บทความแนะนำวัณโรคอาการเริ่มแรก ไอกี่สัปดาห์ต้องสงสัย ตรวจฟรีและรักษาอย่างไร

วัณโรคอาการเริ่มแรก ไอกี่สัปดาห์ต้องสงสัย ตรวจฟรีและรักษาอย่างไร

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: วัณโรคระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการ สัญญาณเตือนที่กรมควบคุมโรคให้ยึดคือไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด ไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย ไทยมีสิทธิตรวจคัดกรองฟรีสำหรับ 7 กลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิ และวัณโรคที่เชื้อยังไวต่อยารักษาหายได้ถ้ากินยาครบ

อาการวัณโรคที่ต้องรีบไปตรวจคือไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด มีไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกผิดปกติตอนกลางคืน น้ำหนักลด เบื่ออาหารและอ่อนเพลีย ตามที่นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงเมื่อ 27 เมษายน 2569 ขณะที่แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2564 ย้ำว่าระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการ จึงใช้ความรู้สึกสบายดีมาตัดโรคทิ้งไม่ได้

ประเด็นสำคัญ

  • เกณฑ์ที่ใช้จริงในไทยคือไอทุกวันเกิน 2 สัปดาห์ ให้ไปตรวจหาวัณโรค ตามแนวทางฯ พ.ศ. 2564
  • กรมควบคุมโรคอ้างค่าคาดประมาณของ WHO ปี 2568 ว่าไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ราว 104,000 รายต่อปี เสียชีวิตราว 11,300 รายต่อปี
  • คนไทยราว 1 ใน 4 มีเชื้อแฝง แต่ WHO ระบุว่ามีเพียงร้อยละ 5 ถึง 10 ของผู้ติดเชื้อที่จะป่วยจริง
  • ติดต่อทางอากาศจากการไอ จาม พูดดังหรือร้องเพลงเท่านั้น ไม่ติดจากการกินข้าวหรือดื่มน้ำร่วมกัน
  • ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 คนไทย 7 กลุ่มเสี่ยงตรวจคัดกรองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะใช้สิทธิใด
  • สูตรยามาตรฐานของผู้ป่วยรายใหม่ที่เชื้อไวต่อยาคือ 2HRZE/4HR รวม 6 เดือน หยุดยาเองคือทางลัดสู่เชื้อดื้อยา
  • ไอเป็นเลือดปริมาณมาก หอบเหนื่อยรุนแรง หรือซึมลง เป็นภาวะฉุกเฉิน ให้โทร 1669

วัณโรคคืออะไร และอาการเริ่มแรกเป็นอย่างไร

วัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2564 ของกองวัณโรค กรมควบคุมโรค ระบุว่าเชื้อนี้เกิดโรคได้ทุกอวัยวะ แต่ที่พบมากที่สุดคือปอดและหลอดลม ราวร้อยละ 80 ของทั้งหมด ส่วนวัณโรคนอกปอดพบราวร้อยละ 20 โดยอวัยวะที่พบบ่อยที่สุดคือต่อมน้ำเหลือง รองลงมาคือกระดูกสันหลังและเยื่อหุ้มสมอง

จุดที่ทำให้วัณโรคอันตรายกว่าที่คิดคือแนวทางฉบับเดียวกันเขียนไว้ตรง ๆ ว่าระยะเริ่มแรกของโรคไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย กว่าจะมีอาการชัดพอให้ไปหาหมอ เชื้ออาจแพร่ไปสู่คนในบ้านแล้วหลายเดือน อาการที่อธิบดีกรมควบคุมโรคสรุปไว้เมื่อ 27 เมษายน 2569 มี 7 ข้อ คือไอเกิน 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด ไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย ตรงกับที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้ ซึ่งเพิ่มอาการเจ็บหน้าอกและอ่อนแรงด้วย

นิยาม: “ผู้ที่น่าจะเป็นวัณโรค” (presumptive TB) ตามแนวทางฯ พ.ศ. 2564 หมายถึงผู้ที่มีอาการเข้าได้กับวัณโรค เช่น ไอทุกวันเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด น้ำหนักลดผิดปกติ มีไข้ หรือเหงื่อออกมากตอนกลางคืน คำนี้ใช้แทนคำเดิมว่า TB suspect และยังไม่ใช่การวินิจฉัยว่าป่วย แต่เป็นสัญญาณว่าต้องส่งตรวจต่อ

อาการในเด็กและผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่เหมือนผู้ใหญ่ทั่วไป

แนวทางฯ พ.ศ. 2564 ระบุว่าอาการสงสัยวัณโรคในเด็กไม่จำเป็นต้องไอนานถึง 2 สัปดาห์ ที่พบบ่อยคือไข้เรื้อรังเกิน 7 วัน เบื่ออาหาร ไม่เล่น น้ำหนักลด ซีด และไอเรื้อรังแม้รักษาตามอาการแล้ว ส่วนผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องตรวจเร็วขึ้นเมื่อไอผิดปกติ โดยแนวทางการคัดกรองและรักษาวัณโรคระยะแฝงในผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเอชไอวี พ.ศ. 2568 ใช้คำถามคัดกรอง 4 ข้อทุกครั้งที่มาตรวจ คือ ไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุใน 1 เดือนที่ผ่านมา น้ำหนักลดอย่างน้อยร้อยละ 5 ใน 1 เดือน ไอที่อธิบายสาเหตุไม่ได้ และเหงื่อออกกลางคืนนานกว่า 3 สัปดาห์

ไอกี่สัปดาห์ถึงต้องสงสัยวัณโรค และอาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที

คำตอบคือ 2 สัปดาห์ แนวทางฯ พ.ศ. 2564 เขียนคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปไว้ว่า ถ้าไอเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปตรวจหาวัณโรค ตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์เดียวกับที่ใช้ในระบบเฝ้าระวังทั่วประเทศ และเป็นเหตุผลที่คลินิกวัณโรคของโรงพยาบาลรัฐถามคำถามนี้เป็นข้อแรก

ข้อควรระวังคือไอเกิน 2 สัปดาห์ไม่ได้แปลว่าเป็นวัณโรคเสมอไป สาเหตุอื่นที่พบบ่อยกว่ามีทั้งไอหลังติดเชื้อทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ กรดไหลย้อน และผลข้างเคียงของยาบางกลุ่ม อ่านภาพรวมได้ที่ คันคอไอเกิดจากอะไร อีกโรคที่อาการคล้ายกันจนสับสนได้คือ มะเร็งปอด ทั้งสองโรคใช้การถ่ายภาพรังสีทรวงอกเป็นด่านแรกเหมือนกัน การไปตรวจจึงตอบได้ทีเดียวหลายคำถาม

สัญญาณที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน

  • ไอเป็นเลือดปริมาณมาก: แนวทางฯ พ.ศ. 2564 อธิบายว่าเกิดจากการทำลายเนื้อปอดและเส้นเลือดในปอด ให้โทร 1669 ทันที
  • หอบเหนื่อยรุนแรงหรือเจ็บหน้าอกมาก: ต้องประเมินที่ห้องฉุกเฉิน ไม่ใช่ที่ร้านยา
  • ไข้สูงร่วมกับซึมลง สับสน คอแข็ง หรือชัก: อาจเป็นวัณโรคเยื่อหุ้มสมองซึ่งเป็นชนิดรุนแรง
  • น้ำหนักลดเร็วร่วมกับไข้เรื้อรัง: ไม่ต้องรอให้ครบ 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะถ้าอยู่บ้านเดียวกับผู้ป่วย

วัณโรคติดต่อทางไหน และไม่ติดต่อทางไหน

วัณโรคติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางอากาศเท่านั้น กรมควบคุมโรคอธิบายเมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่าเมื่อผู้ป่วยวัณโรคปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง ไอ จาม พูดดัง ๆ หัวเราะหรือร้องเพลง เชื้อจะลอยออกมาเป็นละอองฝอยขนาดเล็กและเข้าสู่ร่างกายผู้อื่นผ่านการหายใจ

สิ่งที่ย้ำในการแถลงครั้งเดียวกันคือ วัณโรคไม่ติดต่อผ่านการสัมผัส การรับประทานอาหารหรือการดื่มน้ำร่วมกัน และวัณโรคนอกปอด เช่น วัณโรคต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่เชื้อทางการสัมผัส ความเข้าใจผิดข้อนี้คือต้นเหตุสำคัญของการตีตราผู้ป่วย ซึ่งทำให้คนที่มีอาการไม่กล้าไปตรวจ ส่วนผู้ป่วยที่กินยาต่อเนื่อง กรมควบคุมโรคระบุว่าส่วนใหญ่จะไม่แพร่เชื้อเมื่อกินยาเกิน 2 สัปดาห์ไปแล้ว ขณะที่แนวทางฯ พ.ศ. 2564 อธิบายว่าระยะแพร่เชื้อสิ้นสุดเมื่อผลตรวจเสมหะเป็นลบ ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ผู้ สร้าง เทคโนโลยี คือ ใคร

ใกล้ชิดแค่ไหนถึงเรียกว่าผู้สัมผัส

แนวทางเวชปฏิบัติวัณโรคระยะแฝง พ.ศ. 2566 ของกองวัณโรค ให้เกณฑ์ไว้ว่าคนที่อยู่ร่วมบ้านและนอนห้องเดียวกันมีโอกาสรับเชื้อสูงกว่าคนที่นอนคนละห้อง ส่วนผู้ที่นั่งรถยนต์หรือเครื่องบินห่างกันไม่เกิน 1 ถึง 2 แถวนานตั้งแต่ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ก็เสี่ยงสูงกว่าผู้โดยสารคนอื่น และถ้ารวมเวลาที่สัมผัสผู้ป่วยได้มากกว่า 120 ชั่วโมงต่อเดือน ก็ถือว่าเสี่ยง เมื่อพบผู้ป่วยรายหนึ่ง เจ้าหน้าที่จะย้อนหลังไป 3 เดือนนับจากวันวินิจฉัย เพื่อไล่หาว่าใครบ้างที่ควรมาตรวจ

วัณโรคระยะแฝงต่างจากวัณโรคที่ป่วยแล้วอย่างไร

ต่างกันที่มีอาการหรือไม่ แพร่เชื้อหรือไม่ และภาพรังสีทรวงอกผิดปกติหรือไม่ แนวทางฯ พ.ศ. 2566 แบ่งไว้ 3 ระยะ คือระยะสัมผัสโรค วัณโรคระยะแฝง และระยะป่วยเป็นวัณโรค คนที่อยู่ในระยะแฝงส่วนใหญ่ไม่มีอาการและไม่แพร่เชื้อ แต่เสี่ยงที่จะป่วยในอนาคต

ประเด็นระยะสัมผัสโรควัณโรคระยะแฝงป่วยเป็นวัณโรค
อาการไม่มีไม่มีมี
ภาพรังสีทรวงอกปกติปกติ หรือพบมีหินปูนจับผิดปกติ
ทุเบอร์คุลินหรือ IGRAsลบบวกบวกหรือลบก็ได้
แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นไม่แพร่ไม่แพร่แพร่ได้ถ้าเป็นที่ปอดหรือกล่องเสียง
สิ่งที่ต้องทำรอตรวจซ้ำราว 3 เดือนพิจารณายาป้องกันตามดุลยพินิจแพทย์รักษาด้วยสูตรยาต้านวัณโรคเต็มรูปแบบ

ตัวเลขที่ช่วยให้เห็นภาพคือ แนวทางฯ พ.ศ. 2564 ระบุว่าหลังสัมผัสเชื้อ ร้อยละ 70 ถึง 90 ไม่ติดเชื้อเลย ในกลุ่มที่ติดเชื้อแล้ว ร้อยละ 90 จะไม่ป่วย เหลือราวร้อยละ 10 ที่ป่วย โดยครึ่งหนึ่งป่วยภายใน 2 ปีแรก องค์การอนามัยโลกให้ตัวเลขใกล้เคียงกันว่าร้อยละ 5 ถึง 10 ของผู้ติดเชื้อจะป่วย ส่วนผู้ที่ป่วยแล้วไม่ได้รับการรักษา ร้อยละ 50 ถึง 65 เสียชีวิตภายใน 5 ปี ความเสี่ยงไม่เท่ากันทุกคน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสี่ยงป่วยสูงถึงร้อยละ 7 ถึง 10 ต่อปี และเด็กที่รับเชื้อตอนอายุต่ำกว่า 1 ปี มีโอกาสไม่เป็นวัณโรคเพียงร้อยละ 50 ขณะที่ช่วงอายุ 5 ถึง 10 ปีมีโอกาสไม่เป็นสูงถึงร้อยละ 98

สำหรับคนที่ติดเชื้อระยะแฝง การรักษาป้องกันหรือ TPT ใช้ยา isoniazid ร่วมกับ rifampicin หรือ rifapentine ในสูตรที่กินนานต่างกันตั้งแต่ราว 1 เดือนถึง 9 เดือน การเลือกสูตรและขนาดยาเป็นดุลยพินิจของแพทย์เป็นราย ๆ ไป โดยการกิน isoniazid นาน 6 เดือนป้องกันได้ราวร้อยละ 70 ถึง 80

ตรวจวัณโรคทำอย่างไร และใครตรวจฟรีได้บ้าง

การตรวจหลักมี 2 ส่วนคู่กัน คือถ่ายภาพรังสีทรวงอกเพื่อดูว่าปอดผิดปกติหรือไม่ และตรวจเสมหะทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันเชื้อ กรมควบคุมโรคระบุเมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่ากลุ่มเสี่ยงสูงจะได้รับการคัดกรองด้วยการเอกซเรย์ทรวงอกและแปลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับการวินิจฉัยทางอณูชีววิทยา พร้อมตรวจหาวัณโรคดื้อยาในทุกกรณี

การตรวจเสมหะมีหลายระดับ ตั้งแต่การย้อมสีหาเชื้อทนกรด การตรวจอณูชีววิทยาอย่าง Xpert MTB/RIF ซึ่งบอกทั้งว่าพบเชื้อหรือไม่และดื้อยา rifampicin หรือไม่ ไปจนถึงการเพาะเลี้ยงเชื้อและทดสอบความไวต่อยา โดยกองวัณโรคเผยแพร่แนวทางฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2568 เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568 ส่วนทุเบอร์คุลินและ IGRAs ใช้บอกว่าเคยติดเชื้อหรือไม่ ไม่ได้ใช้วินิจฉัยว่าป่วย

สิทธิตรวจคัดกรองวัณโรคฟรี 7 กลุ่ม

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 กองวัณโรคประกาศว่าการคัดกรองวัณโรคด้วยการเอกซเรย์ทรวงอกและการตรวจทางอณูชีววิทยา เป็นสิทธิของคนไทยทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่รวมสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ 7 กลุ่ม ตรวจสอบสิทธิของตัวเองได้จาก สิทธิบัตรทอง 30 บาท

กลุ่มเสี่ยงเหตุผลวิธีคัดกรองที่มา
ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรครับละอองฝอยจากผู้ป่วยโดยตรงเอกซเรย์ทรวงอกทุกรายกองวัณโรค 2565
ผู้ต้องขังและผู้อยู่ในสถานคุมขังอยู่รวมกันหนาแน่น อากาศถ่ายเทจำกัดเอกซเรย์เชิงรุกและตรวจอณูชีววิทยากองวัณโรค 2565
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสี่ยงป่วยสูงถึงร้อยละ 7 ถึง 10 ต่อปีคัดกรองอาการ 4 ข้อทุกครั้งที่มาตรวจแนวทางฯ ระยะแฝง 2566
ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน โรคไตเรื้อรังคุมเชื้อที่แฝงอยู่ได้น้อยลงเอกซเรย์ทรวงอกและตรวจเพิ่มตามข้อบ่งชี้กองวัณโรค 2565
ผู้สูงอายุเกิน 65 ปีที่สูบบุหรี่หรือมีถุงลมโป่งพองภูมิคุ้มกันลดลงตามวัยร่วมกับโรคปอดเดิมเอกซเรย์ทรวงอกตามรอบของหน่วยบริการกองวัณโรค 2565
ผู้ใช้สารเสพติดและผู้ดื่มสุราเรื้อรังทุพโภชนาการและเข้าถึงบริการไม่ต่อเนื่องเอกซเรย์ทรวงอกเชิงรุกในชุมชนกองวัณโรค 2565
บุคลากรสาธารณสุขสัมผัสผู้ป่วยที่ยังไม่ได้วินิจฉัยเป็นประจำเอกซเรย์ทรวงอกตามรอบของหน่วยงานกองวัณโรค 2565
อินโฟกราฟิกสรุป วัณโรคอาการเริ่มแรก ไอกี่สัปดาห์ต้องสงสัย ตรวจฟรีและรักษาอย่างไร
สรุปเป็นภาพ: วัณโรคอาการเริ่มแรก ไอกี่สัปดาห์ต้องสงสัย ตรวจฟรีและรักษาอย่างไร

ถ้าไม่ได้อยู่ใน 7 กลุ่มนี้ ดูรายการตรวจตามวัยได้ที่ ตรวจสุขภาพประจำปีต้องตรวจอะไรบ้าง ส่วนผู้สัมผัสที่คัดกรองแล้วไม่พบว่าป่วย แนวทางฯ พ.ศ. 2564 แนะนำให้ตรวจติดตามด้วยภาพรังสีทรวงอกทุก 6 เดือนเป็นเวลา 2 ปี แล้วหลังจากนั้นตรวจปีละครั้ง

วัณโรครักษาหายไหม และต้องกินยานานเท่าไหร่

รักษาหายได้ถ้าเชื้อยังไวต่อยาและกินยาครบ แนวทางฯ พ.ศ. 2564 กำหนดสูตรยาสำหรับผู้ป่วยรายใหม่ที่เชื้อไวต่อยาไว้เป็นสูตร 2HRZE/4HR หมายถึงยาแนวที่หนึ่ง 4 ชนิดคือ isoniazid, rifampicin, pyrazinamide และ ethambutol ใน 2 เดือนแรกซึ่งเรียกว่าระยะเข้มข้น แล้วตามด้วย isoniazid กับ rifampicin อีก 4 เดือนในระยะต่อเนื่อง รวมเป็น 6 เดือน

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  Dicloxacillin 500 Mg รักษา อะไร - ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย

ตัวเลขที่ได้ยินอาจไม่เท่ากันเพราะพูดกันคนละบริบท กรมควบคุมโรคสื่อสารกับประชาชนเมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่าถ้าตรวจพบเร็วและกินยาตามแพทย์สั่งต่อเนื่อง 6 ถึง 9 เดือน จะรักษาหายขาดได้ ส่วนองค์การอนามัยโลกระบุว่าใช้ยาปฏิชีวนะกินทุกวันเป็นเวลา 4 ถึง 6 เดือน ความต่างนี้มาจากสูตรยาและสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากนี้แนวทางฯ พ.ศ. 2564 ยังเปิดให้ยืดระยะต่อเนื่องจาก 4 เดือนเป็น 7 เดือนในผู้ป่วยที่มีแผลโพรงขนาดใหญ่

คนไข้จำนวนไม่น้อยรู้สึกดีขึ้นตั้งแต่เดือนแรกแล้วหยุดยาเอง นั่นคือเส้นทางตรงไปสู่เชื้อดื้อยา ระบบของไทยจึงใช้วิธีมีผู้สังเกตการกินยาโดยตรงหรือ DOT และการสังเกตผ่านวิดีโอหรือ VOT ยาต้านวัณโรคมีผลต่อตับและเส้นประสาท และมีปฏิกิริยากับยาหลายกลุ่ม การเลือกสูตรและขนาดยาจึงเป็นหน้าที่ของแพทย์และเภสัชกร ถ้ามีตัวเหลือง ตาเหลือง คลื่นไส้อาเจียนมาก ผื่นขึ้นทั้งตัว หรือชาปลายมือปลายเท้า ให้กลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ไม่ใช่หยุดยาเงียบ ๆ

วัณโรคดื้อยาคืออะไร และสถานการณ์ในไทยเป็นอย่างไร

วัณโรคดื้อยาหลายขนานหรือ MDR-TB คือวัณโรคที่เชื้อไม่ตอบสนองต่อยาหลักสองตัวคือ rifampicin และ isoniazid ตามคำอธิบายขององค์การอนามัยโลก ส่วน RR-TB หมายถึงดื้อยา rifampicin ซึ่งเป็นสัญญาณแรกที่การตรวจอณูชีววิทยาจับได้ ถ้าดื้อเพิ่มขึ้นไปอีกจะเรียกว่าชนิดรุนแรงหรือ pre-XDR-TB และชนิดรุนแรงมากหรือ XDR-TB

ตัวเลขฝั่งไทยจากแนวทางฯ พ.ศ. 2564 ระบุว่าปี พ.ศ. 2562 คาดประมาณผู้ป่วย MDR/RR-TB ราว 2,500 ราย หรือ 3.6 ต่อประชากรแสนคน โดยพบร้อยละ 1.7 ในผู้ป่วยรายใหม่ และร้อยละ 10 ในผู้ที่เคยรักษามาก่อน ส่วนปี พ.ศ. 2563 พบผู้ป่วย MDR/RR-TB ที่ยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 1,302 ราย ได้รับการรักษา 1,204 ราย และชนิด pre-XDR กับ XDR-TB ยืนยันได้ 65 ราย ได้รับการรักษา 62 ราย อัตราผลสำเร็จการรักษาของผู้ขึ้นทะเบียนปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ 63 สำหรับ MDR/RR-TB และร้อยละ 81 สำหรับ XDR-TB ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลย้อนหลังหลายปี ใช้ดูภาพรวมความยากของการรักษา ไม่ใช่การพยากรณ์ผลของผู้ป่วยรายใดรายหนึ่ง

ภาระวัณโรคของไทยและเป้าหมายปี 2578

ตัวเลขระดับประเทศมีสองชุดที่ควรอ่านคู่กัน ชุดแรกคือคำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อ 24 มีนาคม 2568 ว่าปี 2567 ไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 113,000 ราย และเสียชีวิตกว่า 13,000 ราย ชุดที่สองคือคำแถลงของอธิบดีกรมควบคุมโรคเมื่อ 27 เมษายน 2569 ซึ่งอ้างค่าคาดประมาณขององค์การอนามัยโลกปี 2568 ว่าไทยจะมีผู้ป่วยรายใหม่ราว 104,000 รายต่อปี และเสียชีวิตราว 11,300 รายต่อปี ชุดหลังใหม่กว่าและแนวโน้มลดลง ส่วนภาพระดับโลกปี ค.ศ. 2024 มีผู้ป่วยรายใหม่ 10.7 ล้านคนและเสียชีวิต 1.23 ล้านคน เป้าหมายของไทยคือลดอัตราการตายลงร้อยละ 95 และลดผู้ป่วยรายใหม่ลงร้อยละ 90 ภายในปี 2578 ขณะที่กองวัณโรคตั้งเป้าลดอุบัติการณ์เหลือ 10 ต่อประชากรแสนคน

ตัวเลขและเงื่อนไขสิทธิในบทความนี้อ้างจากเอกสารของกองวัณโรค กรมควบคุมโรค และองค์การอนามัยโลก ตามที่เผยแพร่ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 19 กันยายน 2569 ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรยืนยันกับหน่วยบริการสาธารณสุขที่รับผิดชอบ หรือสอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 และสายด่วน สปสช. 1330 บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย การเลือกยาและขนาดยาต้องเป็นดุลยพินิจของแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลท่าน

คำถามที่พบบ่อย

อาการวัณโรคระยะแรกเป็นอย่างไร?

แนวทางฯ พ.ศ. 2564 ระบุว่าระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย สิ่งที่กรมควบคุมโรคให้สังเกตคือไอเกิน 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด ไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย

ไอกี่สัปดาห์ถึงต้องไปตรวจวัณโรค?

เกณฑ์ที่ใช้ในไทยคือไอทุกวันเกิน 2 สัปดาห์ให้ไปตรวจ ส่วนผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรตรวจเร็วขึ้นเมื่อไอผิดปกติ และในเด็กอาจไม่ต้องไอนานถึง 2 สัปดาห์

วัณโรคติดต่อจากการกินข้าวร่วมกันไหม?

ไม่ติด กรมควบคุมโรคยืนยันเมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่าวัณโรคติดต่อผ่านทางอากาศเท่านั้น ไม่ติดจากการสัมผัส การกินอาหารหรือดื่มน้ำร่วมกัน

ผู้ป่วยวัณโรคหยุดแพร่เชื้อเมื่อไหร่?

กรมควบคุมโรคระบุว่าผู้ป่วยที่กินยาต่อเนื่องส่วนใหญ่จะไม่แพร่เชื้อเมื่อกินยาเกิน 2 สัปดาห์ แนวทางฯ พ.ศ. 2564 เสริมว่าระยะแพร่เชื้อสิ้นสุดเมื่อผลตรวจเสมหะเป็นลบ

วัณโรคระยะแฝงแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ไหม?

ไม่ได้ แนวทางเวชปฏิบัติวัณโรคระยะแฝง พ.ศ. 2566 ระบุว่าผู้ติดเชื้อระยะแฝงส่วนใหญ่ไม่มีอาการและไม่แพร่เชื้อ แต่มีความเสี่ยงที่จะป่วยในอนาคต

ตรวจวัณโรคฟรีได้ไหม ใช้สิทธิอะไร?

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 การคัดกรองใน 7 กลุ่มเสี่ยงเป็นสิทธิของคนไทยทุกคน รวมสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ สอบถามได้ที่สายด่วน สปสช. 1330

ผลทุเบอร์คุลินหรือ IGRA เป็นลบแปลว่าไม่เป็นวัณโรคใช่ไหม?

ไม่ใช่ แนวทางฯ พ.ศ. 2566 ระบุว่าผลลบของ IGRAs หรือ TST ไม่สามารถตัดวัณโรคออกได้ และไม่ช่วยวินิจฉัยวัณโรคที่ป่วยแล้ว

วัณโรครักษาหายขาดไหม ต้องกินยานานแค่ไหน?

หายขาดได้ถ้าเชื้อยังไวต่อยาและกินยาครบ สูตรมาตรฐานตามแนวทางฯ พ.ศ. 2564 คือ 2HRZE/4HR รวม 6 เดือน ส่วนกรมควบคุมโรคสื่อสารว่า 6 ถึง 9 เดือน ระยะเวลาจริงเป็นดุลยพินิจของแพทย์

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  บีบอัดไฟล์วิดีโอให้เล็กลง: HandBrake, มือถือ, ส่ง LINE และ Gmail 25 MB

วัณโรคดื้อยาคืออะไร?

องค์การอนามัยโลกนิยาม MDR-TB ว่าเป็นเชื้อที่ไม่ตอบสนองต่อทั้ง rifampicin และ isoniazid ถ้าดื้อมากกว่านั้นจะเรียกว่า pre-XDR และ XDR

คนในบ้านเป็นวัณโรค คนอื่นต้องไปตรวจด้วยไหม?

ต้องตรวจ แนวทางฯ พ.ศ. 2564 ให้คัดกรองผู้สัมผัสร่วมบ้านด้วยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกทุกราย ถ้าไม่พบความผิดปกติ ให้ตรวจติดตามทุก 6 เดือนเป็นเวลา 2 ปี แล้วตรวจปีละครั้ง

สรุปขั้นตอนเมื่อสงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวเป็นวัณโรค

ถ้ากำลังไอมาเกิน 2 สัปดาห์ ให้นัดไปเอกซเรย์ปอดที่หน่วยบริการตามสิทธิภายในสัปดาห์นี้ ไม่ต้องรอให้มีเลือดปนเสมหะ ถ้ามีคนในบ้านเพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่ามีใครอยู่ร่วมบ้าน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนคนที่กำลังกินยาอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดคือกินให้ครบตามที่แพทย์กำหนด สอบถามได้ที่กองวัณโรค โทร 02 212 2279 หรือสายด่วน 1422

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด