บทความแนะนำอาการแพ้ท้อง: เริ่มกี่สัปดาห์ กี่เดือนหาย และแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล

อาการแพ้ท้อง: เริ่มกี่สัปดาห์ กี่เดือนหาย และแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่เริ่มที่อายุครรภ์ 4 ถึง 7 สัปดาห์ หนักที่สุดราวสัปดาห์ที่ 9 และหายไปภายในสัปดาห์ที่ 20 ในร้อยละ 90 ของผู้ตั้งครรภ์ ตามแนวทาง Green-top Guideline No. 69 ฉบับที่ 2 ของ RCOG ปี 2024 สิ่งที่ต้องระวังคือภาวะแพ้ท้องรุนแรงซึ่งพบราวร้อยละ 0.3 ถึง 3.6 โดยเส้นแบ่งสำคัญคือกินและดื่มตามปกติไม่ได้ ไม่ใช่จำนวนครั้งที่อาเจียน

อาการแพ้ท้อง คือ อาการคลื่นไส้และ/หรืออาเจียนในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น โดยแนวทาง Green-top Guideline No. 69 ฉบับที่ 2 ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (RCOG) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร BJOG ปี 2024 ระบุว่าอาการมักเริ่มที่อายุครรภ์ระหว่างสัปดาห์ที่ 4 ถึง 7 มีอาการมากที่สุดราวสัปดาห์ที่ 9 และหายไปภายในสัปดาห์ที่ 20 ในร้อยละ 90 ของผู้ตั้งครรภ์

ประเด็นสำคัญ

  • RCOG ฉบับปี 2024 ระบุว่าอาการคลื่นไส้อาเจียนในการตั้งครรภ์พบได้มากถึงร้อยละ 90 เพิ่มจากร้อยละ 80 ในฉบับปี 2016
  • ข้อมูลไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2561 ระบุว่ายังมีร้อยละ 15 ถึง 20 ที่มีอาการถึงไตรมาสที่สาม และร้อยละ 5 ที่มีอาการจนถึงวันคลอด
  • นิยาม Windsor ที่ RCOG ใช้ในฉบับปี 2024 ย้ายเกณฑ์จากน้ำหนักลดร้อยละ 5 มาที่กินและดื่มตามปกติไม่ได้ โดยเริ่มก่อนอายุครรภ์ 16 สัปดาห์
  • ฉบับปี 2024 ระบุเป็นข้อแนะนำระดับ A ว่าคีโตนในปัสสาวะไม่ใช่ตัวชี้วัดภาวะขาดน้ำ และไม่ควรใช้ประเมินความรุนแรง
  • อาการสับสน ตากระตุก หรือเดินเซ อาจเป็นภาวะ Wernicke encephalopathy จากการขาดวิตามินบี 1 ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน ให้โทร 1669

อาการแพ้ท้องคืออะไร เริ่มกี่สัปดาห์ และกี่เดือนหาย?

อาการแพ้ท้องมักเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนแรกถึงต้นเดือนที่สองของการตั้งครรภ์ และคนส่วนใหญ่ดีขึ้นชัดเจนเมื่อเข้าเดือนที่สี่ถึงห้า

เอกสารวิชาการภาษาไทยของภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่เมื่อ 9 ตุลาคม 2561 ให้ตัวเลขใกล้เคียงแต่ไม่เท่ากัน คือเริ่มที่อายุครรภ์ 5 ถึง 6 สัปดาห์ และหายได้เองช่วงสัปดาห์ที่ 16 ถึง 20 ฉบับเดียวกันระบุว่ามีร้อยละ 15 ถึง 20 ที่อาการลากยาวถึงไตรมาสที่สาม และร้อยละ 5 ที่มีอาการจนถึงคลอด คำถามว่าแพ้ท้องกี่เดือนหายจึงไม่มีคำตอบเดียว

นิยาม: อาการแพ้ท้อง หรือ nausea and vomiting of pregnancy (NVP) คืออาการคลื่นไส้และ/หรืออาเจียนที่เริ่มก่อนอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ และไม่มีสาเหตุอื่นมาอธิบาย ส่วนคำว่า morning sickness ที่ใช้กันทั่วไปนั้น RCOG ฉบับปี 2024 ระบุว่าไม่ตรงกับความจริง เพราะอาการเกิดได้ทั้งก่อนและหลังเที่ยง

ทำไมตัวเลขของ ACOG จึงต่างจากของ RCOG

เอกสารความรู้สำหรับประชาชนของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ACOG) รหัส FAQ126 ทบทวนล่าสุดพฤศจิกายน 2025 เขียนว่าอาการมักเริ่มก่อนอายุครรภ์ 9 สัปดาห์ และหายภายในสัปดาห์ที่ 14 สำหรับคนส่วนใหญ่ ตัวเลขสองชุดนี้ไม่ขัดกัน เพราะ RCOG พูดถึงจุดที่ร้อยละ 90 หายแล้ว ส่วน ACOG พูดถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่

สิ่งที่ทั้งสองฉบับพูดตรงกันคือ ถ้าอาการคลื่นไส้อาเจียนเพิ่งเริ่มครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 9 สัปดาห์ ต้องคิดถึงสาเหตุอื่นด้วย ACOG ยกตัวอย่างโรคที่ต้องแยกไว้ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร อาหารเป็นพิษ โรคไทรอยด์ และโรคถุงน้ำดี โดยสัญญาณที่ชวนให้คิดถึงโรคอื่นคือ ปวดหรือกดเจ็บท้อง มีไข้ ปวดศีรษะ และต่อมไทรอยด์โต หากสงสัยเรื่องไทรอยด์ อ่านเพิ่มที่ อาการของโรคไทรอยด์ แล้วนำข้อสงสัยไปคุยกับแพทย์ที่ฝากครรภ์

อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไร และฮอร์โมนตัวไหนคือตัวการจริง?

คำอธิบายที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดคือฮอร์โมน hCG จากรก รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เขียนไว้ในบทความเมื่อ 18 ตุลาคม 2553 ว่ายิ่งมีเนื้อรกมากก็ยิ่งสร้าง hCG ได้มาก อาการแพ้ท้องก็ยิ่งมาก จึงอธิบายได้ว่าทำไมครรภ์แฝดและครรภ์ไข่ปลาอุกจึงแพ้ท้องหนักกว่าปกติ

แต่ RCOG ฉบับปี 2024 ปรับคำอธิบายนี้ เอกสารระบุว่ากลไกหลักคือความไวผิดปกติต่อฮอร์โมน GDF15 (growth differentiation factor 15) ซึ่งทำให้เบื่ออาหาร เหม็นรสและกลิ่น คลื่นไส้ อาเจียน และน้ำหนักลด ผู้ที่นอนโรงพยาบาลด้วยภาวะแพ้ท้องรุนแรงพบระดับ GDF15 ในเลือดสูง ไม่ใช่ hCG เอกสารจึงสรุปว่า hCG ไม่น่าจะเป็นสาเหตุโดยตรง

ด้านปัจจัยเสี่ยง เอกสารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2561 รวบรวมไว้สี่ข้อ คือ ประวัติเมารถเมาเรือ ประวัติไมเกรน ประวัติคนในครอบครัวมีอาการคลื่นไส้อาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ และประวัติเคยแพ้ท้องรุนแรงในครรภ์ก่อน ส่วน ACOG เพิ่มอีกสองข้อคือ ตั้งครรภ์แฝด และตั้งครรภ์ทารกเพศหญิง

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ: อาการ กี่วันหาย ถ่ายมูกเลือด และยาฆ่าเชื้อ

ระดับความรุนแรงของอาการแพ้ท้องแบ่งอย่างไร และตัวเลขสำคัญมีอะไรบ้าง?

เครื่องมือที่ RCOG และเอกสารไทยใช้เหมือนกันคือคะแนน PUQE-24 ซึ่งถามสามข้อในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา คือ คลื่นไส้นานกี่ชั่วโมง อาเจียนกี่ครั้ง และขย้อนแห้งกี่ครั้ง คะแนนรวมอยู่ระหว่าง 3 ถึง 15 โดย 6 คะแนนหรือน้อยกว่าคืออาการน้อย 7 ถึง 12 คือปานกลาง และ 13 ถึง 15 คือรุนแรง

ประเด็นตัวเลขหรือเกณฑ์แหล่งที่มาปีของข้อมูล
ผู้ตั้งครรภ์ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากถึงร้อยละ 90RCOG GTG 69 ฉบับที่ 22024 (2567)
ตัวเลขเดียวกันในฉบับก่อนมากถึงร้อยละ 80RCOG GTG 69 ฉบับแรก2016 (2559)
สัดส่วนที่คลื่นไส้และที่อาเจียนร่วมคลื่นไส้ร้อยละ 50 ถึง 80 อาเจียนราวร้อยละ 50คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่2561 (2018)
ภาวะแพ้ท้องรุนแรงร้อยละ 0.3 ถึง 3.6 นอนโรงพยาบาลราว 3 ถึง 4 วันRCOG Green-top Guideline No. 69 ฉบับที่ 22024 (2567)
เส้นเวลาของอาการเริ่มสัปดาห์ที่ 4 ถึง 7 หนักสุดสัปดาห์ที่ 9 หายภายในสัปดาห์ที่ 20 ในร้อยละ 90 ของผู้ตั้งครรภ์RCOG Green-top Guideline No. 69 ฉบับที่ 22024 (2567)
เส้นเวลาตามเอกสารสหรัฐเริ่มก่อนสัปดาห์ที่ 9 หายภายในสัปดาห์ที่ 14 ในคนส่วนใหญ่ACOG FAQ126ทบทวนพฤศจิกายน 2025 (2568)
ผู้ที่มีอาการถึงไตรมาสสามและถึงคลอดร้อยละ 15 ถึง 20 และร้อยละ 5 ตามลำดับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่2561 (2018)
คะแนน PUQE-24 ที่ถือว่ารุนแรง13 ถึง 15 คะแนน จากช่วง 3 ถึง 15RCOG Green-top Guideline No. 69 ฉบับที่ 22024 (2567)
อินโฟกราฟิกสรุป อาการแพ้ท้อง: เริ่มกี่สัปดาห์ กี่เดือนหาย และแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล
สรุปเป็นภาพ: อาการแพ้ท้อง: เริ่มกี่สัปดาห์ กี่เดือนหาย และแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล

แพ้ท้องหนักมากอันตรายไหม และนับจากตรงไหนว่าเป็นภาวะแพ้ท้องรุนแรง?

อันตรายได้ แต่เป็นสัดส่วนที่ไม่มาก ภาวะแพ้ท้องรุนแรงพบร้อยละ 0.3 ถึง 3.6 ตามเอกสาร RCOG ปี 2024 ส่วน ACOG ระบุว่าพบได้สูงถึงร้อยละ 3 ของการตั้งครรภ์ เอกสารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2561 ระบุว่าภาวะนี้เป็นสาเหตุการนอนโรงพยาบาลที่พบบ่อยที่สุดในไตรมาสแรก

เกณฑ์เก่ากับเกณฑ์ใหม่ต่างกันตรงไหน

เกณฑ์ที่ใช้กันมานานคือสามอย่างรวมกัน ได้แก่ น้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ ภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ผิดปกติ ซึ่ง RCOG ฉบับปี 2016 เอกสารไทยปี 2561 และ ACOG ใช้ตรงกัน

ฉบับปี 2024 หันไปใช้นิยาม Windsor จากกระบวนการหาฉันทามติระหว่างประเทศ ซึ่งอธิบายภาวะแพ้ท้องรุนแรงว่าคือ คลื่นไส้และอาเจียนโดยอย่างน้อยหนึ่งอย่างรุนแรง เริ่มก่อนอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ กินและดื่มตามปกติไม่ได้ และจำกัดการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยอาการขาดน้ำถือเป็นข้อสนับสนุน นี่คือการย้ายน้ำหนักจากตัวเลขที่วัดได้ มาที่สิ่งที่ผู้ป่วยรายงานเอง เพื่อให้การวินิจฉัยไม่ช้าเกินไป

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้จักชื่อ

เอกสารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าการเสียชีวิตจากภาวะนี้พบได้น้อยมาก แต่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงยังเกิดได้ เช่น กลุ่มอาการทางระบบประสาทจากการขาดวิตามินบี 1 (Wernicke encephalopathy) ม้ามฉีกขาด หลอดอาหารฉีกขาด และไตวายเฉียบพลัน RCOG ฉบับปี 2024 เสริมตัวเลขจากการทบทวนอย่างเป็นระบบ 177 ราย ซึ่งพบความผิดปกติทางการรับรู้เรื้อรังร้อยละ 65.4 การสูญเสียการตั้งครรภ์ร้อยละ 50 และมารดาเสียชีวิตร้อยละ 5 จึงเป็นเหตุผลที่แนวทางกำหนดให้เสริมวิตามินบี 1 ในผู้ที่ต้องรับไว้ในโรงพยาบาลด้วยอาการอาเจียน

แพ้ท้องแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล และอาการใดคือภาวะฉุกเฉิน?

เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงไม่ใช่จำนวนครั้งที่อาเจียน แต่คือยังดื่มน้ำและกินอาหารได้หรือไม่ ACOG ให้โทรหาแพทย์ผู้ดูแลการตั้งครรภ์ทันทีเมื่อ ปัสสาวะออกน้อยและมีสีเข้ม ปัสสาวะไม่ออกเลย ดื่มน้ำแล้วอาเจียนออกหมด หน้ามืดจะเป็นลมเมื่อลุกยืน และใจสั่นหรือหัวใจเต้นแรงผิดปกติ

ฝั่งไทย รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ เขียนไว้ในบทความของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลปี 2553 ว่าถ้าแพ้รุนแรงจนทานอะไรไม่ได้เลย ดูโทรม ตาลึกโบ๋ ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยและสีเหลืองเข้ม ให้รีบไปหาหมอ เพราะอาจต้องรับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ ส่วนกรมอนามัยเผยแพร่เมื่อ 27 กันยายน 2565 ย้ำว่า เมื่อแพ้ท้องหนักจนรับประทานอาหารไม่ได้ ไม่ควรซื้อยามากินเอง ควรไปพบแพทย์

เกณฑ์ที่แนวทางใช้พิจารณารับไว้ในโรงพยาบาล

RCOG ระบุให้พิจารณารับไว้เป็นผู้ป่วยในเมื่อมีอย่างน้อยหนึ่งข้อ คือ ยังคลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่องและกินยาแก้อาเจียนชนิดรับประทานไม่ได้ ยังคลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่องร่วมกับน้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 5 ทั้งที่ใช้ยาชนิดรับประทานแล้ว หรือมีโรคร่วมที่ยืนยันหรือสงสัย ฉบับปี 2024 เพิ่มกลุ่มโรคประจำตัวที่หยุดยาไม่ได้เข้ามาด้วย เช่น โรคลมชัก เบาหวาน เอชไอวี และโรคทางจิตเวช

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ครอบครัว จิต หลุด เพี้ยน สุด หัวใจ 2016 พากย์ ไทย

อาการที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที ได้แก่ สับสน ซึม พูดจาไม่รู้เรื่อง ตากระตุกหรือมองเห็นภาพซ้อน เดินเซทรงตัวไม่ได้ ซึ่งเป็นกลุ่มอาการทางระบบประสาทที่ RCOG ระบุว่าอาจบ่งชี้ภาวะ Wernicke encephalopathy รวมถึงอาเจียนเป็นเลือด ปวดท้องรุนแรง และหมดสติ

วิธีบรรเทาแพ้ท้องที่มีหลักฐานรองรับมีอะไรบ้าง?

ข้อแนะนำที่ตรงกันทั้งเอกสารไทยและต่างประเทศคือ อย่าปล่อยให้ท้องว่าง เอกสารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แนะนำให้แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กทุก 1 ถึง 2 ชั่วโมง เน้นโปรตีนสูงไขมันต่ำ อาหารแห้งและขนมปังกรอบ และเลี่ยงอาหารรสเผ็ด อาหารมัน อาหารกลิ่นฉุน และอาหารรสหวานจัด ส่วน ACOG แนะนำกินมื้อเล็กวันละ 5 ถึง 6 มื้อ และดื่มน้ำวันละ 8 ถึง 12 แก้วโดยกระจายทั้งวัน

ขิง การกดจุด และของที่เลี่ยงได้

ขิงเป็นตัวเลือกที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดในกลุ่มที่ไม่ใช่ยา RCOG ฉบับปี 2016 สรุปจากการทบทวนอย่างเป็นระบบสามฉบับว่าขิงดีกว่ายาหลอก และเทียบเท่าวิตามินบี 6 กับ dimenhydrinate แต่ด้อยกว่า metoclopramide ในการทดลองแบบสุ่มที่มีผู้เข้าร่วม 102 ราย เอกสารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2561 บันทึกขนาดที่ใช้ในการศึกษาไว้ที่ 1 ถึง 1.5 กรัมต่อวัน ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงทางวิชาการ ไม่ใช่คำสั่งให้ซื้อมาใช้เอง ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะขิงมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด

การกดจุด P6 ที่ข้อมือ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับข้อมือราว 3 นิ้วมือ ถูกกล่าวถึงว่าอาจช่วยลดอาการเมารถเมาเรือ เอกสารกรมอนามัยปี 2565 แนะนำเพิ่มว่าให้ลดความเครียด นอนหลับให้พอ กินผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อช่วยให้เจริญอาหาร และจิบน้ำอุ่นหรือน้ำขิงอุ่น

อีกจุดที่มักมองข้ามคือธาตุเหล็ก RCOG ฉบับปี 2024 แนะนำให้พิจารณาเลี่ยงวิตามินที่มีธาตุเหล็กหากทำให้อาการแย่ลง เพราะธาตุเหล็กชนิดรับประทานทำให้คลื่นไส้ อาเจียน และท้องผูกได้ เรื่องนี้ต้องคุยกับแพทย์ที่ฝากครรภ์ก่อน ไม่ใช่หยุดยาเอง

ACOG ยังระบุว่าการอาเจียนบ่อยทำให้เคลือบฟันสึก จึงให้บ้วนปากด้วยเบกกิ้งโซดาหนึ่งช้อนชาละลายในน้ำหนึ่งถ้วย ส่วน RCOG ฉบับปี 2024 แนะนำให้รักษาภาวะกรดไหลย้อนควบคู่ไปด้วย เพราะสัมพันธ์กับคะแนน PUQE-24 ที่ลดลง ใครมีอาการแสบกลางอกร่วมด้วย อ่านได้ที่ อาการกรดไหลย้อน

ยาแก้แพ้ท้องมีกี่กลุ่ม และคำแนะนำไทยกับสากลต่างกันอย่างไร?

ยาที่ใช้ในโรงพยาบาลไทยตามเอกสารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2561 แบ่งเป็นห้ากลุ่ม คือ กลุ่มวิตามิน (pyridoxine หรือวิตามินบี 6) กลุ่มต้านฮีสตามีน กลุ่มต้านโดปามีน (เช่น metoclopramide) กลุ่มต้านเซโรโทนิน (ondansetron) และกลุ่มสเตียรอยด์ เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่า doxylamine ยังไม่มีใช้แพร่หลายในไทย ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงปฏิบัติที่ต่างจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐ

บทความนี้ไม่ระบุขนาดยาหรือวิธีใช้ยา เพราะการเลือกตัวยาและขนาดยาในผู้ตั้งครรภ์เป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกรเป็นรายบุคคล ตัวเลขทุกตัวในบทความนี้มาจากแหล่งที่ระบุไว้ ณ วันที่ตรวจสอบ 19 กันยายน 2569 และอาจเปลี่ยนตามฉบับใหม่ของแนวทาง โปรดยืนยันกับแพทย์ที่ดูแลการฝากครรภ์ก่อนตัดสินใจ เนื้อหานี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย

จุดที่สองสำนักเคยเห็นต่าง

เรื่องวิตามินบี 6 เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดว่าแนวทางต่างสำนักไม่จำเป็นต้องตรงกัน ACOG ระบุว่าวิตามินบี 6 หาซื้อได้เองและปลอดภัย อาจลองเป็นลำดับแรก และเพิ่ม doxylamine ได้หากยังไม่พอ ขณะที่ RCOG ฉบับปี 2016 เขียนตรงกันข้ามว่าไม่แนะนำ pyridoxine โดยอ้างการทบทวน Cochrane และการทดลองเทียบกับยาหลอกในผู้ป่วย 46 รายที่ไม่พบว่าดีขึ้น ฉบับปี 2024 ปรับมาจัดยาต้านฮีสตามีน ยากลุ่ม phenothiazine และสูตรผสม doxylamine กับ pyridoxine ไว้เป็นยาลำดับแรกในระดับหลักฐาน A เมื่อพบข้อมูลสองแบบ จึงควรดูก่อนว่าเป็นฉบับปีไหน

ondansetron เป็นอีกจุดที่ต่างกัน ACOG ระบุว่ายานี้ได้ผลดีมาก แต่ข้อมูลความปลอดภัยต่อทารกยังไม่ชัดเจน ส่วน RCOG ฉบับปี 2024 ระบุว่ามีหลักฐานว่าปลอดภัยและได้ผล ไม่ควรกีดกันการใช้เป็นยาลำดับที่สอง พร้อมให้แจ้งตามตรงว่ามีความเสี่ยงสัมบูรณ์ของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมากหากใช้ในไตรมาสแรก ซึ่งต้องชั่งกับความเสี่ยงของการปล่อยให้แพ้ท้องรุนแรงโดยไม่รักษา

คำถามที่พบบ่อย

แพ้ท้องเริ่มกี่สัปดาห์?

แนวทาง RCOG ฉบับปี 2024 ระบุว่าอาการมักเริ่มที่อายุครรภ์ระหว่างสัปดาห์ที่ 4 ถึง 7 ส่วนเอกสารของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2561 ระบุช่วงสัปดาห์ที่ 5 ถึง 6 ทั้งสองฉบับตรงกันว่าอาการแรงที่สุดราวสัปดาห์ที่ 9

แพ้ท้องกี่เดือนหาย?

RCOG ระบุว่าร้อยละ 90 หายภายในสัปดาห์ที่ 20 ซึ่งราวเดือนที่ห้า ส่วน ACOG ระบุว่าคนส่วนใหญ่หายภายในสัปดาห์ที่ 14 เอกสารไทยปี 2561 เสริมว่ามีร้อยละ 15 ถึง 20 ที่อาการยาวถึงไตรมาสสาม

แพ้ท้องหนักมากอันตรายไหม?

อาการน้อยถึงปานกลางแทบไม่มีผลต่อทารกตามเอกสารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2561 แต่ภาวะแพ้ท้องรุนแรงอาจทำให้ทารกน้ำหนักน้อยและคลอดก่อนกำหนด และทำให้มารดาขาดน้ำจนต้องนอนโรงพยาบาลราว 3 ถึง 4 วัน

แพ้ท้องแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล?

ACOG ให้โทรหาแพทย์เมื่อปัสสาวะน้อยและสีเข้ม ปัสสาวะไม่ออก ดื่มน้ำแล้วอาเจียนออกหมด หน้ามืดจะเป็นลมตอนลุกยืน หรือใจสั่นแรง ส่วนบทความศิริราชปี 2553 ใช้เกณฑ์กินอะไรไม่ได้เลย ตาลึกโบ๋ ปากแห้ง และน้ำหนักลด

อาการแบบไหนต้องโทร 1669 ทันที?

อาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ซึม ตากระตุก เห็นภาพซ้อน หรือเดินเซ อาจเป็นภาวะ Wernicke encephalopathy ซึ่ง RCOG จัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจถึงแก่ชีวิต รวมถึงอาเจียนเป็นเลือดและปวดท้องรุนแรง

แพ้ท้องเกิดจากฮอร์โมน hCG ใช่ไหม?

คำอธิบายเดิมใช้ hCG แต่ RCOG ฉบับปี 2024 ระบุว่ากลไกหลักคือความไวผิดปกติต่อฮอร์โมน GDF15 และผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลพบ GDF15 สูง ไม่ใช่ hCG เอกสารจึงสรุปว่า hCG ไม่น่าจะเป็นสาเหตุโดยตรง

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เที่ยววันไหลพัทยา สัมผัสประเพณีสงกรานต์

คีโตนในปัสสาวะใช้บอกว่าขาดน้ำได้ไหม?

ไม่ได้ RCOG ฉบับปี 2024 ระบุเป็นข้อแนะนำระดับ A ว่าคีโตนในปัสสาวะไม่ใช่ตัวชี้วัดภาวะขาดน้ำในการตั้งครรภ์ และไม่ควรใช้ประเมินความรุนแรงหรือตัดสินใจเรื่องการให้สารน้ำ

ครรภ์หน้าจะแพ้ท้องรุนแรงซ้ำหรือเปล่า?

RCOG ระบุว่าผู้ที่เคยมีภาวะแพ้ท้องรุนแรงมีความเสี่ยงเป็นซ้ำ โดยอัตราที่รายงานไว้แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ร้อยละ 15.2 จากทะเบียนโรงพยาบาลในนอร์เวย์ ไปจนถึงร้อยละ 89 เมื่อใช้การรายงานอาการด้วยตนเอง

เริ่มคลื่นไส้อาเจียนครั้งแรกตอนอายุครรภ์เกิน 9 สัปดาห์ ผิดปกติไหม?

ควรตรวจหาสาเหตุอื่นด้วย ACOG ระบุว่าอาการที่เริ่มครั้งแรกหลังอายุครรภ์ 9 สัปดาห์ รวมถึงอาการปวดท้อง มีไข้ ปวดศีรษะ และต่อมไทรอยด์โต อาจมาจากโรคอื่น เช่น แผลในกระเพาะ อาหารเป็นพิษ โรคไทรอยด์ หรือโรคถุงน้ำดี

แพ้ท้องกับอาการตั้งครรภ์ระยะแรกอื่นต่างกันอย่างไร?

อาการแพ้ท้องเป็นหนึ่งในหลายอาการของไตรมาสแรก บทความของศิริราชปี 2553 ยังรวมอาการแน่นท้อง เส้นเลือดขอด ริดสีดวงทวาร และอยากกินของแปลก ไว้ด้วย อ่านภาพรวมได้ที่ อาการคนท้องระยะแรก

สรุปสิ่งที่ควรทำต่อจากวันนี้

ถ้ายังกินได้ดื่มได้และน้ำหนักไม่ลด ให้จดสามอย่างในหนึ่งวัน คือ คลื่นไส้นานกี่ชั่วโมง อาเจียนกี่ครั้ง และขย้อนแห้งกี่ครั้ง ซึ่งเป็นสามคำถามเดียวกับคะแนน PUQE-24 แล้วนำตัวเลขไปคุยตอนฝากครรภ์ครั้งถัดไป พร้อมชั่งน้ำหนักเทียบกับก่อนตั้งครรภ์เป็นระยะ

ส่วนถ้าเริ่มดื่มน้ำแล้วอาเจียนออกหมด ปัสสาวะน้อยและสีเข้ม หรือหน้ามืดตอนลุกยืน อย่ารอให้ถึงนัดหน้า ให้ติดต่อสถานพยาบาลที่ฝากครรภ์ในวันนั้น และถ้ามีอาการสับสน ตากระตุก หรือเดินเซ ให้โทร 1669 ทันที

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด