อาการคันคอ ไอ เกิดจากปลายประสาทรับความรู้สึกในลำคอและหลอดลมถูกกระตุ้น แล้วร่างกายสั่งให้ไอเพื่อขับสิ่งที่ระคายเคืองออกไป บทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าสิ่งกระตุ้นที่พบบ่อยคือฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ อากาศแห้ง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน การติดเชื้อในทางเดินหายใจ และการสูดแก๊สที่ระคายเคือง ส่วนกรณีที่คันคอและไอไม่ยอมหาย แนวทางการวินิจฉัยและรักษาไอเรื้อรังในผู้ใหญ่ ปี 2025 ของสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ชี้ว่าสาเหตุอันดับต้นในภูมิภาคเอเชียคือหืดชนิดที่ไอเป็นอาการเด่นและหลอดลมอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิล ราว 40 เปอร์เซ็นต์ ตามด้วยน้ำมูกไหลลงคอ 8 เปอร์เซ็นต์ และกรดไหลย้อน 6 เปอร์เซ็นต์
ประเด็นสำคัญ
- ไอเฉียบพลันคือไม่เกิน 3 สัปดาห์ ไอกึ่งเฉียบพลันคือ 3 ถึง 8 สัปดาห์ และไอเรื้อรังคือเกิน 8 สัปดาห์ ตามที่อาจารย์แพทย์ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี สรุปไว้เมื่อ 4 มิถุนายน 2567
- ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ คืออาการสำคัญของวัณโรคปอดที่กรมควบคุมโรคย้ำไว้เมื่อ 24 มิถุนายน 2567
- ยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitor ทำให้ไอแห้ง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ราว 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วน StatPearls ให้ 30 เปอร์เซ็นต์
- ยาแก้ไอแบ่งเป็นกลุ่มกดอาการไอ ขับเสมหะ และละลายเสมหะ ใช้ผิดกลุ่มทำให้อาการแย่ลงได้ การเลือกยาและขนาดยาเป็นเรื่องที่แพทย์หรือเภสัชกรต้องตัดสิน
- องค์การอาหารและยาสหรัฐไม่แนะนำยาแก้ไอทั้งสามกลุ่มในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
- ไอจนเหนื่อยหอบ ไอเป็นเลือด หรือเจ็บหน้าอกรุนแรง คือภาวะที่ต้องไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที ไม่ใช่รอดูอาการ
อาการคันคอ ไอ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
ถ้าแยกตามสิ่งที่ไปกระตุ้นคอและหลอดลม สาเหตุที่พบบ่อยในคนไทยมีหกกลุ่ม ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนอย่างไข้หวัดและคออักเสบ โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ที่ทำให้น้ำมูกไหลลงคอ กรดไหลย้อนขึ้นมาถึงลำคอและกล่องเสียง หืดชนิดที่แสดงออกด้วยอาการไอเป็นหลัก สารระคายเคืองในอากาศอย่างฝุ่น PM 2.5 และควันบุหรี่ และผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
บทความ ไอ ….. ใช้ยาอะไรดี ของ รศ.ดร.ภญ.ศรีจันทร์ พรจิราศิลป์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยแพร่เมื่อ 27 เมษายน 2559 เขียนไว้ตรงไปตรงมาว่าการไอ “มีประโยชน์” เพราะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในทางเดินหายใจ นั่นแปลว่าเป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การหยุดไอให้เร็วที่สุด แต่คือการหาว่าอะไรกำลังกระตุ้นคออยู่แล้วจัดการที่ต้นเหตุ
สาเหตุจากยาที่คนมักมองข้าม
ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE inhibitor เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด อาจารย์ เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนไว้ตั้งแต่ 29 กันยายน 2556 ว่ายากลุ่มนี้มักทำให้ไอแห้ง ๆ ในผู้ป่วยร้อยละ 20 ส่วนบทความ Chronic Cough ใน StatPearls ซึ่งทบทวนใหม่กว่า ให้ตัวเลขร้อยละ 30 และระบุว่าอาการมักเริ่มภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังกินยา แต่บางรายเริ่มช้าเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน เราแสดงทั้งสองตัวเลขเพราะสองแหล่งให้ค่าไม่ตรงกัน
จุดที่ต้องย้ำคือผู้ที่ใช้ยาแล้วมีอาการไอไม่ควรหยุดยาเอง เพราะยามีความสำคัญต่อการควบคุมโรคที่รักษาอยู่ สิ่งที่ควรทำคือแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่นทดแทน
ฝุ่นและควันในอากาศ
บทความของ อ. พญ.นวลวรรณ ลีลาภัทรพันธุ์ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยแพร่เมื่อ 4 มิถุนายน 2567 จัดฝุ่น PM 2.5 ไว้ในกลุ่มสาเหตุของอาการไอเฉียบพลันร่วมกับการติดเชื้อ ส่วนการสูบบุหรี่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสาเหตุของอาการไอเรื้อรัง
ไอกี่สัปดาห์ถือว่าเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง?
เส้นแบ่งที่ใช้กันในเวชปฏิบัติปัจจุบันมีสามช่วง บทความของโรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อ 4 มิถุนายน 2567 แบ่งไว้ว่า ไอเฉียบพลันคือไม่เกิน 3 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดและไซนัสอักเสบ รวมถึงผลจากการสัมผัสสารระคายเคืองอย่าง PM 2.5 ไอกึ่งเฉียบพลันคือ 3 ถึง 8 สัปดาห์ สาเหตุหลักคือหลอดลมยังไวต่อสิ่งกระตุ้นอยู่หลังจากการติดเชื้อจบไปแล้ว และไอเรื้อรังคือมากกว่า 8 สัปดาห์ ซึ่งต้องคิดถึงหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง กรดไหลย้อน การสูบบุหรี่ หรือผลข้างเคียงจากยาลดความดันเลือด
ขอให้ระวังว่าเอกสารเก่าบางฉบับใช้คำต่างจากนี้ บทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2559 เรียกช่วง 3 ถึง 8 สัปดาห์ว่าไอเรื้อรังไปเลย เมื่อเจอตัวเลขไม่ตรงกัน ให้ยึดฉบับที่ใหม่กว่าและเป็นแนวทางของสมาคมวิชาชีพ ฝั่งสากลใช้กรอบเดียวกัน หน้าข้อมูลเรื่องอาการไอของ NHS สหราชอาณาจักร ซึ่งทบทวนล่าสุดเมื่อ 8 ธันวาคม 2566 เขียนว่าอาการไอมักหายเองภายใน 3 ถึง 4 สัปดาห์ และให้ไปพบแพทย์เมื่อไอนานเกิน 3 สัปดาห์
คันคอจากภูมิแพ้กับจากติดเชื้อ ต่างกันอย่างไร?
จุดแยกที่ใช้ได้จริงคือไข้ ระยะเวลา และรูปแบบการกลับมาของอาการ บทความโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ตอนที่ 1 ของ รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ตีพิมพ์ในวารสารของราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2560 อธิบายว่าอาการหลักของโรคนี้คือคัน จาม น้ำมูกไหล และคัดจมูก เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่ผ่าน IgE ที่เยื่อบุจมูก ไม่ใช่การติดเชื้อ จึงไม่มีไข้และไม่ติดต่อสู่ผู้อื่น
สิ่งที่อธิบายว่าทำไมบางคนคันคอตอนเย็นทั้งที่สัมผัสฝุ่นตอนเช้า คือกลไกสองระยะ ระยะแรกเกิดทันทีหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ จากนั้นอาการอาจกลับมาอีกหลังสัมผัสแล้ว 3 ถึง 10 ชั่วโมง เรียกว่า late-phase response ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วย
ส่วนขนาดของปัญหาในบ้านเรา เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าอุบัติการณ์โรคนี้ทั่วโลกอยู่ที่ราวร้อยละ 10 ถึง 25 ของประชากร สำหรับไทย การศึกษาของ ปกิต วิชยานนท์ และคณะ ในปี พ.ศ. 2538 พบว่าเด็กวัยเรียนและนักเรียนเป็นโรคนี้ร้อยละ 38 สูงขึ้นเกือบ 2 เท่าจากการสำรวจของ มนตรี ตู้จินดา และคณะ ในปี พ.ศ. 2518 ที่พบร้อยละ 23 ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลของปีที่ระบุไว้ ไม่ใช่ตัวเลขปัจจุบัน
สารก่อภูมิแพ้ที่เจอบ่อยที่สุดในไทย
เอกสารของราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญที่สุดในฝุ่นคือตัวไรฝุ่น โดยสารก่อภูมิแพ้อยู่ทั้งในตัวไรและในสิ่งขับถ่ายของมัน รองลงมาคือสิ่งขับถ่ายของแมลงในบ้านอย่างแมลงสาบ เกสรพืช และรังแคสัตว์เลี้ยง ถ้าคันคอทุกเช้าหลังตื่นนอนแล้วดีขึ้นเมื่อออกจากห้อง ไรฝุ่นในที่นอนคือสิ่งแรกที่ควรจัดการ ความเห็นของเราคือคนส่วนใหญ่ลงทุนกับยามากกว่าลงทุนกับการลดสิ่งกระตุ้น ทั้งที่แนวทางปี 2025 แนะนำการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือสำหรับผู้ที่ไอจากน้ำมูกไหลลงคอไว้ตรง ๆ อ่านเพิ่มเรื่องอาการภูมิแพ้และวิธีตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ประกอบได้
สาเหตุของอาการคันคอ ไอ แต่ละแบบต่างกันตรงไหน?
ตารางด้านล่างรวบรวมจุดสังเกตของสาเหตุที่พบบ่อย คอลัมน์ลักษณะอาการมาจากแนวทางปี 2025 คอลัมน์ระยะเวลาอ้างตามการแบ่งช่วงของโรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2567 และข้อมูลวัณโรคมาจากข่าวกรมควบคุมโรค วันที่ 24 มิถุนายน 2567
| สาเหตุ | จุดสังเกตของอาการ | ลักษณะการไอ | ระยะเวลาที่มักเป็น | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|---|---|
| ไข้หวัดและคออักเสบจากการติดเชื้อ | มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว น้ำมูกขุ่นขึ้นตามวัน | ไอมีเสมหะ ตามด้วยไอแห้งช่วงท้าย | ไม่เกิน 3 สัปดาห์ | พักผ่อน จิบน้ำอุ่น |
| ไอหลังติดเชื้อ | ไข้หายแล้วแต่คอยังไวต่อลมเย็นและกลิ่นฉุน | ไอแห้ง เป็นชุด ไอมากตอนกลางคืน | 3 ถึง 8 สัปดาห์ | เลี่ยงสิ่งกระตุ้น พบแพทย์ถ้าไม่ดีขึ้น |
| จมูกอักเสบภูมิแพ้และน้ำมูกไหลลงคอ | คันจมูก คันคอ จาม คัดจมูก น้ำมูกใส ไม่มีไข้ | กระแอมบ่อย ไอเป็นพัก ๆ | เป็นซ้ำตามการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ | ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ลดไรฝุ่น |
| หืดชนิดไอเป็นอาการเด่น | หายใจมีเสียงวี๊ด เหนื่อยง่าย อาการหนักกลางคืนถึงเช้ามืด | ไอแห้งเป็นชุดยาว | เกิน 8 สัปดาห์ได้บ่อย | พบแพทย์เพื่อตรวจสมรรถภาพปอด |
| กรดไหลย้อนขึ้นคอและกล่องเสียง | เสียงแหบตอนเช้า รู้สึกมีก้อนในคอ แสบลิ้นปี่ | ไอหลังกินอาหารหรือขณะนอน | เป็นเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ | ปรับพฤติกรรมการกิน ปรึกษาแพทย์ |
| ยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitor | เริ่มไอหลังเริ่มยา คอแห้ง ระคายคอตลอดวัน | ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ | ตราบที่ยังใช้ยา | แจ้งแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง |
| ฝุ่น PM 2.5 และควันบุหรี่ | แสบคอ แสบตา อาการแรงขึ้นในวันที่ค่าฝุ่นสูง | ไอแห้ง ระคายคอ | ตามระดับการสัมผัส | ลดกิจกรรมกลางแจ้ง เลิกบุหรี่ |
| วัณโรคปอด | ไข้ต่ำ ๆ น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน เบื่ออาหาร | ไอเรื้อรัง อาจไอเป็นเลือด | เกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป | ไปเอกซเรย์ปอดและตรวจเสมหะทันที |

ข้อสังเกตจากตารางคือคอลัมน์ระยะเวลาช่วยได้มากกว่าคอลัมน์ลักษณะการไอ เพราะอาการไอแห้งปรากฏในเกือบทุกแถว หากต้องการเทียบกับโรคอื่นที่ทำให้เจ็บคอ อ่านต่อได้ที่อาการทอนซิลอักเสบและอาการกรดไหลย้อน
ไอแห้ง ๆ คันคอ กินอะไรและใช้ยากลุ่มไหนจึงจะตรงอาการ?
ดูแลตัวเองที่บ้าน
บทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อ้างคำแนะนำของ Mayo Clinic ว่าให้ดื่มน้ำอุ่นหรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ ผสมน้ำผึ้งและมะนาว โดยน้ำผึ้งจะเคลือบลำคอและลดการระคายคอ ส่วนน้ำอุ่นกับมะนาวช่วยละลายเสมหะ และย้ำว่าแค่จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ อย่างเดียวก็ช่วยได้แล้ว หน้าข้อมูลของ NHS ก็แนะนำน้ำผึ้งผสมมะนาวร้อนเช่นกัน โดยเตือนไว้ชัดว่าไม่เหมาะกับทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี
สำหรับผู้ที่คันคอเพราะฝุ่น การลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูงและงดสูบบุหรี่ให้ผลจริงกว่าการกินยาแก้ไอ บทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สรุปหลักการนี้ไว้ว่าวิธีรักษาอาการไอที่ดีที่สุดคือการกำจัดที่สาเหตุ
ยาแก้ไอมี 3 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรกคือยากดอาการไอ (antitussive) ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมการไอที่สมอง ใช้กับอาการไอแห้งที่ไม่มีเสมหะเท่านั้น ตัวอย่างที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยกไว้ ได้แก่ dextromethorphan, codeine, levodropropizine และ butamirate โดยเตือนว่า codeine ใช้นาน ๆ ทำให้เสพติดได้ และถ้าได้รับเกินขนาดอาจกดการหายใจจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
กลุ่มที่สองคือยาขับเสมหะ (expectorant) เช่น guaifenesin ทำให้ร่างกายสร้างสารน้ำหล่อเลี้ยงทางเดินหายใจมากขึ้น เสมหะจึงเหนียวน้อยลง ช่วงแรกผู้ป่วยอาจไอถี่ขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยลดลง กลุ่มที่สามคือยาละลายเสมหะ (mucolytic) เช่น acetylcysteine, carbocisteine, ambroxol และ bromhexine ออกฤทธิ์ทำลายโครงสร้างที่ทำให้เสมหะเหนียวโดยไม่เพิ่มปริมาณเสมหะ เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่า bromhexine ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการใช้ยากดอาการไอในคนที่ไอมีเสมหะ ซึ่งทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นและขับออกยากขึ้นจนอาจอุดกั้นทางเดินหายใจได้ บทความยังระบุด้วยว่ายากลุ่มกดอาการไอไม่ได้ใช้รักษาอาการไอจากการสูบบุหรี่ ไอจากโรคหืด หรือไอจากถุงลมโป่งพอง และถ้าจะใช้ยามากกว่าหนึ่งกลุ่ม ควรเลือกยาที่ออกฤทธิ์คนละกลไก ไม่ใช่ยากลุ่มเดียวกันซ้ำซ้อน ขอย้ำว่าการเลือกตัวยาและขนาดยาต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้ตัดสิน บทความนี้ไม่ได้ให้ขนาดยาหรือจำนวนครั้งต่อวัน
เด็กเล็กเป็นข้อยกเว้น
บทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อ้างจุดยืนขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาว่าไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้ไอทั้งสามกลุ่มข้างต้นเพื่อบรรเทาอาการไอในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะข้อมูลความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ ส่วนเด็กอายุ 2 ถึง 11 ปี ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกใช้ยาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยากดอาการไอไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เพราะอาจกดสมองเด็กจนเกิดอันตราย
ไอเกิน 2 สัปดาห์อันตรายไหม และเมื่อไหร่ต้องสงสัยวัณโรค?
ในบริบทประเทศไทย ตัวเลข 2 สัปดาห์มีความหมายเฉพาะ ข่าวของกรมควบคุมโรค วันที่ 24 มิถุนายน 2567 ระบุว่าอาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคที่เห็นได้ชัดคือ ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกผิดปกติในเวลากลางคืน เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย ถ้ามีอาการไอมีเลือดออก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
ข่าวฉบับเดียวกันอ้างข้อมูลองค์การอนามัยโลกปี 2566 ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ 300 กว่ารายต่อวัน เสียชีวิตกว่า 40 รายต่อวัน และประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรไทยติดเชื้อวัณโรคแล้ว แต่มีเพียงส่วนหนึ่งที่ป่วยจริง ซึ่งมักเกิดเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง ระดับโลก เอกสารข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลกฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2569 ระบุว่าปี 2567 มีผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลก 10.7 ล้านคน และเสียชีวิต 1.23 ล้านคน
กลุ่มเสี่ยงที่กรมควบคุมโรคระบุไว้ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ต้องขัง แรงงานข้ามชาติ และที่สำคัญที่สุดคือผู้สัมผัสร่วมบ้านหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยนาน 6 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 120 ชั่วโมงต่อเดือน คนกลุ่มนี้ควรรีบไปเอกซเรย์ปอดและตรวจเสมหะที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
ข่าวย้ำว่าวัณโรครักษาให้หายได้ด้วยการกินยาต่อเนื่อง 6 ถึง 8 เดือน ส่วนองค์การอนามัยโลกระบุไว้ที่ 4 ถึง 6 เดือน ความต่างมาจากสูตรยา จึงให้ยึดแผนการรักษาที่แพทย์ผู้ดูแลกำหนด สอบถามเพิ่มได้ที่กองวัณโรค โทร. 02 211 2224 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 รายละเอียดอยู่ในบทความอาการวัณโรค
อาการแบบไหนต้องรีบพบแพทย์ และแบบไหนคือภาวะฉุกเฉิน?
แนวทางไอเรื้อรังปี 2025 ให้รายการสัญญาณอันตรายที่ต้องประเมินก่อนเสมอ ได้แก่ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก เสียงแหบ หายใจลำบาก กลืนลำบาก น้ำหนักลดผิดปกติ มีไข้ ปอดอักเสบซ้ำซ้อน ออกซิเจนในเลือดต่ำ และนิ้วปุ้ม เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่ง แนวทางกำหนดให้ตรวจเอกซเรย์ทรวงอกเป็นการสืบค้นเบื้องต้น ไม่ใช่รอดูอาการต่อ
เกณฑ์ที่ใช้ง่ายกว่าสำหรับคนทั่วไปอยู่ในบทความของโรงพยาบาลรามาธิบดี คือควรพบแพทย์เมื่อไอติดต่อกันหลายสัปดาห์แล้วกินยาก็ยังไม่ดีขึ้น หรือเมื่อมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หอบเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอก ส่วนคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้หมุดเวลาไว้ว่าถ้ากินยาแก้ไอแล้ว 2 สัปดาห์อาการยังไม่บรรเทา ต้องไปพบแพทย์
ส่วนที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินคือ ไอจนหายใจลำบากหรือเหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอกรุนแรง และไอออกมาเป็นเลือด กรณีเหล่านี้ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที อย่ารอให้ครบสองสัปดาห์ และถ้าอาการไอมาพร้อมน้ำหนักลดต่อเนื่องในผู้ที่สูบบุหรี่ ควรอ่านอาการมะเร็งปอดระยะแรกประกอบด้วย
ตัวเลข เกณฑ์เวลา และคำแนะนำทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากแหล่งที่ระบุไว้ท้ายบทความ ณ วันที่ตรวจสอบ 19 กันยายน 2569 พร้อมระบุปีของข้อมูลแต่ละชุดไว้ในเนื้อหา แนวทางเวชปฏิบัติและสถิติโรคมีการปรับปรุงเป็นระยะ ก่อนนำไปใช้กับตนเองหรือคนในครอบครัว ควรตรวจสอบกับกรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ หรือปรึกษาแพทย์และเภสัชกรอีกครั้ง บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ไม่ใช่คำสั่งใช้ยา และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย
คำถามที่พบบ่อย
อาการคันคอ ไอ เกิดจากอะไรบ่อยที่สุด?
ในช่วงไม่กี่วันแรก สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไข้หวัดและไซนัสอักเสบ ส่วนกรณีที่ลากยาวเกิน 8 สัปดาห์ แนวทางปี 2025 ของสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ระบุว่าหืดชนิดที่ไอเป็นอาการเด่นและหลอดลมอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิลรวมกันคิดเป็นราว 40 เปอร์เซ็นต์
ไอแห้ง ๆ คันคอ กินอะไรให้ทุเลา?
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อ้างคำแนะนำของ Mayo Clinic ว่าให้จิบน้ำอุ่นหรือเครื่องดื่มอุ่นผสมน้ำผึ้งและมะนาว น้ำผึ้งช่วยเคลือบลำคอลดการระคายเคือง ส่วน NHS เตือนว่าน้ำผึ้งไม่เหมาะกับทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี
ไอกี่สัปดาห์เรียกว่าไอเรื้อรัง?
เกิน 8 สัปดาห์ ตามนิยามในแนวทางการวินิจฉัยและรักษาไอเรื้อรังในผู้ใหญ่ ปี 2025 ส่วนไม่เกิน 3 สัปดาห์เรียกไอเฉียบพลัน และ 3 ถึง 8 สัปดาห์เรียกไอกึ่งเฉียบพลัน
ไอเกิน 2 สัปดาห์อันตรายไหม?
เป็นจุดที่ต้องไปตรวจ ไม่ใช่จุดที่ต้องตกใจ กรมควบคุมโรคระบุเมื่อ 24 มิถุนายน 2567 ว่าไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์เป็นอาการสำคัญของวัณโรคปอด การเอกซเรย์ปอดและตรวจเสมหะที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านคือขั้นตอนถัดไป
คันคอจากภูมิแพ้ต่างจากจากติดเชื้ออย่างไร?
ภูมิแพ้มักไม่มีไข้ ไม่ติดต่อสู่ผู้อื่น มีอาการคันจมูก จาม น้ำมูกใส และกลับมาเป็นซ้ำทุกครั้งที่เจอสิ่งกระตุ้น ส่วนการติดเชื้อมักมีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตัว และทุเลาลงเองภายในไม่กี่สัปดาห์
ทำไมคันคอตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน?
สองสาเหตุที่พบบ่อยคือน้ำมูกไหลลงคอขณะนอนราบ และกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง ซึ่ง รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ระบุว่าทำให้ไอเรื้อรังโดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
ยาแก้ไอเลือกแบบไหน?
เลือกตามว่ามีเสมหะหรือไม่ ไอแห้งใช้ยากลุ่มกดอาการไอ ไอมีเสมหะใช้ยาขับเสมหะหรือยาละลายเสมหะ การใช้ยากดอาการไอในคนที่มีเสมหะจะทำให้เสมหะเหนียวขึ้นและขับออกยากขึ้น การเลือกตัวยาและขนาดยาควรให้เภสัชกรหรือแพทย์เป็นผู้ตัดสิน
ทำไมกินยาลดความดันแล้วไอแห้ง?
ยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitor ทำให้เกิดอาการไอแห้ง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ที่ราวร้อยละ 20 ของผู้ใช้ยา ส่วน StatPearls ให้ตัวเลขร้อยละ 30 ห้ามหยุดยาเอง ให้แจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่น
เด็กเล็กกินยาแก้ไอได้ไหม?
องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้ไอกลุ่มกดอาการไอ ขับเสมหะ และละลายเสมหะ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ส่วนเด็กอายุ 2 ถึง 11 ปี ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ทุกครั้ง
อาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที?
ไอจนหายใจลำบากหรือเหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอกรุนแรง และไอออกมาเป็นเลือด สามกรณีนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปห้องฉุกเฉินหรือโทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 โดยไม่ต้องรอดูอาการ
สรุปสิ่งที่ควรทำเมื่อคันคอและไอ
เริ่มจากจดวันที่อาการเริ่ม เพราะจำนวนสัปดาห์คือข้อมูลที่แพทย์ใช้ตัดสินใจมากที่สุด ถ้าไม่มีสัญญาณอันตรายและยังไม่ถึง 2 สัปดาห์ ให้จิบน้ำอุ่น ลดสิ่งกระตุ้นในบ้าน และเลือกยาให้ตรงกับชนิดของอาการไอโดยปรึกษาเภสัชกร แต่เมื่อครบ 2 สัปดาห์แล้วยังไอ หรือมีเลือดปน น้ำหนักลด หรือเหนื่อยหอบเมื่อไหร่ ให้ไปโรงพยาบาลเพื่อเอกซเรย์ปอด เพราะในประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่วันละ 300 กว่าราย การไปตรวจเร็วคือทางเลือกที่ต้นทุนต่ำที่สุด
แหล่งอ้างอิง
- CIMjournal: แนวทางการวินิจฉัยและรักษาไอเรื้อรังในผู้ใหญ่ ปี 2025 (สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย)
- Rama Channel โรงพยาบาลรามาธิบดี: อาการไอ อันตรายมากแค่ไหน (4 มิถุนายน 2567)
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: ไอ ….. ใช้ยาอะไรดี (27 เมษายน 2559)
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: ยาแก้ไอ … มีกี่แบบ ?? (29 กันยายน 2556)
- กรมควบคุมโรค: วัณโรค รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย (24 มิถุนายน 2567)
- World Health Organization: Tuberculosis fact sheet (24 March 2026)
- ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย: โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ตอนที่ 1 (2560)
- ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์ฯ: จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน
- StatPearls ทาง NCBI Bookshelf: Chronic Cough
- NHS สหราชอาณาจักร: Cough (8 ธันวาคม 2566)


