ไมเกรนมีอาการหลักคือปวดศีรษะเป็นครั้ง ๆ ครั้งละ 4 ถึง 72 ชั่วโมงเมื่อไม่ได้รักษา โดยเกณฑ์ ICHD-3 ของ International Headache Society ที่แนวทางเวชปฏิบัติของชมรมศึกษาโรคปวดศีรษะ ภายใต้สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย ฉบับสมบูรณ์ พ.ศ. 2565 นำมาใช้ กำหนดว่าต้องเคยปวดมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง อาการปวดมีลักษณะอย่างน้อย 2 ใน 4 ข้อ ได้แก่ ปวดซีกเดียว ปวดตุบ ๆ ตามชีพจร ปวดระดับปานกลางถึงมาก และปวดมากขึ้นเมื่อทำกิจกรรมประจำวัน ร่วมกับอาการอย่างน้อย 1 ใน 2 ข้อ คือ คลื่นไส้อาเจียน หรือแพ้แสงและแพ้เสียงพร้อมกัน
ประเด็นสำคัญ
- ไมเกรนแต่ละครั้งกินเวลา 4 ถึง 72 ชั่วโมง ส่วนในเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี อาจสั้นได้ถึง 2 ชั่วโมง
- แนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2565 เตือนว่าผู้ป่วยไมเกรนกว่าครึ่งหนึ่งปวดทั่ว ๆ หรือปวดสองข้าง จึงห้ามใช้ข้อ “ปวดซีกเดียว” ตัดสินเพียงข้อเดียว
- ออร่ามี 6 รูปแบบ แต่ละรูปแบบกินเวลา 5 ถึง 60 นาที และมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ที่มีออร่าเป็นออร่าทางสายตา
- ปวดศีรษะตึงเครียดปวดสองข้างแบบบีบรัด ไม่แย่ลงเมื่อเดินหรือขึ้นบันได และต้องไม่มีคลื่นไส้อาเจียน
- ปวดศีรษะคลัสเตอร์ปวดรอบเบ้าตาข้างเดียวอย่างรุนแรง ครั้งละ 15 ถึง 180 นาที ตั้งแต่วันเว้นวันจนถึงวันละ 8 ครั้ง
- สัญญาณที่ต้องระวังโรคอื่นซ่อนอยู่ เช่น ปวดขึ้นถึงจุดสูงสุดภายใน 1 นาที ปวดจนตื่นจากหลับ และปวดครั้งแรกในผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
ไมเกรนอาการเป็นยังไง และใช้เกณฑ์อะไรวินิจฉัย?
อาการที่คนไข้เล่าบ่อยที่สุดคือปวดตุบ ๆ เป็นจังหวะที่ขมับข้างใดข้างหนึ่ง ค่อย ๆ แรงขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง พอเดินหรือขึ้นบันไดแล้วปวดแรงกว่าเดิม จนต้องไปนอนในห้องมืดและเงียบ มักมีคลื่นไส้ตามมา และหลังอาการปวดผ่านไปจะเพลียเหมือนเพิ่งเจ็บป่วยมาหนึ่งวัน
เกณฑ์ที่แพทย์ใช้จริงคือ International Classification of Headache Disorders ฉบับที่ 3 หรือ ICHD-3 ของ International Headache Society ซึ่งแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัยและการรักษาปวดศีรษะไมเกรน ฉบับสมบูรณ์ พ.ศ. 2565 ของชมรมศึกษาโรคปวดศีรษะ ภายใต้สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย ยกมาไว้เป็นตารางที่ 1 โดยตรง เกณฑ์ของชนิดไม่มีออร่ามี 5 ข้อ ดังนี้
- ปวดศีรษะมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งเข้าเกณฑ์ข้อถัดไป
- แต่ละครั้งปวดนาน 4 ถึง 72 ชั่วโมง ในกรณีที่ไม่ได้รักษาหรือรักษาไม่ได้ผล
- ลักษณะการปวดเข้าอย่างน้อย 2 ใน 4 ข้อ คือ ปวดซีกเดียว ปวดตุบ ๆ ตามชีพจร ปวดระดับปานกลางถึงมาก และปวดแรงขึ้นตามกิจกรรมประจำวันจนต้องเลี่ยงกิจกรรมนั้น
- ขณะปวดมีอาการร่วมอย่างน้อย 1 ใน 2 ข้อ คือ คลื่นไส้และหรืออาเจียน หรือทั้งแพ้แสงและแพ้เสียง
- ไม่เข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคอื่นใน ICHD-3
ICHD-3 มีหมายเหตุเพิ่มว่าในเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี อาการอาจสั้นได้ถึง 2 ชั่วโมง และถ้าหลับไประหว่างปวดแล้วตื่นมาหายปวด ให้นับระยะเวลาถึงตอนที่ตื่น
แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 อ้างข้อมูลจาก Global Burden of Disease Study ปี ค.ศ. 2016 ว่าความชุกของไมเกรนโดยรวมอยู่ที่ราวร้อยละ 14.4 เพศหญิงร้อยละ 18.9 และเพศชายร้อยละ 9.8 และการศึกษาเดียวกันจัดให้ไมเกรนเป็นกลุ่มโรคทางระบบประสาทที่ก่อความสูญเสียจากภาวะทุพพลภาพมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคหลอดเลือดสมอง
ไมเกรนกับปวดหัวธรรมดาต่างกันยังไง?
จุดแยกที่ใช้ได้จริงมี 3 อย่าง คือ ความรุนแรง ผลของการขยับตัว และอาการร่วม ปวดศีรษะตึงเครียด (tension-type headache) ตามเกณฑ์ ICHD-3 ปวดสองข้าง ปวดแบบบีบรัดหรือตื้อ ๆ ไม่ใช่ปวดตุบตามชีพจร ความรุนแรงอยู่ระดับน้อยถึงปานกลาง ไม่แย่ลงเมื่อเดินหรือขึ้นบันได ต้องไม่มีคลื่นไส้อาเจียน และมีได้อย่างมากเพียงหนึ่งอย่างระหว่างแพ้แสงกับแพ้เสียง ส่วนไมเกรนต้องมีอย่างน้อยหนึ่งอย่างระหว่างคลื่นไส้อาเจียนกับการแพ้ทั้งแสงและเสียง ระยะเวลาก็ต่างกัน ปวดศีรษะตึงเครียดอยู่ในช่วง 30 นาทีถึง 7 วัน
ข้อที่คนไทยมักใช้ผิด คือ “ปวดข้างเดียว”
หลายคนตัดสินตัวเองว่าไม่ใช่ไมเกรนเพราะปวดสองข้าง ซึ่งแนวทางเวชปฏิบัติไทยเตือนไว้ตรง ๆ ในเชิงอรรถของตารางที่ 1 ว่าแม้ ICHD-3 จะระบุอาการปวดซีกเดียวไว้เป็นข้อสำคัญ แต่จากการศึกษาในประเทศไทยและการศึกษาอื่น พบว่าผู้ป่วยไมเกรนกว่าครึ่งหนึ่งปวดทั่ว ๆ หรือปวดทั้งสองซีก ผู้วินิจฉัยจึงควรใช้เกณฑ์ข้อนี้อย่างระมัดระวัง
สองฝั่งไม่ได้ขัดกัน แต่เน้นน้ำหนักต่างกัน ความเห็นของเราคือให้ดูสามอย่างแทน คือปวดแล้วทำงานต่อไม่ไหวหรือไม่ ขยับตัวแล้วแย่ลงหรือไม่ และมีคลื่นไส้หรือทนแสงทนเสียงไม่ได้หรือไม่
ไมเกรนมีออร่าคืออะไร และอาการเตือนมีกี่แบบ?
ออร่า (aura) คืออาการทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นชั่วคราวและกลับเป็นปกติได้เอง มักนำมาก่อนอาการปวด แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 อธิบายว่าเกิดจากกลไก cortical spreading depression ซึ่งแผ่ผ่านผิวสมองด้วยอัตราเร็วราว 2 ถึง 6 มิลลิเมตรต่อนาที ความช้านี้คือเหตุผลที่อาการค่อย ๆ ลามแทนที่จะเกิดพรึบเดียว
เกณฑ์ ICHD-3 กำหนดว่าต้องเคยมีอาการอย่างน้อย 2 ครั้ง มีออร่าอย่างน้อย 1 รูปแบบจากทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ ทางการมองเห็น ทางการรับความรู้สึก ทางภาษา อาการอ่อนแรงครึ่งซีก อาการจากก้านสมอง และความผิดปกติของจอประสาทตา และต้องเข้าลักษณะอย่างน้อย 3 ใน 6 ข้อต่อไปนี้
- มีออร่าอย่างน้อย 1 รูปแบบที่ค่อย ๆ เป็นมากขึ้นโดยกินเวลาอย่างน้อย 5 นาที
- มีออร่ามากกว่า 1 รูปแบบเกิดต่อเนื่องกัน
- ออร่าแต่ละรูปแบบกินเวลา 5 ถึง 60 นาที
- มีออร่าอย่างน้อย 1 รูปแบบที่เกิดซีกเดียว
- มีออร่าอย่างน้อย 1 รูปแบบที่เป็นอาการเชิงบวก เช่น เห็นแสงระยิบระยับ หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม
- มีอาการปวดศีรษะเกิดพร้อมกัน หรือตามมาภายใน 60 นาทีหลังออร่า
ออร่าทางสายตาพบมากที่สุด ICHD-3 ระบุว่าพบมากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยไมเกรนชนิดมีออร่า ลักษณะคลาสสิกคือเส้นซิกแซกที่เป็นแสงระยิบระยับเริ่มใกล้จุดที่จ้องมอง แล้วค่อย ๆ ขยายออกไปทางซีกใดซีกหนึ่ง โดยบริเวณที่แสงผ่านไปแล้วมักกลายเป็นเงามืด รองลงมาคือเหน็บชาไล่จากมือขึ้นมาที่ปากซีกเดียวกัน
แนวทางไทย พ.ศ. 2565 แนะนำว่าถ้าเข้าได้กับออร่าที่ไม่เป็นแบบฉบับ ได้แก่ อ่อนแรงครึ่งซีก อาการจากก้านสมอง หรือ retinal migraine ควรส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทประเมิน เพราะแยกยากจากภาวะสมองขาดเลือด ใครที่สงสัยเรื่องนี้ควรอ่านเพิ่มเกี่ยวกับ อาการเส้นเลือดสมองตีบ ประกอบ
ตารางเทียบไมเกรน ปวดศีรษะตึงเครียด และคลัสเตอร์ ต่างกันตรงไหน?
สามโรคนี้อยู่ในกลุ่มปวดศีรษะปฐมภูมิเหมือนกัน แต่หน้าตาต่างกันพอที่จะแยกได้จากประวัติ ข้อมูลในตารางมาจากเกณฑ์ ICHD-3 ของแต่ละโรคโดยตรง ตัวเลขเป็นกรอบการวินิจฉัย ไม่ใช่ค่าที่ทุกคนต้องตรงเป๊ะ
| ประเด็น | ไมเกรน (ไม่มีออร่า) | ปวดศีรษะตึงเครียด | ปวดศีรษะคลัสเตอร์ |
|---|---|---|---|
| ตำแหน่งที่ปวด | ซีกเดียวเป็นหลัก แต่คนไทยกว่าครึ่งปวดทั่วหรือสองข้าง | สองข้าง | ซีกเดียวเสมอ ที่เบ้าตา เหนือเบ้าตา หรือขมับ |
| ลักษณะการปวด | ตุบ ๆ ตามชีพจร | บีบรัดหรือตื้อ ไม่เป็นจังหวะ | รุนแรงหรือรุนแรงมาก |
| ระยะเวลาต่อครั้ง | 4 ถึง 72 ชั่วโมง (เด็กต่ำกว่า 18 ปี 2 ถึง 72 ชั่วโมง) | 30 นาที ถึง 7 วัน | 15 ถึง 180 นาที |
| ขยับตัวแล้วเป็นอย่างไร | แย่ลง จนต้องเลี่ยงกิจกรรม | ไม่แย่ลงจากการเดินหรือขึ้นบันได | มักกระสับกระส่ายอยู่นิ่งไม่ได้ |
| อาการร่วมที่ใช้แยก | คลื่นไส้อาเจียน หรือแพ้ทั้งแสงและเสียง | ไม่มีคลื่นไส้อาเจียน แพ้แสงหรือเสียงได้อย่างมาก 1 อย่าง | ตาแดง น้ำตาไหล คัดจมูก หนังตาตก ข้างเดียวกับที่ปวด |
| ความถี่ตามเกณฑ์ | อย่างน้อย 5 ครั้งในประวัติ | ชนิดพบไม่บ่อย น้อยกว่า 12 วันต่อปี | ตั้งแต่วันเว้นวัน จนถึงวันละ 8 ครั้ง |
| รูปแบบเรื้อรัง | ปวด 15 วันขึ้นไปต่อเดือน นานเกิน 3 เดือน | ปวด 15 วันขึ้นไปต่อเดือน | ราวร้อยละ 10 ถึง 15 ไม่มีช่วงสงบ |
คลัสเตอร์ต่างจากอีกสองโรคชัดที่สุดตรงอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติที่หน้า ซึ่งเกิดข้างเดียวกับที่ปวด อีกจุดที่แนวทางไทยชี้ไว้คือโรคปวดศีรษะปฐมภูมิส่วนใหญ่ดีขึ้นขณะนอนหลับ ยกเว้นคลัสเตอร์ที่ผู้ป่วยมักถูกปลุกให้ตื่นด้วยอาการปวด

ถ้าอาการไม่เข้าทั้งสามกล่อง เช่น ปวดตื้อ ๆ ร่วมกับบ้านหมุนหรือหูอื้อ ควรให้แพทย์แยกภาวะอื่นด้วย ลองอ่านเทียบกับ อาการน้ำในหูไม่เท่ากัน และ อาการความดันต่ำ ประกอบ
ปวดหัวแบบไหนต้องสแกนสมองและต้องไปห้องฉุกเฉิน?
แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 เรียกกลุ่มอาการที่ต้องระวังโรคปวดศีรษะทุติยภูมิว่า red flag symptoms and signs และระบุไว้ 7 ข้อ ดังนี้
- ปวดซีกเดิมตลอดไม่เคยย้ายข้าง (side-locked headache) เพราะไมเกรนมักสลับซีกได้
- ปวดเฉพาะที่ เช่น บริเวณเบ้าตา ใบหน้า หรือกกหู ซึ่งมักบอกพยาธิสภาพของโครงสร้างรอบกะโหลกตรงตำแหน่งนั้น
- ปวดรุนแรงมากและขึ้นถึงจุดที่รุนแรงที่สุดภายใน 1 นาที (thunderclap headache) ซึ่งสัมพันธ์กับเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองและโรคหลอดเลือดสมองอื่น
- เคยปวดศีรษะอยู่เดิม แล้วลักษณะเปลี่ยนไปชัดเจน ทั้งตำแหน่ง ลักษณะการปวด รูปแบบ หรือการดำเนินโรค
- ปวดจนตื่นจากการนอนหลับ เพราะโรคปวดศีรษะปฐมภูมิส่วนใหญ่ดีขึ้นขณะหลับ ยกเว้นคลัสเตอร์
- ปวดที่เปลี่ยนความรุนแรงตามท่าทางอย่างชัดเจน เช่น แย่ลงเมื่อเปลี่ยนจากนอนเป็นนั่งหรือยืน
- เพิ่งเริ่มปวดครั้งแรกในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป สตรีมีครรภ์หรือหลังคลอด และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
แนวทางเดียวกันย้ำว่าห้ามใช้ red flag เป็นหลักในการวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว เพราะทำให้วินิจฉัยผิดได้ง่าย และการไม่มี red flag ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ได้เป็นโรคปวดศีรษะทุติยภูมิ
เมื่อไรควรโทร 1669
บทความของ ศาสตราจารย์นายแพทย์สมศักดิ์ เทียมเก่า โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สรุปอาการที่ต้องรีบพบแพทย์ทันทีไว้ ได้แก่ ปวดรุนแรงที่สุดในชีวิตแบบเกิดขึ้นทันที ปวดร่วมกับแขนขาอ่อนแรง ตามัว เห็นภาพซ้อน ชักเกร็ง เดินเซ หรือคอแข็ง ปวดร่วมกับไข้ ปวดร่วมกับอาเจียนมาก ปวดหลังได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ และปวดที่ทานยาแก้ปวดแล้วไม่ทุเลา
ถ้าอาการมาพร้อมหน้าเบี้ยว อ่อนแรงครึ่งซีก หรือพูดไม่ชัด ศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุให้โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินหมายเลข 1669 ซึ่งรับแจ้งทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง อย่ารอดูอาการและอย่าขับรถไปเอง ภาวะที่อันตรายที่สุดในกลุ่มนี้คือ เลือดออกในสมอง ซึ่งยิ่งถึงมือแพทย์ช้ายิ่งเสียโอกาสรักษา
ปวดหัวเรื้อรังมานานหลายปีต้องสแกนไหม
บทความของโรงพยาบาลศรีนครินทร์อธิบายว่าอาการปวดศีรษะเรื้อรัง ยิ่งเป็นมานานเท่าไร โอกาสมีสาเหตุร้ายแรงยิ่งน้อยลง ส่วนใหญ่มาจากไมเกรน ความเครียด หรือการใช้ยาแก้ปวดมากเกิน การส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอ็มอาร์ไอสมองจะพิจารณาเมื่อมีอาการฉุกเฉิน หรือเมื่อแพทย์ตรวจพบความผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย ไม่ใช่เพราะปวดมานาน
ไมเกรนเรื้อรังและปวดหัวจากยาแก้ปวดเกินขนาดคืออะไร?
ตามเกณฑ์ ICHD-3 ไมเกรนเรื้อรัง (chronic migraine) หมายถึงปวดศีรษะตั้งแต่ 15 วันต่อเดือนขึ้นไป นานกว่า 3 เดือน ในผู้ที่เคยปวดเข้าเกณฑ์ไมเกรนมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง และในจำนวนวันที่ปวดต้องมีอย่างน้อย 8 วันต่อเดือนที่ลักษณะเข้าได้กับไมเกรน แนวทางไทยเรียกกลุ่มที่ปวดไม่เกิน 15 วันต่อเดือนว่า episodic migraine
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ไมเกรนเป็นครั้งคราวกลายเป็นเรื้อรัง คือการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไปจนเกิดภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (medication overuse headache) เกณฑ์ ICHD-3 กำหนดว่าคือปวดศีรษะตั้งแต่ 15 วันต่อเดือนขึ้นไป นานกว่า 3 เดือน ในผู้ที่มีโรคปวดศีรษะปฐมภูมิอยู่เดิม ร่วมกับใช้ยาบรรเทาปวดต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน ที่ความถี่ตั้งแต่ 10 วันต่อเดือนขึ้นไปสำหรับยากลุ่มเออร์กอต ทริปแทน หรืออนุพันธ์ฝิ่น หรือตั้งแต่ 15 วันต่อเดือนขึ้นไปสำหรับยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์และยาพาราเซตามอล
ตัวเลขข้างบนเป็นเกณฑ์ที่แพทย์ใช้วินิจฉัย ไม่ใช่คำแนะนำให้กินยาได้ถึงจำนวนวันนั้น การเลือกชนิดยา ขนาดยา และความถี่ เป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร สิ่งที่ผู้ป่วยทำได้เองคือจดว่าเดือนนี้กินยาแก้ปวดไปกี่วัน แล้วเอาตัวเลขนั้นไปให้แพทย์ดู ข้อดีคือภาวะนี้แก้ได้ แนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุว่าการลดการใช้ยาแก้ปวดร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่นช่วยให้อาการลดลงจนอาจกลับไปเป็น episodic migraine ได้
ป้องกันไมเกรนยังไงให้ความถี่ลดลง?
หลักการแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือการปรับวิถีชีวิตและเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ชั้นที่สองคือการรักษาเพื่อป้องกันซึ่งแพทย์เป็นผู้พิจารณา แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2565 ย้ำว่าการลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน การจัดการความเครียด และการสังเกตกับเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ช่วยลดความเสี่ยงของไมเกรนชนิดเรื้อรัง
บทความของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยวดี ทองยศ โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยแพร่เมื่อ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025 ระบุสิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่ การนอนไม่พอหรือนอนมากเกินไป ความเครียด อาหารบางชนิดเช่นช็อกโกแลต ชีส กล้วย คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนช่วงรอบเดือน และการเพ่งสายตานาน ๆ ข้อแนะนำจากแหล่งเดียวกันคือ นอนให้สม่ำเสมอวันละ 6 ถึง 8 ชั่วโมง กินอาหารตรงเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และจดบันทึกอาการกับปัจจัยกระตุ้น ส่วนอาหารพื้นฐานที่ดีต่อระบบประสาทดูได้ที่ อาหารบำรุงระบบประสาท
สมุดบันทึกอาการสำคัญกว่าที่คิด
แนวทางเวชปฏิบัติไทยแนะนำให้จดทุกครั้งที่ปวด โดยระบุวันและเวลา ระยะเวลาที่ปวด สิ่งกระตุ้น ตำแหน่ง ความรุนแรง อาการร่วม ยาที่รับประทาน และการตอบสนองต่อยา อีกเครื่องมือที่แนบไว้คือแบบประเมิน MIDAS ที่ถามถึงจำนวนวันใน 3 เดือนที่ผ่านมาซึ่งงาน การเรียน หรือกิจกรรมสังคมเสียไปเพราะปวดหัว แล้วแบ่งเป็นคะแนน 0 ถึง 5 คือระดับ I, 6 ถึง 10 คือระดับ II, 11 ถึง 20 คือระดับ III และตั้งแต่ 21 ขึ้นไปคือระดับ IV
เมื่อไรแพทย์จะเริ่มพิจารณายาป้องกัน
กล่องที่ 1 ของแนวทาง พ.ศ. 2565 ให้ไว้ 8 ข้อ ที่ผู้ป่วยเอาไปเช็กตัวเองก่อนพบแพทย์ได้ เช่น ปวดไมเกรนตั้งแต่ 4 วันต่อเดือนขึ้นไป มีอาการที่ไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดตั้งแต่ 3 วันต่อเดือนขึ้นไป ใช้ยาแก้ปวดเกินความเหมาะสม ใช้ยาแก้ปวดไม่ได้เพราะแพ้หรือมีข้อห้าม หรืออาการกระทบการเรียนการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายคือลดจำนวนวันที่ปวดลงตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไปสำหรับ episodic migraine และร้อยละ 30 ถึง 50 สำหรับไมเกรนเรื้อรัง โดยผลของยาจะปรากฏในช่วง 2 ถึง 3 เดือนแรก และหากได้ผลดีจะใช้ต่อเนื่อง 6 ถึง 12 เดือนก่อนพิจารณาลดยาลงอย่างช้า ๆ ทั้งหมดนี้เป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย และแนวทางระบุตรง ๆ ว่ายาป้องกันไม่ได้ทำให้ไมเกรนหายขาด
บทที่ 6 ของแนวทางฉบับเดียวกันรวบรวมวิธีป้องกันที่ไม่ใช้ยาไว้ 8 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ได้คุณภาพหลักฐานระดับ A ได้แก่ การปรับพฤติกรรม (การฝึกผ่อนคลาย biofeedback และ cognitive behavioral therapy) การนวดและกายภาพบำบัด และการฝังเข็ม ซึ่งควรพิจารณาใช้ร่วมด้วยในผู้ที่ปวดเรื้อรังหรือใช้ยาป้องกันได้ไม่เต็มที่
ตัวเลขและข้อแนะนำทั้งหมดในบทความนี้ อ้างอิงจากเอกสารที่ระบุไว้ในแหล่งอ้างอิง ณ วันที่ตรวจสอบข้อมูล 19 กันยายน 2569 เกณฑ์การวินิจฉัยและคำแนะนำทางคลินิกมีการปรับปรุงเป็นระยะ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการสั่งยาของแพทย์ ผู้อ่านควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนตัดสินใจเรื่องการใช้ยาทุกครั้ง และหากมีอาการฉุกเฉินให้โทร 1669
คำถามที่พบบ่อย
ไมเกรนอาการเป็นยังไงในหนึ่งครั้ง?
ปวดศีรษะนาน 4 ถึง 72 ชั่วโมงเมื่อไม่ได้รักษา มักปวดตุบ ๆ ระดับปานกลางถึงรุนแรง แย่ลงเมื่อเดินหรือขึ้นบันได และมีคลื่นไส้อาเจียนหรือแพ้ทั้งแสงและเสียงร่วมด้วย
ปวดหัวสองข้างแปลว่าไม่ใช่ไมเกรนใช่ไหม?
ไม่ใช่ แนวทางเวชปฏิบัติไทย พ.ศ. 2565 ระบุว่าผู้ป่วยไมเกรนกว่าครึ่งหนึ่งปวดทั่ว ๆ หรือปวดสองข้าง เกณฑ์ ICHD-3 ต้องการเพียง 2 ใน 4 ลักษณะ
ต้องปวดมาแล้วกี่ครั้งถึงจะวินิจฉัยได้?
อย่างน้อย 5 ครั้งสำหรับชนิดไม่มีออร่า และอย่างน้อย 2 ครั้งสำหรับชนิดที่มีออร่า ถ้าน้อยกว่านั้น ICHD-3 จะจัดเป็นไมเกรนที่น่าจะเป็น (probable migraine)
ออร่าอยู่นานแค่ไหนถึงจะถือว่าปกติ?
ออร่าแต่ละรูปแบบควรอยู่ในช่วง 5 ถึง 60 นาที และอาการปวดมักตามมาภายใน 60 นาที ยกเว้นออร่าชนิดที่มีอาการอ่อนแรงซึ่งอาจนานได้ถึง 72 ชั่วโมง
มีออร่าแต่ไม่ปวดหัวเลย เป็นไปได้ไหม?
เป็นไปได้ แนวทาง พ.ศ. 2565 เรียกภาวะนี้ว่า typical aura without headache แต่ควรให้แพทย์ประเมินก่อน เพราะอาการทางระบบประสาทชั่วคราวมีสาเหตุอื่นได้
ไมเกรนกับปวดศีรษะตึงเครียดแยกกันที่ข้อไหน?
ดูที่คลื่นไส้อาเจียนและผลของการขยับตัว ปวดศีรษะตึงเครียดต้องไม่มีคลื่นไส้อาเจียน และไม่แย่ลงเมื่อเดินหรือขึ้นบันได ส่วนไมเกรนมักตรงข้าม
ปวดหัวแบบไหนต้องรีบไปห้องฉุกเฉิน?
ปวดรุนแรงที่สุดในชีวิตแบบขึ้นถึงจุดสูงสุดภายใน 1 นาที ปวดร่วมกับแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ชักเกร็ง เดินเซ หรือปวดร่วมกับไข้และคอแข็ง ให้พบแพทย์ทันทีหรือโทร 1669
ปวดหัวมานานหลายปีควรขอสแกนสมองไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไป โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายว่ายิ่งปวดเรื้อรังมานาน โอกาสมีสาเหตุร้ายแรงยิ่งน้อย การส่งตรวจจะพิจารณาเมื่อมีอาการฉุกเฉินหรือตรวจพบความผิดปกติทางระบบประสาท
กินยาแก้ปวดบ่อยแล้วปวดหัวถี่ขึ้น เกิดอะไรขึ้น?
อาจเป็นภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ไมเกรนเป็นครั้งคราวกลายเป็นเรื้อรัง ควรนำจำนวนวันที่ใช้ยาไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้หญิงเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชายจริงไหม?
จริง ข้อมูลที่แนวทาง พ.ศ. 2565 อ้างจาก Global Burden of Disease Study ปี ค.ศ. 2016 ระบุความชุกในเพศหญิงร้อยละ 18.9 และเพศชายร้อยละ 9.8
ไมเกรนรักษาให้หายขาดได้ไหม?
แนวทาง พ.ศ. 2565 ระบุว่ายาป้องกันช่วยลดความถี่และความรุนแรงได้ แต่ไม่ได้ทำให้โรคหายขาด เป้าหมายจึงเป็นการควบคุมอาการให้อยู่ในระดับที่ใช้ชีวิตได้
เริ่มจากจดสามอย่างก่อนไปพบแพทย์
ก่อนถึงคิวตรวจ ให้จดสามตัวเลขไว้ในโทรศัพท์ คือเดือนที่ผ่านมาปวดหัวกี่วัน ในจำนวนนั้นปวดจนทำงานไม่ไหวกี่วัน และกินยาแก้ปวดไปกี่วัน สามตัวเลขนี้ตรงกับสิ่งที่แนวทางเวชปฏิบัติใช้ตัดสินว่าเข้าเกณฑ์ไมเกรนเรื้อรังหรือควรเริ่มการรักษาแบบป้องกันหรือไม่
จากนั้นทบทวนว่ามีข้อใดใน red flag ทั้ง 7 ข้อตรงกับตัวเองหรือไม่ และถ้าวันไหนเกิดปวดรุนแรงที่สุดในชีวิตแบบทันทีทันใด หรือปวดพร้อมแขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด ให้โทร 1669 ทันที
แหล่งอ้างอิง
- สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย: แนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัยและการรักษาปวดศีรษะไมเกรน ฉบับสมบูรณ์ 2565 (ไฟล์ PDF)
- สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย: หน้าเผยแพร่แนวทางเวชปฏิบัติปวดศีรษะไมเกรน
- ICHD-3 (International Headache Society): 1.1 Migraine without aura
- ICHD-3 (International Headache Society): 1.2 Migraine with aura
- ICHD-3 (International Headache Society): 1.3 Chronic migraine
- ICHD-3 (International Headache Society): 2.1 Infrequent episodic tension-type headache
- ICHD-3 (International Headache Society): 3.1 Cluster headache
- โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น: อาการปวดศีรษะร้ายแรง สัญญาณอันตรายของอาการปวดศีรษะ (Red Flag in Headache)
- Rama Channel คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี: ปวดศีรษะไมเกรน สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม (4 พฤศจิกายน 2025)
- ศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล: สายด่วนรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่และหมายเลข 1669


