เมาแล้วขับ ครั้งแรกมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลต้องสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอน ตามมาตรา 160 ตรี ที่เพิ่มโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ส่วนเกณฑ์ที่ถือว่าเมาตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2567 คือแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ขับขี่ทั่วไป และเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 20 ปี ผู้ถือใบขับขี่ชั่วคราว และผู้ไม่มีใบขับขี่
ประเด็นสำคัญ
- ครั้งแรก: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมพักใช้ใบขับขี่อย่างน้อย 6 เดือนหรือเพิกถอน
- ทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีนับแต่วันทำผิดครั้งแรก: จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับ 50,000 ถึง 100,000 บาท ศาลต้องลงทั้งจำคุกและปรับ ตามฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565
- เกณฑ์เมาตามกฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 20 กันยายน 2567: เกิน 50 มก.% สำหรับคนทั่วไป และเกิน 20 มก.% สำหรับ 4 กลุ่มที่กฎหมายกำหนด
- ไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) คือเมาแล้วขับ
- กรมธรรม์รถยนต์แบบ คปภ. ยังจ่ายค่าเสียหายให้คู่กรณี แต่ไม่คุ้มครองรถของผู้ที่เมาแล้วขับเอง และผู้เอาประกันต้องคืนเงินที่บริษัทจ่ายแทนภายใน 7 วัน
เมาแล้วขับมีโทษอย่างไรตามกฎหมายที่ใช้ในปี 2569?
ฐานความผิดมาจากมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เขียนใหม่ทั้งมาตรา โดยข้อความยังคงห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ “(๒) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น” ใครฝ่าฝืนข้อนี้ต้องรับโทษตามมาตรา 160 ตรี ซึ่งเพิ่มเข้ามาโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 124 ตอนที่ 101 ก วันที่ 29 ธันวาคม 2550
มาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่งกำหนดว่า ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ คำว่า “ให้ศาลสั่ง” หมายความว่าการพักใช้หรือเพิกถอนใบขับขี่ไม่ใช่ทางเลือกเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของโทษที่ต้องตามมาเสมอเมื่อถูกลงโทษในฐานนี้
อีกเรื่องที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าจ่ายค่าปรับที่โรงพักแล้วจบ มาตรา 145 ตามที่ฉบับที่ 13 เขียนใหม่ ยกเว้นความผิดตามมาตรา 160 ตรี ออกจากความผิดที่พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับหรือว่ากล่าวตักเตือนได้ แปลว่าคดีเมาแล้วขับต้องไปจบที่ศาล และศาลเป็นผู้กำหนดโทษภายในกรอบข้างต้น
สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าความผิดฐานนี้จะไม่มีการตักเตือนก่อนปรับ หากตรวจพบจะดำเนินคดีทันที
ข้อสอบใบขับขี่ถามว่าตรวจพบแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดมีโทษอย่างไร
คำถามนี้พบบ่อยในการเตรียมสอบใบขับขี่ เราไม่พบเฉลยทางการที่กรมการขนส่งทางบกเผยแพร่สำหรับข้อนี้ในแหล่งที่เปิดตรวจ จึงขอตอบจากตัวบทกฎหมายแทน คือถ้าเป็นการทำผิดครั้งแรกและไม่มีใครบาดเจ็บ โทษตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่งคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอน ตัวเลือกใดที่ตรงกับข้อความนี้ คือคำตอบที่สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบัน
แอลกอฮอล์เกินกี่มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถึงนับว่าเมาแล้วขับ?
ผู้ขับขี่ทั่วไปถือว่าเมาเมื่อแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ขับขี่ 4 กลุ่มถือว่าเมาเมื่อเกินเพียง 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้มาจากข้อ 6 ของกฎกระทรวงการทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่ พ.ศ. 2567 ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์รายงานว่าเผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567
กฎกระทรวงฉบับนี้ออกตามมาตรา 142 วรรคห้า ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 และยกเลิกกฎกระทรวงเดิม 2 ฉบับ คือกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) และฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2560) ดังนั้นถ้าอ่านบทความเก่าที่อ้างกฎกระทรวงฉบับที่ 21 ให้เข้าใจว่าฉบับนั้นถูกยกเลิกแล้ว แม้ตัวเลข 50 และ 20 มก.% จะยังเหมือนเดิม
| กลุ่มผู้ขับขี่ | ถือว่าเมาเมื่อแอลกอฮอล์ในเลือด | ข้อในกฎกระทรวง | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 20 ปี | เกิน 20 มก.% | ข้อ 6 (1) (ก) | นับอายุ ณ วันที่ขับ |
| ผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ | เกิน 20 มก.% | ข้อ 6 (1) (ข) | ใช้กับผู้ถือใบอนุญาตขับรถชั่วคราว |
| ผู้มีใบอนุญาตสำหรับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้ | เกิน 20 มก.% | ข้อ 6 (1) (ค) | เช่น มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์แต่ขับรถยนต์ |
| ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรืออยู่ระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอน | เกิน 20 มก.% | ข้อ 6 (1) (ง) | โทษยังเพิ่มอีกตามมาตรา 160 ตรี/2 |
| ผู้ขับขี่อื่นทั้งหมด | เกิน 50 มก.% | ข้อ 6 (2) | เกณฑ์ทั่วไปของผู้ถือใบขับขี่ปกติ |
เกณฑ์วัดจากแอลกอฮอล์ในเลือด ไม่ได้วัดจากจำนวนแก้ว คนสองคนดื่มเท่ากันอาจวัดได้ไม่เท่ากัน เราจึงไม่แนะนำให้คำนวณว่า “ดื่มได้กี่กระป๋องถึงยังไม่เกิน”
ตำรวจตรวจวัดแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ด้วยวิธีใดบ้าง?
วิธีหลักคือเป่าลมหายใจ ข้อ 2 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2567 กำหนดให้ตรวจวัดจากลมหายใจด้วยเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยการเป่าลมหายใจ (Breath Analyzer Test) แล้วอ่านค่าเป็นมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามวิธีตรวจของเครื่องแต่ละชนิด
ถ้าเป่าไม่ได้ ข้อ 3 ให้ใช้วิธีใดวิธีหนึ่งแทน คือตรวจจากปัสสาวะหรือตรวจจากเลือด ทั้งสองวิธีต้องได้รับความยินยอมจากผู้ขับขี่ก่อนจึงจะดำเนินการได้ สำหรับการตรวจปัสสาวะ ข้อ 4 วางขั้นตอนไว้ว่าต้องมีภาชนะพร้อมฝาปิด ให้ขับถ่ายในที่ส่วนตัวโดยมีการควบคุมไม่ให้สับเปลี่ยนตัวอย่าง ปิดผนึกภาชนะ และให้ผู้ขับขี่ลงลายมือชื่อกำกับบนฉลาก ก่อนส่งให้ห้องปฏิบัติการตรวจภายใต้การกำกับของแพทย์
เพราะเครื่องไม่ได้วัดเลือดโดยตรง ข้อ 7 จึงกำหนดค่าแปลงผลให้เทียบเป็นแอลกอฮอล์ในเลือด คือค่าสัมประสิทธิ์ 2,000 สำหรับลมหายใจ และเศษ 1 ส่วน 1.3 สำหรับปัสสาวะ ผลที่แปลงแล้วจึงนำไปเทียบกับเกณฑ์ 50 หรือ 20 มก.% ในตารางข้างต้น
กรณีเกิดอุบัติเหตุและผู้ขับขี่หมดสติ
ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 เพิ่มวรรคหกของมาตรา 142 ว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุและมีเหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) แต่ผู้นั้นหมดสติหรือบาดเจ็บจนให้ความยินยอมไม่ได้ ให้นำมาตรา 43 ทวิ/1 มาใช้โดยอนุโลม คือพนักงานสอบสวนมีอำนาจขอให้แพทย์ตรวจพิสูจน์ โดยเก็บตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ หรือของเสียอย่างอื่นจากร่างกายด้วยวิธีทางการแพทย์ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดน้อยที่สุด และค่าใช้จ่ายให้เบิกจากงบประมาณตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ผิดไหม และถูกดำเนินคดีอย่างไร?
ผิด และผลทางกฎหมายหนักกว่าที่หลายคนคิด มาตรา 142 ซึ่งแก้ไขโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2557 ตามตัวบทฉบับรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วางลำดับไว้ดังนี้
- วรรคสอง: ถ้ามีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนสั่งให้ทดสอบได้
- วรรคสาม: ถ้าผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบ เจ้าพนักงานมีอำนาจกักตัวไว้ทดสอบได้ภายในเวลาเท่าที่จำเป็น และถ้าผลออกมาว่าไม่ได้ฝ่าฝืน ต้องปล่อยตัวทันที
- วรรคสี่: ถ้ามีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าขับรถขณะเมา แต่ผู้นั้นยังไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นฝ่าฝืนมาตรา 43 (2)
ผลของวรรคสี่คือ การปฏิเสธไม่ได้ช่วยให้พ้นข้อหาเมาแล้วขับ ตรงกันข้าม ภาระกลับไปอยู่ที่ผู้ขับขี่ว่าต้องหาทางพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้เมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้สัมภาษณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในทำนองเดียวกันว่า เมื่อปฏิเสธการเป่า กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าขับรถขณะมึนเมาและมีโทษเช่นเดียวกับเมาแล้วขับ อีกทั้งอาจมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเพิ่มเติม
ความผิดฐานขัดคำสั่งนั้นอยู่ในมาตรา 154 (4) ตามที่ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 เขียนใหม่ ผู้ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนตามมาตรา 142 วรรคสอง ถ้าไม่เป็นความผิดที่กำหนดโทษไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท
กรณีที่ตำรวจยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ขับขี่ปฏิเสธการตรวจ พยายามหลบหนี และทำร้ายเจ้าหน้าที่ ก่อนถูกควบคุมตัวและตรวจพบแอลกอฮอล์ 126 มก.% หรือราว 2.5 เท่าของเกณฑ์ทั่วไป จึงถูกดำเนินคดีหลายฐาน
เมาแล้วขับซ้ำภายใน 2 ปี โทษหนักขึ้นเท่าไหร่?
หนักขึ้นทั้งโทษจำคุก ค่าปรับ และผลต่อใบขับขี่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 139 ตอนที่ 28 ก วันที่ 7 พฤษภาคม 2565 และให้ใช้บังคับเมื่อพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศ ฉบับนี้เพิ่มมาตรา 160 ตรี/1 ถึง 160 ตรี/3 ที่ว่าด้วยการทำผิดซ้ำโดยตรง
- มาตรา 160 ตรี/1: ผู้ทำผิดตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง และทำผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเพิกถอน
- มาตรา 160 ตรี/3: ผู้ทำผิดตามมาตรา 160 ตรี และทำผิดซ้ำภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ เว้นแต่ผู้ที่อายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่ทำผิดครั้งหลัง
ครั้งแรกกฎหมายใช้คำว่า “หรือ” ศาลจึงเลือกลงแค่ปรับได้ ครั้งที่สองภายใน 2 ปีใช้คำว่า “และ” บวกกับมาตรา 160 ตรี/3 ที่สั่งให้ลงทั้งจำคุกและปรับเสมอ ค่าปรับขั้นต่ำกระโดดจาก 5,000 เป็น 50,000 บาท หรือ 10 เท่า
การนับ 2 ปีเริ่มจากวันที่กระทำความผิดครั้งแรก ไม่ใช่วันที่ศาลตัดสิน ผู้ที่ถูกจับครั้งแรกเมื่อต้นปี 2568 จึงยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังนี้ไปถึงต้นปี 2570
ขับรถสาธารณะ หรือไม่มีใบขับขี่แล้วเมาแล้วขับ
ฉบับที่ 13 เพิ่มโทษอีก 2 กรณี กรณีแรกคือวรรคห้าของมาตรา 160 ตรี ถ้าผู้ทำผิดขับรถยนต์สาธารณะ รถจักรยานยนต์สาธารณะ หรือรถที่ใช้ขนส่งผู้โดยสารเพื่อสินจ้าง ต้องรับโทษสูงกว่าที่กำหนดอีกหนึ่งในสาม กรณีที่สองคือมาตรา 160 ตรี/2 ถ้าผู้เมาแล้วขับไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือถูกพักใช้หรือเพิกถอน ต้องรับโทษสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดอีกหนึ่งในสาม และถ้าการกระทำนั้นทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิต ให้ศาลเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนด
เมาแล้วขับชนคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โทษเท่าไหร่?
ถ้าการเมาแล้วขับทำให้คนอื่นเจ็บหรือตาย โทษจะเปลี่ยนจาก “จำคุกหรือปรับ” เป็น “จำคุกและปรับ” ทันที พร้อมขั้นต่ำของโทษจำคุก ตามมาตรา 160 ตรี วรรคสอง ถึงวรรคสี่ ซึ่งเพิ่มโดยฉบับที่ 7 พ.ศ. 2550 ตารางด้านล่างสรุปทุกระดับจากตัวบทในราชกิจจานุเบกษา
| กรณี | มาตรา | จำคุก | ปรับ (บาท) | ใบอนุญาตขับขี่ |
|---|---|---|---|---|
| เมาแล้วขับ ครั้งแรก ไม่มีผู้บาดเจ็บ | 160 ตรี วรรคหนึ่ง (2550) | ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ | 5,000 ถึง 20,000 | พักใช้ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอน |
| ทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีนับแต่วันทำผิดครั้งแรก | 160 ตรี/1 และ 160 ตรี/3 (2565) | ไม่เกิน 2 ปี และปรับ ศาลต้องลงทั้งสองอย่าง | 50,000 ถึง 100,000 | พักใช้ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอน |
| ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ | 160 ตรี วรรคสอง (2550) | 1 ถึง 5 ปี และปรับ | 20,000 ถึง 100,000 | พักใช้ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอน |
| ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส | 160 ตรี วรรคสาม (2550) | 2 ถึง 6 ปี และปรับ | 40,000 ถึง 120,000 | พักใช้ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอน |
| ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย | 160 ตรี วรรคสี่ (2550) | 3 ถึง 10 ปี และปรับ | 60,000 ถึง 200,000 | เพิกถอน |
| ผู้ทำผิดขับรถสาธารณะหรือรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร | 160 ตรี วรรคห้า (2565) | โทษสูงกว่าที่กำหนดอีกหนึ่งในสาม | ตามวรรคที่เข้าข่าย | |
| ไม่มีใบขับขี่ หรือถูกพักใช้หรือเพิกถอน | 160 ตรี/2 (2565) | สูงขึ้นหนึ่งในสาม ถ้ามีผู้บาดเจ็บหรือตาย ศาลเพิ่มอีกกึ่งหนึ่ง | ตามวรรคที่เข้าข่าย | |
ปีในวงเล็บคือปีของ พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขที่ใส่ข้อความนั้นเข้ามา ตัวเลขทุกช่องยังเป็นอัตราที่ใช้ ณ วันที่ตรวจสอบ 30 กันยายน 2569 โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติยกอัตรา 5,000 ถึง 20,000 บาท จำคุกสูงสุด 10 ปี และ 50,000 ถึง 100,000 บาทสำหรับการทำผิดซ้ำ ในการชี้แจงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตรงกับตัวบท
ตารางนี้เป็นเฉพาะโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ในคดีจริง ผู้ก่อเหตุอาจถูกฟ้องฐานอื่นตามประมวลกฎหมายอาญาควบคู่กัน และยังต้องรับผิดทางแพ่งต่อผู้เสียหาย ส่วนการกำหนดโทษภายในกรอบนี้เป็นดุลพินิจของศาลตามข้อเท็จจริงแต่ละคดี

ถ้าอยากเห็นภาพใหญ่ว่าการดื่มแล้วขับอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่น อ่านต่อได้ที่ สาเหตุอุบัติเหตุทางถนนที่พบบ่อยในไทย และตัวเลขความสูญเสียรายวันใน อุบัติเหตุทางถนนในไทยเสียชีวิตวันละกี่คน
เมาแล้วขับประกันจ่ายไหม ตามกรมธรรม์รถยนต์แบบ คปภ. ปี 2567?
คำตอบแบ่งเป็นสองฝั่ง คู่กรณียังได้รับการชดใช้ แต่ตัวผู้ขับที่เมาต้องรับภาระเอง ข้อมูลส่วนนี้มาจากแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ท้ายคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 ของสำนักงาน คปภ. ซึ่งใช้กับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานอื่นนอกจากไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ สำนักงาน คปภ. แจ้งว่าแบบนี้เริ่มใช้กับรถจดทะเบียนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 และใช้กับรถยนต์สันดาปทั้งระบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถ้าต้องการรู้ว่าหน่วยงานนี้มีบทบาทอะไร อ่านได้ที่ คปภ. คืออะไร
ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก: บริษัทยังจ่าย แล้วเรียกคืน
ในหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อยกเว้นข้อ 8.6 ระบุว่าไม่คุ้มครองการขับขี่ของผู้ที่ถือว่าเมาตามกฎหมายจราจรทางบก ได้แก่ แอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มก.% หรือเกิน 20 มก.% สำหรับผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 20 ปี ผู้ถือใบขับขี่ชั่วคราว ผู้ไม่มีใบขับขี่หรืออยู่ระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอน รวมถึงกรณีไม่ยินยอมให้ทดสอบจนถูกดำเนินคดีฐานเมาแล้วขับ และผู้ขับขี่ยอมรับหรือศาลพิพากษาถึงที่สุดลงโทษ
แต่ข้อ 9 ข้อสัญญาพิเศษ เขียนว่าบริษัทจะไม่นำข้อ 8.6 และ 8.7 มาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด ทั้งความเสียหายต่อชีวิตร่างกายตามข้อ 1.1 และความเสียหายต่อทรัพย์สินตามข้อ 1.2 ในทางปฏิบัติ ผู้เสียหายยังได้รับค่าสินไหมทดแทนภายใต้วงเงินในตาราง จากนั้นผู้เอาประกันภัยต้องใช้เงินที่บริษัทจ่ายไปคืนให้บริษัทภายใน 7 วันนับแต่ได้รับหนังสือเรียกร้อง
ความเสียหายต่อรถของผู้ขับที่เมา: ไม่คุ้มครอง
ในหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 10.3 ยกเว้นการขับขี่ขณะถือว่าเมาด้วยเกณฑ์ชุดเดียวกัน รถของผู้ที่เมาแล้วขับจึงไม่ได้รับการซ่อมจากกรมธรรม์ภาคสมัครใจ กรมธรรม์เขียนข้อยกเว้นซ้อนไว้เพียงข้อเดียว คือการยกเว้นตามข้อ 10.1 ถึง 10.5 จะไม่นำมาใช้ในกรณีที่ความเสียหายต่อรถยนต์เกิดขึ้นและมิใช่ความประมาทของผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัย การพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากใครเป็นเรื่องข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุ จึงควรตรวจเงื่อนไขกับบริษัทประกันหรือสายด่วน คปภ. 1186 อีกครั้ง
เราไม่ได้ลงรายละเอียดประกันภัยภาคบังคับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถในบทความนี้ เพราะยังไม่ได้เปิดตรวจเอกสารทางการของ คปภ. ที่อธิบายกรณีเมาแล้วขับโดยตรง ผู้เสียหายควรสอบถามสิทธิกับ คปภ. หรือบริษัทประกันของรถคันที่เกิดเหตุ
คำถามที่พบบ่อย
เมาแล้วขับครั้งแรกโทษเท่าไหร่?
จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลต้องสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอน ตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง
แอลกอฮอล์กี่มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถึงผิดกฎหมาย?
ผู้ขับขี่ทั่วไปผิดเมื่อเกิน 50 มก.% ส่วนผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี ผู้ถือใบขับขี่ชั่วคราว ผู้มีใบขับขี่คนละประเภทกับรถที่ขับ และผู้ไม่มีหรือถูกพักใบขับขี่ ผิดเมื่อเกิน 20 มก.% ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2567
ไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ผิดไหม?
ผิด มาตรา 142 วรรคสี่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่ไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควรเมาแล้วขับ และมาตรา 154 (4) ยังกำหนดโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาทสำหรับการฝ่าฝืนคำสั่งให้ทดสอบ
เมาแล้วขับซ้ำภายใน 2 ปีโทษอย่างไร?
จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับ 50,000 ถึง 100,000 บาท ศาลต้องลงทั้งจำคุกและปรับ และสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปีหรือเพิกถอน ตามมาตรา 160 ตรี/1 และ 160 ตรี/3
นับ 2 ปีของการทำผิดซ้ำเริ่มจากวันไหน?
เริ่มนับจากวันที่กระทำความผิดครั้งแรก ตามถ้อยคำในมาตรา 160 ตรี/1 ไม่ใช่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
เมาแล้วขับชนคนตายโทษเท่าไหร่?
จำคุก 3 ถึง 10 ปี และปรับ 60,000 ถึง 200,000 บาท และศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ตามมาตรา 160 ตรี วรรคสี่
เมาแล้วขับชนคนบาดเจ็บสาหัสโทษเท่าไหร่?
จำคุก 2 ถึง 6 ปี และปรับ 40,000 ถึง 120,000 บาท และพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือเพิกถอน ตามมาตรา 160 ตรี วรรคสาม
คดีเมาแล้วขับเสียค่าปรับที่โรงพักแล้วจบได้ไหม?
ไม่ได้ มาตรา 145 ยกเว้นความผิดตามมาตรา 160 ตรี จากอำนาจเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวน คดีจึงต้องส่งให้ศาลพิจารณา
เมาแล้วขับประกันจ่ายไหม?
ตามกรมธรรม์แบบ คปภ. ปี 2567 บริษัทยังจ่ายให้บุคคลภายนอกที่เสียหาย แล้วเรียกเงินคืนจากผู้เอาประกันภายใน 7 วัน แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อรถของผู้ที่เมาแล้วขับเอง
ผู้ขับขี่หมดสติหลังอุบัติเหตุ ตรวจแอลกอฮอล์ได้ไหม?
ได้ มาตรา 142 วรรคหกที่เพิ่มในปี 2565 ให้พนักงานสอบสวนขอให้แพทย์เก็บตัวอย่างเลือดหรือปัสสาวะตรวจได้ โดยใช้วิธีที่เจ็บปวดน้อยที่สุด
ทางเดียวที่ไม่ต้องลุ้นโทษเมาแล้วขับคือไม่ขับหลังดื่ม
อ่านตัวบทจนจบจะเห็นว่าทางหนีแทบไม่เหลือ ปฏิเสธการเป่าก็ถูกสันนิษฐานว่าเมา หมดสติก็ถูกเก็บเลือดตรวจได้ จ่ายค่าปรับที่โรงพักไม่ได้ ทำผิดซ้ำใน 2 ปีต้องโดนทั้งจำคุกและปรับ และประกันไม่ซ่อมรถให้
ก่อนไปงานเลี้ยง ให้ตกลงคนขับที่ไม่ดื่มไว้ก่อน หรือวางแผนกลับด้วยรถสาธารณะ ผู้ถือใบขับขี่ชั่วคราวและผู้อายุไม่ถึง 20 ปีต้องจำว่าเกณฑ์ของตัวเองคือ 20 มก.% และถ้าเกิดเหตุแล้ว อย่าหลบหนีหรือปฏิเสธการตรวจ เพราะผลทางกฎหมายมีแต่จะหนักขึ้น ส่วนทักษะขับขี่พื้นฐานอย่างการเว้นระยะอ่านได้ที่ การใช้เบรกที่ถูกต้อง
ตัวเลขโทษ เกณฑ์แอลกอฮอล์ และเงื่อนไขกรมธรรม์ในบทความนี้มาจากราชกิจจานุเบกษา ตัวบทฉบับรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงาน คปภ. ตามที่ปรากฏ ณ วันที่ตรวจสอบ 30 กันยายน 2569 กฎหมายและกรมธรรม์อาจมีการแก้ไขภายหลัง โปรดยืนยันกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาล หรือสำนักงาน คปภ. (สายด่วน 1186) บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย หากมีคดีควรปรึกษาทนายความ
แหล่งอ้างอิง
- ราชกิจจานุเบกษา: พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เล่ม 139 ตอนที่ 28 ก (7 พฤษภาคม 2565)
- ราชกิจจานุเบกษา: พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 เล่ม 124 ตอนที่ 101 ก (29 ธันวาคม 2550)
- สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ฉบับรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (มาตรา 142)
- กรมประชาสัมพันธ์: กฎกระทรวงการทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่ พ.ศ. 2567 (23 กันยายน 2567)
- สำนักงาน คปภ.: คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 แบบ ข้อความ และพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
- สำนักงาน คปภ.: ข่าว สสอ. 12/2568 ปรับโฉมกรมธรรม์รถยนต์สันดาปใหม่ เริ่มใช้ทั่วประเทศมกราคม 2569
- อินโฟเควสท์: ตร.ย้ำชัด เมาแล้วขับ ไม่มีเตือนก่อนปรับ ไม่ยอมเป่าเท่ากับเมาแล้วขับ (กุมภาพันธ์ 2569)
- Thai PBS: ปีใหม่ 2568 รณรงค์ ดื่มไม่ขับ ทำผิดซ้ำเพิ่มโทษจำคุก ยึดใบขับขี่ (22 ธันวาคม 2567)


