บทความแนะนำอาการโรคกระเพาะเป็นแบบไหน ต่างจากกรดไหลย้อนอย่างไร และเมื่อไรต้องส่องกล้อง

อาการโรคกระเพาะเป็นแบบไหน ต่างจากกรดไหลย้อนอย่างไร และเมื่อไรต้องส่องกล้อง

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: อาการโรคกระเพาะที่พบบ่อยคือปวดหรือแสบใต้ลิ้นปี่ จุกแน่นท้องหลังอาหาร และอิ่มเร็วกว่าปกติ แต่คำนี้รวมทั้งกลุ่มที่ส่องกล้องแล้วไม่พบแผลและกลุ่มที่มีแผลจริง แนวทางเวชปฏิบัติ Dyspepsia ของไทย พ.ศ. 2561 ให้ส่องกล้องเมื่อเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัญญาณเตือน หรือรักษาด้วยยาที่เหมาะสมแล้วไม่ดีขึ้น

อาการโรคกระเพาะคือปวดท้องหรือแสบร้อนบริเวณกลางท้องใต้ลิ้นปี่ จุกแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร ท้องอืด และอิ่มเร็วกว่าปกติจนกินได้น้อยลง ตามบทความความรู้สำหรับประชาชนของสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย เผยแพร่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งระบุด้วยว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง มีเพียงราวร้อยละ 1 ถึง 2 ที่ตรวจพบโรครุนแรงอย่างมะเร็งกระเพาะอาหาร

ประเด็นสำคัญ

  • แนวทาง Dyspepsia ในประเทศไทย พ.ศ. 2561 กำหนดว่าอาการกลุ่มนี้ต้องเป็นมาไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์ และต้องไม่มีสัญญาณเตือน
  • เอกสารของภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2557 รวบรวมว่าผู้ที่ส่องกล้องด้วยอาการกลุ่มนี้พบ functional dyspepsia สูงถึงร้อยละ 60 พบแผลร้อยละ 15 ถึง 25 และพบมะเร็งน้อยกว่าร้อยละ 2
  • สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารฯ ระบุว่าเชื้อ Helicobacter pylori พบราว 1 ใน 3 ของประชากรไทย และมากถึงร้อยละ 50 ในภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • เกณฑ์อายุส่องกล้องของไทยคือ 50 ปี ต่างจากแนวทางสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พ.ศ. 2560 ที่ใช้ 60 ปี
  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ทำให้เกิดอาการแบบโรคกระเพาะได้ร้อยละ 15 ถึง 30 ตามแนวทางไทย พ.ศ. 2561
  • อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำเหนียวคล้ายยางมะตอย ซีดลงชัดเจน หรือน้ำหนักลดเองเกินร้อยละ 5 ใน 1 เดือน คือสัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์

อาการโรคกระเพาะเป็นแบบไหน และเริ่มจากอะไร?

อาการหลักอยู่ที่ช่องท้องส่วนบน สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทยเขียนไว้ในบทความสำหรับประชาชน เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าอาการที่พบได้คือปวดท้องบริเวณกลางท้องใต้ลิ้นปี่ แสบร้อนท้องใต้ลิ้นปี่ แน่นท้องหลังรับประทานอาหาร ท้องอืด และอิ่มเร็วกว่าปกติ

แนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลรักษาผู้ป่วย Dyspepsia ในประเทศไทย พ.ศ. 2561 จัดทำโดยกลุ่มวิจัยโรคกระเพาะอาหารร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 50 ท่าน สรุปเป็นข้อเสนอแนะ 11 ข้อ และกำหนดว่าอาการกลุ่มนี้ต้องเป็นมาไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์ อาการร่วมที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเอเชียคือท้องอืด

อาการที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ

สองอย่างที่แนวทางไทยแยกออกไปคือแสบร้อนกลางหน้าอกและเรอเปรี้ยว เอกสารระบุตรงตัวว่าอาการแสบร้อนที่หน้าอกไม่ใช่อาการของภาวะนี้ แม้จะพบร่วมกันได้บ่อย อีกข้อคืออาการกลุ่มนี้จะไม่ดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระหรือผายลม ถ้าปวดท้องแล้วดีขึ้นหลังถ่าย ควรคิดถึง ภาวะลำไส้แปรปรวน มากกว่า

ความเห็นของเราคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การซื้อยาลดกรดกินเอง แต่อยู่ที่การไม่เคยแยกว่าอาการของตัวเองเข้ากลุ่มไหน เพราะแต่ละกลุ่มมีทางเดินการรักษาต่างกัน

คำว่าโรคกระเพาะในทางการแพทย์หมายถึงอะไร?

คำที่ประชาชนเรียกว่าโรคกระเพาะ ทางการแพทย์ไม่ได้ใช้เป็นชื่อโรคเดียว เอกสารเรื่องดีสเปปเซียของภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ลงวันที่ 13 มกราคม 2557 เขียนว่าคำนี้เป็นชื่อกลุ่มอาการที่ทำให้แพทย์นึกถึงพยาธิสภาพบริเวณทางเดินอาหารส่วนบน ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

นิยาม: Dyspepsia ตามแนวทางของไทย พ.ศ. 2561 ซึ่งอ้างอิงเกณฑ์ Rome IV หมายถึงอาการปวด มวน แน่น แสบ หรือไม่สุขสบายบริเวณช่องท้องส่วนบน ที่บ่งบอกความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนต้น เป็นมาไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์ และต้องไม่มีสัญญาณเตือน ส่วน Functional dyspepsia คือกลุ่มที่ส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติที่อธิบายอาการได้ และตรวจไม่พบเชื้อ Helicobacter pylori

แนวทางไทยแบ่ง functional dyspepsia เป็นสองชนิดตาม Rome IV ชนิดแรกคือกลุ่มอาการไม่สบายท้องหลังอาหาร ต้องจุกแน่นหลังมื้ออาหารหรืออิ่มเร็วอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ชนิดที่สองคือกลุ่มอาการปวดท้องที่ลิ้นปี่ ต้องปวดหรือแสบร้อนที่ลิ้นปี่อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ทั้งสองชนิดต้องมีอาการมาอย่างน้อย 3 เดือน โดยเริ่มมีอาการอย่างน้อย 6 เดือนก่อนวินิจฉัย

ความชุกในไทยสูงกว่าที่หลายคนคิด แนวทาง พ.ศ. 2561 ระบุไว้ที่ประมาณร้อยละ 66 สอดคล้องกับการศึกษาในอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ที่เอกสารของรามาธิบดีอ้างถึงและพบร้อยละ 65.98 เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่ามีเพียง 1 ใน 4 ของผู้มีอาการเท่านั้นที่มาพบแพทย์

ส่องกล้องกระเพาะแล้วพบโรคอะไรบ้าง และพบมากแค่ไหน?

คำตอบสำคัญที่สุดคือ คนส่วนใหญ่ที่ส่องกล้องเพราะอาการแบบโรคกระเพาะจะไม่พบแผล เอกสารของภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2557 รวบรวมอุบัติการณ์จากการส่องกล้องไว้สองตาราง ตัวเลขด้านล่างมาจากเอกสารฉบับนั้น

โรคที่ตรวจพบสัดส่วนภาพรวมกลุ่มประเทศเอเชียกลุ่มประเทศตะวันตกความหมายในทางปฏิบัติ
Functional dyspepsiaสูงถึงร้อยละ 60ร้อยละ 85.8ร้อยละ 67.2ส่องกล้องแล้วไม่พบแผล พบบ่อยที่สุด
แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นร้อยละ 15 ถึง 25ร้อยละ 11ร้อยละ 6แผลจริง มักสัมพันธ์กับเชื้อและยา NSAIDs
หลอดอาหารอักเสบจากกรดไหลย้อนร้อยละ 5 ถึง 15ร้อยละ 2.7ร้อยละ 25คนละโรค พบในตะวันตกมากกว่าชัดเจน
Barrett’s esophagusไม่ได้ระบุร้อยละ 0.3ร้อยละ 1.5เยื่อบุหลอดอาหารเปลี่ยนชนิด พบน้อยในเอเชีย
มะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารน้อยกว่าร้อยละ 2ร้อยละ 0.2ร้อยละ 0.3พบน้อยมาก แต่คือเหตุผลที่ต้องดูสัญญาณเตือน
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เที่ยววันไหลพัทยา สัมผัสประเพณีสงกรานต์

แนวทางไทย พ.ศ. 2561 ให้ตัวเลขทิศทางเดียวกัน คือราวร้อยละ 25 ของผู้ที่วินิจฉัยว่ามีภาวะนี้จะพบความผิดปกติเมื่อตรวจเพิ่มเติม ในคนเอเชียพบราวร้อยละ 18 หลังส่องกล้อง และโอกาสพบมะเร็งกระเพาะอาหารในผู้ที่ยังไม่เคยตรวจสืบค้นอยู่ที่ร้อยละ 0.2 ถึง 0.4 เอกสารยังระบุชัดว่า functional dyspepsia ไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่มักเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ

อินโฟกราฟิกสรุป อาการโรคกระเพาะเป็นแบบไหน ต่างจากกรดไหลย้อนอย่างไร และเมื่อไรต้องส่องกล้อง
สรุปเป็นภาพ: อาการโรคกระเพาะเป็นแบบไหน ต่างจากกรดไหลย้อนอย่างไร และเมื่อไรต้องส่องกล้อง

โรคกระเพาะกับกรดไหลย้อนต่างกันอย่างไร?

ต่างกันที่ตำแหน่งและชนิดของอาการเด่น แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนในประเทศไทย พ.ศ. 2563 ของสมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย) ระบุว่าอาการจำเพาะของกรดไหลย้อนคือแสบร้อนยอดอกและเรอเปรี้ยว ส่วนอาการแบบโรคกระเพาะอยู่ที่ใต้ลิ้นปี่

หัวข้อกลุ่มอาการแบบโรคกระเพาะโรคกรดไหลย้อนที่มาของเกณฑ์
ตำแหน่งอาการเด่นใต้ลิ้นปี่ ระหว่างปลายกระดูกอกกับสะดือกลางหน้าอกหลังกระดูกอกแนวทางไทย 2561 และ 2563
ลักษณะอาการจำเพาะปวด แสบ จุกแน่นหลังอาหาร อิ่มเร็วแสบร้อนยอดอกและเรอเปรี้ยวแนวทางกรดไหลย้อน 2563
ปัจจัยกระตุ้นมื้ออาหาร ยา NSAIDs ความเครียดกินอิ่มแล้วนอนราบ มักเป็นกลางคืนเอกสารรามาธิบดี 2557
ความถี่ที่ถือว่ารบกวนปวดลิ้นปี่อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์อาการน้อยตั้งแต่ 2 วันต่อสัปดาห์Rome IV และแนวทาง 2563
สิ่งที่พบจากการส่องกล้องส่วนใหญ่ปกติ หรือพบแผลอาจพบหลอดอาหารอักเสบ 4 ระดับตาม LAแนวทางกรดไหลย้อน 2563
พบร่วมกันได้หรือไม่พบร่วมกันบ่อยในตะวันตกพบร่วมถึงร้อยละ 50แนวทางไทย 2561

ทั้งสองภาวะอยู่ด้วยกันได้ แนวทางไทย พ.ศ. 2561 จึงมีข้อเสนอแนะแยกไว้สำหรับผู้ที่มีทั้งสองอย่าง และให้ยึดอาการหลักของผู้ป่วยเป็นตัวตั้ง อ่านฝั่งกรดไหลย้อนต่อได้ที่ อาการกรดไหลย้อน

ตรวจเชื้อ Helicobacter pylori มีกี่วิธี และใครควรตรวจ?

เชื้อนี้พบบ่อยในคนไทย สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารฯ ระบุเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าพบราว 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด และมากถึงร้อยละ 50 ในภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ติดต่อจากคนสู่คนผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหารได้

Thailand Consensus on Helicobacter pylori Treatment 2015 ตีพิมพ์ในวารสาร Asian Pacific Journal of Cancer Prevention ปี ค.ศ. 2016 โดยผู้เชี่ยวชาญไทย 22 ท่าน ระบุว่าวิธียืนยันการติดเชื้อที่กำลังเป็นอยู่มีสามทาง คือส่องกล้องแล้วตรวจชิ้นเนื้อ เป่าลมหายใจ และตรวจแอนติเจนในอุจจาระ

วิธีตรวจต้องส่องกล้องหรือไม่ความไวและความจำเพาะที่รายงานไว้ข้อสังเกตจากฉันทามติไทย พ.ศ. 2558
เป่าลมหายใจ (urea breath test)ไม่ต้องความไวร้อยละ 88 ถึง 95 ความจำเพาะร้อยละ 95 ถึง 100แม่นยำที่สุดทั้งตอนวินิจฉัยและตอนยืนยันผล
ตรวจแอนติเจนในอุจจาระไม่ต้องความไวร้อยละ 94 ความจำเพาะร้อยละ 92ใช้ยืนยันผลหลังรักษาได้เช่นกัน
Rapid urease test จากชิ้นเนื้อต้องไม่ได้ระบุตัวเลขเป็นวิธีที่ใช้ได้จริงที่สุดในประเทศไทย
ตรวจทางพยาธิวิทยาต้องไม่ได้ระบุตัวเลขแม่นกว่าแต่ต้องรอผลและราคาสูงกว่า
ตรวจเลือดหาแอนติบอดีไม่ต้องการศึกษาในไทยได้ความไวร้อยละ 96.8 ความจำเพาะร้อยละ 73.1ไม่แนะนำให้ใช้ยืนยันการติดเชื้อที่กำลังเป็นอยู่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือไปตรวจทั้งที่ยังกินยาลดกรดอยู่ ฉันทามติไทย พ.ศ. 2558 ระบุให้หยุดยาลดการหลั่งกรดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และหยุดยาปฏิชีวนะกับยาที่มีบิสมัทอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนตรวจ เพราะทำให้ผลเป็นลบทั้งที่ยังมีเชื้อ กลุ่มที่ฉันทามติแนะนำให้ตรวจ ได้แก่ ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ใช้ยา NSAIDs หรือแอสไพรินระยะยาวที่เคยมีแผล ผู้ที่อาการไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาลดการหลั่งกรด และผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

รักษาเชื้อแล้วต้องตรวจซ้ำเสมอ

สูตรยากำจัดเชื้อประกอบด้วยยายับยั้งการหลั่งกรดร่วมกับยาฆ่าเชื้อ กินติดต่อกัน 7 ถึง 14 วัน ตามที่สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารฯ อธิบายไว้ในบทความปี 2568 ชนิดและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น บทความนี้จึงไม่ระบุชื่อยาและขนาดยาให้นำไปใช้เอง สิ่งที่ผู้ป่วยควรรู้คือหลังกินยาครบแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ต้องตรวจยืนยันว่ากำจัดเชื้อสำเร็จด้วยการเป่าลมหายใจหรือการตรวจอุจจาระ

อัตราสำเร็จที่รายงานไว้มาจากคนละประชากร ฉันทามติไทย พ.ศ. 2558 ระบุว่าสูตรยาสามชนิดนาน 10 ถึง 14 วันได้อัตรากำจัดเชื้อราวร้อยละ 80 ส่วนงานวิจัยในวารสาร JGH Open ปี ค.ศ. 2023 ที่เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในไทยระหว่างปี ค.ศ. 2018 ถึง 2021 พบผู้ติดเชื้อร้อยละ 20.77 จากผู้ได้รับการตรวจ 313 ราย และผู้ที่ได้รับยาสูตรแรก 1,589 ราย ตรวจไม่พบเชื้อหลังรักษาร้อยละ 85.08

ปวดท้องแบบไหนต้องส่องกล้อง และแบบไหนต้องไปห้องฉุกเฉิน?

แนวทางไทย พ.ศ. 2561 ให้ข้อบ่งชี้ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนไว้สามข้อ คือเริ่มมีอาการครั้งแรกตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัญญาณเตือน หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาด้วยยาที่เหมาะสมแล้ว ข้อเสนอแนะนี้ได้มติที่ประชุมเห็นชอบร้อยละ 90.5 เหตุผลที่ลดเกณฑ์อายุจาก 55 ปีลงมาเป็น 50 ปี คืออุบัติการณ์มะเร็งกระเพาะอาหารในไทยเพิ่มจาก 5 รายต่อประชากร 100,000 รายที่อายุ 40 ปี เป็นมากกว่า 10 รายต่อประชากร 100,000 รายที่อายุมากกว่า 50 ปี

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  อูดีเนเซ พบ มิลาน ผลบอลสดและวิเคราะห์

สัญญาณเตือนที่ต้องไปพบแพทย์

แนวทางไทย พ.ศ. 2561 ระบุสัญญาณเตือนไว้ดังนี้ ภาวะเลือดออกทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระสีดำผิดปกติ ภาวะซีด กินได้น้อยลงหรืออิ่มเร็วกว่าปกติอย่างชัดเจน น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจเกินร้อยละ 5 ใน 1 เดือนหรือเกินร้อยละ 10 ใน 6 เดือน อาเจียนบ่อยเป็น ๆ หาย ๆ และมีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร บทความของสมาคมฯ ปี 2568 เพิ่มว่าอาเจียนบ่อยกว่า 10 ครั้งใน 24 ชั่วโมงหรืออาเจียนทุกครั้งหลังมื้ออาหารก็นับเป็นสัญญาณเตือน

ตรงนี้คือเส้นที่ควรหยุดดูแลตัวเอง ถ้าอาเจียนเป็นเลือดจำนวนมาก ถ่ายดำเหนียวคล้ายยางมะตอยร่วมกับหน้ามืดหรือใจสั่น หรือปวดท้องรุนแรงเฉียบพลันจนท้องแข็ง ควรไปห้องฉุกเฉินทันทีหรือโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 อย่ารอดูอาการและอย่ากินยาแก้ปวดเพิ่ม

จุดที่แนวทางไทยไม่เหมือนแนวทางต่างประเทศ

เอกสารฉบับไทยบันทึกความต่างไว้เอง แนวทางของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พ.ศ. 2560 ไม่แนะนำให้ส่องกล้องในผู้ที่อายุน้อยกว่า 60 ปีแม้จะมีสัญญาณเตือน ด้วยเหตุผลว่าไม่คุ้มค่า แต่ที่ประชุมของไทยเห็นว่าควรส่อง เพราะค่าใช้จ่ายในไทยไม่สูงจนเป็นข้อจำกัด ความต่างข้อที่สองคือลำดับการรักษา ฝั่งสหรัฐอเมริกาและแคนาดาให้ตรวจหาเชื้อและกำจัดเชื้อก่อน ส่วนไทยให้เริ่มด้วยยาลดการหลั่งกรดนาน 4 ถึง 8 สัปดาห์ เพราะวิธีตรวจเชื้อแบบไม่ส่องกล้องยังไม่แพร่หลายและราคาสูงกว่า

อาการปวดท้องบางแบบไม่ได้มาจากกระเพาะอาหารเลย เอกสารของรามาธิบดีอธิบายว่าอาการปวดรุนแรงนานเป็นชั่วโมงและหายสนิทระหว่างครั้ง โดยมักเกิดหลังกินอาหารไขมันมื้อใหญ่ เข้าได้กับ โรคนิ่วในถุงน้ำดี มากกว่า ส่วนอาการแน่นเหมือนมีอะไรมาทับหน้าอกชวนให้นึกถึง โรคหัวใจ ขณะที่อาการแสบมักมาจากระบบทางเดินอาหาร

โรคกระเพาะห้ามกินอะไร ยาชนิดใดต้องระวัง และหายขาดไหม?

เรื่องยาเปลี่ยนผลลัพธ์ได้มากที่สุด แนวทางไทย พ.ศ. 2561 ระบุว่าอาการแบบโรคกระเพาะเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เกิดขึ้นร้อยละ 15 ถึง 30 ของผู้ใช้ยา กลุ่มที่เสี่ยงเกิดแผลสูงคือผู้ที่เคยมีเลือดออกจากแผลหรือกระเพาะอาหารทะลุ หรือมีปัจจัยเสี่ยง 2 ใน 4 ข้อ ได้แก่ อายุมากกว่า 65 ปี เคยมีแผลแบบไม่มีภาวะแทรกซ้อน ใช้ยากลุ่มนี้มากกว่า 1 ชนิด และใช้แอสไพริน สเตียรอยด์ หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วย การเลือกชนิดยาและยาป้องกันแผลเป็นหน้าที่ของแพทย์

อาหารและการปรับพฤติกรรม

ฝั่งอาหารมีหลักฐานอ่อนกว่าฝั่งยา แนวทางไทย พ.ศ. 2561 ระบุเพียงว่าการปฏิบัติตนที่ไม่เหมาะสม เช่น กินก่อนนอนหรือกินผิดเวลาบ่อย ๆ อาจเป็นสาเหตุของอาการได้ ส่วนคำแนะนำของโรงพยาบาลรามาธิบดี เผยแพร่เมื่อ 1 กันยายน 2565 คือกินให้ตรงเวลา ไม่กินจนอิ่มเกินไปแต่แบ่งกินทีละน้อยบ่อยครั้ง เลี่ยงของเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด และอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่ซื้อยากินเอง

เรื่องหายขาดหรือไม่ ต้องแยกสองกรณี กรณีที่มีเชื้อและกำจัดเชื้อสำเร็จ ฉันทามติไทย พ.ศ. 2558 อ้างการศึกษาที่พบว่าการกำจัดเชื้อลดการกลับเป็นซ้ำของแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นจากร้อยละ 64 เหลือร้อยละ 14 และของแผลในกระเพาะอาหารจากร้อยละ 52 เหลือร้อยละ 15 ส่วน functional dyspepsia แนวทางไทยเขียนว่าเป็นโรคเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ที่มีการพยากรณ์โรคดีมาก และให้ค่อย ๆ ลดยาจนหยุดยาภายใน 6 ถึง 12 เดือน ไม่มีเอกสารฉบับใดรับประกันว่าจะไม่กลับมาอีก

สรุปสิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคกระเพาะ

เริ่มจากสามอย่างก่อนไปพบแพทย์ หนึ่งคือจดว่าปวดตรงไหน ปวดแบบไหน สัมพันธ์กับมื้ออาหารอย่างไร และเป็นมากี่สัปดาห์ สองคือทบทวนยาทุกชนิดที่กินอยู่ โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และแอสไพริน สามคือตรวจสอบว่าตัวเองมีสัญญาณเตือนข้อใดหรือไม่

ถ้าเริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัญญาณเตือน หรือกินยาตามที่แพทย์สั่งครบแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น นั่นคือจังหวะที่ควรคุยเรื่องการส่องกล้องและการตรวจหาเชื้อกับแพทย์ ไม่ใช่จังหวะที่ควรเพิ่มยาลดกรดเอง

ตัวเลขและเกณฑ์ทั้งหมดในบทความนี้คัดมาจากเอกสารที่ระบุไว้ในแหล่งอ้างอิง ตามสถานะ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 19 กันยายน 2569 แนวทางเวชปฏิบัติมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลตนเอง หรือกับหน่วยงานเจ้าของเรื่องก่อนตัดสินใจ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำสั่งใช้ยา และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย

คำถามที่พบบ่อย

อาการโรคกระเพาะเป็นยังไง?

อาการหลักคือปวดหรือแสบร้อนใต้ลิ้นปี่ จุกแน่นท้องหลังอาหาร ท้องอืด และอิ่มเร็วกว่าปกติ ตามที่สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2568

อาการต้องเป็นนานแค่ไหนถึงเข้าเกณฑ์?

แนวทางไทย พ.ศ. 2561 กำหนดว่าต้องมีอาการมาไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์และไม่มีสัญญาณเตือน ส่วน functional dyspepsia ต้องมีอาการอย่างน้อย 3 เดือน โดยเริ่มมีอาการอย่างน้อย 6 เดือนก่อนวินิจฉัย

โรคกระเพาะกับกรดไหลย้อนต่างกันยังไง?

โรคกระเพาะมีอาการเด่นที่ใต้ลิ้นปี่ ส่วนกรดไหลย้อนมีอาการจำเพาะคือแสบร้อนยอดอกและเรอเปรี้ยว ตามแนวทางกรดไหลย้อนของไทย พ.ศ. 2563 ทั้งสองภาวะพบร่วมกันได้บ่อย

เชื้อ H. pylori ตรวจยังไง?

ตรวจได้ด้วยการส่องกล้องเก็บชิ้นเนื้อ การเป่าลมหายใจ และการตรวจแอนติเจนในอุจจาระ ตามฉันทามติไทย พ.ศ. 2558 การเป่าลมหายใจมีความไวร้อยละ 88 ถึง 95 และความจำเพาะร้อยละ 95 ถึง 100

ตรวจเลือดหาเชื้อ H. pylori ใช้ได้ไหม?

ฉันทามติไทย พ.ศ. 2558 ไม่แนะนำให้ใช้ยืนยันการติดเชื้อที่กำลังเป็นอยู่ เพราะแยกไม่ได้ระหว่างเคยติดกับกำลังติด การศึกษาในไทยพบความไวร้อยละ 96.8 แต่ความจำเพาะเพียงร้อยละ 73.1

ต้องหยุดยาลดกรดก่อนตรวจหรือไม่?

ต้องหยุด ฉันทามติไทย พ.ศ. 2558 ระบุให้หยุดยาลดการหลั่งกรดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และหยุดยาปฏิชีวนะกับยาที่มีบิสมัทอย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนตรวจ

รักษาเชื้อแล้วต้องตรวจซ้ำไหม?

ต้องตรวจซ้ำ สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารฯ ระบุให้ตรวจยืนยันหลังกินยาครบแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ด้วยการเป่าลมหายใจหรือการตรวจอุจจาระ

อายุเท่าไหร่ควรส่องกล้อง?

แนวทางไทย พ.ศ. 2561 ให้ส่องกล้องเมื่อเริ่มมีอาการครั้งแรกตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ต่างจากแนวทางสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พ.ศ. 2560 ที่ใช้เกณฑ์ 60 ปี

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  การ์ด วัน แม่ ภาษา อังกฤษ: คำอวยพรและข้อความน่ารัก ๆ สำหรับแม่

ปวดท้องแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?

อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย ซีดลงจนหน้ามืดอ่อนเพลีย หรือปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีหรือโทร 1669

กินยาแก้ปวดแล้วปวดท้อง ใช่โรคกระเพาะไหม?

เป็นไปได้สูง แนวทางไทย พ.ศ. 2561 ระบุว่ายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ทำให้เกิดอาการกลุ่มนี้ได้ร้อยละ 15 ถึง 30 ควรนำรายการยาไปให้แพทย์ทบทวน ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง

เชื้อ H. pylori ทำให้เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารไหม?

IARC ขององค์การอนามัยโลกจัดเชื้อนี้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 และระบุในเอกสารข่าวปี ค.ศ. 2014 ว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหารร้อยละ 80 แต่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมะเร็ง

โรคกระเพาะหายขาดไหม?

ขึ้นกับสาเหตุ ถ้าเป็นแผลที่สัมพันธ์กับเชื้อ การกำจัดเชื้อลดการกลับเป็นซ้ำได้ชัดเจน แต่ functional dyspepsia เป็นโรคเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ที่แนวทางไทยระบุว่ามีการพยากรณ์โรคดีมาก ไม่ใช่โรคที่รับประกันว่าจะไม่กลับมา

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด