บทความแนะนำกรดไหลย้อน อาการเป็นยังไง ต่างจากโรคกระเพาะ และเมื่อไหร่ต้องส่องกล้อง

กรดไหลย้อน อาการเป็นยังไง ต่างจากโรคกระเพาะ และเมื่อไหร่ต้องส่องกล้อง

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: กรดไหลย้อนมีอาการจำเพาะสองอย่าง คือ แสบร้อนยอดอกและเรอเปรี้ยว แนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2563 ระบุว่าถ้าสองอาการนี้เด่น ตรวจร่างกายปกติ และไม่มีสัญญาณเตือน แพทย์วินิจฉัยและรักษาได้โดยไม่ต้องส่องกล้อง แต่ถ้ามีกลืนลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ซีด หรืออาเจียนเป็นเลือด ต้องส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน

กรดไหลย้อนคือภาวะที่สารจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาจนก่อให้เกิดอาการที่รบกวนคุณภาพชีวิตหรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน โดยอาการที่จำเพาะที่สุดคือแสบร้อนยอดอก (heartburn) และเรอเปรี้ยว (regurgitation) ตามคำจำกัดความ Montreal ที่แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนในประเทศไทย พ.ศ. 2563 ของสมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย) ใช้อ้างอิง เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าในผู้ป่วยกรดไหลย้อนพบอาการแสบร้อนกลางหน้าอกร้อยละ 82.4 และเรอเปรี้ยวร้อยละ 58.8

ประเด็นสำคัญ

  • อาการแสบร้อนกลางหน้าอกมีความไวร้อยละ 78 และความจำเพาะร้อยละ 60 ในการวินิจฉัย ตามที่แนวทางไทย พ.ศ. 2563 อ้างไว้
  • ถ้าอาการจำเพาะเด่นและไม่มีสัญญาณเตือน วินิจฉัยได้โดยไม่ต้องส่องกล้องหรือวัดกรด 24 ชั่วโมง
  • สัญญาณเตือนที่ต้องส่องกล้อง ได้แก่ กลืนลำบาก เลือดออกทางเดินอาหาร ซีด น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อาเจียนมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน และกลืนเจ็บ
  • เจ็บแน่นหน้าอกจากกรดไหลย้อนกับจากหัวใจขาดเลือดแยกด้วยประวัติอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าเป็นครั้งแรกต้องตรวจหัวใจก่อน
  • การวิเคราะห์อภิมานไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญของกาแฟ (OR 1.06) และชา (OR 1.2) กับความเสี่ยงกรดไหลย้อน
  • หลังหยุดยา ผู้ป่วยที่ไม่มีหลอดอาหารอักเสบร้อยละ 75 และที่มีหลอดอาหารอักเสบร้อยละ 90 กลับมามีอาการภายใน 6 เดือน

กรดไหลย้อนอาการเป็นยังไง และอาการไหนจำเพาะที่สุด?

อาการที่จำเพาะมีสองอย่าง คือ แสบร้อนยอดอก ซึ่งเป็นความรู้สึกแสบร้อนหลังกระดูกหน้าอกที่มักลามขึ้นมาทางคอ กับเรอเปรี้ยว ซึ่งเป็นความรู้สึกว่ามีน้ำหรืออาหารย้อนขึ้นมาถึงคอหรือปากพร้อมรสเปรี้ยวหรือขม แนวทางไทย พ.ศ. 2563 ให้น้ำหนักกับสองอาการนี้มากกว่าอาการอื่นเพราะบ่งชี้ตำแหน่งของปัญหาได้ตรงกว่า

อาการแสบร้อนกลางหน้าอกถือเป็นอาการเด่นกว่าเรอเปรี้ยว โดยมีความไวร้อยละ 78 และความจำเพาะร้อยละ 60 ขณะเดียวกันเอกสารฉบับนี้ก็เตือนว่าผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะครบ เมื่อตรวจวัดความเป็นกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมง กลับให้ผลบวกเพียงร้อยละ 40 ถึง 50

นิยาม: โรคกรดไหลย้อน หรือ gastroesophageal reflux disease (GERD) ตามการจำแนกประเภทมอนทริออล หมายถึงภาวะอันเกิดจากการมีสารจากกระเพาะอาหารย้อนขึ้นมา ทำให้เกิดอาการที่รบกวนหรือมีผลต่อคุณภาพชีวิต และ/หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากสิ่งไหลย้อนนั้น แนวทางไทย พ.ศ. 2563 ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าสิ่งที่ไหลย้อนขึ้นมาอาจเป็นกรดอ่อน ด่าง หรือแก๊สก็ได้ แต่เพราะคนไทยใช้คำว่ากรดไหลย้อนมาตลอด จึงยังคงใช้คำนี้แทน GERD

อาการต้องถี่แค่ไหนถึงเรียกว่ารบกวน

แนวทางไทยให้เกณฑ์ไว้ว่า อาการน้อยคือเกิดอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ ส่วนอาการปานกลางถึงรุนแรงคือเกิดมากกว่า 1 วันต่อสัปดาห์ เกณฑ์นี้มีไว้แยกคนที่แสบอกเป็นครั้งคราวออกจากคนที่อาการรบกวนชีวิตจนควรได้รับการดูแล

กลุ่มอาการของหลอดอาหารยังรวมอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจไว้ด้วย และถ้าส่องกล้องอาจพบหลอดอาหารอักเสบ หลอดอาหารตีบ หรือ Barrett’s esophagus ซึ่งข้อมูลที่แนวทางไทยอ้างระบุว่าพบในชาวเอเชียเพียงร้อยละ 1 ถึง 2

กรดไหลย้อนขึ้นคอ ไอเรื้อรัง เสียงแหบ เกิดจากอะไร?

อาการเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มกรดไหลย้อนนอกหลอดอาหาร ซึ่งแนวทางไทย พ.ศ. 2563 แบ่งเป็นสองชั้นตามความหนักแน่นของหลักฐาน ชั้นแรกคืออาการที่มีหลักฐานยืนยันว่าสัมพันธ์กับกรดไหลย้อนจริง ได้แก่ อาการไอ กล่องเสียงอักเสบ หอบหืด และฟันกร่อน ชั้นที่สองเป็นเพียงข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้อง ได้แก่ คออักเสบ ไซนัสอักเสบ พังผืดปอดที่ไม่พบสาเหตุ และหูส่วนกลางอักเสบกลับซ้ำ

ประเด็นที่บทความสุขภาพทั่วไปมักข้าม คือแนวทางไทยจัดคุณภาพหลักฐานของข้อเสนอแนะนี้ไว้ที่ระดับต่ำ และย้ำว่าต้องซักประวัติกับตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อแยกโรคอื่นก่อน ตัวอย่างที่เอกสารยกเองคือผู้ที่ไอเรื้อรังควรเอกซเรย์ปอดเพราะอาจเป็นวัณโรคปอด ต่อเมื่อไม่พบสาเหตุอื่นจึงจะวินิจฉัยว่าอาการนั้นอาจมาจากกรดไหลย้อน เรื่องคันคอและไออ่านต่อได้ที่ คันคอไอเกิดจากอะไรและแก้ยังไง

อีกอาการที่สับสนบ่อยคือความรู้สึกมีก้อนจุกค้างในลำคอ หรือ globus sensation ซึ่งจัดเป็น functional esophageal disorder ไม่ใช่กรดไหลย้อนโดยตรง เพราะตามนิยามต้องไม่มีกลืนเจ็บและไม่มีกลืนลำบาก แนวทางไทยระบุว่าพบในประชากรทั่วไปได้ถึงร้อยละ 46

เจ็บแน่นหน้าอก เมื่อไหร่ที่ห้ามเดาเอง

แนวทางไทยเขียนไว้ตรงไปตรงมาว่า อาการเจ็บหน้าอกจากกรดไหลย้อนกับจากโรคหัวใจแยกจากประวัติผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นครั้งแรก ต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าไม่มีความผิดปกติของหัวใจก่อน เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ถ้าเจ็บแน่นรุนแรง เหงื่อแตก หน้ามืด หรือร้าวไปแขนหรือกราม ให้โทร 1669 ทันที อย่ารอดูอาการและอย่าลองกินยาลดกรดเอง รายละเอียดอ่านเพิ่มที่ อาการโรคหัวใจแบบไหนที่อันตราย เมื่อตรวจแล้วไม่พบโรคหัวใจ ข้อมูลจากเกาหลีที่แนวทางไทยอ้างพบว่ากรดไหลย้อนเป็นสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้มาจากหัวใจได้สูงถึงร้อยละ 70

กรดไหลย้อนกับโรคกระเพาะต่างกันยังไง?

ต่างกันที่ตำแหน่งของอาการและอวัยวะต้นเหตุ กรดไหลย้อนเป็นปัญหาที่หลอดอาหาร อาการจึงไล่จากลิ้นปี่ขึ้นมาหน้าอกและคอ ส่วนโรคกระเพาะในความหมายทางการแพทย์อยู่ในกลุ่ม dyspepsia ซึ่งมีต้นกำเนิดที่กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น แนวทาง Thailand Dyspepsia Guidelines 2018 ระบุว่ามีเพียง 4 อาการที่ถือว่าจำเพาะต่อแหล่งกำเนิดนี้ คือ อิ่มแน่นหลังอาหาร อิ่มเร็วผิดปกติ ปวดลิ้นปี่ และแสบลิ้นปี่

เอกสารฉบับเดียวกันรายงานว่าความชุกของ dyspepsia ในประชากรไทยอยู่ที่ราวร้อยละ 66 และราวร้อยละ 60 ถึง 90 ของผู้ที่มีอาการสุดท้ายได้รับการวินิจฉัยเป็น functional dyspepsia คือตรวจแล้วไม่พบรอยโรคที่อธิบายอาการได้ ขณะที่ราวร้อยละ 25 มีสาเหตุทางกายจริง สองโรคนี้ยังซ้อนทับกันได้บ่อย รายละเอียดฝั่งโรคกระเพาะอ่านต่อได้ที่ อาการโรคกระเพาะเป็นยังไง

ประเด็นกรดไหลย้อน (GERD)โรคกระเพาะ กลุ่ม dyspepsiaที่มา
อวัยวะต้นเหตุหลอดอาหาร จากสารในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมากระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นแนวทางไทย พ.ศ. 2563 และ Dyspepsia 2018
อาการที่ถือว่าจำเพาะแสบร้อนยอดอก และเรอเปรี้ยวอิ่มแน่นหลังอาหาร อิ่มเร็ว ปวดลิ้นปี่ แสบลิ้นปี่ทั้งสองแนวทาง
ทิศทางของอาการลามจากลิ้นปี่ขึ้นหน้าอกและคออยู่บริเวณลิ้นปี่เป็นหลักคำจำกัดความในแนวทางไทย พ.ศ. 2563
เกณฑ์ระยะเวลาอาการน้อยคือเกิดอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์มีอาการอย่างน้อย 4 สัปดาห์จึงเข้าเกณฑ์ทั้งสองแนวทาง
เกณฑ์ส่องกล้องเมื่อมีสัญญาณเตือนเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 50 ปี มีสัญญาณเตือน หรือไม่ตอบสนองต่อยาDyspepsia 2018 ข้อเสนอแนะที่ 1
บทบาทของเชื้อ H. pyloriไม่ใช่ประเด็นหลักของการวินิจฉัยควรตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ให้ส่องกล้องอยู่แล้วDyspepsia 2018 ข้อเสนอแนะที่ 2
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ใน อากาศ มี ก๊าซ ออกซิเจน ประมาณ เท่าไร

ความเห็นของเราคือ ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องตัดสินให้ได้ว่าตัวเองเป็นโรคไหน เพราะทั้งสองแนวทางใช้ทางเดินเดียวกันในช่วงแรก คือถ้าไม่มีสัญญาณเตือน แพทย์จะให้ยาลดการหลั่งกรดทดลองรักษาก่อน สิ่งที่ควรจำให้ได้คือรายการสัญญาณเตือน เพราะนั่นคือจุดที่การรอดูอาการเปลี่ยนเป็นอันตราย

อินโฟกราฟิกสรุป กรดไหลย้อน อาการเป็นยังไง ต่างจากโรคกระเพาะ และเมื่อไหร่ต้องส่องกล้อง
สรุปเป็นภาพ: กรดไหลย้อน อาการเป็นยังไง ต่างจากโรคกระเพาะ และเมื่อไหร่ต้องส่องกล้อง

สัญญาณเตือนแบบไหนที่ต้องไปพบแพทย์ทันที?

แนวทางไทย พ.ศ. 2563 นิยามสัญญาณเตือนว่าเป็นอาการที่บ่งชี้ให้มองหาสาเหตุอื่นนอกเหนือจากกรดไหลย้อน หรือบ่งชี้ภาวะแทรกซ้อน และข้อเสนอแนะที่ 2 ระบุว่าผู้ป่วยที่มีอาการกรดไหลย้อนร่วมกับสัญญาณเตือนควรได้รับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน ข้อนี้มีคุณภาพหลักฐานระดับสูง ซึ่งสูงกว่าข้อเสนอแนะส่วนใหญ่ในเล่ม

  • กลืนลำบาก: รู้สึกว่าอาหารติดหรือผ่านลงยาก สัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางหลอดอาหารสูงถึงร้อยละ 85
  • เลือดออกทางเดินอาหาร: อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำเหมือนยางมะตอย หรือถ่ายเป็นสีแดงคล้ำ
  • ซีด: สัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนทางหลอดอาหารสูงถึงร้อยละ 95 ในข้อมูลชุดเดียวกัน
  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ: สัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนร้อยละ 84 ส่วนแนวทาง dyspepsia ให้เกณฑ์ไว้ที่น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว
  • อาเจียนมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน: หรืออาเจียนหลังอาหารทุกมื้อ
  • กลืนเจ็บ: เจ็บขณะกลืน ต่างจากความรู้สึกจุกค้างเฉย ๆ

แนวทาง Thailand Dyspepsia Guidelines 2018 เพิ่มอีกสองข้อ คือ ภาวะขาดธาตุเหล็กที่หาสาเหตุอื่นไม่ได้ และประวัติมะเร็งทางเดินอาหารส่วนบนในญาติสายตรง โดยระบุว่าสัญญาณเตือนแต่ละข้อเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งราว 2 ถึง 3 เท่า ส่วนความเสี่ยงพื้นฐานในผู้ที่มีอาการ dyspepsia ที่ยังไม่ได้ตรวจในประชากรเอเชียอยู่ที่ราวร้อยละ 1.3

ข่าวดีที่ควรพูดคู่กันคือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบน้อยในเอเชีย แนวทางไทยระบุว่าหลอดอาหารอักเสบรุนแรงระดับ LA grade C และ D พบร้อยละ 1 ถึง 12 ในผู้มาตรวจสุขภาพตามปกติ และร้อยละ 5 ถึง 20 ในผู้ที่มีอาการทางเดินอาหารส่วนบน ส่วนหลอดอาหารตีบพบน้อยกว่าร้อยละ 0.1 คณะกรรมการไทยจึงลงมติไม่ยอมรับคำแนะนำให้ส่องกล้องตั้งแต่แรกในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างอ้วน เพศชาย หรือดื่มสุรา หากไม่มีข้อบ่งชี้อื่น

นิยาม: การจำแนกประเภทลอสแองเจลิส (Los Angeles classification) คือการแบ่งความรุนแรงของหลอดอาหารอักเสบที่เห็นจากการส่องกล้อง แบ่งเป็น 4 ระดับ ระดับ A คือรอยแผลที่เยื่อบุยาวไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ระดับ B ยาวกว่า 0.5 เซนติเมตรแต่แต่ละรอยไม่ติดต่อกัน ระดับ C มีส่วนติดต่อกันน้อยกว่าร้อยละ 75 ของเส้นรอบวง และระดับ D มากกว่าร้อยละ 75 ของเส้นรอบวง

กรดไหลย้อนห้ามกินอะไร และปรับพฤติกรรมแบบไหนมีหลักฐานรองรับ?

คำตอบที่ตรงกับหลักฐานอาจทำให้หลายคนแปลกใจ แนวทางไทย พ.ศ. 2563 ให้ข้อเสนอแนะเรื่องพฤติกรรมไว้ 3 ข้อ และไม่มีข้อไหนเป็นรายการอาหารต้องห้าม ข้อ 9.1 คือลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกินหรือมีอาการกำเริบหลังน้ำหนักเพิ่ม ข้อ 9.2 คือหยุดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา ข้อ 9.3 คือเลี่ยงการกินอาหารในช่วง 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน และพิจารณานอนยกหัวเตียงสูงในผู้ที่มีอาการหลังนอนหลับไปแล้ว ทั้งสามข้อมีคุณภาพหลักฐานระดับปานกลาง

ตัวเลขเบื้องหลังข้อแนะนำเรื่องน้ำหนักค่อนข้างหนักแน่น การศึกษาในผู้ที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน 332 คนที่เข้าโปรแกรมปรับอาหารและออกกำลังกายนาน 6 เดือน พบว่าน้ำหนักลดเฉลี่ย 13 กิโลกรัม ความชุกของโรคกรดไหลย้อนลดจากร้อยละ 37 เหลือร้อยละ 15 และคะแนนอาการเฉลี่ยลดจาก 5.5 เหลือ 1.8 ส่วนการศึกษาในผู้ป่วย 15 รายที่ยกหัวเตียงสูงขึ้น 8 นิ้วด้วยลิ่มโฟม พบว่าสัดส่วนเวลาที่หลอดอาหารมีค่า pH ต่ำกว่า 4 ลดจากร้อยละ 21 เหลือร้อยละ 15

ส่วนอาหารและเครื่องดื่มที่คนไทยเชื่อกันมานาน แนวทางไทยยกหลักฐานที่ขัดกับความเชื่อไว้สองชุด ชุดแรกคือการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบที่ไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการดื่มน้ำอัดลมทำให้อาการกำเริบหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ชุดที่สองคือการวิเคราะห์อภิมานที่ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างการดื่มกาแฟหรือชากับความเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน โดยมีค่า OR 1.06 (95% CI: 0.94 ถึง 1.19) สำหรับกาแฟ และ OR 1.2 (95% CI: 0.98 ถึง 1.27) สำหรับชา

ฝั่งสากลให้น้ำหนักคล้ายกัน แนวทาง ACG ปี 2022 แนะนำการลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกินและอ้วนด้วยคำแนะนำระดับ strong ขณะที่การยกหัวเตียง การเลี่ยงอาหารช่วง 2 ถึง 3 ชั่วโมงก่อนนอน การเลี่ยงบุหรี่ และการเลี่ยงอาหารกระตุ้นอาการ ล้วนเป็นคำแนะนำระดับ conditional บนหลักฐานคุณภาพต่ำ พูดอีกแบบคือน้ำหนักตัวมีหลักฐานแข็งที่สุด ส่วนอาหารต้องห้ามเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ถ้ากินแล้วอาการกำเริบซ้ำ ๆ ก็เลี่ยงอาหารนั้น แต่ไม่มีหลักฐานให้ตัดทุกอย่างพร้อมกัน ส่วนขมิ้นชัน คณะผู้จัดทำแนวทางไทยจัดไว้ในหมวดคำแนะนำที่ไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะการศึกษาที่มีอยู่มีขนาดเล็ก และยังไม่มีการศึกษาในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาลดการหลั่งกรด

วินิจฉัยและรักษาอย่างไร และแนวทางไทยต่างจากสากลตรงไหน?

ทางเดินมาตรฐานของไทยเริ่มจากการประเมินอาการ ข้อเสนอแนะที่ 1 ระบุว่าผู้ป่วยที่มีอาการแสบร้อนกลางอกหรือเรอเปรี้ยวเป็นอาการเด่น ตรวจร่างกายปกติ และไม่มีสัญญาณเตือน ให้การวินิจฉัยเบื้องต้นและรักษาได้โดยไม่ต้องตรวจพิเศษ ข้อเสนอแนะที่ 4 เสริมว่าถ้าผู้ป่วยกลุ่มนี้ตอบสนองต่อยาลดการหลั่งกรดกลุ่ม PPI เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก็อาจให้การวินิจฉัยได้ ส่วนข้อเสนอแนะที่ 10 ระบุว่าการใช้ PPI ขนาดมาตรฐาน 4 ถึง 8 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายากลุ่ม H2RA และยาลดกรด จึงแนะนำให้เป็นยากลุ่มแรก

ตรงนี้ต้องพูดให้ชัด ชนิดของยา ขนาดยา และระยะเวลาที่เหมาะกับแต่ละคนเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ใช่สิ่งที่ควรกำหนดเองจากบทความ แนวทางไทยนิยามกรดไหลย้อนที่ไม่ตอบสนองต่อยาขนาดมาตรฐาน 4 ถึง 8 สัปดาห์ และชนิดที่ไม่ตอบสนองต่อขนาดสูง 8 ถึง 12 สัปดาห์ ไว้เป็นสองภาวะแยกกัน ทั้งคู่ต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อสืบค้นเพิ่ม ไม่ใช่เพิ่มยาเอง

จุดที่แนวทางไทยเลือกต่างจากสากล

ความต่างที่ชัดที่สุดอยู่ที่อายุซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ส่องกล้อง Thailand Dyspepsia Guidelines 2018 กำหนดไว้ที่อายุที่เริ่มมีอาการตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และคณะกรรมการไทยเขียนไว้ตรง ๆ ว่าไม่รับข้อเสนอของ ACG และ CAG ปี 2017 ที่ไม่แนะนำให้ส่องกล้องในผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 60 ปี โดยให้เหตุผลว่าค่าใช้จ่ายในการส่องกล้องในประเทศไทยไม่ได้สูงเท่าอเมริกาเหนือ ความคุ้มทุนจึงไม่ควรเป็นเหตุผลที่จะไม่ส่องกล้องในผู้ที่มีความเสี่ยงมะเร็งอยู่แล้ว

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  อาการโรคหัวใจ: เจ็บหน้าอกแบบไหนอันตราย และเมื่อไหร่ต้องโทร 1669

ฝั่งอังกฤษใช้เกณฑ์อีกแบบ แนวทาง NICE NG12 ซึ่งเผยแพร่ 23 มิถุนายน 2015 และปรับปรุงล่าสุด 15 เมษายน 2026 ให้ส่งต่อตามเส้นทางสงสัยมะเร็งหลอดอาหารเมื่อผู้ป่วยมีอาการกลืนลำบากที่อายุเท่าไรก็ตาม หรืออายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไปที่มีน้ำหนักลดร่วมกับอาการปวดท้องส่วนบน อาการกรดไหลย้อน หรืออาการ dyspepsia

ระยะเวลาให้ยาก็ต่างกัน NICE CG184 ซึ่งเผยแพร่ 3 กันยายน 2014 และปรับปรุงล่าสุด 18 ตุลาคม 2019 ให้ยาขนาดเต็ม 4 หรือ 8 สัปดาห์สำหรับกรดไหลย้อน ส่วน ACG ปี 2022 แนะนำการทดลองให้ยานาน 8 สัปดาห์ในผู้ที่มีอาการคลาสสิกและไม่มีสัญญาณเตือน ขณะที่ไทยใช้ 2 สัปดาห์เพื่อช่วยวินิจฉัย และ 4 ถึง 8 สัปดาห์เพื่อควบคุมอาการ ความต่างนี้สะท้อนบริบทของระบบบริการที่ต่างกัน และเมื่ออยู่ในประเทศไทย แนวทางไทยคือฉบับที่แพทย์ผู้ดูแลใช้อ้างอิง

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ แนวทางไทยมีบทแยกไว้ และให้เลือกการปรับพฤติกรรมเป็นวิธีแรกเพราะปลอดภัยที่สุด ได้แก่ ลดปริมาณอาหารต่อมื้อ เลี่ยงการกินก่อนนอน และพิจารณายกหัวเตียง ส่วนยากลุ่ม PPI ควรสงวนไว้ใช้เฉพาะรายที่ไม่ตอบสนองต่อยากลุ่ม H2RA เพราะมีข้อมูลจำกัดเรื่องความปลอดภัย และการทบทวนวรรณกรรมจาก 19 การศึกษาพบความสัมพันธ์กับความผิดปกติแต่กำเนิดที่ OR 1.28 (95% CI: 1.09 ถึง 1.52)

กรดไหลย้อนหายเองได้ไหม และกลับมาเป็นซ้ำมากแค่ไหน?

อาการดีขึ้นได้ แต่โอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง แนวทางไทยอ้างข้อมูลว่าหลังหยุดยา ผู้ป่วยที่ไม่มีการอักเสบของหลอดอาหารร้อยละ 75 และผู้ป่วยที่มีการอักเสบร้อยละ 90 จะมีอาการกำเริบภายใน 6 เดือน ตัวเลขนี้อธิบายว่าทำไมหลายคนรู้สึกว่าโรคนี้ไม่หายขาด

อีกด้านหนึ่ง เอกสารฉบับเดียวกันก็ให้ข้อมูลที่ผ่อนคลายกว่า การศึกษาแบบพหุสถาบันในยุโรปและแอฟริกาพบว่าผู้ที่กินยาเฉพาะเมื่อมีอาการพอใจกับการควบคุมอาการร้อยละ 82 เทียบกับร้อยละ 86 ในกลุ่มที่กินยาต่อเนื่อง ซึ่งไม่ต่างกัน เป้าหมายของการรักษาจึงไม่ใช่การกำจัดโรคให้หายขาด แต่คือการคุมอาการด้วยยาที่น้อยที่สุดเท่าที่ยังได้ผล และการตัดสินใจหยุดยาหรือลดยาควรทำร่วมกับแพทย์ที่ติดตามอาการ

คำถามที่พบบ่อย

กรดไหลย้อนอาการเป็นยังไงบ้าง?

อาการที่จำเพาะที่สุดคือแสบร้อนยอดอกและเรอเปรี้ยว ตามคำจำกัดความในแนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2563 ส่วนเจ็บแน่นหน้าอกที่ไม่ได้มาจากหัวใจ ไอเรื้อรัง เสียงแหบ และฟันกร่อน จัดเป็นอาการกลุ่มอื่นที่ต้องแยกโรคก่อน

แสบร้อนกลางอกอย่างเดียว วินิจฉัยได้เลยไหม?

ได้ในกรณีที่อาการเด่น ตรวจร่างกายปกติ และไม่มีสัญญาณเตือน แนวทางไทย พ.ศ. 2563 ระบุว่ากลุ่มนี้ให้การวินิจฉัยเบื้องต้นและรักษาได้โดยไม่ต้องส่องกล้องหรือวัดกรด 24 ชั่วโมง

กรดไหลย้อนขึ้นคอ ทำให้คันคอและไอได้จริงไหม?

ได้ แนวทางไทยจัดอาการไอและกล่องเสียงอักเสบไว้ในกลุ่มที่มีหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ แต่ย้ำว่าต้องแยกโรคอื่นก่อน เช่น ส่งเอกซเรย์ปอดในผู้ที่ไอเรื้อรังเพื่อไม่ให้พลาดวัณโรคปอด

กรดไหลย้อนกับโรคกระเพาะต่างกันยังไง?

กรดไหลย้อนเป็นปัญหาที่หลอดอาหาร อาการลามจากลิ้นปี่ขึ้นหน้าอกและคอ ส่วนกลุ่ม dyspepsia มีต้นกำเนิดที่กระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น โดยมี 4 อาการจำเพาะคือ อิ่มแน่นหลังอาหาร อิ่มเร็ว ปวดลิ้นปี่ และแสบลิ้นปี่

อาการแบบไหนที่ต้องส่องกล้อง?

กลืนลำบาก เลือดออกทางเดินอาหาร ซีด น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อาเจียนมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน และกลืนเจ็บ แนวทางไทย พ.ศ. 2563 ให้ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนในผู้ที่มีอาการเหล่านี้

เจ็บหน้าอกจากกรดไหลย้อนกับจากหัวใจแยกยังไง?

แยกจากประวัติอย่างเดียวไม่ได้ แนวทางไทยให้ตรวจยืนยันว่าไม่มีโรคหัวใจก่อน เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ถ้าเจ็บแน่นรุนแรง เหงื่อแตก หน้ามืด หรือร้าวไปแขนหรือกราม ให้โทร 1669 ทันที

กรดไหลย้อนห้ามกินอะไรบ้าง?

แนวทางไทย พ.ศ. 2563 ไม่ได้ให้รายการอาหารต้องห้าม แต่แนะนำให้งดสุรา งดบุหรี่ และเลี่ยงการกินอาหารภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน ส่วนอาหารที่กระตุ้นอาการให้เลี่ยงเป็นรายบุคคล

กาแฟกับน้ำอัดลมทำให้แย่ลงไหม?

หลักฐานที่แนวทางไทยอ้างไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ กาแฟมีค่า OR 1.06 และชามีค่า OR 1.2 ส่วนน้ำอัดลมไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทำให้อาการกำเริบ แต่ถ้าดื่มแล้วอาการกำเริบทุกครั้งก็ควรเลี่ยง

กรดไหลย้อนหายขาดไหม?

ส่วนใหญ่คุมอาการได้แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูง ข้อมูลที่แนวทางไทยอ้างระบุว่าหลังหยุดยา ผู้ที่ไม่มีหลอดอาหารอักเสบร้อยละ 75 และผู้ที่มีหลอดอาหารอักเสบร้อยละ 90 กลับมามีอาการภายใน 6 เดือน

ตั้งครรภ์แล้วแสบอก กินยาลดกรดเองได้ไหม?

ไม่ควรตัดสินใจเอง แนวทางไทยให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อนเพราะปลอดภัยที่สุด และระบุว่ายากลุ่ม PPI ควรสงวนไว้ใช้เฉพาะรายที่ไม่ตอบสนองต่อยากลุ่ม H2RA จึงควรปรึกษาสูติแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

ตัวเลข ข้อเสนอแนะ และเกณฑ์ทั้งหมดในหน้านี้นำมาจากเอกสารที่ระบุไว้ในแหล่งอ้างอิง ณ วันตรวจสอบ 19 กันยายน 2569 แนวทางเวชปฏิบัติมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันข้อมูลล่าสุดกับแพทย์ เภสัชกร หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนนำไปใช้ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำสั่งใช้ยา และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย

สรุปก่อนตัดสินใจไปส่องกล้องเรื่องกรดไหลย้อน

ถ้าอาการคือแสบร้อนยอดอกหรือเรอเปรี้ยวที่เกิดอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และไม่มีสัญญาณเตือนข้อใดเลย ให้เริ่มจากสามอย่างที่มีหลักฐานระดับปานกลางรองรับ คือ ปรับน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน เลี่ยงอาหารภายใน 3 ชั่วโมงก่อนนอน และงดบุหรี่กับสุรา แล้วจดบันทึกว่าอาการเปลี่ยนไปอย่างไรภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์

แต่ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งในรายการสัญญาณเตือน คือ กลืนลำบาก กลืนเจ็บ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ซีด อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ ให้ไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาส่องกล้อง และถ้าเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรงร่วมกับเหงื่อแตกหรือหน้ามืด ให้โทร 1669 ทันที

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด