บทความแนะนำน้ำในหูไม่เท่ากัน อาการเป็นอย่างไร และต่างจากหินปูนในหูหลุดตรงไหน

น้ำในหูไม่เท่ากัน อาการเป็นอย่างไร และต่างจากหินปูนในหูหลุดตรงไหน

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: น้ำในหูไม่เท่ากันคือชื่อเรียกแบบชาวบ้านของโรคมีเนีย ซึ่งเกิดจากน้ำในหูชั้นในข้างที่เป็นมีปริมาณและความดันมากผิดปกติ อาการที่ใช้วินิจฉัยคือบ้านหมุนเป็นครั้ง ๆ นาน 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง ร่วมกับอาการทางหูข้างเดียวกัน โรคนี้ไม่หายขาด แต่ส่วนใหญ่คุมอาการได้ด้วยยาและการปฏิบัติตัว

น้ำในหูไม่เท่ากันคือชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของโรคมีเนีย (Meniere’s disease) ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลอธิบายว่าเป็นความผิดปกติของหูชั้นในที่มีน้ำมากกว่าปกติ (endolymphatic hydrops) ทำให้เวียนศีรษะบ้านหมุนเป็นพัก ๆ ร่วมกับหูอื้อ เสียงดังในหู และแน่นในหู โดยแนวทางเวชปฏิบัติของ AAO-HNS ปี ค.ศ. 2020 กำหนดว่าอาการบ้านหมุนแต่ละครั้งต้องนาน 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมงจึงเข้าเกณฑ์ชนิดชัดเจน

ประเด็นสำคัญ

  • ชื่อที่ถูกต้องคือโรคมีเนีย ปัญหาอยู่ที่ปริมาณน้ำในหูชั้นในข้างที่เป็น ไม่ใช่การเทียบระดับน้ำระหว่างหูสองข้าง
  • เกณฑ์ AAO-HNS ปี ค.ศ. 2020 ระบุว่าชนิดชัดเจนต้องเวียนตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ครั้งละ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง ชนิดน่าจะเป็นยอมให้ยาวถึง 24 ชั่วโมง
  • ต้องมีอาการทางหูร่วมด้วยเสมอ ถ้าเวียนแล้วหูปกติทุกอย่าง โอกาสเป็นโรคอื่นสูงกว่า
  • หินปูนในหูหลุด (BPPV) เวียนแค่วินาทีถึงนาที ต้องมีท่ากระตุ้น และไม่ทำให้หูอื้อ นี่คือจุดแยกที่ชัดที่สุด
  • ถ้าเวียนศีรษะพร้อมแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง พูดไม่ชัด หรือชักต่อเนื่อง ให้โทร 1669 ทันที

น้ำในหูไม่เท่ากันคืออะไร และชื่อทางการแพทย์คือโรคอะไร?

เอกสารของ รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่าปกติหูชั้นในมีน้ำในปริมาณพอดีกับการทำงานของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทรงตัวและการได้ยิน เมื่อการไหลเวียนผิดปกติ เช่น ดูดซึมน้ำกลับได้ไม่ดี น้ำจึงมีมากกว่าปกติและไปรบกวนเซลล์ประสาทกลุ่มนั้น ชื่อภาษาไทยทำให้หลายคนเข้าใจว่าต้องเอาหูสองข้างมาเทียบระดับน้ำกัน แต่สิ่งที่ผิดปกติคือปริมาณและความดันของน้ำในหูชั้นในข้างที่เป็น

นิยาม: โรคมีเนีย (Meniere’s disease) คือความผิดปกติของหูชั้นในที่มีน้ำคั่งหรือมีความดันเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า endolymphatic hydrops ทำให้เซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่ทรงตัวและได้ยินทำงานผิดปกติเป็นช่วง ๆ ผู้ป่วยจึงมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนสลับกับช่วงที่ปกติดี

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครตอบได้

ผศ.พญ.สุวัจนา อธิภาส จากภาควิชาเดียวกันเขียนไว้ตรง ๆ ว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง มีเพียงข้อสันนิษฐานสี่ทาง คือสร้างน้ำในหูชั้นในมากขึ้น ท่อทางเดินน้ำแคบ ดูดซึมน้ำกลับน้อยกว่าปกติ หรือเกิดจากภาวะภูมิแพ้ เมื่อยังไม่รู้สาเหตุ จึงยังไม่มีวิธีป้องกัน ส่วนรามาธิบดีระบุเมื่อ 28 สิงหาคม 2560 ว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีทั้งพันธุกรรมและการกินเค็ม

ใครเสี่ยง และพบบ่อยแค่ไหน

ช่วงอายุจากแต่ละแหล่งไม่ตรงกัน ศิริราชระบุ 30 ถึง 60 ปี ศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ ระบุ 20 ถึง 50 ปี ส่วน NIDCD ของสหรัฐอเมริกาซึ่งปรับปรุงข้อมูลเมื่อ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2024 ระบุ 40 ถึง 60 ปี ศิริราชยังระบุว่ามักเป็นหูข้างเดียว แต่เป็นทั้งสองข้างได้ร้อยละ 30 และเขียนไว้ชัดว่าข้อมูลระบาดวิทยาของโรคนี้ในไทยยังมีน้อย ตัวเลขที่มีจึงเป็นของต่างประเทศ เช่น NIDCD ประเมินว่ามีชาวอเมริกันราว 615,000 คนเป็นโรคนี้

อาการน้ำในหูไม่เท่ากันมีอะไรบ้าง และบ้านหมุนแบบไหนเข้าข่าย?

อาการที่ใช้ระบุโรคนี้มีสี่อย่างที่ต้องมาด้วยกัน คือเวียนศีรษะบ้านหมุนเป็นครั้ง ๆ การได้ยินที่ลดลง เสียงดังในหู และแน่นในหู โดยอาการทางหูต้องอยู่ข้างเดียวกัน และต้องเป็น ๆ หาย ๆ

บ้านหมุนที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีท่ากระตุ้น

ศิริราชอธิบายว่าอาการเวียนอาจมาพร้อมคลื่นไส้ อาเจียน และเหงื่อออก ส่วนใหญ่มักไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่อาจยาวเป็นชั่วโมงได้ ส่วนเกณฑ์สากลที่ AAO-HNS ประกาศเมื่อ 8 เมษายน ค.ศ. 2020 ตีกรอบไว้ที่ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมงต่อครั้ง ตัวเลขสองชุดนี้ไม่ได้ขัดกัน ชุดแรกเล่าว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นอย่างไร ชุดหลังเป็นกรอบที่ใช้ตัดสิน ผศ.พญ.สุวัจนา ยังระบุว่าหลังอาการหมุนผ่านไป ผู้ป่วยอาจมึนงงและทรงตัวลำบากต่ออีกหลายวัน

อาการทางหูที่ขึ้นลงเป็นช่วง

ศิริราชระบุว่าผู้ป่วยจะสูญเสียการได้ยินแบบประสาทเสียงเสีย (sensorineural hearing loss) ทำให้หูอื้อ ได้ยินไม่ชัด และแน่นในหูเป็น ๆ หาย ๆ ระยะแรกมักเสียที่ความถี่ต่ำก่อน แต่ระยะยาวจะแย่ลงเรื่อย ๆ ประเด็นความถี่ต่ำถึงกลางนี้ตรงกับเกณฑ์ของ AAO-HNS ที่ต้องมีหลักฐานจากการตรวจการได้ยิน

ความเห็นของเราคือ ถ้าเวียนหัวบ้านหมุนแล้วหูปกติทุกอย่าง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าน่าจะไม่ใช่โรคนี้ ส่วนอาการหน้ามืดตอนลุกเร็ว ๆ เป็นคนละเรื่อง ใครเป็นบ่อยลองอ่านเรื่อง ความดันต่ำมีอาการอย่างไร ประกอบ

แพทย์วินิจฉัยโรคนี้ด้วยเกณฑ์ใด และต้องตรวจอะไรบ้าง?

แนวทางของ AAO-HNS ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 แยกโรคนี้เป็นสองระดับ ระดับชัดเจน (definite) ต้องมีบ้านหมุนตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ครั้งละ 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมง ร่วมกับการสูญเสียการได้ยินที่ความถี่ต่ำถึงกลางในหูข้างที่เป็น และมีอาการทางหูอย่างเสียงดังในหูหรือแน่นในหูข้างเดียวกัน ส่วนระดับน่าจะเป็น (probable) ใช้เกณฑ์เดียวกันแต่ยอมให้อาการเวียนยาวได้ถึง 24 ชั่วโมง ทั้งสองระดับต้องไม่มีโรคอื่นที่อธิบายอาการได้ดีกว่า

แนวทางฉบับนี้ยังระบุสองข้อที่แพทย์ต้องทำ คือส่งตรวจการได้ยิน (audiogram) และประเมินว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ไมเกรนชนิดเวียนศีรษะหรือไม่ ฝั่งไทย ศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์เรียงไว้สี่ขั้น คือซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจการได้ยิน และตรวจเพิ่มเติมอย่างการเจาะเลือด ABR หรือ MRI จุดที่ต่างจากสากลคือ AAO-HNS แนะนำให้หลีกเลี่ยงการส่งตรวจการทำงานของระบบทรงตัวเป็นกิจวัตรในรายที่อาการเข้าเกณฑ์อยู่แล้ว และให้พิจารณา MRI เฉพาะรายที่การได้ยินสองข้างไม่เท่ากัน คนไข้แต่ละรายจึงถูกส่งตรวจไม่เท่ากัน

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  อาการโรคไต ระยะแรกสังเกตอย่างไร อ่านค่า eGFR และระยะไหนต้องฟอกไต

น้ำในหูไม่เท่ากันต่างจากหินปูนในหูหลุดและโรคอื่นอย่างไร?

ตัวแยกที่ใช้ได้จริงมีสามอย่าง คือระยะเวลาของอาการแต่ละครั้ง สิ่งที่กระตุ้นให้เกิด และมีอาการทางหูร่วมด้วยหรือไม่

นิยาม: โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด หรือ BPPV (Benign Paroxysmal Positional Vertigo) คือภาวะที่ผลึกหินปูนขนาดเล็กหลุดจากตำแหน่งเดิมในหูชั้นในแล้วเคลื่อนเข้าไปในท่อรูปครึ่งวงกลม ทำให้ระบบทรงตัวส่งสัญญาณผิด ผู้ป่วยจึงเวียนศีรษะหมุนเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งศีรษะ

คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายไว้เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ว่าอาการของ BPPV กินเวลาเป็นวินาทีหรือนาที ไม่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทการได้ยิน จึงไม่ทำให้หูอื้อ ตรวจด้วยท่า Dix-Hallpike และรักษาด้วยการจัดท่าอย่าง Epley maneuver โดยความชุกพบมากกว่าร้อยละ 30 ในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ส่วนเอกสารแนวทาง BPPV ของ AAO-HNSF ฉบับ 1 มีนาคม ค.ศ. 2017 ระบุว่าผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเวียนศีรษะร้อยละ 17 ถึง 42 ลงเอยด้วยการวินิจฉัยเป็น BPPV

อีกโรคที่ต้องแยกคือไมเกรนชนิดเวียนศีรษะ บทความในวารสาร Journal of Neurology ปี ค.ศ. 2016 ระบุว่าเกณฑ์ของ Barany Society ร่วมกับ International Headache Society เมื่อ ค.ศ. 2012 กำหนดให้อาการทางระบบทรงตัวนาน 5 นาทีถึง 72 ชั่วโมง มีความชุกตลอดช่วงชีวิตราวร้อยละ 1 และร้อยละ 38 ของผู้ป่วยมีอาการทางหูร่วมด้วย แต่การได้ยินมักเสียเพียงเล็กน้อยและชั่วคราว ต่างจากโรคมีเนียที่เสียการได้ยินที่ความถี่ต่ำเป็นลักษณะเฉพาะ อ่านเรื่อง อาการไมเกรน ประกอบได้

ภาวะระยะเวลาต่อครั้งสิ่งกระตุ้นอาการทางหูแหล่งข้อมูล
น้ำในหูไม่เท่ากัน (โรคมีเนีย)20 นาที ถึง 12 ชั่วโมงเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องมีท่ากระตุ้นหูอื้อ เสียงดังในหู แน่นในหู เป็น ๆ หาย ๆAAO-HNS ค.ศ. 2020
โรคมีเนียชนิดน่าจะเป็น20 นาที ถึง 24 ชั่วโมงเกิดขึ้นเองมีอาการทางหู แต่หลักฐานการได้ยินยังไม่ครบเกณฑ์AAO-HNS ค.ศ. 2020
หินปูนในหูชั้นในหลุด (BPPV)วินาที ถึง นาทีพลิกตัวบนเตียง ก้ม เงย หันศีรษะเร็วไม่มี ไม่กระทบระบบการได้ยินคณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล 2564
เส้นประสาททรงตัวอักเสบต่อเนื่องครั้งเดียว หลายชั่วโมงถึงหลายวันเกิดขึ้นเอง มักโยงกับการติดเชื้อไวรัสมักไม่มีอาการทางการได้ยินNIDCD และ Frontiers in Neurology ค.ศ. 2020
ไมเกรนชนิดเวียนศีรษะ5 นาที ถึง 72 ชั่วโมงมักมาพร้อมปวดศีรษะ กลัวแสง กลัวเสียงราวร้อยละ 38 มีอาการทางหู แต่มักเล็กน้อยJournal of Neurology ค.ศ. 2016
เวียนศีรษะจากสมอง เช่น หลอดเลือดสมองต่อเนื่อง ไม่หายเองในเวลาสั้นเกิดขึ้นเองมักไม่มี แต่มีอาการทางระบบประสาทแทนเกณฑ์อาการฉุกเฉินวิกฤต UCEP ของ สปสช.

ช่องว่างระหว่างวินาทีถึงนาทีของ BPPV กับ 20 นาทีขึ้นไปของโรคมีเนียกว้างพอให้แยกได้ด้วยการจับเวลาเอง ถ้าเวียนทุกครั้งที่พลิกตัวบนเตียงแล้วหายภายในไม่ถึงนาที นั่นเข้าทาง BPPV ชัดกว่า

อินโฟกราฟิกสรุป น้ำในหูไม่เท่ากัน อาการเป็นอย่างไร และต่างจากหินปูนในหูหลุดตรงไหน
สรุปเป็นภาพ: น้ำในหูไม่เท่ากัน อาการเป็นอย่างไร และต่างจากหินปูนในหูหลุดตรงไหน

รักษาน้ำในหูไม่เท่ากันอย่างไร และหายขาดไหม?

ตอบตรง ๆ ว่าไม่หายขาด ศิริราชเขียนไว้ว่าถึงแม้โรคมีเนียจะไม่มีวิธีรักษาที่ทำให้หายขาด แต่อาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่ควบคุมได้ด้วยยาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เป้าหมายจึงเป็นการลดจำนวนครั้งและความรุนแรงของอาการเวียน

ตอนกำลังเวียนให้ทำอย่างไร

คำแนะนำจากศิริราชคือหยุดเดินแล้วนั่งพัก เพราะการฝืนเดินขณะเวียนอาจทำให้ล้ม ถ้าเกิดขณะขับรถให้จอดรถข้างทาง ถ้าทำงานกับเครื่องจักรกลให้หยุดทันที ถ้าเวียนมากให้นอนบนพื้นราบและมองไปยังวัตถุที่อยู่นิ่ง

ยาที่แพทย์ใช้ และเส้นแบ่งที่ไม่ควรข้าม

กลุ่มยาที่เอกสารไทยและแนวทางสากลพูดตรงกันมีสามกลุ่ม ได้แก่ ยาบรรเทาอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียนสำหรับช่วงที่มีอาการ ยาขับปัสสาวะเพื่อลดน้ำคั่งในหูชั้นใน และบีตาฮิสทีน โดย AAO-HNS ระบุว่าควรสั่งยากดระบบทรงตัวเฉพาะช่วงที่มีอาการเฉียบพลัน และอาจพิจารณายาขับปัสสาวะหรือบีตาฮิสทีนเป็นยาควบคุมระยะยาว บทความนี้ไม่ให้ขนาดยาหรือความถี่ใด ๆ เพราะการเลือกตัวยาและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกรที่ตรวจผู้ป่วยแล้วเท่านั้น

หัตถการและการผ่าตัดเมื่อยาไม่พอ

ศิริราชระบุว่าการผ่าตัดจะทำเมื่อให้ยาเต็มที่แล้วอาการเวียนไม่ดีขึ้นและรบกวนคุณภาพชีวิตมาก ทางเลือกที่กล่าวถึงมีการทำลายอวัยวะควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน (labyrinthectomy) การตัดเส้นประสาททรงตัว (vestibular neurectomy) และการฉีด gentamicin เข้าหูชั้นกลาง ฝั่ง AAO-HNS เรียงคล้ายกัน คือฉีดสเตียรอยด์เข้าหูชั้นกลางสำหรับรายที่ดื้อต่อการรักษา ฉีด gentamicin เมื่อวิธีที่ไม่ทำลายเนื้อเยื่อไม่ได้ผล และ labyrinthectomy ในรายที่หูข้างนั้นแทบไม่เหลือการได้ยินที่ใช้งานได้ แนวทางฉบับนี้ยังให้ฟื้นฟูระบบทรงตัวในผู้ที่ทรงตัวไม่ดีเรื้อรัง แต่ไม่ควรทำระหว่างมีอาการเฉียบพลัน ส่วนสมุนไพรนั้น สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตอบเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2564 ว่ายังไม่มีข้อมูลสนับสนุนการใช้น้ำนมราชสีห์กับโรคนี้

จำกัดความเค็มช่วยได้จริงไหม และหลักฐานบอกว่าอย่างไร?

ศิริราชอธิบายเหตุผลว่าเกลือโซเดียมที่มีปริมาณมากขึ้นในร่างกายจะทำให้มีน้ำคั่งในร่างกายและในหูชั้นในมากขึ้น จนอาจทำให้อาการแย่ลง รามาธิบดีให้ตัวเลขใช้งานจริงว่าควรลดเกลือเหลือราว 1 ช้อนชาต่อวัน ส่วน NIDCD แนะนำให้จำกัดโซเดียม 1,500 ถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับคนไทยเป้าหมายนี้ไม่ง่าย ข่าวของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เมื่อ 20 มกราคม 2566 ระบุว่าคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,636 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน เทียบกับเกณฑ์ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกินเกือบ 2 เท่า

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ตัดเสียงรบกวนในวิดีโอ: ลดเสียงซ่า เสียงลม เสียงฮัม ด้วยแอปฟรีทีละขั้น

ตรงนี้ต้องพูดให้ครบ รายงานทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane เรื่องการปรับวิถีชีวิตและอาหารสำหรับโรคมีเนีย เผยแพร่เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 ระบุว่าไม่พบงานวิจัยแบบสุ่มที่มีกลุ่มเทียบยาหลอกสำหรับการจำกัดเกลือหรือการจำกัดคาเฟอีนเลย งานที่นำเข้ามาทบทวนมีเพียง 2 ชิ้น รวมผู้เข้าร่วม 274 คน และให้หลักฐานระดับต่ำถึงต่ำมาก

ความเห็นของเราคือ การลดเค็มยังเป็นคำแนะนำมาตรฐานที่ทั้งแพทย์ไทยและแนวทาง AAO-HNS ปี ค.ศ. 2020 ให้ไว้ แต่เหตุผลที่หนักแน่นที่สุดวันนี้คือประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของคนไทยที่กินโซเดียมเกินอยู่แล้ว ไม่ใช่หลักฐานเฉพาะโรค ศิริราชยังแนะนำให้เลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และบุหรี่ เพราะลดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน ส่วน ผศ.พญ.สุวัจนา แนะนำให้ลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ

อาการแบบไหนต้องรีบพบแพทย์หรือโทร 1669?

อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนไม่ได้เกิดจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากันเพียงอย่างเดียว ศิริราชระบุว่าอาจเกิดจากโรคของหูชั้นนอก หูชั้นกลาง หรือโรคของทางเดินประสาทและสมองได้ด้วย เมื่อมีอาการจึงควรพบแพทย์ ไม่ใช่วินิจฉัยเองแล้วซื้อยากิน

สัญญาณที่ต้องโทร 1669 ทันที

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ตรวจสอบกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และเผยแพร่เมื่อ 16 ธันวาคม 2563 ว่าสิทธิ UCEP ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตรักษาฟรี 72 ชั่วโมงทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน โดยอาการที่เข้าข่ายมี 6 กลุ่ม หนึ่งในนั้นคือแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลันซีกใดซีกหนึ่ง พูดไม่ชัด หรือชักต่อเนื่อง ถ้าอาการเวียนศีรษะมาพร้อมข้อนี้ ให้โทร 1669 ทันที

การได้ยินที่ลดลงทันทีคือเรื่องที่รอไม่ได้

อีกภาวะที่ต้องรีบคือประสาทหูเสื่อมชนิดเฉียบพลัน หรือที่บางคนเรียกว่าหูดับฉับพลัน เอกสารของ รศ.นพ.ปารยะ ระบุว่าร้อยละ 85 ถึง 90 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุ สถิติของโรงพยาบาลศิริราชพบภาวะนี้ร้อยละ 7.7 ของผู้ป่วยประสาทหูเสื่อมทั้งหมด รายที่ไม่ทราบสาเหตุมีโอกาสหายได้เองร้อยละ 60 ถึง 70 และถ้ามาพบแพทย์ใน 2 สัปดาห์แรก ซึ่งเอกสารเรียกว่าช่วงเวลาทอง จะมีโอกาสสูงที่การได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ เอกสารฉบับเดียวกันยังระบุว่าโรคมีเนียเองก็ทำให้ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันได้ ถ้าวันไหนหูข้างหนึ่งได้ยินลดลงแบบทันทีทันใด อย่ารอดูอาการเป็นเดือน

คำถามที่พบบ่อย

น้ำในหูไม่เท่ากันคือโรคอะไรกันแน่?

คือชื่อเรียกแบบชาวบ้านของโรคมีเนีย ความผิดปกติของหูชั้นในที่มีน้ำคั่งหรือความดันเพิ่มขึ้น ตามคำอธิบายของศิริราช

เวียนหัวบ้านหมุนนานแค่ไหนถึงเข้าข่าย?

ตามเกณฑ์ AAO-HNS ปี ค.ศ. 2020 ต้องนาน 20 นาทีถึง 12 ชั่วโมงต่อครั้ง และเกิดตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป

ต่างจากหินปูนในหูหลุดอย่างไร?

BPPV เวียนระดับวินาทีถึงนาที ต้องมีการเปลี่ยนท่าศีรษะกระตุ้น และไม่ทำให้หูอื้อ ส่วนโรคมีเนียเวียนนานกว่า เกิดเองได้ และต้องมีอาการทางหูร่วมด้วย

โรคนี้หายขาดไหม?

ไม่หายขาด ศิริราชระบุว่าอาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่ควบคุมได้ด้วยยาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

เป็นหูข้างเดียวหรือสองข้าง?

ศิริราชระบุว่ามักเป็นที่หูข้างเดียว แต่มีโอกาสเป็นทั้งสองข้างได้ร้อยละ 30

ต้องตรวจการได้ยินทุกคนหรือไม่?

แนวทางของ AAO-HNS ระบุว่าแพทย์ควรส่งตรวจการได้ยินเมื่อประเมินผู้ป่วยที่สงสัยโรคนี้ เพราะเป็นหนึ่งในเกณฑ์วินิจฉัย

ต้องทำ MRI ทุกรายไหม?

ไม่ แนวทางของ AAO-HNS ระบุว่าอาจพิจารณา MRI เฉพาะรายที่การได้ยินสองข้างไม่เท่ากัน

ควรกินเกลือได้วันละเท่าไหร่?

NIDCD แนะนำให้จำกัดโซเดียม 1,500 ถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนรามาธิบดีให้ตัวเลขว่าราว 1 ช้อนชาต่อวัน ควรยืนยันกับแพทย์อีกครั้ง

ลดเค็มแล้วอาการจะดีขึ้นแน่นอนไหม?

ไม่มีใครรับประกันได้ รายงาน Cochrane ปี ค.ศ. 2023 ระบุว่าไม่พบงานวิจัยแบบเทียบยาหลอกที่ทดสอบการจำกัดเกลือในโรคนี้โดยตรง

ซื้อยาแก้เวียนหัวกินเองได้ไหม?

ไม่ควร เพราะอาการเวียนศีรษะเกิดได้จากหลายสาเหตุรวมถึงโรคทางสมอง การเลือกยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกรหลังตรวจผู้ป่วยแล้ว

เวียนหัวแบบไหนที่ต้องโทร 1669?

ถ้าเวียนศีรษะพร้อมแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง พูดไม่ชัด ชักต่อเนื่อง หมดสติ หรือเจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง ให้โทร 1669 ทันที ตามเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต UCEP

สรุปก่อนไปพบแพทย์

สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือจับเวลาอาการของตัวเองให้ชัด บันทึกว่าแต่ละครั้งนานกี่นาที มีท่ากระตุ้นหรือไม่ และหูข้างไหนมีอาการร่วม ข้อมูลสามบรรทัดนี้ช่วยให้แพทย์แยกโรคได้เร็วขึ้นมาก จากนั้นให้นัดตรวจการได้ยิน

ตัวเลขและเกณฑ์ทั้งหมดในบทความนี้อ้างจากแหล่งที่ระบุด้านล่าง ตามข้อมูล ณ วันตรวจสอบ 19 กันยายน 2569 แนวทางการรักษามีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันกับแพทย์ เภสัชกร หรือหน่วยงานเจ้าของข้อมูลก่อนนำไปใช้ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด