คำนวณ BMI ได้จากสูตร น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ตามที่กรมควบคุมโรคระบุไว้ในหนังสือ Know Your Numbers & Know Your Risks เช่น คนหนัก 62 กิโลกรัม สูง 165 เซนติเมตร จะได้ 62 หารด้วย 2.7225 เท่ากับ 22.77 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งอยู่ในช่วง 18.5 ถึง 22.9 คือร่างกายสมส่วนตามเกณฑ์ไทย สูตรนี้ใช้กับผู้ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป
ประเด็นสำคัญ
- สูตรคือ น้ำหนัก (กก.) หารด้วย ส่วนสูง (ม.) ยกกำลังสอง หน่วยเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตร ใช้กับผู้มีอายุ 20 ปีขึ้นไป
- เกณฑ์กรมควบคุมโรค แบ่งเป็น น้อยกว่า 18.5 ผอม, 18.5 ถึง 22.9 สมส่วน, 23.0 ถึง 24.9 น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนระดับ 1, 25.0 ถึง 29.9 โรคอ้วนระดับ 2 และตั้งแต่ 30.0 ขึ้นไปคือโรคอ้วนระดับ 3
- เกณฑ์สากลของ CDC กว้างกว่า คือ 18.5 ถึง 24.9 ยังนับว่าเป็นน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ และเริ่มนับ overweight ที่ 25.0
- องค์การอนามัยโลกเสนอจุดเฝ้าระวังสำหรับประชากรเอเชียไว้ที่ 23.0, 27.5, 32.5 และ 37.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร โดยไม่ได้ยกเลิกเกณฑ์สากลเดิม
- เกณฑ์รอบเอวของกรมควบคุมโรคใช้สองแบบ คือ ไม่เกินส่วนสูงหน่วยเซนติเมตรหารสอง และค่ามาตรฐานชายน้อยกว่า 90 เซนติเมตร หญิงน้อยกว่า 80 เซนติเมตร
- ข้อมูล Global Health Observatory ขององค์การอนามัยโลกปี 2022 ประเมินว่าผู้ใหญ่ไทยมีค่า BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไปราว 45.2 เปอร์เซ็นต์ และตั้งแต่ 30 ขึ้นไปราว 14.3 เปอร์เซ็นต์
- คณะกรรมาธิการของวารสาร Lancet Diabetes & Endocrinology ปี 2025 แนะนำให้ใช้ BMI เป็นเครื่องมือคัดกรองระดับประชากร ไม่ใช่ตัวตัดสินสุขภาพรายบุคคล
คำนวณ BMI ใช้สูตรอะไร และคำนวณอย่างไรให้ไม่ผิด?
สูตรมีตัวเดียว คือเอาน้ำหนักตัวหน่วยกิโลกรัม มาหารด้วยส่วนสูงหน่วยเมตรยกกำลังสอง กรมควบคุมโรคเขียนไว้ตรงกันทั้งในหนังสือ Know Your Numbers & Know Your Risks และในเอกสารสถานีสุขภาพชุมชนของกองโรคไม่ติดต่อ โดยระบุว่าเป็นการประเมินความสมดุลของน้ำหนักตัวต่อส่วนสูง สำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และผลลัพธ์มีหน่วยเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตร
จุดที่คนคำนวณผิดบ่อยมีสองจุด จุดแรกคือลืมแปลงส่วนสูงจากเซนติเมตรเป็นเมตร ถ้าใส่ 165 แทนที่จะเป็น 1.65 ค่าที่ได้จะเล็กจนไม่มีความหมาย จุดที่สองคือยกกำลังสองผิดตำแหน่ง ต้องยกกำลังสองเฉพาะส่วนสูงเท่านั้น
ตัวอย่างการคำนวณสามกรณี
กรณีที่หนึ่ง น้ำหนัก 62 กิโลกรัม ส่วนสูง 165 เซนติเมตร แปลงส่วนสูงเป็น 1.65 เมตร ยกกำลังสองได้ 2.7225 นำ 62 หารด้วย 2.7225 ได้ 22.77 กิโลกรัมต่อตารางเมตร อยู่ในช่วงร่างกายสมส่วนของเกณฑ์ไทยแบบเฉียดขอบบน
กรณีที่สอง น้ำหนัก 70 กิโลกรัม ส่วนสูง 170 เซนติเมตร ยกกำลังสองได้ 2.89 นำ 70 หารด้วย 2.89 ได้ 24.22 กิโลกรัมต่อตารางเมตร คนคนนี้จะได้คำตอบสองแบบ ตามเกณฑ์กรมควบคุมโรคเขาอยู่ในกลุ่มภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนระดับ 1 แต่ตามเกณฑ์ของ CDC สหรัฐอเมริกา ค่า 24.22 ยังอยู่ในช่วง 18.5 ถึง 24.9 ซึ่งนับว่าเป็นน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ ความต่างนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของเครื่องคำนวณ แต่เป็นเรื่องของเกณฑ์ที่เลือกใช้
กรณีที่สาม น้ำหนัก 42 กิโลกรัม ส่วนสูง 160 เซนติเมตร ยกกำลังสองได้ 2.56 ได้ค่า 16.41 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ต่ำกว่า 18.5 ถือเป็นภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ กรมควบคุมโรคระบุความเสี่ยงของกลุ่มนี้ไว้ว่าเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกระดูกจนเกิดโรคกระดูกพรุน ภูมิคุ้มกันต่ำ ป่วยง่าย ผมร่วง อ่อนเพลีย และในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ
ค่า BMI ที่คำนวณได้ แปลผลตามเกณฑ์ใด?
คำตอบสั้นคือ ถ้าอยู่เมืองไทยและจะคุยกับพยาบาลหรือแพทย์ที่คัดกรองโรคไม่ติดต่อ ให้ใช้เกณฑ์ของกรมควบคุมโรค แต่ถ้าอ่านงานวิจัยหรือแอปต่างประเทศ ตัวเลขจะถูกจัดกลุ่มด้วยเกณฑ์สากล ตารางด้านล่างวางสามชุดเกณฑ์ไว้ข้างกันเพื่อให้เห็นว่าช่วงไหนต่างกันตรงไหน
สิ่งที่ควรสังเกตคือช่วง 23.0 ถึง 24.9 ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยจำนวนมากมีค่าอยู่ตรงนั้นพอดี เกณฑ์ไทยเรียกช่วงนี้ว่าภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนระดับ 1 และจัดเป็นกลุ่มเสี่ยง ส่วนเกณฑ์สากลยังปล่อยผ่าน
| ช่วงค่า BMI (กก./ตร.ม.) | เกณฑ์กรมควบคุมโรค | การแปลผลของกรมควบคุมโรค | เกณฑ์สากลของ CDC | จุดเฝ้าระวังสำหรับคนเอเชียที่ WHO เสนอ |
|---|---|---|---|---|
| น้อยกว่า 18.5 | ผอม หรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ | เสี่ยง | Underweight | ยังใช้ 18.5 เท่าเดิม ไม่มีการปรับ |
| 18.5 ถึง 22.9 | ร่างกายสมส่วน | ปกติ | Healthy Weight (18.5 ถึง 24.9) | ต่ำกว่าจุดเฝ้าระวังจุดแรก |
| 23.0 ถึง 24.9 | ภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วนระดับ 1 | เสี่ยง | ยังนับเป็น Healthy Weight | ผ่านจุดเฝ้าระวังจุดแรกที่ 23.0 |
| 25.0 ถึง 29.9 | โรคอ้วนระดับ 2 | เสี่ยง | Overweight | ผ่านจุดเฝ้าระวังที่ 27.5 เมื่อถึงค่านั้น |
| 30.0 ถึง 34.9 | โรคอ้วนระดับ 3 หรือโรคอ้วนอันตราย | เสี่ยง | Obesity Class 1 | ผ่านจุดเฝ้าระวังที่ 32.5 เมื่อถึงค่านั้น |
| 35.0 ถึง 39.9 | อยู่ในกลุ่มโรคอ้วนระดับ 3 | เสี่ยง | Obesity Class 2 | ผ่านจุดเฝ้าระวังที่ 37.5 เมื่อถึงค่านั้น |
| ตั้งแต่ 40.0 ขึ้นไป | อยู่ในกลุ่มโรคอ้วนระดับ 3 | เสี่ยง | Obesity Class 3 หรือ Severe Obesity | เกิน 40 ถือว่ามีไขมันสะสมเกินโดยไม่ต้องยืนยันซ้ำ ตามคณะกรรมาธิการปี 2025 |
ความเห็นของเราคือ ถ้าอ่านผลจากแอปหรือเว็บคำนวณที่ไม่บอกว่าใช้เกณฑ์ไหน ให้ดูที่ขอบบนของช่วงปกติเป็นหลัก ถ้าเขียนว่า 24.9 แปลว่ากำลังใช้เกณฑ์สากล ถ้าเขียนว่า 22.9 แปลว่ากำลังใช้เกณฑ์ไทยหรือเกณฑ์เอเชีย

ทำไมคนไทยและคนเอเชียถึงใช้เกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์สากล?
เหตุผลคือคนเอเชียมักมีสัดส่วนไขมันในร่างกายสูงกว่าคนยุโรปที่ค่า BMI เท่ากัน องค์การอนามัยโลกจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ในปี 2002 และข้อสรุปคือเสนอจุดเฝ้าระวังทางสาธารณสุขสำหรับประชากรเอเชียไว้ที่ 23.0, 27.5, 32.5 และ 37.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ดังที่บทความวิชาการที่อ้างถึงข้อสรุปนี้ได้บันทึกไว้
ประเด็นที่มักถูกเล่าผิดคือ องค์การอนามัยโลกไม่ได้ยกเลิกเกณฑ์เดิม บทความในวารสาร International Journal of Epidemiology ปี 2022 ที่วิเคราะห์ข้อมูลของ Asia Cohort Consortium สรุปไว้ชัดว่าที่ประชุมเสนอ 23 เป็นจุดของภาวะน้ำหนักเกินและ 27.5 เป็นจุดของโรคอ้วนสำหรับคนเอเชีย แต่ยังคงให้เกณฑ์ BMI เดิมเป็นการจัดกลุ่มระดับสากลต่อไป เกณฑ์ทั้งสองชุดจึงอยู่คู่กัน ไม่ใช่ชุดใดชุดหนึ่งผิด
อีกจุดที่น่าสนใจคือ ขอบล่างไม่ได้ถูกปรับตาม จดหมายถึงบรรณาธิการที่เผยแพร่ในปี 2025 ตั้งข้อสังเกตว่าองค์การอนามัยโลกปรับเกณฑ์น้ำหนักเกินและโรคอ้วนสำหรับประชากรเอเชียเป็น 23 ถึง 24.9 และตั้งแต่ 25 ขึ้นไปตามลำดับ แต่เส้นแบ่งภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ยังคงเป็น 18.5 เท่าเดิมทั่วโลก ผู้เขียนเสนอว่าควรพิจารณาเกณฑ์เฉพาะเชื้อชาติสำหรับฝั่งผอมด้วย
ส่วนสูงเท่านี้ น้ำหนักควรอยู่ที่กี่กิโลกรัม?
ตารางด้านล่างคำนวณย้อนกลับจากเกณฑ์ของกรมควบคุมโรค โดยเอาค่า BMI คูณด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ตัวเลขจึงไม่ใช่มาตรฐานที่หน่วยงานใดประกาศเป็นตารางน้ำหนัก แต่เป็นผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์จากเกณฑ์เดียวกัน ปัดทศนิยมหนึ่งตำแหน่ง คอลัมน์สุดท้ายคือเกณฑ์รอบเอวแบบส่วนสูงหารสองที่กรมควบคุมโรคแนะนำ
| ส่วนสูง (ซม.) | ช่วงสมส่วน BMI 18.5 ถึง 22.9 (กก.) | เริ่มเข้าเกณฑ์น้ำหนักเกินที่ BMI 23 (กก.) | เข้าเกณฑ์โรคอ้วนระดับ 2 ที่ BMI 25 (กก.) | รอบเอวไม่ควรเกิน (ซม.) |
|---|---|---|---|---|
| 150 | 41.6 ถึง 51.5 | 51.8 | 56.2 | 75.0 |
| 155 | 44.4 ถึง 55.0 | 55.3 | 60.1 | 77.5 |
| 160 | 47.4 ถึง 58.6 | 58.9 | 64.0 | 80.0 |
| 165 | 50.4 ถึง 62.3 | 62.6 | 68.1 | 82.5 |
| 170 | 53.5 ถึง 66.2 | 66.5 | 72.2 | 85.0 |
| 175 | 56.7 ถึง 70.1 | 70.4 | 76.6 | 87.5 |
| 180 | 59.9 ถึง 74.2 | 74.5 | 81.0 | 90.0 |
ตารางนี้ใช้ดูคร่าว ๆ ว่าน้ำหนักห่างจากขอบเกณฑ์เท่าไหร่ เช่น คนสูง 160 เซนติเมตรที่หนัก 60 กิโลกรัม จะรู้ทันทีว่าเลยขอบ 58.6 มาแล้วประมาณ 1.4 กิโลกรัม ซึ่งเป็นระยะที่ปรับได้ด้วยพฤติกรรมประจำวัน ไม่ต้องใช้วิธีรุนแรง
รอบเอวเท่าไหร่จึงถือว่าอ้วนลงพุง?
เรื่องนี้มีสองเกณฑ์ที่ใช้กันในไทย และทั้งสองเกณฑ์ปรากฏในเอกสารของกรมควบคุมโรค เกณฑ์แรกคือรอบเอวไม่ควรเกินส่วนสูงหน่วยเซนติเมตรหารด้วยสอง ตัวอย่างที่กรมควบคุมโรคยกไว้คือคนสูง 160 เซนติเมตร รอบเอวจึงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร เกณฑ์นี้ยังถูกเสนอให้เป็นตัวชี้วัดระดับประเทศสำหรับความชุกของภาวะอ้วนลงพุงในประชากรไทยอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
เกณฑ์ที่สองคือค่ามาตรฐานแยกตามเพศ ซึ่งรายงานการพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อของกองโรคไม่ติดต่อระบุไว้ว่า ชายควรมีเส้นรอบเอวน้อยกว่า 90 เซนติเมตร และหญิงน้อยกว่า 80 เซนติเมตร ตัวเลขชุดนี้ตรงกับเกณฑ์ของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ ที่กำหนดเส้นรอบเอวสำหรับกลุ่มประชากรเอเชียใต้ซึ่งอ้างอิงจากประชากรจีน มลายู และอินเดีย ไว้ที่ชายตั้งแต่ 90 เซนติเมตรขึ้นไป และหญิงตั้งแต่ 80 เซนติเมตรขึ้นไป โดยเทียบกับกลุ่มยุโรปที่ใช้ชาย 94 และหญิง 80 เซนติเมตร
สองเกณฑ์นี้ให้คำตอบต่างกันในบางกรณี ผู้หญิงสูง 150 เซนติเมตรที่รอบเอว 78 เซนติเมตร ผ่านเกณฑ์ 80 เซนติเมตร แต่เกินเกณฑ์ส่วนสูงหารสองซึ่งอยู่ที่ 75 เซนติเมตร ถ้าอยากปลอดภัยไว้ก่อน ให้ยึดค่าที่เข้มกว่าของสองค่านั้น
วัดรอบเอวอย่างไรให้ได้ค่าที่ใช้ได้
กรมควบคุมโรคอธิบายวิธีวัดไว้ว่า ให้ใช้สายวัดวัดรอบเอวผ่านระดับสะดือ ให้สายอยู่ในแนวขนานกับพื้น และไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกินไป เอกสารเดียวกันยกตัวอย่างการวัดที่ผิดวิธีไว้สองแบบ คือการรัดสายจนแน่น และการวัดเหนือระดับสะดือ สองความผิดพลาดนี้ทำให้ตัวเลขเพี้ยนได้หลายเซนติเมตร ซึ่งมากพอจะเปลี่ยนผลการคัดกรอง
BMI ใช้กับใครไม่ได้บ้าง?
ข้อจำกัดที่ชัดที่สุดคือ ค่านี้แยกไม่ออกว่าน้ำหนักที่ชั่งได้มาจากกล้ามเนื้อหรือไขมัน หน้าเครื่องคำนวณของ NHS สหราชอาณาจักรเขียนไว้ตรงว่าการคำนวณ BMI เป็นเพียงมาตรวัดสุขภาพอย่างหนึ่ง และไม่สามารถแยกความต่างระหว่างกล้ามเนื้อกับไขมันได้ คนที่มีมวลกล้ามเนื้อมากจึงอาจถูกจัดเป็นน้ำหนักเกินหรืออ้วนทั้งที่มีไขมันในร่างกายต่ำ นักกีฬาที่ฝึกแรงต้านเป็นตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยที่สุด
กลุ่มที่สองคือหญิงตั้งครรภ์ NHS ระบุว่าเครื่องคำนวณสำหรับผู้ใหญ่ไม่ควรใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากทารก รก และน้ำคร่ำ ซึ่งไม่ใช่ไขมันสะสมของแม่
กลุ่มที่สามคือเด็กและวัยรุ่น เกณฑ์ผู้ใหญ่ใช้ไม่ได้เพราะสัดส่วนร่างกายเปลี่ยนตามอายุ NHS แยกเครื่องคำนวณสำหรับอายุ 2 ถึง 17 ปีออกมาต่างหาก ส่วนองค์การอนามัยโลกนิยามภาวะน้ำหนักเกินในเด็กอายุ 5 ถึง 19 ปีว่าคือค่า BMI ตามอายุที่สูงกว่าค่ามัธยฐานของเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตเกิน 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และภาวะอ้วนคือสูงเกิน 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีใช้น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงแทน โดยเกิน 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคือน้ำหนักเกิน และเกิน 3 คือภาวะอ้วน ในไทย สมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทยเผยแพร่กราฟการเจริญเติบโตชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2023 โดยอ้างอิงข้อมูลของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ปี 2563 ร่วมกับเกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตขององค์การอนามัยโลก
ข้อจำกัดสุดท้ายเป็นระดับหลักการ คณะกรรมาธิการที่เผยแพร่ในวารสาร Lancet Diabetes & Endocrinology ฉบับเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญร่วม 58 คนและได้รับการรับรองจากองค์กร 76 แห่ง สรุปว่ามาตรวัดที่อิงค่า BMI ประเมินไขมันสะสมได้ทั้งต่ำกว่าจริงและสูงกว่าจริง คณะกรรมาธิการจึงแนะนำให้ใช้ BMI เป็นตัวแทนความเสี่ยงในระดับประชากร สำหรับการศึกษาทางระบาดวิทยาหรือการคัดกรอง มากกว่าจะใช้เป็นมาตรวัดสุขภาพของบุคคล และให้ยืนยันภาวะไขมันสะสมเกินด้วยการวัดไขมันโดยตรง หรืออย่างน้อยด้วยเกณฑ์ทางมานุษยมิติอีกหนึ่งอย่าง เช่น เส้นรอบเอว อัตราส่วนเอวต่อสะโพก หรืออัตราส่วนเอวต่อส่วนสูง ยกเว้นผู้ที่มีค่า BMI สูงมากคือเกิน 40 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งอนุมานได้เลยว่ามีไขมันสะสมเกิน
ค่า BMI ไม่อยู่ในเกณฑ์ ควรทำอะไรต่อ
ก่อนอื่นควรรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของคนส่วนน้อย ข้อมูล Global Health Observatory ขององค์การอนามัยโลกสำหรับประเทศไทยปี 2022 ประเมินสัดส่วนผู้ใหญ่ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไปไว้ที่ 45.2 เปอร์เซ็นต์ แยกเป็นหญิง 49.5 เปอร์เซ็นต์และชาย 40.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ที่มีค่าตั้งแต่ 30 ขึ้นไปอยู่ที่ 14.3 เปอร์เซ็นต์ แยกเป็นหญิง 17.6 เปอร์เซ็นต์และชาย 10.9 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณแบบ crude estimate ไม่ใช่ผลนับจริงรายบุคคล
สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินและภาวะอ้วน กรมควบคุมโรคแนะนำแนวทางไว้สี่ข้อ คือกำหนดกิจกรรมลดน้ำหนักและระยะเวลาให้ชัดเจน ควบคุมอาหารโดยเลือกอาหารไขมันต่ำและพลังงานต่ำ เพิ่มธัญพืช ผักและผลไม้ ไม่รับประทานอาหารมื้อหลักเกิน 3 มื้อต่อวัน ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์หรือเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน และไม่ใช้ยาลดความอ้วนโดยไม่ปรึกษาแพทย์
สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ เอกสารเดียวกันแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักสัปดาห์ละ 0.5 ถึง 1 กิโลกรัม โดยกินอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตสูง กินอาหารว่างบ่อยครั้งตลอดวัน เพิ่มอาหารพลังงานสูงในจานหลัก เช่น ถั่ว อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดเจีย และไม่ดื่มเครื่องดื่มก่อนมื้ออาหาร
ส่วนการลดพุง กรมควบคุมโรคระบุพลังงานอ้างอิงไว้ที่ผู้หญิงวันละ 1,600 แคลอรีและผู้ชายวันละ 2,000 แคลอรี ให้กินมื้อเช้าทุกวัน และเว้นระยะระหว่างมื้อเย็นกับเวลานอนไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง ถ้าค่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดต่อกันหลายครั้ง ควรเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาล ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพอ่านขอบเขตสิทธิได้ที่บทความ 30 บาทรักษาทุกโรค และผู้ที่กังวลเรื่องความเสี่ยงหลอดเลือดสามารถอ่านต่อได้ที่ เส้นเลือดสมองตีบ
ตัวเลขเกณฑ์ ช่วงค่า และสัดส่วนประชากรทั้งหมดในบทความนี้มาจากเอกสารที่อ้างอิงไว้ท้ายบทความ ตามที่เผยแพร่ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 11 กันยายน 2569 เกณฑ์ของแต่ละหน่วยงานต่างกันและมีการทบทวนเป็นระยะ ตารางน้ำหนักตามส่วนสูงในบทความเป็นการคำนวณย้อนกลับจากเกณฑ์ของกรมควบคุมโรค ไม่ใช่ตารางมาตรฐานที่หน่วยงานใดประกาศ ค่า BMI เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ก่อนเริ่มลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก หรือใช้ยาใด ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารที่รับผิดชอบ ในวันที่เขียนบทความนี้ เว็บไซต์ CDC ตอบรหัส 403 ต่อการเรียกดูอัตโนมัติ แต่ผู้เรียบเรียงได้อ่านหน้า Adult BMI Categories ฉบับเต็มแล้ว บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
คำถามที่พบบ่อย
สูตรคำนวณ BMI คืออะไร?
คือน้ำหนักตัวหน่วยกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเมตรยกกำลังสอง ผลลัพธ์มีหน่วยเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตร ตามที่กรมควบคุมโรคระบุไว้
ค่า BMI เท่าไหร่ถือว่าปกติสำหรับคนไทย?
เกณฑ์ของกรมควบคุมโรคถือว่าช่วง 18.5 ถึง 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตรคือร่างกายสมส่วน และแปลผลเป็นกลุ่มปกติ
ทำไมแอปต่างประเทศบอกว่าปกติ แต่เกณฑ์ไทยบอกว่าน้ำหนักเกิน?
เพราะเกณฑ์ของ CDC นับ 18.5 ถึง 24.9 เป็นน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่เกณฑ์ไทยตัดที่ 22.9 ค่าที่อยู่ระหว่าง 23.0 ถึง 24.9 จึงได้คำตอบต่างกัน
องค์การอนามัยโลกยกเลิกเกณฑ์ BMI เดิมสำหรับคนเอเชียแล้วหรือยัง?
ยังไม่ได้ยกเลิก ที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญปี 2002 เสนอจุดเฝ้าระวัง 23.0, 27.5, 32.5 และ 37.5 สำหรับประชากรเอเชีย แต่ยังคงให้เกณฑ์เดิมเป็นการจัดกลุ่มระดับสากล
รอบเอวเท่าไหร่ถือว่าอ้วนลงพุง?
เอกสารกรมควบคุมโรคใช้สองเกณฑ์ คือรอบเอวไม่ควรเกินส่วนสูงหน่วยเซนติเมตรหารสอง และค่ามาตรฐานที่ชายน้อยกว่า 90 เซนติเมตร หญิงน้อยกว่า 80 เซนติเมตร
วัดรอบเอวตรงไหน?
วัดผ่านระดับสะดือ ให้สายวัดขนานกับพื้น ไม่รัดแน่นและไม่หลวมเกินไป การวัดเหนือสะดือหรือรัดสายจนแน่นถือเป็นวิธีที่ผิด
คำนวณ BMI ให้เด็กได้ไหม?
ไม่ควรใช้เกณฑ์ผู้ใหญ่ เด็กและวัยรุ่นต้องเทียบกับกราฟการเจริญเติบโตตามอายุและเพศ องค์การอนามัยโลกใช้ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่ามัธยฐานแทนช่วงตัวเลขคงที่
คนตั้งครรภ์ใช้ค่า BMI ได้ไหม?
ไม่ได้ NHS ระบุว่าเครื่องคำนวณสำหรับผู้ใหญ่ไม่ควรใช้ระหว่างตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากไขมันสะสมของผู้ตั้งครรภ์
นักกีฬาที่กล้ามใหญ่ค่า BMI สูง แปลว่าอ้วนหรือไม่?
ไม่จำเป็น NHS ระบุว่าค่านี้แยกกล้ามเนื้อกับไขมันไม่ได้ ผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมากจึงอาจถูกจัดเป็นน้ำหนักเกินทั้งที่มีไขมันต่ำ
ค่า BMI สูงอย่างเดียวพอจะบอกว่าป่วยหรือยัง?
ไม่พอ คณะกรรมาธิการปี 2025 ในวารสาร Lancet Diabetes & Endocrinology แนะนำให้ยืนยันด้วยการวัดไขมันโดยตรงหรือเกณฑ์ทางมานุษยมิติอีกหนึ่งอย่าง เว้นแต่ค่า BMI เกิน 40
คำนวณครั้งเดียวไม่พอ ให้จดค่าไว้เทียบกับครั้งหน้า
ค่า BMI มีประโยชน์ที่สุดเมื่อวัดซ้ำแล้วนำมาเทียบกัน วิธีที่ทำได้ทันทีคือชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบเอวผ่านสะดือ จดทั้งสามค่าพร้อมวันที่ไว้ แล้ววัดซ้ำในอีกสามเดือน
ถ้าค่าที่ได้อยู่ตั้งแต่ 23.0 ขึ้นไป หรือรอบเอวเกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง ให้ถือว่าเป็นสัญญาณให้เริ่มปรับพฤติกรรม ไม่ใช่คำวินิจฉัย และถ้ามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ให้นำตัวเลขทั้งชุดไปคุยกับแพทย์ที่ดูแลแทนการตัดสินใจจากตัวเลขตัวเดียว
แหล่งอ้างอิง
- กรมควบคุมโรค: หนังสือ Know Your Numbers & Know Your Risks รู้ตัวเลข รู้ความเสี่ยงสุขภาพ (ISBN e-book 978-616-11-4473-9)
- กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค: เอกสารสถานีสุขภาพชุมชน (Community Health Station) ตารางดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอว
- กรมควบคุมโรค: รายงานความก้าวหน้าโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและข้อมูลโรคไม่ติดต่อ ค่ามาตรฐานเส้นรอบเอวและตัวชี้วัดภาวะอ้วนลงพุง
- World Health Organization: Obesity and overweight fact sheet (สูตร BMI และนิยามในเด็ก)
- US CDC: Adult BMI Categories (ช่วง underweight ถึง obesity class 3)
- WHO Global Health Observatory: Body mass index ตัวชี้วัด Overweight และ Obesity among adults
- International Journal of Epidemiology 2022 (PMC9365631): Association between body mass index and oesophageal cancer mortality in the Asia Cohort Consortium ที่บันทึกจุด 23 และ 27.5 ขององค์การอนามัยโลก
- PMC10063226: Obesity and Cardiovascular Risk among South Asian Americans ที่ระบุ public health action points 23, 27.5, 32.5 และ 37.5
- Lancet Diabetes & Endocrinology (PMC11870235): Definition and diagnostic criteria of clinical obesity, มีนาคม 2025
- PMC12126285: Underweight in adults, Time for ethnic-specific criteria?
- International Diabetes Federation: The IDF consensus worldwide definition of the metabolic syndrome ตารางเส้นรอบเอวตามกลุ่มประชากร
- NHS: Calculate your body mass index for adults ข้อจำกัดเรื่องกล้ามเนื้อ การตั้งครรภ์ และเด็ก
- สมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย: New Thai Growth Chart by TSPE (19 เมษายน 2023)


