บทความแนะนำลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ: อาการ กี่วันหาย ถ่ายมูกเลือด และยาฆ่าเชื้อ

ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ: อาการ กี่วันหาย ถ่ายมูกเลือด และยาฆ่าเชื้อ

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อคือการอักเสบของทางเดินอาหารจากไวรัส แบคทีเรียหรือพยาธิ ทำให้ถ่ายเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน ร่วมกับปวดบิดท้องและอาเจียน ส่วนใหญ่ดีขึ้นเองในไม่กี่วันโดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ สิ่งสำคัญคือชดเชยน้ำและเกลือแร่ ส่วนถ่ายมูกเลือด ไข้สูง หรือขาดน้ำชัดเจน คือสัญญาณให้ไปพบแพทย์

ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อทำให้ถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวันตามนิยามขององค์การอนามัยโลก ร่วมกับปวดบิดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีไข้ กรมการแพทย์ระบุว่าผู้ติดเชื้อโนโรไวรัสส่วนใหญ่หายเองใน 1 ถึง 3 วัน ส่วนไวรัสโรตามักเป็นอยู่ราว 3 ถึง 8 วัน

ประเด็นสำคัญ

  • องค์การอนามัยโลกนิยามท้องเสียว่าถ่ายเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน แบ่งเป็นถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายเป็นเลือด และถ่ายเรื้อรังตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป
  • กระทรวงสาธารณสุขระบุเมื่อ 26 มีนาคม 2568 ว่าโรคอุจจาระร่วงมีผู้ป่วย 689,954 รายในปี 2566 และ 742,697 รายในปี 2567
  • สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ระบุในแนวทางปี ค.ศ. 2024 ว่าถ่ายเป็นน้ำที่ไม่มีไข้ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ
  • CDC ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะกับการติดเชื้อ E. coli ชนิดสร้างสารพิษชิกา เพราะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกร่วมกับไตวายเฉียบพลัน
  • ระยะฟักตัวแยกสาเหตุได้ดีกว่าอาการ เชื้อ Staphylococcus aureus ออกฤทธิ์ใน 30 นาทีถึง 8 ชั่วโมง ส่วน E. coli ใช้เวลา 3 ถึง 4 วัน
  • องค์การอนามัยโลกระบุว่าการเสริมสังกะสีลดระยะเวลาเจ็บป่วยลงร้อยละ 25 และลดปริมาณอุจจาระลงร้อยละ 30 ขนาดยาเป็นเรื่องของแพทย์
  • ถ้าซึมลง ปัสสาวะน้อยลงมาก อาเจียนจนกินน้ำไม่ได้ หรือถ่ายเป็นเลือดร่วมกับไข้สูง ให้ไปโรงพยาบาล กรณีหมดสติให้โทร 1669

ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อคืออะไร และต่างจากอาหารเป็นพิษอย่างไร?

คำว่าลำไส้อักเสบที่คนไทยใช้กันทั่วไป ส่วนใหญ่หมายถึงภาวะที่ทางการแพทย์เรียกว่า gastroenteritis คือการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้จากการติดเชื้อ อาการหลักคือถ่ายเหลว ปวดบิดท้องและอาเจียน บางรายมีไข้ร่วมด้วย

นิยาม: อาการท้องเสียตามองค์การอนามัยโลกคือการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน แบ่งเป็น 3 แบบ คือถ่ายเป็นน้ำเฉียบพลันซึ่งรวมอหิวาตกโรค ถ่ายเป็นเลือดเฉียบพลันหรือโรคบิด และถ่ายเรื้อรังตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป การนับ 3 ครั้งใช้กับอุจจาระที่เหลวผิดปกติ ไม่ใช่เข้าห้องน้ำบ่อยแต่อุจจาระยังเป็นก้อน

ส่วนคำว่าอาหารเป็นพิษทับซ้อนกับลำไส้อักเสบมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ แนวทางเวชปฏิบัติ M-04-GI-01 ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ปี ค.ศ. 2024 จัดทั้งสองโรคไว้ในเอกสารฉบับเดียวกัน โดยถือว่าเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

ความต่างที่ใช้แยกได้จริงคือระยะฟักตัว

กรณีที่เรียกกันว่าอาหารเป็นพิษแบบคลาสสิก เกิดจากสารพิษที่เชื้อสร้างทิ้งไว้ในอาหารก่อนเรากิน CDC ระบุว่าเชื้อ Staphylococcus aureus ทำให้เกิดอาการภายใน 30 นาทีถึง 8 ชั่วโมง เร็วจนผู้ป่วยนึกออกทันทีว่ากินอะไรมา และอาการนำคืออาเจียน

ตรงข้ามกับการติดเชื้อที่ตัวเชื้อต้องเข้าไปเพิ่มจำนวนในลำไส้ก่อน CDC ให้ตัวเลขว่าเชื้อ Salmonella ใช้เวลา 6 ชั่วโมงถึง 6 วัน และเชื้อ E. coli ใช้เวลา 3 ถึง 4 วัน อาการนำจึงเป็นถ่ายเหลวมากกว่าอาเจียน การย้อนไปโทษมื้อล่าสุดจึงมักผิด อ่านฝั่งอาหารเป็นพิษต่อได้ที่ อาการอาหารเป็นพิษ

อนึ่ง ไม่ใช่ทุกอาการถ่ายเหลวจะเป็นการติดเชื้อ ยังมีลำไส้อักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกัน และลำไส้แปรปรวนที่ไม่มีการอักเสบจากเชื้อ อาการเป็น ๆ หาย ๆ หลายเดือนไม่ใช่รูปแบบของการติดเชื้อเฉียบพลัน อ่านเพิ่มที่ ลำไส้แปรปรวนอาการ

อาการลำไส้อักเสบมีอะไรบ้าง และลำไส้ติดเชื้อกี่วันหาย?

อาการที่พบบ่อยที่สุดคือถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ปวดบิดท้องเป็นพัก ๆ คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย กรมการแพทย์โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อธิบายชุดอาการนี้ในเอกสารเรื่องโนโรไวรัส ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 และระบุว่าอาการมักเริ่มภายใน 12 ถึง 48 ชั่วโมงหลังได้รับเชื้อ

ระยะเวลาขึ้นกับเชื้อ ไม่มีตัวเลขเดียวที่ตอบได้ทุกกรณี เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าผู้ติดเชื้อโนโรไวรัสส่วนใหญ่หายเองใน 1 ถึง 3 วัน และรายที่อาการไม่รุนแรงจะดีขึ้นใน 3 ถึง 4 วัน

ฝั่งไวรัสโรตาใช้เวลานานกว่า กรมควบคุมโรคระบุว่าระยะฟักตัวประมาณ 48 ชั่วโมง และอาการถ่ายเหลวมักหายเองโดยเป็นอยู่ประมาณ 3 ถึง 8 วัน หน้าเดียวกันระบุว่าไวรัสโรตาเป็นสาเหตุของการอักเสบของทางเดินอาหารชนิดรุนแรงที่พบบ่อยที่สุดถึงร้อยละ 50 ในทารก และพบมากช่วงตุลาคมถึงมีนาคม

ตัวเลขผู้ป่วยในประเทศไทย

ข้อมูลที่กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่เมื่อ 26 มีนาคม 2568 ระบุว่าปี 2566 มีผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง 689,954 ราย ปี 2567 มี 742,697 ราย เสียชีวิตปีละ 2 ราย และตั้งแต่ 1 มกราคมถึงกลางมีนาคม 2568 มีผู้ป่วยสะสม 129,638 ราย โดยกลุ่มอายุ 0 ถึง 4 ปีพบมากที่สุด

รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์ ปีที่ 56 ฉบับที่ 11 เผยแพร่ 30 พฤศจิกายน 2568 ระบุว่าปี 2568 พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน 92 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่ในสถานศึกษา

ความเห็นของเราคือ ตัวเลขผู้เสียชีวิตหลักหน่วยต่อปีทำให้หลายคนประมาท แต่ที่ต่ำเพราะคนส่วนใหญ่ชดเชยน้ำได้ทัน สิ่งที่คร่าชีวิตในโรคกลุ่มนี้คือภาวะขาดน้ำ ไม่ใช่ตัวเชื้อ

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  อาการคันคอ ไอ เกิดจากอะไร วิธีแก้ และไอกี่สัปดาห์ต้องไปพบแพทย์

ถ่ายเป็นมูกเลือดอันตรายไหม และบอกอะไรได้บ้าง?

ถ่ายเป็นมูกเลือดเป็นสัญญาณที่ต้องให้แพทย์ดู ไม่ใช่อาการที่ควรรอดูเองที่บ้าน องค์การอนามัยโลกจัดการถ่ายเป็นเลือดเฉียบพลันเป็นกลุ่มโรคแยกจากการถ่ายเป็นน้ำ และเรียกว่าโรคบิด

การถ่ายเป็นน้ำใสเกิดจากลำไส้หลั่งน้ำมากกว่าดูดกลับ ผนังลำไส้ยังไม่ถูกทำลาย แต่การถ่ายเป็นมูกเลือดแปลว่าเยื่อบุลำไส้ใหญ่ถูกทำลายจนมีเลือดและเมือกปนออกมา อาการร่วมที่มักเจอคือไข้สูง ปวดเบ่งเหมือนถ่ายไม่สุด และถ่ายกะปริบกะปรอย

สองเชื้อที่ต้องคิดถึงเมื่อเห็นเลือด

CDC ระบุว่าเชื้อ Salmonella ทำให้ถ่ายเหลวที่อาจมีเลือดปนร่วมกับไข้และปวดบีบท้อง ส่วนเชื้อ E. coli ทำให้ปวดบีบท้องรุนแรงและถ่ายเหลวที่มักมีเลือดปน สองเชื้อนี้จัดการต่างกันมาก การเดาเองแล้วซื้อยาฆ่าเชื้อมากินจึงเสี่ยงจริง

สำหรับผู้ที่มีโรคกระเพาะอยู่เดิม อาการถ่ายดำเหนียวคล้ายยางมะตอยเป็นคนละเรื่องกับมูกเลือดสด และชี้ไปที่เลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน อ่านต่อที่ อาการโรคกระเพาะ

เชื้อก่อโรคแต่ละชนิดใช้เวลาฟักตัวนานเท่าไหร่?

ตารางด้านล่างรวบรวมระยะฟักตัวและอาการเด่นของเชื้อที่พบบ่อยตามข้อมูลของ CDC และกรมควบคุมโรค การรู้ระยะฟักตัวช่วยย้อนหาต้นเหตุได้แม่นขึ้นและให้ข้อมูลกับแพทย์ได้ตรงกว่าเดิม

เชื้อหรือกลุ่มโรคระยะฟักตัวอาการเด่นแหล่งอาหารที่มักเป็นต้นเหตุที่มา
Staphylococcus aureus30 นาที ถึง 8 ชั่วโมงคลื่นไส้ อาเจียน ปวดบีบท้อง ถ่ายเหลวอาหารปรุงเสร็จแล้วที่ไม่ผ่านความร้อนซ้ำCDC
Vibrioภายใน 24 ชั่วโมงถ่ายเป็นน้ำ คลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน ไข้ หนาวสั่นหอยดิบหรือปรุงไม่สุกCDC
โนโรไวรัส12 ถึง 48 ชั่วโมงอาเจียน คลื่นไส้ ถ่ายเป็นน้ำ ปวดท้องผักใบเขียว หอย น้ำปนเปื้อนCDC และกรมการแพทย์ (2567)
ไวรัสโรตาประมาณ 48 ชั่วโมงถ่ายเป็นน้ำ ไข้ และอาเจียน พบมากในทารกติดต่อทางอุจจาระสู่ปากกรมควบคุมโรค
Salmonella6 ชั่วโมง ถึง 6 วันถ่ายเหลวที่อาจมีเลือดปน ไข้ ปวดบีบท้อง อาเจียนเนื้อสัตว์ปีกดิบ ไข่ นมที่ไม่ผ่านพาสเจอไรซ์CDC
E. coli3 ถึง 4 วันปวดบีบท้องรุนแรง ถ่ายเหลวที่มักมีเลือดปน อาเจียนเนื้อบดที่ปรุงไม่สุก ผักดิบCDC
Listeriaประมาณ 2 สัปดาห์ไข้ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ปวดศีรษะ คอแข็งชีสเนื้อนุ่ม เนื้อสำเร็จรูป ปลารมควันCDC
อินโฟกราฟิกสรุป ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ: อาการ กี่วันหาย ถ่ายมูกเลือด และยาฆ่าเชื้อ
สรุปเป็นภาพ: ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ: อาการ กี่วันหาย ถ่ายมูกเลือด และยาฆ่าเชื้อ

ลำไส้อักเสบต้องกินยาฆ่าเชื้อไหม?

ส่วนใหญ่ไม่ต้อง และนี่คือจุดที่เข้าใจผิดกันบ่อยที่สุด แนวทางเวชปฏิบัติ M-04-GI-01 ของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ปี ค.ศ. 2024 ระบุว่าถ่ายเป็นน้ำที่ไม่มีไข้ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ และผู้ป่วยอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่หายเองจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสื่อสารตรงกันในอินโฟกราฟิกเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ว่าท้องเสียไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อทุกครั้ง สิ่งที่ควรทำคือดื่มสารละลายเกลือแร่ทดแทนน้ำที่เสียไป

กรณีที่ยาปฏิชีวนะมีที่ใช้

แนวทางของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ระบุว่ากลุ่มที่พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะคือผู้ที่ถ่ายแบบอักเสบร่วมกับไข้และตรวจพบเชื้อจำเพาะ ได้แก่ เชื้ออหิวาตกโรค Shigella Campylobacter และ Salmonella ที่ไม่ใช่กลุ่มไทฟอยด์ กลุ่มยาที่เอกสารระบุมีฟลูออโรควิโนโลน แมคโครไลด์ เซฟาโลสปอริน และไกลโคเปปไทด์สำหรับ Clostridioides difficile

บทความนี้ตั้งใจไม่ระบุขนาดยา เพราะการเลือกชนิดและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกรที่ประเมินผู้ป่วยตรงหน้า อย. ยังเตือนเมื่อ 25 กันยายน 2567 ว่าอย่าซื้อยาปฏิชีวนะอย่างนอร์ฟลอกซาซินหรือไซโปรฟลอกซาซินมากินเอง เพราะถ้าเริ่มแล้วต้องกินให้ครบตามกำหนด

จุดที่คำแนะนำไทยกับสากลไม่ตรงกัน

อินโฟกราฟิก อย. ปี 2560 เขียนว่าหากผู้ป่วยถ่ายเป็นมูกเลือดและมีไข้สูง หรือถ่ายเป็นน้ำซาวข้าว จึงควรกินยาฆ่าเชื้อ ขณะที่ CDC ระบุตรงกันข้ามว่าห้ามใช้ยาปฏิชีวนะกับการติดเชื้อ E. coli ชนิดสร้างสารพิษชิกา เพราะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะ HUS คือเม็ดเลือดแดงแตกร่วมกับไตวายเฉียบพลัน และให้ยังไม่ใช้ยาในผู้ที่สงสัยติดเชื้อนี้จนกว่าจะตรวจแยกโรคได้

สองข้อความนี้ไม่ได้ขัดกันเท่าที่ดูเผิน ๆ เพราะ อย. พูดถึงการพบแพทย์แล้วได้รับยา ส่วน CDC พูดถึงการใช้ยาโดยยังไม่รู้ว่าเป็นเชื้ออะไร แต่ข้อสรุปใช้งานตรงกัน คือถ่ายเป็นมูกเลือดเป็นสัญญาณให้ไปหาหมอ ไม่ใช่ให้เดินไปร้านยา

CDC ยังห้ามใช้ยาหยุดถ่ายกับการติดเชื้อกลุ่มนี้ด้วยเหตุผลเดียวกัน และให้หลีกเลี่ยงเมื่อมีไข้สูงหรือถ่ายเป็นเลือด ด้านคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนไว้เมื่อ 26 กันยายน 2557 ว่ายาโลเพอราไมด์อาจทำให้ร่างกายขับเชื้อออกช้าลง

ดูแลภาวะขาดน้ำที่บ้านอย่างไร และเมื่อไหร่ต้องไปโรงพยาบาล?

หัวใจของการดูแลที่บ้านคือชดเชยน้ำและเกลือแร่ให้ทัน กรมควบคุมโรคระบุว่าการรักษาทั่วไปคือให้สารน้ำทางปาก ส่วนรายที่รุนแรงต้องให้ทางหลอดเลือดดำ

วิธีดื่มที่ทำให้ได้ผลจริง

อย. แนะนำเมื่อ 25 กันยายน 2567 ให้ค่อย ๆ จิบสารละลายเกลือแร่ ไม่ดื่มจนหมดในคราวเดียว เพราะการดื่มรวดเดียวมักทำให้อาเจียนออกมาทั้งหมด และระบุว่าผง ORS ที่ผสมน้ำแล้วควรใช้ภายใน 24 ชั่วโมง

ควรใช้ผง ORS สำเร็จรูปและผสมตามฉลาก การกะปริมาณเองเสี่ยงที่ความเข้มข้นจะผิดจนอาการแย่ลง องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า ORS คือน้ำสะอาด เกลือและน้ำตาลในสัดส่วนที่ลำไส้ดูดซึมกลับได้ดี

เรื่องสังกะสีที่หลายคนไม่รู้

องค์การอนามัยโลกระบุว่าการเสริมสังกะสีลดระยะเวลาของการเจ็บป่วยลงร้อยละ 25 และลดปริมาณอุจจาระลงร้อยละ 30 ซึ่งเป็นตัวเลขจากการศึกษาในเด็กเป็นหลัก ส่วนขนาดและจำนวนวันเป็นเรื่องที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดตามอายุและน้ำหนัก

สัญญาณที่ต้องหยุดดูแลเองแล้วไปพบแพทย์

อย. ระบุอาการที่ควรไปพบแพทย์ทันทีว่า อุจจาระมีมูกปน อาเจียนรุนแรง ไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส และท้องเสียนานกว่า 48 ชั่วโมง รวมถึงผู้มีโรคประจำตัว เด็กต่ำกว่า 3 ปี และผู้สูงอายุ

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ปวดหลังร้าวลงขาเกิดจากอะไร แยกสาเหตุ สัญญาณอันตราย และต้องผ่าตัดไหม

CDC ให้เกณฑ์ใกล้เคียงกันแต่ตัวเลขต่างเล็กน้อย คือถ่ายเป็นเลือด ท้องเสียนานกว่า 3 วัน ไข้สูงเกิน 102 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว 38.9 องศาเซลเซียส อาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้ และอาการขาดน้ำอย่างปัสสาวะน้อยลงมาก ปากคอแห้ง หรือเวียนศีรษะเมื่อลุกยืน เมื่อสองฝั่งต่างกันให้ยึดเกณฑ์ที่เข้มกว่า

สำหรับภาวะที่ต้องนอนโรงพยาบาล กรมการแพทย์อธิบายว่าผู้ป่วยที่ขาดสารน้ำค่อนข้างมาก หรืออาเจียน ปวดท้อง และถ่ายตลอดเวลา อาจช็อก ความดันโลหิตต่ำ และเสียชีวิตได้ จึงควรเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำทางหลอดเลือด กลุ่มเสี่ยงที่สุดคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

ถ้าผู้ป่วยซึมลงจนปลุกไม่ตื่น ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว หรือหมดสติจากการขาดน้ำ ให้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินและโทร 1669 สพฉ. ระบุเมื่อ 26 ธันวาคม 2566 ว่าสายด่วนนี้ให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตินอกสถานพยาบาล และให้ตั้งสติ แจ้งอาการ สถานที่และเส้นทางให้ชัดเจน พร้อมเบอร์ติดต่อกลับ

ป้องกันลำไส้อักเสบจากอาหารและน้ำได้อย่างไร?

กระทรวงสาธารณสุขสรุปหลักป้องกันไว้ว่า สุก ร้อน สะอาด ตามที่กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่เมื่อ 26 มีนาคม 2568 พร้อมให้ล้างมือด้วยสบู่ ดื่มน้ำต้มสุก และเลือกน้ำแข็งที่มีเครื่องหมายรับรอง ข้อสงสัยเรื่องโรคติดต่อโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ด้านองค์การอนามัยโลกให้แนวทางระดับเดียวกัน คือน้ำดื่มที่ปลอดภัย การสุขาภิบาลที่ดี การล้างมือด้วยสบู่ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก และการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโรตา

ข้อที่คนมักทำผิดเวลามีคนป่วยในบ้าน

กรมการแพทย์เตือนว่าการทำความสะอาดพื้นควรใช้โซเดียมไฮโปคลอไรต์ ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะโนโรไวรัสไม่มีเปลือกหุ้มและทนต่อแอลกอฮอล์ จุดนี้หลายบ้านพลาด

อีกข้อคือระยะแยกตัว กรมการแพทย์แนะนำให้เด็กที่ป่วยแยกตัวที่บ้านอีก 48 ชั่วโมงหลังอาการดีขึ้นเป็นปกติ การรีบกลับไปเรียนคือสาเหตุที่การระบาดในโรงเรียนลากยาว

ตัวเลขและเกณฑ์ทั้งหมดในบทความนี้มาจากแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ ตามสถานะข้อมูล ณ วันที่ตรวจสอบคือ 19 กันยายน 2569 และแต่ละตัวเลขผูกกับปีของเอกสารต้นทางที่กำกับไว้ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ผู้อ่านควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมควบคุมโรคหรือกรมการแพทย์ก่อนตัดสินใจเรื่องการรักษา

คำถามที่พบบ่อย

ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อคืออะไร?

คือการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้จากเชื้อไวรัส แบคทีเรียหรือพยาธิ ทำให้ถ่ายเหลว ปวดบิดท้องและอาเจียน ภาษาอังกฤษเรียกว่า gastroenteritis

ถ่ายกี่ครั้งจึงนับว่าท้องเสีย?

องค์การอนามัยโลกนิยามว่าถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน การเข้าห้องน้ำบ่อยแต่อุจจาระยังเป็นก้อนไม่นับรวม

ลำไส้ติดเชื้อกี่วันหาย?

ขึ้นกับเชื้อ กรมการแพทย์ระบุว่าผู้ติดเชื้อโนโรไวรัสส่วนใหญ่หายเองใน 1 ถึง 3 วัน ส่วนกรมควบคุมโรคระบุว่าอาการจากไวรัสโรตามักเป็นอยู่ราว 3 ถึง 8 วัน

ลำไส้อักเสบกับอาหารเป็นพิษต่างกันอย่างไร?

สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จัดทั้งสองโรคไว้ในกลุ่มการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารเหมือนกัน ความต่างที่ใช้แยกได้จริงคือระยะฟักตัว กลุ่มสารพิษในอาหารมีอาการใน 30 นาทีถึง 8 ชั่วโมง ส่วนกลุ่มที่เชื้อเพิ่มจำนวนใช้เวลาเป็นวัน

ถ่ายเป็นมูกเลือดอันตรายไหม?

อันตรายพอที่จะต้องพบแพทย์ เพราะบ่งชี้ว่าเยื่อบุลำไส้ถูกทำลาย องค์การอนามัยโลกจัดการถ่ายเป็นเลือดเฉียบพลันเป็นโรคคนละกลุ่มกับการถ่ายเป็นน้ำ

ลำไส้อักเสบต้องกินยาฆ่าเชื้อไหม?

ส่วนใหญ่ไม่ต้อง สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ระบุว่าถ่ายเป็นน้ำที่ไม่มีไข้ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส การใช้ยาและขนาดยาเป็นเรื่องของแพทย์หรือเภสัชกร

ทำไม CDC ถึงห้ามใช้ยาปฏิชีวนะกับเชื้อ E. coli บางชนิด?

เพราะ CDC ระบุว่ายาปฏิชีวนะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะ HUS คือเม็ดเลือดแดงแตกร่วมกับไตวายเฉียบพลัน จึงให้ยังไม่ใช้ยาจนกว่าจะตรวจแยกโรคได้

กินยาหยุดถ่ายได้ไหม?

ไม่ควรใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ายาโลเพอราไมด์อาจทำให้ขับเชื้อออกช้าลง และ CDC ห้ามใช้เมื่อมีไข้สูงหรือถ่ายเป็นเลือด

ผง ORS ที่ผสมน้ำแล้วเก็บได้นานแค่ไหน?

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาระบุว่าควรใช้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผสม และควรค่อย ๆ จิบ ไม่ดื่มจนหมดในคราวเดียว

อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที?

อย. ให้ไปพบแพทย์เมื่ออุจจาระมีมูกปน อาเจียนรุนแรง ไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส หรือท้องเสียนานกว่า 48 ชั่วโมง CDC เพิ่มเกณฑ์ถ่ายเป็นเลือดและท้องเสียเกิน 3 วัน หากหมดสติให้โทร 1669

ทำความสะอาดบ้านด้วยเจลแอลกอฮอล์พอไหมถ้ามีคนติดโนโรไวรัส?

ไม่พอ กรมการแพทย์ระบุว่าควรใช้โซเดียมไฮโปคลอไรต์ ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะโนโรไวรัสไม่มีเปลือกหุ้มและทนต่อแอลกอฮอล์

ป่วยแล้วกลับไปเรียนหรือทำงานได้เมื่อไหร่?

กรมการแพทย์แนะนำให้แยกตัวรักษาอาการที่บ้านต่ออีก 48 ชั่วโมงหลังอาการดีขึ้นเป็นปกติ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ

สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรกที่เริ่มถ่ายเหลว

วันแรกที่มีอาการ ให้เริ่มจิบ ORS ตั้งแต่เนิ่นโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกเพลีย และจดเวลาที่เริ่มมีอาการกับมื้ออาหารย้อนหลัง 2 ถึง 3 วันไว้ เพราะระยะฟักตัวคือเบาะแสที่ดีที่สุดว่าเป็นเชื้อกลุ่มใด

จากนั้นเฝ้าสัญญาณสามอย่าง คือเลือดหรือมูกในอุจจาระ ไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส และปัสสาวะที่ลดลงชัดเจน ถ้าเจอข้อใดข้อหนึ่งให้ไปพบแพทย์โดยไม่ต้องรอครบ 48 ชั่วโมง และอย่าเริ่มยาเอง

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด