อาการไทรอยด์ที่คนมาพบแพทย์บ่อยที่สุดมีสองชุด ชุดแรกคือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งคำแนะนำสำหรับภาวะความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ พ.ศ. 2568 ของสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทยระบุว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มาด้วยอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หิวบ่อย กินมากขึ้นแต่น้ำหนักลด ขี้ร้อน หงุดหงิดง่าย และนอนไม่หลับ ชุดที่สองคือภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งอาการที่พบบ่อยคือ อ่อนเพลีย ขี้หนาว ผิวแห้ง ตะคริว เสียงแหบ และน้ำหนักเพิ่ม
ประเด็นสำคัญ
- ภาวะไทรอยด์เป็นพิษพบร้อยละ 0.2 ถึง 1.3 ของประชากร โดยร้อยละ 50 ถึง 80 มาจากโรค Graves
- ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แบบเต็มรูปพบร้อยละ 0.1 ถึง 3 และถ้าเป็นสาเหตุออโตอิมมูนจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 5 ถึง 10 เท่า
- ค่าอ้างอิง TSH ในประชากรทั่วไปคือ 0.4 ถึง 4 mIU/L ส่วนผู้ที่อายุมากกว่า 80 ปี แนวทางไทยให้ใช้ขอบบนที่ 7.0 mIU/L
- การคัดกรองในคนที่ยังไม่มีอาการชัดเจน ให้ตรวจ TSH ก่อนเพียงตัวเดียว แล้วค่อยตามด้วย FT4 เมื่อผลผิดปกติ
- ไทรอยด์เป็นพิษมีทางรักษาหลัก 3 ทาง คือยาต้านไทรอยด์ ไอโอดีนรังสี และการผ่าตัด
- หญิงตั้งครรภ์ที่กินฮอร์โมนไทรอกซินอยู่เดิมมักต้องเพิ่มขนาดยาร้อยละ 25 ถึง 30 และแนวทางไทยให้คุม TSH ไม่เกิน 4.0 mIU/L ตลอดการตั้งครรภ์
ไทรอยด์คืออะไร และอาการไทรอยด์ผิดปกติมีกี่กลุ่ม?
ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมรูปผีเสื้อขนาดเล็กที่อยู่ด้านหน้าลำคอ สร้างฮอร์โมน T3 และ T4 ซึ่งคุมอัตราการเผาผลาญ ระดับพลังงาน การเต้นของหัวใจ อารมณ์ และอุณหภูมิร่างกาย บทความของ Rama Channel คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยแพร่เมื่อ 17 กันยายน 2568 ระบุว่าฮอร์โมนกลุ่มนี้ยังสำคัญต่อการพัฒนาสมองและการเจริญเติบโตในเด็ก
เมื่อต่อมนี้ทำงานเพี้ยน อาการจะแยกเป็นสองกลุ่มที่ตรงข้ามกันเกือบทุกข้อ กลุ่มแรกฮอร์โมนมากเกิน ร่างกายเร่งเครื่องทุกระบบ กลุ่มที่สองฮอร์โมนน้อยเกิน ร่างกายช้าลงทั้งตัว เหตุที่หลายคนปล่อยไว้เป็นปีเพราะอาการทั้งสองกลุ่มคล้ายเรื่องอื่นได้หมด ใจสั่นถูกเข้าใจว่าเป็น อาการแพนิค ส่วนอ่อนเพลียกับน้ำหนักขึ้นถูกเหมาว่าเป็นเรื่องอายุ
สาเหตุของไทรอยด์เป็นพิษที่พบบ่อยสามอันดับแรกคือโรค Graves, toxic multinodular goiter และ toxic adenoma อีกราวร้อยละ 10 มาจาก painless thyroiditis ซึ่งส่วนใหญ่เกิดหลังคลอด ภาวะหลังคลอดนี้พบราวร้อยละ 7 ถึง 8 ในเพศหญิงทั่วไป และสูงถึงร้อยละ 25 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เพศหญิง ส่วนฝั่งไทรอยด์ต่ำ สาเหตุปฐมภูมิคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 99 โดยตัวหลักคือโรค Hashimoto
อาการไทรอยด์เป็นพิษกับไทรอยด์ต่ำต่างกันอย่างไร?
ต่างกันเกือบทุกระบบ และมักต่างกันแบบตรงข้าม ตารางด้านล่างนำอาการของสองภาวะจากคำแนะนำฉบับ พ.ศ. 2568 มาวางเทียบกัน
| ระบบของร่างกาย | เมื่อฮอร์โมนมากเกิน | เมื่อฮอร์โมนน้อยเกิน | ตัวอย่างสิ่งที่แพทย์ตรวจพบ |
|---|---|---|---|
| น้ำหนักและการเผาผลาญ | หิวบ่อย กินมากขึ้นแต่น้ำหนักลด | น้ำหนักเพิ่มทั้งที่กินเท่าเดิม | น้ำหนักลด หรือบวมแบบกดไม่บุ๋ม |
| หัวใจและหลอดเลือด | ใจสั่น เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง เจ็บหน้าอก | อ่อนเพลีย เหนื่อยแม้ไม่ได้ออกแรง | หัวใจเต้นเร็ว atrial fibrillation หรือชีพจรช้า |
| ผิวหนังและเส้นผม | เหงื่อออกมาก ขี้ร้อน | ผิวแห้ง ขี้หนาว ผมหยาบหรือร่วงง่าย | ผิวอุ่นและชื้น หรือผิวแห้งหยาบ |
| ประสาทและกล้ามเนื้อ | มือสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง | ตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนแรง | มือสั่นละเอียด หรือ reflex คลายตัวช้า |
| ทางเดินอาหาร | ถ่ายบ่อยขึ้น ถ่ายเหลว | ท้องผูก | ถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าเดิมชัดเจน |
| อารมณ์และการรับรู้ | วิตกกังวล นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย | ความจำลดลง ซึมเศร้า | อารมณ์แปรปรวนง่าย หรือซึมและพูดช้า |
| ตาและลำคอ | ตาแห้ง เห็นภาพซ้อน ตาโปน | เสียงแหบและห้าว | ตาโปน หรือคลำได้ต่อมไทรอยด์โต |
ยังมีอาการที่ตารางนี้ไม่ได้ลง เช่น ประจำเดือนมาน้อยและกระดูกหักง่ายในฝั่งฮอร์โมนสูง ข้อยกเว้นสำคัญคือผู้ป่วยสูงอายุอาจมีเพียงอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดมาก เรียกว่า apathetic thyrotoxicosis คนกลุ่มนี้ถูกมองข้ามง่าย เพราะอาการสวนทางกับภาพจำว่าไทรอยด์เป็นพิษต้องใจสั่นและกินเก่ง
ความเห็นของเราคือ ตารางนี้ใช้ตั้งคำถามกับแพทย์ได้ แต่วินิจฉัยตัวเองไม่ได้ เพราะอาการแทบทุกข้อเกิดจากโรคอื่นได้ เช่น ใจสั่นจาก อาการโรคหัวใจ หรืออ่อนเพลียจากภาวะโลหิตจาง สิ่งที่แยกได้จริงคือผลเลือด
ตรวจไทรอยด์ดูค่าอะไร และแปลผล TSH กับ FT4 อย่างไร?
ค่าหลักคือ TSH แล้วตามด้วย FT4 ส่วน FT3 หรือ total T3 จะเพิ่มเข้ามาเมื่อสงสัยไทรอยด์เป็นพิษ แนวทาง พ.ศ. 2568 ให้คัดกรองด้วย TSH ตัวเดียวก่อน เพราะเมื่อแกนใต้สมองยังปกติ ระดับ TSH กับฮอร์โมนไทรอยด์จะแปรผกผันกัน TSH จึงไวกว่า
ค่าอ้างอิงของ TSH ในประชากรทั่วไปคือ 0.4 ถึง 4 mIU/L แต่ในผู้ที่อายุมากกว่า 80 ปี ขอบบนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 7.0 mIU/L เพราะการกระจายตัวของค่าปกติเปลี่ยนไปตามอายุ หนังสือยังเตือนว่าค่าจริงต้องอิงห้องปฏิบัติการที่ตรวจ ซึ่งขอบบนมักอยู่ราว 4.5 ถึง 5.0 mIU/L
| ค่า TSH | ค่า FT4 | ค่า FT3 | ความหมายที่เป็นไปได้ |
|---|---|---|---|
| ปกติ | ปกติ | ปกติ | ต่อมไทรอยด์ทำงานปกติ |
| ต่ำ | สูง | สูง | ไทรอยด์เป็นพิษแบบปฐมภูมิ |
| ต่ำ | ปกติ | สูง | T3-toxicosis พบในระยะแรกของก้อนที่สร้างฮอร์โมนเอง |
| ต่ำ | สูง | ปกติ | T4-toxicosis เช่น หลังได้รับสารทึบรังสีที่มีไอโอดีน |
| สูง | ต่ำ | ต่ำหรือปกติ | ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แบบปฐมภูมิ |
| ต่ำ | ปกติ | ปกติ | Subclinical hyperthyroidism, เพิ่งรักษาไทรอยด์เป็นพิษ หรือได้ยาที่กด TSH |
| สูง | ปกติ | ปกติ | Subclinical hypothyroidism หรือกินฮอร์โมนไทรอกซินไม่สม่ำเสมอ |
| ปกติหรือสูงเล็กน้อย | ต่ำ | ต่ำ | ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์จากต่อมใต้สมอง หรือภาวะเจ็บป่วยจากโรคอื่น |

ทำไมไม่ค่อยสั่งตรวจ T3 ในคนที่สงสัยไทรอยด์ต่ำ
แนวทางให้เหตุผลว่าราวร้อยละ 25 ของผู้ป่วยภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์มีระดับ T3 ปกติ เพราะร่างกายปรับตัวด้วยการเปลี่ยน T4 เป็น T3 มากขึ้น การตรวจ T3 ในกลุ่มนี้จึงทำให้สบายใจผิด ๆ
Subclinical คืออะไร ต้องรักษาทุกคนไหม
คือภาวะที่ TSH ผิดปกติแต่ฮอร์โมนไทรอยด์ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ฝั่ง subclinical hypothyroidism พบร้อยละ 4 ถึง 10 ในประชากรทั่วไป และร้อยละ 7 ถึง 26 ในผู้สูงอายุมากกว่า 70 ปี มีโอกาสกลายเป็นภาวะเต็มรูปราวร้อยละ 2.6 ต่อปี และเพิ่มเป็นร้อยละ 4.3 ต่อปีหากพบไทรอยด์แอนติบอดีร่วมด้วย
ฝั่ง subclinical hyperthyroidism พบร้อยละ 0.6 ถึง 1 กลุ่มที่ TSH น้อยกว่า 0.1 mIU/L มีโอกาสกลายเป็นไทรอยด์เป็นพิษเต็มรูปร้อยละ 5 ถึง 8 ต่อปี ขณะที่กลุ่ม TSH 0.1 ถึง 0.4 mIU/L มีโอกาสเพียงร้อยละ 0.5 ถึง 0.7 เมื่อติดตาม 7 ปี ตัวเลขที่ต่างกันขนาดนี้คือเหตุผลที่คำตอบเรื่องจะรักษาหรือไม่ ไม่เหมือนกันทุกคน
ไทรอยด์เป็นพิษรักษาได้กี่วิธี และเลือกอย่างไร?
มี 3 วิธีหลัก คือยาต้านไทรอยด์ ไอโอดีนรังสี และการผ่าตัด ร่วมกับยากลุ่ม beta-adrenergic blockade เพื่อลดอาการใจสั่นและมือสั่นระหว่างรอ แนวทาง พ.ศ. 2568 อ้างการศึกษาที่ติดตามผู้ป่วย 14 ถึง 21 ปีหลังการทดลองแบบสุ่มเปรียบเทียบทั้ง 3 วิธี แล้วพบว่าทั้ง 3 กลุ่มมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงกัน จึงย้ำให้ผู้ป่วยได้ร่วมตัดสินใจ
| วิธีรักษา | เหมาะกับผู้ป่วยแบบใด | ข้อห้ามที่ต้องเลี่ยง | สิ่งที่ต้องแลก |
|---|---|---|---|
| ยาต้านไทรอยด์ | อาการไม่รุนแรง ต่อมโตเล็กน้อย ผล TRAb ลบหรือสูงเล็กน้อย รวมถึงคนที่มีข้อห้ามผ่าตัด | เคยแพ้ยาต้านไทรอยด์แบบรุนแรง | ผลข้างเคียงของยา และต้องพบแพทย์ติดตามทุก 1 ถึง 2 เดือน |
| ไอโอดีนรังสี | คุมฮอร์โมนด้วยยาไม่ได้ กลับเป็นซ้ำ มีข้อห้ามผ่าตัด หรือแพ้ยาต้านไทรอยด์แบบรุนแรง | ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร วางแผนตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือน มีโรคตาจาก Graves ระดับปานกลางถึงรุนแรง | โอกาสเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์จนต้องกินฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต |
| ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ | ต่อมขนาดใหญ่ตั้งแต่ 80 กรัมขึ้นไป กดเบียดอวัยวะข้างเคียง หรือสงสัยมะเร็งร่วมด้วย | สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวหลายอย่าง และการตั้งครรภ์ไตรมาส 1 และ 3 | ภาวะแทรกซ้อน เช่น เสียงแหบ และแคลเซียมในเลือดต่ำ |
ยาต้านไทรอยด์ในไทยมีกี่ชนิด
แนวทางระบุว่ามี 2 ชนิด คือ Methimazole และ Propylthiouracil และให้ใช้ Methimazole เป็นยาหลัก ส่วน Propylthiouracil ให้เลือกใช้เฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 ในผู้ป่วยภาวะวิกฤตไทรอยด์ และในผู้ที่แพ้ยาหลักแบบไม่รุนแรง เหตุผลคือยาตัวหลังมีรายงานทำให้ตับวายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือต้องเปลี่ยนตับ ขนาดยาและการปรับยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์
ระยะเวลาที่แนะนำคือให้ยาหลักนาน 12 ถึง 18 เดือน แล้วพิจารณาหยุดเมื่อ TSH และ TRAb กลับมาปกติ โอกาสโรคสงบหลังหยุดยาต่างกันตามภูมิภาค รายงานจากยุโรปและญี่ปุ่นอยู่ที่ร้อยละ 50 ถึง 60 ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 20 ถึง 30 ผู้ที่ยังมี TRAb สูงหลังรักษามีโอกาสกลับเป็นซ้ำร้อยละ 80 ถึง 100
อาการข้างเคียงที่ต้องหยุดยาแล้วรีบพบแพทย์
แนวทางให้แพทย์อธิบายผู้ป่วยทุกรายก่อนเริ่มยาว่า หากมีผื่นคัน ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มขึ้น ปวดข้อ ปวดท้องร่วมกับอาเจียน ไข้ หรือเจ็บคอ ให้หยุดยาทันทีและรีบมาพบแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำรุนแรงหรือตับอักเสบจากยา ภาวะแรกพบราวร้อยละ 0.1 ถึง 0.3 และส่วนใหญ่เกิดใน 90 วันแรก ส่วนตับอักเสบมักเกิดภายใน 6 เดือนแรก
ไทรอยด์ต่ำรักษาอย่างไร และใครควรตรวจคัดกรอง?
การรักษาหลักคือการให้ฮอร์โมนไทรอกซินทดแทน ซึ่งแนวทาง พ.ศ. 2568 ให้น้ำหนักคำแนะนำระดับสูงสุด การกำหนดและปรับขนาดยาเป็นหน้าที่ของแพทย์ทั้งหมด สิ่งที่ผู้ป่วยคุมได้เองคือความสม่ำเสมอในการกินยาและการเว้นระยะจากอาหารและยาบางกลุ่ม
เพราะยาดูดซึมที่ลำไส้เล็ก แนวทางจึงระบุให้รับประทานก่อนอาหารเช้าประมาณ 30 ถึง 60 นาที หรือก่อนนอนโดยห่างจากมื้อสุดท้าย 4 ชั่วโมง และเลี่ยงการกินพร้อมสิ่งที่รบกวนการดูดซึม เช่น ยาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor ธาตุเหล็ก แคลเซียมคาร์บอเนต กาแฟเอสเพรสโซ และถั่วเหลือง
การติดตามใช้การวัด TSH ที่ 4 ถึง 8 สัปดาห์หลังเริ่มการรักษาหรือหลังปรับขนาดยา เมื่อค่าเข้าเกณฑ์แล้วจึงยืดเป็นทุก 6 ถึง 12 เดือน แนวทางยังระบุชัดว่าไม่แนะนำยาสกัดจากต่อมไทรอยด์สัตว์ และไม่แนะนำให้ใช้ฮอร์โมนไทรอกซินรักษาภาวะอ้วน ภาวะซึมเศร้า หรืออาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ในคนที่ผลตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ปกติ
คัดกรองทั้งประเทศหรือเฉพาะกลุ่มเสี่ยง
ตรงนี้ไทยกับต่างประเทศไม่ตรงกันทั้งหมด แนวทางสรุปว่า American Thyroid Association แนะนำให้ตรวจเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง ขณะที่ American College of Physicians และ U.S. Preventive Services Task Force เห็นว่าหลักฐานยังไม่พอจะแนะนำการคัดกรอง ส่วนจุดยืนที่แนวทางไทยเลือกคือไม่คัดกรองในประชากรทั่วไป แต่ให้ตรวจ TSH ในกลุ่มเสี่ยง
กลุ่มเสี่ยงที่ระบุไว้ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ที่มีบุตรยากหรือแท้งบ่อย ผู้เป็นโรคออโตอิมมูนเช่นเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้ที่ตรวจพบไทรอยด์แอนติบอดีเป็นบวกหรือมีญาติสายตรงเป็นโรคออโตอิมมูนของต่อมไทรอยด์ ผู้ที่มีคอพอกหรือเคยผ่าตัดหรือฉายรังสีบริเวณคอ ผู้ที่ได้ยา amiodarone หรือ lithium และผู้ที่มีภาวะซึ่งอธิบายจากสาเหตุอื่นไม่ได้ เช่น ซีด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ท้องผูก หรือคอเลสเตอรอลสูง หากอยู่ในกลุ่มนี้ การขอเพิ่มค่า TSH ตอน ตรวจสุขภาพประจำปี เป็นคำถามที่สมเหตุผลจะถามแพทย์
คนท้องที่มีปัญหาไทรอยด์ต้องระวังอะไร?
ระวังสองเรื่องคู่กัน คือค่าอ้างอิงที่เปลี่ยนไป และความต้องการฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น แนวทาง พ.ศ. 2568 อธิบายว่าในไตรมาสแรก ฮอร์โมน hCG กระตุ้นตัวรับ TSH โดยตรง ทำให้ระดับ TSH ต่ำลงกว่าก่อนตั้งครรภ์ พบร้อยละ 15 ในไตรมาสแรก ร้อยละ 10 ในไตรมาสที่สอง และร้อยละ 5 ในไตรมาสที่สาม ค่า TSH ที่ต่ำในช่วงแรกจึงไม่ได้แปลว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษเสมอไป
จุดที่แนวทางไทยพูดตรงไปตรงมาคือประเทศไทยยังไม่มีค่าอ้างอิงเฉพาะของคนไทย จึงให้ปรับค่าอ้างอิงของคนทั่วไปลง โดยลดขอบล่างอีก 0.4 mIU/L และลดขอบบนอีก 0.5 mIU/L กล่าวคือระดับ TSH ควรไม่เกิน 4.0 mIU/L ตลอดการตั้งครรภ์ นี่ต่างจากหลักสากลที่ให้ใช้ค่าอ้างอิงเฉพาะไตรมาสของแต่ละประชากร หนังสือเองระบุว่าวิธีเฉพาะประชากรยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ใช้จริงไม่ได้เมื่อยังไม่มีข้อมูลของคนไทย
อีกข้อที่ต่างคือ แนวทางให้ตรวจ total T4 เป็นหลักในหญิงตั้งครรภ์แทน FT4 เพราะโปรตีนในเลือดที่เปลี่ยนไปทำให้ค่า FT4 ต่ำลงในไตรมาสที่สาม และให้เพิ่มช่วงอ้างอิงของ total T4 อีกร้อยละ 50 เช่น จาก 5 ถึง 12 เป็น 7.5 ถึง 18 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร
คนที่กินฮอร์โมนไทรอกซินอยู่แล้วแล้วตั้งครรภ์
แนวทางระบุว่ามักต้องเพิ่มขนาดยาร้อยละ 25 ถึง 30 และควรตรวจ TSH ทุก 4 ถึง 6 สัปดาห์ในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ โดยเป้าหมายคือคุม TSH ในครึ่งล่างของช่วงอ้างอิงหรือไม่เกิน 2.5 mIU/L หลังคลอดขนาดยามักต้องลดกลับเท่าก่อนตั้งครรภ์ และควรตรวจซ้ำราว 6 สัปดาห์หลังคลอด การปรับทั้งหมดนี้ต้องให้แพทย์สั่ง
เหตุผลที่ต้องเข้มงวดคือผลกระทบ หากไม่ได้รับการรักษา แนวทางระบุภาวะแทรกซ้อนในมารดาได้แก่ ครรภ์เป็นพิษ โลหิตจาง และตกเลือดหลังคลอด ส่วนในทารกได้แก่ คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกคลอดต่ำ และพัฒนาการทางระบบประสาทบกพร่อง ใครที่กำลังสังเกต อาการคนท้องระยะแรก แล้วเคยมีประวัติโรคไทรอยด์ ควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่ฝากครรภ์ครั้งแรก
คอพอกกับโรคไทรอยด์ต่างกันไหม และอาการแบบไหนต้องรีบพบแพทย์?
ต่างกัน คอพอกคือลักษณะที่คลำหรือมองเห็นว่าต่อมไทรอยด์โต เป็นอาการแสดงอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ชื่อโรคที่บอกว่าฮอร์โมนสูงหรือต่ำ คนที่มีคอพอกอาจมีฮอร์โมนปกติ สูง หรือต่ำก็ได้ แนวทาง พ.ศ. 2568 จึงจัดผู้ที่มีคอพอกไว้ในกลุ่มที่ควรตรวจ TSH คัดกรอง และแยกเรื่องก้อนที่ต่อมไทรอยด์ออกเป็นบทของตัวเอง โดยระบุว่าความชุกของก้อนสูงถึงร้อยละ 68 ของประชากรเมื่อใช้เครื่องมือที่ละเอียด ส่วนความชุกของมะเร็งในผู้ป่วยที่มีก้อนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5 ถึง 13
ตัวเลขคู่นี้อธิบายว่าทำไมการคลำเจอก้อนที่คอไม่ควรทั้งละเลยและไม่ควรตื่นตระหนก ก้อนพบบ่อยมาก แต่สัดส่วนที่เป็นมะเร็งไม่สูง สิ่งที่ต้องทำคือให้แพทย์ประเมินด้วยการตรวจระดับฮอร์โมนและอัลตราซาวนด์
สัญญาณที่ไม่ควรรอ
อาการที่ควรพบแพทย์โดยไม่รอรอบตรวจถัดไปได้แก่ คลำได้ก้อนที่คอ ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เพิ่งเกิด น้ำหนักลดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ ตาโปนหรือเห็นภาพซ้อน และอาการซึมลงหรือสับสนในผู้สูงอายุ แนวทางระบุว่าในผู้ป่วยภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ที่รุนแรงมาก อาจมาด้วยอาการซึมร่วมกับอุณหภูมิกายต่ำ ความดันต่ำ ชีพจรช้า และโซเดียมต่ำ เรียกว่าภาวะ myxedema coma ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอัตราตายสูงมาก
ฝั่งฮอร์โมนสูงมีภาวะวิกฤตของตัวเองคือ thyroid storm ซึ่งแนวทางระบุว่าอาจถูกกระตุ้นหลังการรักษาด้วยไอโอดีนรังสีในผู้ที่ยังคุมอาการไม่ดี จึงต้องเตรียมผู้ป่วยให้ฮอร์โมนปกติก่อน หากพบคนหมดสติ ซึม สับสน ตัวร้อนจัด หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติจนคุมไม่ได้ ให้โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ซึ่งกรมควบคุมโรคระบุว่าโทรขอความช่วยเหลือได้ทันที
ตัวเลขและคำแนะนำทั้งหมดในบทความนี้มาจากแหล่งที่ระบุไว้ท้ายบทความ ตามที่ปรากฏ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 19 กันยายน 2569 ค่าปกติของห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งต่างกัน และแนวทางมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันกับแพทย์หรือเภสัชกรผู้ดูแลก่อนตัดสินใจใด ๆ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำสั่งใช้ยา และไม่ใช่คำแนะนำทางวิชาชีพเฉพาะราย
คำถามที่พบบ่อย
ไทรอยด์เป็นพิษมีอาการอะไรบ้าง
คำแนะนำฉบับ พ.ศ. 2568 ระบุว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มาด้วยอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หิวบ่อย กินมากขึ้นแต่น้ำหนักลด ขี้ร้อน หงุดหงิดง่าย และนอนไม่หลับ ผู้สูงอายุอาจมีเพียงอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดมาก
ไทรอยด์ต่ำมีอาการอะไรบ้าง
อาการที่พบบ่อยคือ อ่อนเพลีย ขี้หนาว ผิวแห้ง ตะคริว เสียงแหบ และน้ำหนักเพิ่ม อาจมีบวมแบบกดไม่บุ๋ม ความจำลดลง ซึมเศร้า และมีบุตรยากร่วมด้วย
ตรวจไทรอยด์ต้องเจาะเลือดดูค่าอะไร
ค่าหลักคือ TSH และ FT4 หากสงสัยไทรอยด์เป็นพิษจะเพิ่ม total T3 หรือ FT3 เข้ามา ส่วนการคัดกรองในคนที่อาการยังไม่ชัด แนวทางแนะนำให้ส่งตรวจ TSH เพียงตัวเดียวก่อน
ค่า TSH ปกติอยู่ที่เท่าไหร่
แนวทาง พ.ศ. 2568 ระบุค่าอ้างอิงในประชากรทั่วไปที่ 0.4 ถึง 4 mIU/L และระบุว่าในผู้ที่อายุมากกว่า 80 ปี ขอบบนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 7.0 mIU/L ทั้งนี้ต้องอิงค่าปกติของห้องปฏิบัติการที่ตรวจด้วย
ไทรอยด์เป็นพิษรักษาหายขาดไหม
มีโอกาสสงบได้แต่ไม่ใช่ทุกคน แนวทางอ้างรายงานจากยุโรปและญี่ปุ่นที่พบโรคสงบร้อยละ 50 ถึง 60 หลังหยุดยา และสหรัฐอเมริกาที่พบร้อยละ 20 ถึง 30 ผู้ที่สงบแล้วยังควรตรวจซ้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
กินยาต้านไทรอยด์แล้วมีไข้เจ็บคอ ต้องทำอย่างไร
แนวทาง พ.ศ. 2568 ให้หยุดยาทันทีและรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำรุนแรง ซึ่งพบราวร้อยละ 0.1 ถึง 0.3 และส่วนใหญ่เกิดใน 90 วันแรกของการรักษา
รักษาด้วยไอโอดีนรังสีแล้วจะมีลูกได้เมื่อไหร่
แนวทางระบุว่าผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ควรเว้นอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไปหลังได้รับการรักษา และต้องอยู่ในภาวะที่ระดับฮอร์โมนกลับมาปกติแล้ว หญิงวัยเจริญพันธุ์ยังต้องตรวจการตั้งครรภ์ภายในไม่เกิน 48 ชั่วโมงก่อนรับการรักษา
คนท้องเป็นไทรอยด์ต่ำ ต้องคุม TSH ไว้เท่าไหร่
แนวทางไทยให้คุม TSH ไม่เกิน 4.0 mIU/L ตลอดการตั้งครรภ์ และสำหรับผู้ที่รักษาด้วยฮอร์โมนไทรอกซินอยู่ ให้คุมไว้ในครึ่งล่างของช่วงอ้างอิงหรือไม่เกิน 2.5 mIU/L
คอพอกกับไทรอยด์เป็นโรคเดียวกันไหม
ไม่ใช่ คอพอกคือภาวะที่ต่อมไทรอยด์โต ซึ่งเป็นอาการแสดง ไม่ได้บอกว่าฮอร์โมนสูงหรือต่ำ ผู้ที่มีคอพอกจัดอยู่ในกลุ่มที่แนวทางแนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วยระดับ TSH
กินฮอร์โมนไทรอกซินเพื่อลดน้ำหนักได้ไหม
ไม่ได้ แนวทาง พ.ศ. 2568 ระบุว่าไม่ควรใช้ฮอร์โมนไทรอกซินรักษาภาวะอ้วนในผู้ที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์ปกติ และไม่แนะนำให้ใช้กับภาวะซึมเศร้าหรืออ่อนเพลียเรื้อรังที่ผลเลือดปกติเช่นกัน
สรุป: เริ่มจากค่า TSH แล้วค่อยคุยเรื่องทางเลือก
ถ้ากำลังสงสัยตัวเอง สิ่งที่ทำได้ทันทีคือจดอาการที่ผิดไปจากเดิมพร้อมวันที่เริ่มสังเกต ชั่งน้ำหนักเก็บไว้เป็นตัวเลข แล้วไปขอตรวจ TSH ตามสิทธิของตัวเอง ผลค่าเดียวนี้พอจะบอกทิศทางได้ว่าต้องเดินต่อทางไหน
หลังจากนั้นคือเรื่องระยะยาว โรคไทรอยด์ทั้งสองฝั่งต้องติดตามต่อเนื่อง ไม่ใช่รักษารอบเดียวจบ การไปตรวจเลือดตามนัด กินยาให้ตรงเวลา และบอกแพทย์ทุกครั้งที่เริ่มยาใหม่หรือวางแผนตั้งครรภ์ คือสิ่งที่ทำให้ตัวเลขในผลเลือดอยู่ในที่ที่ควรอยู่
แหล่งอ้างอิง
- สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย: คำแนะนำสำหรับภาวะความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ พ.ศ. 2568 (168 หน้า เมษายน 2568)
- สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย: Hypothyroidism A Review
- Rama Channel รามาธิบดี: รู้ทัน ต่อมไทรอยด์ (17 กันยายน 2568)
- Rama Channel รามาธิบดี: ไทรอยด์เป็นพิษ คืออะไร (4 มีนาคม 2569)
- กรมการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี: สัญญาณของโรคฮาชิโมโต (21 กุมภาพันธ์ 2566)
- กรมควบคุมโรค สคร. 9 นครราชสีมา: ข่าวที่ระบุให้โทรสายด่วน 1669 เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน (24 กันยายน 2568)


