงานให้รัฐ กลุ่มที่เป็นผู้มีสิทธิ ได้แก่
- ข้าราชการและลูกจ้างประจำ ซึ่งได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำจากเงินงบประมาณรายจ่ายงบบุคลากรของกระทรวง ทบวง กรม โดยยกเว้นข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจที่ยังอยู่ระหว่างรับการศึกษาอบรม
- ลูกจ้างชาวต่างประเทศ ซึ่งมีหนังสือสัญญาจ้างที่ได้รับค่าจ้างจากเงินงบประมาณรายจ่าย และสัญญาจ้างนั้นไม่ได้ระบุเรื่องค่ารักษาพยาบาลไว้
- ผู้รับบำนาญปกติ ผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ และทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
สิทธิเริ่มตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง และสิ้นสุดเมื่อเกษียณอายุราชการ ลาออก ถูกไล่ออก หรือเสียชีวิต ส่วนกรณีถูกพักราชการจะถูกระงับสิทธิไว้ก่อน ข้อควรจำคือผู้เกษียณที่รับบำนาญยังเป็นผู้มีสิทธิต่อไป
สิทธิข้าราชการเบิกให้คนในครอบครัวคนใดได้บ้าง?
กฎหมายกำหนดบุคคลในครอบครัวไว้เพียงสามประเภท คือ บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีสิทธิ คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และบิดาหรือมารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย คำว่าชอบด้วยกฎหมายมีน้ำหนักจริงในทางปฏิบัติ เพราะต้องมีหลักฐานทางราชการรับรอง เช่น ทะเบียนสมรส สูติบัตร หรือทะเบียนรับรองบุตร
คนที่มักเข้าใจผิดว่าเบิกได้แต่จริงแล้วเบิกไม่ได้ ได้แก่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย หลาน คู่ที่อยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส และบุตรบุญธรรม กฎหมายยังตัดสิทธิบุตรที่ผู้มีสิทธิยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นไปแล้วด้วย
บุตรเบิกได้กี่คน และถึงอายุเท่าไหร่
ผู้มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของบุตรได้เฉพาะบุตรลำดับที่ 1 ถึง 3 โดยนับเรียงลำดับการเกิดก่อนหลัง ไม่ว่าจะเกิดจากการสมรสครั้งใด และไม่ว่าจะอยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของตนหรือไม่ ถ้ามีบุตร 5 คน คนที่เบิกได้คือคนที่ 1 ถึงคนที่ 3 เท่านั้น
ส่วนเรื่องอายุ กฎหมายผูกไว้กับการบรรลุนิติภาวะ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 เกิดขึ้นเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และตามมาตรา 20 เกิดขึ้นได้จากการจดทะเบียนสมรสซึ่งทำได้เมื่ออายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ใบเสร็จที่นำมาเบิกจึงต้องเป็นการรักษาก่อนวันที่บุตรอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ข้อยกเว้นคือบุตรที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ซึ่งเบิกต่อได้แม้บรรลุนิติภาวะแล้ว
มีสองกรณีที่หลายคนไม่ทราบ กรณีแรก ถ้ามีบุตรเกิน 3 คน แล้วบุตรคนใดใน 3 คนแรกตายลงก่อนบรรลุนิติภาวะ ให้เลื่อนบุตรลำดับถัดไปขึ้นมาแทนที่ได้ แต่ถ้า 3 คนแรกบรรลุนิติภาวะไปแล้ว จะเลื่อนคนถัดไปขึ้นมาไม่ได้ กรณีที่สอง ถ้าท้องที่ทำให้เกิน 3 คนเป็นครรภ์แฝด กฎหมายให้เบิกได้ทั้งหมด เช่น ท้องแรก 2 คนและท้องที่สองแฝด 3 คน เบิกได้ครบ 5 คน
เมื่อสามีภรรยาเป็นข้าราชการทั้งคู่
หลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2553 ข้อ 5 กำหนดว่าถ้าคู่สมรสเป็นผู้มีสิทธิทั้งสองฝ่าย ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับบุตรทุกคนแต่เพียงฝ่ายเดียว และต้องรับรองตนเองในใบเบิกเงิน หากอยู่คนละส่วนราชการผู้เบิก ต้องให้ส่วนราชการของตนแจ้งการใช้สิทธิตามแบบ 7132 ไปยังส่วนราชการของคู่สมรส แล้วให้อีกฝ่ายตอบรับตามแบบ 7133 ส่วนค่ารักษาของตัวคู่สมรสเอง ให้ต่างฝ่ายต่างใช้สิทธิของตน
เบิกจ่ายตรงคืออะไร และยังต้องลงทะเบียนอยู่ไหม?
เบิกจ่ายตรงคือการที่สถานพยาบาลเป็นผู้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลกับกรมบัญชีกลางแทนผู้มีสิทธิ ผู้ป่วยจึงไม่ต้องสำรองจ่ายแล้วนำใบเสร็จไปตั้งเบิกเอง คำตอบเรื่องการลงทะเบียนคือ ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้ากับกรมบัญชีกลางอีกแล้ว เพราะระบบผูกกับบัตรประจำตัวประชาชน
แนวปฏิบัติที่ใช้อยู่คือหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0416.4/ว 224 ลงวันที่ 2 เมษายน 2569 ซึ่งยกเลิกหนังสือเดิมสามฉบับ ได้แก่ ว 143 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2561 ว 332 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 และ ว 979 ลงวันที่ 27 กันยายน 2564 สาระสำคัญคือการเบิกค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอกในระบบเบิกจ่ายตรง ให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนทำธุรกรรมทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา และให้สถานพยาบาลทำธุรกรรมผ่านเครื่องอ่านบัตรประจำตัวประชาชนหรือเครื่อง Electronic Data Capture
เหตุผลที่รวบแนวปฏิบัติเข้าด้วยกัน หนังสือระบุว่าเทคโนโลยียืนยันตัวตนพัฒนาไปหลายรูปแบบแล้ว ทั้ง e-KYC รหัส OTP ทาง SMS และ Biometrics ประกอบกับกรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบ Digital Pension เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูล
กรณีที่ไม่ต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน
สิ่งที่คนมักไม่รู้คือกฎนี้มีข้อยกเว้นหลายข้อ ตามแนวปฏิบัติแนบท้าย ว 224 ผู้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนทำธุรกรรม ได้แก่ ผู้ถือบัตรกระดาษเคลือบพลาสติกซึ่งราชการให้ใช้ตลอดชีพ เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี คู่สมรสหรือบิดามารดาของผู้มีสิทธิที่ไม่มีสัญชาติไทย ผู้ป่วยฉุกเฉินที่ไม่ได้นำบัตรมา และผู้ที่เข้ารับการรักษานอกเวลาราชการซึ่งไม่มีเจ้าหน้าที่การเงินปฏิบัติงานอยู่
- เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี: ให้แจ้งเลขประจำตัวประชาชนที่ปรากฏในสูติบัตรหรือทะเบียนบ้านของเด็ก และแสดงบัตรของผู้ดูแลประกอบ
- บุคคลในครอบครัวที่ไม่มีสัญชาติไทยและไม่มีเลขประจำตัวคนต่างด้าว: ให้ใช้เลขประจำตัวที่กรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งขึ้นต้นด้วยอักษร B ตามด้วยตัวเลข 12 หลัก รวมเป็น 13 หลัก
- ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ต้องโทษจำคุก ผู้สูงอายุ และผู้มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว: ให้ผู้ดูแลหรือผู้รับยาแทนนำบัตรของผู้ป่วยไปทำธุรกรรมแทน พร้อมแสดงบัตรของตนเองด้วย
- บัตรประจำตัวประชาชนเสีย: ยังใช้สิทธิในระบบเบิกจ่ายตรงได้ ไม่ถือว่าสิทธิขาด
ในทางกลับกัน ถ้าไม่แสดงบัตรหรือเอกสารตามที่กำหนด ผู้ป่วยต้องทดรองจ่ายไปก่อน แล้วนำใบเสร็จไปยื่นเบิกที่ส่วนราชการต้นสังกัดตามแบบ 7131 ความเห็นของเราคือนี่คือเหตุผลที่ควรพกบัตรประชาชนตัวจริงไว้เสมอ เพราะการตั้งเบิกย้อนหลังใช้เวลานานกว่ามาก
เช็คสิทธิรักษาพยาบาลของตัวเองทำอย่างไร?
แนวปฏิบัติแนบท้าย ว 224 เขียนไว้ตรง ๆ ว่าการใช้สิทธิในระบบเบิกจ่ายตรงจะทำได้ก็ต่อเมื่อรายงานทะเบียนประวัติของผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว “สมบูรณ์” และแสดงสถานะ “มีสิทธิ” ดังนั้นก่อนไปโรงพยาบาลควรตรวจสอบด้วยตนเองก่อน โดยนำเลขประจำตัวประชาชนหรือเลขประจำตัวที่กรมบัญชีกลางกำหนด ไปตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลางที่ www.cgd.go.th หัวข้อ “ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล”
ถ้าระบบไม่พบข้อมูล สาเหตุที่พบบ่อยคือฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐยังไม่ถูกปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน เช่น เพิ่งจดทะเบียนสมรส เพิ่งมีบุตร หรือเปลี่ยนหน่วยงาน ทางแก้คือติดต่อนายทะเบียนบุคลากรภาครัฐของต้นสังกัด และเตรียมเอกสารยืนยันความสัมพันธ์ไว้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อคนในครอบครัวใช้คนละนามสกุล เอกสารที่มักถูกเรียกคือทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบียนบ้าน และทะเบียนรับรองบุตร
ส่วนการรักษาครั้งแรกในโรงพยาบาลแห่งใหม่ ว 224 ระบุว่าอาจมีขั้นตอนลงทะเบียนออกบัตรผู้ป่วยหรือตรวจสอบสิทธิเบื้องต้น ซึ่งเป็นขั้นตอนภายในของสถานพยาบาล ไม่ใช่การลงทะเบียนเบิกจ่ายตรง หากติดปัญหา กรมบัญชีกลางให้ติดต่อ Call Center 0 2270 6400
เบิกค่าห้องได้วันละเท่าไหร่ และอะไรที่เบิกไม่ได้?
อัตราที่ใช้อยู่มาจากหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0422.2/พิเศษ ว 2 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2556 ซึ่งยกเลิกอัตราเดิมตามหนังสือ ว 177 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 เพราะอัตราเดิมไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป อัตราใหม่มีผลกับการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป และแยกเป็นสองรายการเท่านั้น
| รายการ | หน่วย | อัตราที่เบิกได้ | เงื่อนไข | รหัสรายการ |
|---|---|---|---|---|
| เตียงสามัญ | วัน | 400 บาท | เบิกได้รวมกับค่าอาหารในราคาไม่เกิน 400 บาท | 21101 |
| ห้องพิเศษ | วัน | 1,000 บาท | เบิกได้รวมกับค่าอาหารในราคาไม่เกิน 1,000 บาท | 21201 |
| ส่วนที่เกินอัตรา | วัน | ไม่ได้ | ผู้ป่วยรับผิดชอบเอง ใบเสร็จส่วนเกินนำมาตั้งเบิกกับต้นสังกัดอีกไม่ได้ | ไม่มี |
| ค่าธรรมเนียมแพทย์พิเศษ | ครั้ง | ไม่ได้ | กฎหมายตัดออกจากนิยามค่ารักษาพยาบาลโดยตรง | ไม่มี |
| ค่าจ้างผู้พยาบาลพิเศษ | วัน | ไม่ได้ | ถือเป็นเงินตอบแทนพิเศษ ไม่ใช่ค่าบริการทางการพยาบาล | ไม่มี |
| ค่าตรวจสุขภาพประจำปี | ปี | เบิกได้ปีละ 1 ครั้ง | เฉพาะตัวผู้มีสิทธิ ต้องสำรองจ่ายแล้วเบิกที่ต้นสังกัด ห้ามเบิกจ่ายตรง | ตามรายการที่กำหนด |
นิยามค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งไว้ 8 กลุ่ม ตั้งแต่ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ค่าบริการทางการแพทย์และการพยาบาล ค่าตรวจครรภ์และค่าคลอดบุตร ค่าห้องและค่าอาหารตลอดระยะเวลาที่เข้ารับการรักษา ค่าใช้จ่ายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรค ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ส่วนที่กฎหมายตัดออกชัดเจนคือค่าธรรมเนียมแพทย์พิเศษ ค่าจ้างผู้พยาบาลพิเศษ และค่าบริการอื่นที่มีลักษณะเป็นเงินตอบแทนพิเศษ
เรื่องตรวจสุขภาพประจำปี ผู้ที่อายุต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์เบิกได้ 7 รายการ ส่วนผู้ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเบิกได้ 16 รายการ เบิกได้ปีละครั้งตามปีงบประมาณ และบุคคลในครอบครัวเบิกไม่ได้ ค่าเอกซเรย์ปอดเบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 170 บาท ตามหนังสือ ว 362 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ถ้าสนใจวัคซีนที่ควรฉีดควบคู่กับการตรวจสุขภาพ อ่านต่อได้ที่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดฟรีสิทธิไหนและราคาเท่าไหร่
สิทธิข้าราชการต่างจากบัตรทองและประกันสังคมอย่างไร?
ไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐสามระบบที่แยกกองทุนและแยกหน่วยงานกำกับกัน คนหนึ่งคนใช้ได้ทีละสิทธิ ตารางด้านล่างเทียบเฉพาะประเด็นที่ถามกันบ่อย โดยยึดข้อมูลจากหน่วยงานเจ้าของสิทธิแต่ละราย
| ประเด็น | สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ | ประกันสังคม | บัตรทอง |
|---|---|---|---|
| ผู้ดูแลระบบ | กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง | สำนักงานประกันสังคม | สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ |
| ใครได้สิทธิ | ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ | ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบตามเงื่อนไข | คนไทยที่ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลอื่นที่รัฐจัดให้ |
| เบิกให้ครอบครัวได้ไหม | ได้ คือบิดา มารดา คู่สมรส และบุตร 3 คนแรก | ไม่ได้ เป็นสิทธิเฉพาะตัวผู้ประกันตน | ไม่ได้ เป็นสิทธิเฉพาะตัวรายบุคคล |
| ต้องจ่ายเงินสมทบเองไหม | ไม่ต้อง รัฐจ่ายเป็นเงินสวัสดิการ | ต้องจ่าย และต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่รับบริการ | ไม่ต้อง |
| เลือกสถานพยาบาลอย่างไร | เข้าสถานพยาบาลของทางราชการได้ โดยไม่ต้องผูกกับแห่งใดแห่งหนึ่ง | เข้าสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิที่เลือกไว้ | เข้าหน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ |
| ตรวจสอบสิทธิที่ไหน | เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง หัวข้อตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล | ช่องทางของสำนักงานประกันสังคม | ช่องทางของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ |

ไปโรงพยาบาลเอกชน หรือเบิกเกินสิทธิ จะเกิดอะไรขึ้น?
โดยหลักแล้วสิทธิข้าราชการออกแบบมาสำหรับสถานพยาบาลของทางราชการ การเข้าโรงพยาบาลเอกชนเบิกได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายเปิดช่องไว้ กรณีที่ชัดที่สุดคือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0416.4/ว 333 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2560
- ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต: เมื่อระบบคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติวินิจฉัยว่าเข้าเกณฑ์วิกฤต ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข จนกว่าแพทย์จะวินิจฉัยว่าพ้นภาวะวิกฤตและย้ายไปโรงพยาบาลรัฐได้ แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง
- ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนหรือฉุกเฉินไม่รุนแรง: ค่าห้องและค่าอาหารกับค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค เบิกได้เท่ากับกรณีเข้าโรงพยาบาลรัฐ ส่วนค่ารักษาประเภทอื่นเบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 8,000 บาท
- ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องฟอกเลือด และผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องฉายรังสี: หากโรงพยาบาลรัฐส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงที่นั่นได้ตามแนวปฏิบัติของ ว 224
อีกกรณีที่ถามกันบ่อยคือการมีประกันสุขภาพเอกชนควบคู่ไปด้วย แนวปฏิบัติคือให้เบิกกับบริษัทประกันก่อน แล้วนำสำเนาใบเสร็จพร้อมหนังสือรับรองของบริษัทมาเบิกส่วนที่ขาดกับต้นสังกัด โดยรวมแล้วต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายจริง ตามหนังสือ ว 380 ลงวันที่ 30 กันยายน 2553
เบิกเกินสิทธิแล้วถูกระงับสิทธิ
กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลเกินสิทธิและการเรียกคืนเงิน ตามหนังสือ ว 199 ลงวันที่ 7 เมษายน 2564 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 ที่มาคือการตรวจพบว่าบางรายเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งในเวลาใกล้เคียงกัน และได้รับยาประเภทเดียวกันจนสะสมเกินขนาดที่ให้ผลการรักษา ซึ่งถือว่าเป็นการเบิกเงินเกินสิทธิ
ผลที่ตามมามีสามชั้น ชั้นแรกคือระงับการเบิกจ่ายตรงทันที ชั้นที่สองคือเรียกคืนเงินผ่านต้นสังกัด และถ้าเรียกคืนไม่ได้ให้บังคับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ชั้นที่สามคือถ้ามีเจตนาทุจริต ต้นสังกัดต้องสอบสวนทางวินัย และถ้าเข้าข่ายความผิดอาญาก็ต้องดำเนินคดีต่อ ส่วนกรณีที่ไม่พบพฤติการณ์ทุจริต กรมบัญชีกลางจะคืนสิทธิให้ใช้เบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอกได้ที่โรงพยาบาลของทางราชการเพียง 1 แห่งที่ผู้มีสิทธิเลือก และติดตามพฤติกรรมต่ออีก 1 ปีก่อนอนุญาตให้ใช้สิทธิได้ทุกแห่งตามเดิม
ตัวเลข อัตรา และเงื่อนไขทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากเอกสารของกรมบัญชีกลางและหน่วยงานเจ้าของสิทธิตามที่ระบุไว้ในแหล่งอ้างอิง ณ วันตรวจสอบข้อมูล หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายมีการแก้ไขด้วยหนังสือเวียนอยู่เสมอ และแต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงต่างกัน ก่อนตัดสินใจควรสอบถามเจ้าหน้าที่การเงินของส่วนราชการต้นสังกัด หรือ Call Center กรมบัญชีกลาง 0 2270 6400 บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมายหรือคำแนะนำทางการแพทย์
สรุปสิ่งที่ควรจำก่อนไปโรงพยาบาล
พกบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปทุกครั้ง ตรวจสอบสถานะสิทธิของตัวเองและคนในครอบครัวล่วงหน้า จำไว้ว่าบุตรเบิกได้เฉพาะสามลำดับแรกและถึงก่อนอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ค่าห้องเบิกได้วันละ 400 บาทสำหรับเตียงสามัญและ 1,000 บาทสำหรับห้องพิเศษ ส่วนเกินจ่ายเอง และอย่าเดินสายรับยาซ้ำหลายโรงพยาบาล เพราะถูกระงับสิทธิเบิกจ่ายตรงได้จริง ถ้ากำลังวางแผนค่าใช้จ่ายด้านทันตกรรม อ่านเพิ่มได้ที่ รักษารากฟันใช้เวลานานไหม ราคาเท่าไหร่
คำถามที่พบบ่อย
สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการเบิกให้ใครได้บ้าง?
เบิกให้ตัวผู้มีสิทธิเอง คือข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พร้อมทั้งบิดา มารดา คู่สมรส และบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายสามลำดับแรก
ข้าราชการเบิกค่าห้องได้วันละเท่าไหร่?
ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง พิเศษ ว 2 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2556 เตียงสามัญเบิกได้วันละไม่เกิน 400 บาท และห้องพิเศษไม่เกิน 1,000 บาท ทั้งสองอัตรารวมค่าอาหารแล้ว ส่วนที่เกินผู้ป่วยจ่ายเอง
เบิกจ่ายตรงต้องลงทะเบียนก่อนหรือไม่?
ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้ากับกรมบัญชีกลาง เพียงใช้บัตรประจำตัวประชาชนทำธุรกรรมทุกครั้ง แต่ทะเบียนประวัติในฐานข้อมูลบุคลากรภาครัฐต้องสมบูรณ์และแสดงสถานะมีสิทธิก่อน
เช็คสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการได้ที่ไหน?
ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th หัวข้อ ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล โดยกรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือเลขประจำตัวที่กรมบัญชีกลางกำหนด
บุตรของข้าราชการเบิกได้ถึงอายุเท่าไหร่?
เบิกได้จนถึงก่อนวันที่บุตรอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือก่อนวันที่บุตรจดทะเบียนสมรส ยกเว้นบุตรที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ซึ่งเบิกต่อได้
มีบุตร 4 คน เบิกได้ทุกคนไหม?
ไม่ได้ กฎหมายให้เบิกเฉพาะบุตรลำดับที่ 1 ถึง 3 เรียงตามวันเกิด ยกเว้นกรณีที่ครรภ์นั้นเป็นแฝดและทำให้จำนวนบุตรเกินสามคน จึงเบิกให้บุตรแฝดชุดนั้นได้ทั้งหมด
ไปโรงพยาบาลเอกชนใช้สิทธิข้าราชการได้ไหม?
ได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายเปิดไว้ เช่น ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตซึ่งได้รับความคุ้มครองไม่เกิน 72 ชั่วโมง หรือผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนและไม่รุนแรงซึ่งเบิกค่ารักษาอื่นได้ครึ่งหนึ่ง ไม่เกิน 8,000 บาท
ตรวจสุขภาพประจำปีเบิกให้คู่สมรสได้ไหม?
ไม่ได้ ค่าตรวจสุขภาพประจำปีเบิกได้เฉพาะตัวผู้มีสิทธิ คือข้าราชการ ลูกจ้างประจำ หรือผู้ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และต้องสำรองจ่ายก่อนแล้วนำใบเสร็จไปเบิกที่ส่วนราชการต้นสังกัด
ถ้าใช้ยาซ้ำจากหลายโรงพยาบาลจะเป็นอย่างไร?
กรมบัญชีกลางถือว่าเป็นการเบิกเงินเกินสิทธิ จะระงับการเบิกจ่ายตรงทันทีและเรียกเงินคืน เมื่อคืนสิทธิให้จะใช้ได้ที่โรงพยาบาลรัฐเพียงแห่งเดียว และถูกติดตามต่ออีก 1 ปี
ผู้รับบำนาญยังใช้สิทธิข้าราชการได้อยู่ไหม?
ได้ ผู้รับบำนาญปกติ ผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ และทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด อยู่ในรายการผู้มีสิทธิ และเบิกให้บุคคลในครอบครัวได้เช่นเดิม
แหล่งอ้างอิง
- กรมบัญชีกลาง: กฏหมายระเบียบและหนังสือเวียน (สวัสดิการรักษาพยาบาล)
- กรมบัญชีกลาง: แนวปฏิบัติการเบิกจ่ายตรงเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยนอก ว 224
- กรมบัญชีกลาง: อัตราค่าบริการสาธารณสุข หมวด 1 ค่าห้องและค่าอาหาร พิเศษ ว 2
- กรมบัญชีกลาง: หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยวิธีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553
- กรมบัญชีกลาง: หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลเกินสิทธิและการเรียกคืนเงิน ว 199
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา: ข้อมูลน่ารู้ในการเบิกเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการและลูกจ้างประจำ
- สำนักงานประกันสังคม: สิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย
- สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา: สิทธิบัตรทอง ใช้สิทธิรักษาฟรีอย่างไรให้คุ้มค่า
- กรมบัญชีกลาง: ระบบตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ


