อาการมะเร็งปอดที่พบบ่อยคือไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบากหรือเหนื่อยหอบ มีเสียงหวีด เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ เสียงแหบ ปอดติดเชื้อบ่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ตามรายการที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติและกรมการแพทย์เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 แต่ข้อเท็จจริงที่สำคัญกว่ารายการอาการคือ ระยะแรกของโรคมักไม่แสดงอาการอะไรเลย
ประเด็นสำคัญ
- กรมการแพทย์ระบุ (4 มิถุนายน 2568) ว่าไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่ราวปีละ 17,947 ราย เป็นชาย 11,060 ราย หญิง 6,887 ราย และเสียชีวิตราว 15,022 ราย หรือ 41 รายต่อวัน
- ชนิดเซลล์ไม่ใช่ขนาดเล็ก (NSCLC) พบราว 85 ถึง 90% ชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (SCLC) พบราว 10 ถึง 15% ตามข้อมูลชุดเดียวกัน
- แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 ระบุว่าอาการไอพบได้ 45 ถึง 75% ของผู้ป่วย และราว 1 ใน 3 มาพบแพทย์ด้วยอาการจากการกระจายออกนอกปอดแล้ว
- ไอต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ในคนอายุเกิน 40 ปีที่มีปัจจัยเสี่ยง เป็นเกณฑ์ที่แนวทางฉบับนั้นให้เริ่มสงสัย แม้ส่วนใหญ่จะกลายเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
- องค์การอนามัยโลก (ปรับปรุง 16 เมษายน 2569) ระบุว่าบุหรี่อธิบายผู้ป่วยได้ 60 ถึง 70%
- กรมการแพทย์ระบุว่าไทยยังไม่มีวิธีคัดกรองมะเร็งปอดที่ได้ผลในระดับประชากร การตรวจ Low Dose CT จึงพิจารณาเป็นรายบุคคลในกลุ่มเสี่ยงสูง
อาการมะเร็งปอดระยะแรกเป็นอย่างไร?
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ระยะแรกมักไม่มีอาการ นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวในข่าววันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่ามะเร็งปอดมักตรวจพบเมื่อมีอาการแล้วและโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูง แต่ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะมีโอกาสรักษาหายสูง
สองประโยคนี้ขัดกันในทางความรู้สึกแต่ไม่ขัดกันในทางการแพทย์ เนื้อปอดส่วนใหญ่ไม่มีปลายประสาทรับความเจ็บปวด ก้อนที่โตอยู่ตรงชายปอดจึงโตได้หลายเซนติเมตรโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกอะไร อาการจะเริ่มเกิดเมื่อก้อนไปเบียดหรืออุดหลอดลม ดึงเยื่อหุ้มปอด หรือกระจายออกไปที่อื่นแล้ว
ทำไมอาการถึงมาช้า
แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งปอดของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 อธิบายว่าสามในสี่ของผู้ป่วยเกิดโรคในหลอดลมใหญ่ โดยเฉพาะชนิด squamous cell และ small cell กลุ่มนี้จะมีอาการไอ ไอเป็นเลือด และเหนื่อยจากการที่ก้อนอุดหลอดลมบางส่วน ส่วนชนิด adenocarcinoma และ large cell มักเกิดที่ชายปอด จึงไม่ค่อยอุดหลอดลมใหญ่ อาการไอหรือไอเป็นเลือดจึงเกิดน้อยกว่ามาก
ก้อนที่อยู่ใกล้ทางเดินหายใจหลักจึงส่งเสียงเตือนเร็วกว่าก้อนที่อยู่ชายปอด อาการเดี่ยว ๆ แทบไม่มีค่าในการชี้โรคนี้ สิ่งที่มีค่ากว่าคืออาการนั้นเป็นอาการใหม่หรือไม่ และเป็นนานขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่
อาการใดพบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยมะเร็งปอด?
แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 มีตารางแสดงสัดส่วนอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ ตัวเลขเป็นช่วงกว้างเพราะรวบรวมจากหลายการศึกษา เราจึงยกมาทั้งช่วงและเติมคอลัมน์อธิบายกลไกกับข้อสังเกตในทางปฏิบัติ
| อาการ | สัดส่วนผู้ป่วยที่มาด้วยอาการนี้ (%) | เกิดจากอะไร | ข้อสังเกตที่ใช้แยกจากโรคทั่วไป |
|---|---|---|---|
| ไอ | 45 ถึง 75 | ก้อนระคายหรืออุดหลอดลมบางส่วน | เป็นอาการใหม่ที่ไม่หายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์ หรือไอเดิมที่เปลี่ยนลักษณะไป |
| น้ำหนักลด | 8 ถึง 68 | ผลของตัวโรคมะเร็งต่อการเผาผลาญ | ลดโดยไม่ได้ตั้งใจ และเบื่ออาหารร่วมด้วย |
| เหนื่อย หายใจลำบาก | 37 ถึง 58 | หลอดลมอุด น้ำในเยื่อหุ้มปอด หรือเนื้อปอดถูกเบียด | เหนื่อยกับกิจกรรมเดิมที่เคยทำได้สบาย และแย่ลงเป็นสัปดาห์ |
| ไอเป็นเลือด | 27 ถึง 57 | หลอดเลือดในหลอดลมถูกทำลาย | มักเป็นเลือดปนเสมหะปริมาณน้อย ไม่ควรมองข้ามแม้ครั้งเดียว |
| เจ็บหน้าอก | 27 ถึง 49 | ลุกลามถึงเยื่อหุ้มปอดชั้นนอกหรือผนังทรวงอก | เจ็บตื้อ ๆ บอกตำแหน่งชัดไม่ได้ และไม่สัมพันธ์กับการออกแรง |
| เสียงแหบ | 2 ถึง 18 | เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล่องเสียงถูกกด | แหบต่อเนื่องเกิน 2 ถึง 3 สัปดาห์โดยไม่มีเจ็บคอนำมาก่อน |
แนวทางฉบับเดียวกันระบุว่าราวหนึ่งในสามของผู้ป่วยมีอาการจากการกระจายออกนอกปอดแล้วตั้งแต่ตอนมาพบแพทย์ การกระจายไปกระดูกทำให้ปวดเฉพาะที่หรือกระดูกหัก การกระจายไปสมองทำให้อ่อนแรงเฉพาะส่วน ส่วนการกระจายไปตับ ต่อมหมวกไต และต่อมน้ำเหลืองที่คอ มักไม่ทำให้เกิดอาการ

ไอแบบไหนที่ควรสงสัย และเมื่อไหร่ต้องรีบไปพบแพทย์?
เกณฑ์ที่จำง่ายที่สุดคือ ไอนานกว่า 2 สัปดาห์ในคนอายุมากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะถ้าสูบบุหรี่ แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ให้สงสัยมะเร็งปอดไว้ก่อน พร้อมเขียนกำกับตรง ๆ ว่าส่วนมากแล้วจะเป็นเพียงการอักเสบเรื้อรังของหลอดลมเท่านั้น
ประโยคหลังสำคัญพอ ๆ กับประโยคแรก เพราะเกณฑ์นี้ไม่ได้มีไว้ทำให้กลัว แต่มีไว้ตัดสินใจว่าจะไปตรวจหรือไม่ ในเมืองไทยสาเหตุสำคัญอีกอย่างของอาการไอเรื้อรังคือวัณโรคปอด ซึ่งใช้เกณฑ์ 2 สัปดาห์เหมือนกันและตรวจได้ที่โรงพยาบาลรัฐ อ่านต่อได้ที่ อาการวัณโรคและเกณฑ์ไอกี่สัปดาห์ที่ต้องตรวจ ส่วนอาการคันคอไอแบบที่หายเองได้ เราแยกไว้ที่ คันคอไอเกิดจากอะไรและแก้อย่างไร
อาการที่ควรไปพบแพทย์ภายในสัปดาห์นี้
- ไอต่อเนื่องเกิน 2 ถึง 3 สัปดาห์ หรือไอเดิมที่เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนความถี่ หรือแย่ลง
- มีเลือดปนในเสมหะแม้เพียงเล็กน้อย ถึงจะเกิดครั้งเดียวก็ควรให้แพทย์ประเมิน
- เสียงแหบต่อเนื่องเกิน 2 ถึง 3 สัปดาห์ โดยไม่ได้เริ่มจากเจ็บคอหรือใช้เสียงหนัก
- เหนื่อยง่ายขึ้นชัดเจน กับกิจกรรมระดับเดิม เช่น ขึ้นบันไดชั้นเดียวแล้วต้องหยุดพัก
- น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ร่วมกับเบื่ออาหารและอ่อนเพลีย
- ปอดอักเสบซ้ำที่ตำแหน่งเดิม หรือรักษาหายแล้วกลับเป็นอีกในเวลาไม่นาน
อาการที่ถือเป็นเหตุฉุกเฉิน
ถ้าไอออกมาเป็นเลือดสดปริมาณมาก หายใจไม่ออกเฉียบพลัน เจ็บหน้าอกรุนแรงร่วมกับเหงื่อแตกหรือหน้ามืด หรือมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกและชัก ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งปอดเสมอไป แต่ทั้งหมดเป็นภาวะที่รอไม่ได้ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร
ไม่สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอดได้ไหม?
ได้ องค์การอนามัยโลกซึ่งปรับปรุงเอกสารข้อเท็จจริงเรื่องมะเร็งปอดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ระบุว่าทั่วโลกในปี 2565 มีผู้ป่วยราว 2.5 ล้านรายใหม่และเสียชีวิตราว 1.8 ล้านราย โดยส่วนใหญ่ 60 ถึง 70% เกิดจากการสูบบุหรี่ ตัวเลขนี้อ่านกลับด้านได้ว่าราวหนึ่งในสามไม่ได้อธิบายด้วยการสูบบุหรี่ของตัวเอง บทความวิจัยในวารสารการแพทย์แพร่ฉบับปี 2568 ทบทวนไว้ว่าในสหรัฐอเมริกาพบมะเร็งปอดในผู้ไม่สูบบุหรี่ราว 10 ถึง 15% และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
ข่าวของกรมการแพทย์วันที่ 30 มิถุนายน 2568 อ้างข้อมูลจาก Cancer in Thailand Vol. X ว่าอุบัติการณ์สูงสุดอยู่ในภาคเหนือ เพศชาย 33.1 ต่อประชากรแสนคน เพศหญิง 19.9 ต่อประชากรแสนคน ส่วนจังหวัดลำปางอยู่ที่ 29.2 และ 16.1 ตามลำดับ
ที่ควรระวังคือการเหมารวม งานย้อนหลัง 10 ปีของโรงพยาบาลแพร่ (ข้อมูลปี 2557 ถึง 2566 ตีพิมพ์ปี 2568) พบว่าในผู้ป่วยมะเร็งปอดของโรงพยาบาลนั้น 95% ของผู้ชายและ 98% ของผู้หญิงเคยสูบบุหรี่ ซึ่งต่างจากภาพผู้หญิงเอเชียที่ไม่เคยสูบบุหรี่ที่สื่อมักหยิบมาเล่า ข้อมูลโรงพยาบาลเดียวสรุปแทนทั้งประเทศไม่ได้ แต่ก็เตือนว่าอย่ารีบทิ้งเรื่องบุหรี่ออกจากสมการ ข้อสรุปจึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือการเลิกบุหรี่ยังลดความเสี่ยงได้มากที่สุด ชั้นที่สองคือการไม่เคยสูบบุหรี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะเพิกเฉยต่ออาการทางการหายใจเรื้อรัง
PM 2.5 ทำให้เป็นมะเร็งปอดได้จริงหรือไม่?
ในระดับหลักฐานสากล คำตอบคือใช่ในเชิงคุณภาพ IARC ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านมะเร็งขององค์การอนามัยโลก ประกาศเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2556 ว่าจัดมลพิษอากาศภายนอกอาคารเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่ม 1 โดยระบุว่ามีหลักฐานเพียงพอว่าทำให้เกิดมะเร็งปอด และประเมินฝุ่นละอองแยกต่างหากแล้วจัดเป็นกลุ่ม 1 เช่นกัน เอกสารฉบับนั้นยังอ้างว่าในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปอดทั่วโลก 223,000 รายที่เป็นผลจากมลพิษอากาศ กรมการแพทย์ก็นับ PM 2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงในข่าวปี 2568 ร่วมกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ควันบุหรี่มือสอง แร่ใยหิน และพันธุกรรม
สิ่งที่งานวิจัยไทยยังบอกไม่ได้คือขนาดของผลในระดับบุคคล งานของโรงพยาบาลแพร่พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งปอดสูงสุดในปี 2562 ที่ 35.09 ต่อประชากรแสนคน และระดับ PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปทางเดียวกัน แต่คณะผู้วิจัยเขียนเองว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกเดือนโดยไม่สัมพันธ์กับช่วงที่ค่าฝุ่นสูงสุด และเนื่องจากเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา จึงสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลไม่ได้ชัดเจน สรุปคือฝุ่นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ถูกจัดชั้นไว้แล้วในระดับสากล การลดการสัมผัสจึงสมเหตุสมผล แต่ตัวเลขประเภทอยู่ในเมืองฝุ่นสูงแล้วเสี่ยงกี่เท่ามักไม่มีแหล่งที่มาที่ตรวจสอบย้อนได้
ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดทำอย่างไร และใครควรตรวจ?
จุดยืนของหน่วยงานไทยกับคำแนะนำของสหรัฐอเมริกาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ในข่าวของกรมการแพทย์วันที่ 4 มิถุนายน 2568 เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่ายังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากร แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นเวลานาน อาจพิจารณาตรวจด้วยเอกซเรย์ปอดหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ (Low Dose CT) ฝั่งสหรัฐอเมริกา คณะทำงาน USPSTF ออกคำแนะนำปี 2564 ระดับ B ให้ตรวจ LDCT ปีละครั้งในผู้ใหญ่อายุ 50 ถึง 80 ปี ที่มีประวัติสูบบุหรี่สะสม 20 ซองปี และยังสูบอยู่หรือเลิกมาไม่เกิน 15 ปี
หลักฐานว่า LDCT ช่วยได้จริงแค่ไหน
การศึกษาที่เป็นฐานของคำแนะนำเหล่านี้คือ National Lung Screening Trial ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับอาสาสมัคร 53,454 คน อายุ 55 ถึง 74 ปี ที่มีประวัติสูบบุหรี่อย่างน้อย 30 ซองปี ผลที่ตีพิมพ์ในปี 2554 พบว่ากลุ่มที่ตรวจด้วย LDCT มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากมะเร็งปอดต่ำกว่ากลุ่มที่ตรวจด้วยเอกซเรย์ทรวงอกธรรมดาราว 15 ถึง 20% ผลนี้อ่านได้สองทาง ทางหนึ่งคือ LDCT ได้ผลจริง อีกทางหนึ่งคือเอกซเรย์ปอดธรรมดาไม่ใช่เครื่องมือคัดกรองที่ดีพอสำหรับคนเสี่ยงสูง
ในประเทศไทยตรวจได้ที่ไหน
ยังไม่มีโครงการคัดกรองมะเร็งปอดระดับชาติแบบสิทธิพื้นฐาน สิ่งที่มีคือโครงการเชิงรุกเฉพาะพื้นที่และงานนำร่อง เช่น โรงพยาบาลมะเร็งลำปางจัดโครงการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกด้วยรถถ่ายภาพทรวงอกเคลื่อนที่ในตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ในปีงบประมาณ 2568 และงานนำร่องของโรงพยาบาลเชียงคำ จังหวัดพะเยา ที่ตรวจ LDCT ในประชากรอายุ 55 ถึง 75 ปี จำนวน 100 คน ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม ถึง 31 ธันวาคม 2567 พบก้อนในปอด 18% และพบความผิดปกติระดับ Lung-RADS ตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป 14%
ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงตามเกณฑ์ซองปีข้างต้น วิธีที่ตรงที่สุดคือปรึกษาแพทย์ตามสิทธิของตัวเอง เพราะการตรวจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ผลบวกลวงนำไปสู่การตรวจเพิ่มและความกังวลที่ไม่จำเป็น ส่วนการตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไปไม่ได้รวมการคัดกรองมะเร็งปอดไว้ รายละเอียดอยู่ที่ ตรวจสุขภาพประจำปีตรวจอะไรบ้าง
มะเร็งปอดระยะ 1 รักษาหายไหม?
ระยะที่ 1 มีโอกาสรักษาให้หายได้สูงกว่าระยะอื่นมาก แต่คำว่าหายในทางการแพทย์วัดด้วยอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ไม่ใช่คำรับประกัน ตารางด้านล่างเป็นอัตรารอดชีวิต 5 ปีของผู้ป่วย NSCLC แยกตามระบบ TNM ที่ปรากฏในภาคผนวกของแนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 ซึ่งอ้างอิงเอกสารของ NCCN ปี 2008 ตัวเลขชุดนี้เก่าแล้ว เรายกมาเพราะเป็นชุดที่หน่วยงานไทยเผยแพร่ และเทียบกับข้อมูลใหม่กว่าต่อจากตาราง
| ระยะ | TNM | อัตรารอดชีวิต 5 ปี (%) | ความหมายในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|---|
| IA | T1N0M0 | 61 | ก้อนเล็ก ยังไม่ลามต่อมน้ำเหลือง มักผ่าตัดได้ |
| IB | T2N0M0 | 38 | ก้อนใหญ่ขึ้นแต่ยังไม่ลามต่อมน้ำเหลือง |
| IIA | T1N1M0 | 34 | เริ่มพบเซลล์มะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองขั้วปอด |
| IIB | T2N1M0 หรือ T3N0M0 | 24 | ก้อนโตหรือลามต่อมน้ำเหลืองข้างเดียวกัน |
| IIIA | T1-3N2M0 หรือ T3N1M0 | 13 | ลามถึงต่อมน้ำเหลืองกลางทรวงอกข้างเดียวกัน |
| IIIB | T4 กับ N ใดก็ได้ M0 หรือ T ใดก็ได้ N3M0 | 5 | ลามข้ามข้างหรือลุกลามอวัยวะข้างเคียง |
| IV | T ใดก็ได้ N ใดก็ได้ M1 | 1 | กระจายไปอวัยวะอื่นแล้ว เน้นควบคุมโรคและอาการ |
ข้อมูลที่ใหม่กว่ามาจากฐานทะเบียนมะเร็ง SEER ของสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2559 ถึง 2565 ซึ่งแบ่งตามการลุกลามแทนการแบ่ง TNM รายระยะ ได้แก่ เฉพาะที่ 65.5% ลามเฉพาะภูมิภาค 38.2% กระจายไกล 10.5% และรวมทุกระยะ 29.5% หน้าเดียวกันระบุว่ามีเพียง 24% ของผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยตอนที่โรคยังอยู่เฉพาะที่ สองชุดนี้ชี้ทิศทางเดียวกันคือยิ่งเจอเร็วยิ่งดี แต่ตัวเลขห่างกันเพราะคนละประชากร คนละปี และคนละวิธีแบ่งระยะ จึงเทียบกันตัวต่อตัวไม่ได้
การวินิจฉัยและการรักษาทำอย่างไร
สถาบันมะเร็งแห่งชาติอธิบายลำดับไว้ในข่าวปี 2568 ว่าเริ่มจากซักประวัติและตรวจร่างกาย ตามด้วยเอกซเรย์ทรวงอกหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ถ้าพบสิ่งผิดปกติจึงเก็บชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาด้วยการส่องกล้องหลอดลม การเจาะชิ้นเนื้อ หรือการผ่าตัดเล็ก บางรายตรวจ PET scan เพื่อประเมินการแพร่กระจาย และอาจส่งตรวจพันธุกรรมของก้อนเพื่อเลือกยาที่ตรงกับผู้ป่วยรายนั้น จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าเห็นเงาผิดปกติในฟิล์มแล้วแปลว่าเป็นมะเร็ง ความจริงคือต้องยืนยันด้วยชิ้นเนื้อเสมอ
แพทย์หญิงณัษฐา พิภพไชยาสิทธิ์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่าการรักษาพิจารณาจากชนิดของเซลล์ ระยะของโรค และความแข็งแรงของผู้ป่วย วิธีที่ใช้ได้แก่ การผ่าตัด การฉายรังสี ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และยากระตุ้นภูมิคุ้มกันบำบัด การเลือกสูตรยาและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของทีมแพทย์ผู้ดูแลร่วมกับผู้ป่วย บทความนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำการใช้ยาใด ๆ
ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้มาจากแหล่งที่ระบุไว้ท้ายเรื่อง ณ วันที่ตรวจสอบ 19 กันยายน 2569 และแต่ละตัวเลขผูกกับปีของข้อมูลชุดนั้น สถิติและแนวทางเวชปฏิบัติมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันข้อมูลล่าสุดกับกรมการแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ หรือแพทย์ผู้ดูแล บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยา และไม่ใช่คำแนะนำทางวิชาชีพเฉพาะราย
คำถามที่พบบ่อย
อาการมะเร็งปอดระยะแรกมีอะไรบ้าง?
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเลย กรมการแพทย์ระบุในข่าววันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่ามะเร็งปอดมักตรวจพบเมื่อมีอาการและโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว ถ้ามีอาการในระยะต้นก็มักไม่จำเพาะและคล้ายโรคทางเดินหายใจอื่น
ไอกี่สัปดาห์ถึงควรไปตรวจ?
แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ให้สงสัยในผู้ที่ไอนานกว่า 2 สัปดาห์และอายุมากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะถ้าสูบบุหรี่ แต่ย้ำว่าส่วนใหญ่จะเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรังมากกว่ามะเร็ง
ไอเป็นเลือดแปลว่าเป็นมะเร็งปอดหรือเปล่า?
ไม่จำเป็น สาเหตุอื่นพบบ่อยกว่า เช่น วัณโรคและหลอดลมอักเสบ แต่แนวทาง พ.ศ. 2552 ระบุว่าอาการนี้พบได้ 27 ถึง 57% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มาพบแพทย์ จึงควรให้แพทย์ตรวจทุกครั้งแม้เลือดจะออกน้อย
คนไทยเป็นมะเร็งปอดปีละกี่คน?
กรมการแพทย์ระบุเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ราว 17,947 ราย เป็นชาย 11,060 ราย หญิง 6,887 ราย และเสียชีวิตราว 15,022 ราย หรือ 41 รายต่อวัน
ไม่เคยสูบบุหรี่เลยยังเสี่ยงไหม?
ยังเสี่ยง องค์การอนามัยโลกระบุว่าบุหรี่อธิบายผู้ป่วยได้ 60 ถึง 70% ที่เหลือเกี่ยวข้องกับควันบุหรี่มือสอง มลพิษอากาศ การสัมผัสสารก่อมะเร็งจากงาน และพันธุกรรม ความเสี่ยงต่ำกว่าคนสูบบุหรี่แต่ไม่ใช่ศูนย์
PM 2.5 ทำให้เป็นมะเร็งปอดได้จริงไหม?
IARC จัดมลพิษอากาศภายนอกอาคารและฝุ่นละอองเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2556 โดยระบุว่ามีหลักฐานเพียงพอว่าทำให้เกิดมะเร็งปอด ส่วนขนาดของความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ยังต่างกันและงานในไทยยังสรุปเชิงเหตุและผลไม่ได้
ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดฟรีไหม?
ไทยยังไม่มีการคัดกรองมะเร็งปอดเป็นสิทธิพื้นฐานทั่วประเทศ สถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุในปี 2568 ว่ายังไม่มีวิธีคัดกรองที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากร สิ่งที่มีคือโครงการเชิงรุกเฉพาะพื้นที่และการพิจารณาเป็นรายบุคคลในกลุ่มเสี่ยงสูง
ใครควรตรวจ Low Dose CT?
คำแนะนำของ USPSTF ปี 2564 ระดับ B ให้ตรวจปีละครั้งในผู้ใหญ่อายุ 50 ถึง 80 ปี ที่สูบบุหรี่สะสม 20 ซองปีและยังสูบอยู่หรือเลิกมาไม่เกิน 15 ปี ส่วนในไทยควรให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อน
มะเร็งปอดระยะ 1 รักษาหายไหม?
โอกาสหายสูงกว่าระยะอื่นมาก ตารางในแนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ให้อัตรารอดชีวิต 5 ปีของระยะ IA ไว้ที่ 61% ขณะที่ข้อมูล SEER ปี 2559 ถึง 2565 ให้กลุ่มโรคเฉพาะที่ไว้ที่ 65.5% ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าของประชากร ไม่ใช่คำทำนายรายบุคคล
อาการแบบไหนต้องไปห้องฉุกเฉินทันที?
ไอออกมาเป็นเลือดสดปริมาณมาก หายใจไม่ออกเฉียบพลัน เจ็บหน้าอกรุนแรงร่วมกับหน้ามืดหรือเหงื่อแตก และอาการอ่อนแรงครึ่งซีกหรือชัก ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันทีไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร
สรุปสิ่งที่ควรทำหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งปอด
ถ้าตอนนี้มีอาการทางการหายใจที่เป็นมานานกว่าสองสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นไอ เสียงแหบ หรือเหนื่อยง่ายขึ้น ให้จดไว้ว่าเริ่มเมื่อไหร่และเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วนัดพบแพทย์ในสัปดาห์นี้ ถ้าไม่มีอาการแต่สูบบุหรี่มานาน ให้ยกเรื่องเกณฑ์ซองปีไปคุยกับแพทย์ตามสิทธิของตัวเองว่าควรตรวจ Low Dose CT หรือไม่ และที่สำคัญกว่าการตรวจคือการเลิกบุหรี่ ซึ่งยังเป็นมาตรการที่ลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้มากที่สุด
แหล่งอ้างอิง
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข: มะเร็งปอด ความเสี่ยงใกล้ตัว (4 มิถุนายน 2568)
- กรมการแพทย์: โรงพยาบาลมะเร็งลำปางจัดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดเชิงรุก (30 มิถุนายน 2568)
- สถาบันมะเร็งแห่งชาติ: แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งปอด ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 (PDF)
- องค์การอนามัยโลก: Lung cancer fact sheet (ปรับปรุง 16 เมษายน 2569)
- IARC Press Release N 221: Outdoor air pollution a leading environmental cause of cancer deaths (17 ตุลาคม 2556, PDF)
- USPSTF: Lung Cancer Screening recommendation statement (2564)
- National Cancer Institute: National Lung Screening Trial (NLST)
- SEER Cancer Stat Facts: Lung and Bronchus Cancer (ข้อมูลปี 2559 ถึง 2565)
- วารสารการแพทย์แพร่: แนวโน้มอัตราอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งปอดย้อนหลัง 10 ปี และการรายงานระดับ PM ในจังหวัดแพร่ (2568, PDF)
- Health Science, Science and Technology Reviews: การคัดกรองมะเร็งปอดด้วย LDCT ในประชากรอายุ 55 ถึง 75 ปี โรงพยาบาลเชียงคำ จังหวัดพะเยา (2568, PDF)


