บทความแนะนำอาการมะเร็งปอด ระยะแรกมักไม่มีสัญญาณ รู้ทันอาการเตือนและการคัดกรอง

อาการมะเร็งปอด ระยะแรกมักไม่มีสัญญาณ รู้ทันอาการเตือนและการคัดกรอง

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: มะเร็งปอดระยะแรกส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อาการที่ทำให้คนมาพบแพทย์มักเป็นไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก และน้ำหนักลด ซึ่งมักแปลว่าโรคเดินไปไกลแล้ว กรมการแพทย์ระบุว่าไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ราวปีละ 17,947 ราย เสียชีวิตราว 15,022 ราย หรือ 41 รายต่อวัน ใครมีอาการทางการหายใจต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ควรไปตรวจ

อาการมะเร็งปอดที่พบบ่อยคือไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบากหรือเหนื่อยหอบ มีเสียงหวีด เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ เสียงแหบ ปอดติดเชื้อบ่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ตามรายการที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติและกรมการแพทย์เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 แต่ข้อเท็จจริงที่สำคัญกว่ารายการอาการคือ ระยะแรกของโรคมักไม่แสดงอาการอะไรเลย

ประเด็นสำคัญ

  • กรมการแพทย์ระบุ (4 มิถุนายน 2568) ว่าไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่ราวปีละ 17,947 ราย เป็นชาย 11,060 ราย หญิง 6,887 ราย และเสียชีวิตราว 15,022 ราย หรือ 41 รายต่อวัน
  • ชนิดเซลล์ไม่ใช่ขนาดเล็ก (NSCLC) พบราว 85 ถึง 90% ชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (SCLC) พบราว 10 ถึง 15% ตามข้อมูลชุดเดียวกัน
  • แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 ระบุว่าอาการไอพบได้ 45 ถึง 75% ของผู้ป่วย และราว 1 ใน 3 มาพบแพทย์ด้วยอาการจากการกระจายออกนอกปอดแล้ว
  • ไอต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ในคนอายุเกิน 40 ปีที่มีปัจจัยเสี่ยง เป็นเกณฑ์ที่แนวทางฉบับนั้นให้เริ่มสงสัย แม้ส่วนใหญ่จะกลายเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
  • องค์การอนามัยโลก (ปรับปรุง 16 เมษายน 2569) ระบุว่าบุหรี่อธิบายผู้ป่วยได้ 60 ถึง 70%
  • กรมการแพทย์ระบุว่าไทยยังไม่มีวิธีคัดกรองมะเร็งปอดที่ได้ผลในระดับประชากร การตรวจ Low Dose CT จึงพิจารณาเป็นรายบุคคลในกลุ่มเสี่ยงสูง

อาการมะเร็งปอดระยะแรกเป็นอย่างไร?

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ระยะแรกมักไม่มีอาการ นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวในข่าววันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่ามะเร็งปอดมักตรวจพบเมื่อมีอาการแล้วและโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูง แต่ถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะมีโอกาสรักษาหายสูง

สองประโยคนี้ขัดกันในทางความรู้สึกแต่ไม่ขัดกันในทางการแพทย์ เนื้อปอดส่วนใหญ่ไม่มีปลายประสาทรับความเจ็บปวด ก้อนที่โตอยู่ตรงชายปอดจึงโตได้หลายเซนติเมตรโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึกอะไร อาการจะเริ่มเกิดเมื่อก้อนไปเบียดหรืออุดหลอดลม ดึงเยื่อหุ้มปอด หรือกระจายออกไปที่อื่นแล้ว

นิยาม: มะเร็งปอด คือเนื้องอกร้ายที่เริ่มจากเซลล์ในเนื้อปอดหรือหลอดลม แบ่งทางพยาธิวิทยาเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่ ชนิดเซลล์ไม่ใช่ขนาดเล็ก (non-small cell lung cancer หรือ NSCLC) ซึ่งกรมการแพทย์ระบุว่าพบราว 85 ถึง 90% และชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer หรือ SCLC) ซึ่งพบราว 10 ถึง 15% และโตเร็วกว่า การแบ่งนี้กำหนดว่าแนวทางรักษาหลักจะเป็นการผ่าตัดหรือการฉายรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด

ทำไมอาการถึงมาช้า

แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งปอดของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 อธิบายว่าสามในสี่ของผู้ป่วยเกิดโรคในหลอดลมใหญ่ โดยเฉพาะชนิด squamous cell และ small cell กลุ่มนี้จะมีอาการไอ ไอเป็นเลือด และเหนื่อยจากการที่ก้อนอุดหลอดลมบางส่วน ส่วนชนิด adenocarcinoma และ large cell มักเกิดที่ชายปอด จึงไม่ค่อยอุดหลอดลมใหญ่ อาการไอหรือไอเป็นเลือดจึงเกิดน้อยกว่ามาก

ก้อนที่อยู่ใกล้ทางเดินหายใจหลักจึงส่งเสียงเตือนเร็วกว่าก้อนที่อยู่ชายปอด อาการเดี่ยว ๆ แทบไม่มีค่าในการชี้โรคนี้ สิ่งที่มีค่ากว่าคืออาการนั้นเป็นอาการใหม่หรือไม่ และเป็นนานขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่

อาการใดพบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยมะเร็งปอด?

แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 มีตารางแสดงสัดส่วนอาการที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ ตัวเลขเป็นช่วงกว้างเพราะรวบรวมจากหลายการศึกษา เราจึงยกมาทั้งช่วงและเติมคอลัมน์อธิบายกลไกกับข้อสังเกตในทางปฏิบัติ

อาการสัดส่วนผู้ป่วยที่มาด้วยอาการนี้ (%)เกิดจากอะไรข้อสังเกตที่ใช้แยกจากโรคทั่วไป
ไอ45 ถึง 75ก้อนระคายหรืออุดหลอดลมบางส่วนเป็นอาการใหม่ที่ไม่หายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์ หรือไอเดิมที่เปลี่ยนลักษณะไป
น้ำหนักลด8 ถึง 68ผลของตัวโรคมะเร็งต่อการเผาผลาญลดโดยไม่ได้ตั้งใจ และเบื่ออาหารร่วมด้วย
เหนื่อย หายใจลำบาก37 ถึง 58หลอดลมอุด น้ำในเยื่อหุ้มปอด หรือเนื้อปอดถูกเบียดเหนื่อยกับกิจกรรมเดิมที่เคยทำได้สบาย และแย่ลงเป็นสัปดาห์
ไอเป็นเลือด27 ถึง 57หลอดเลือดในหลอดลมถูกทำลายมักเป็นเลือดปนเสมหะปริมาณน้อย ไม่ควรมองข้ามแม้ครั้งเดียว
เจ็บหน้าอก27 ถึง 49ลุกลามถึงเยื่อหุ้มปอดชั้นนอกหรือผนังทรวงอกเจ็บตื้อ ๆ บอกตำแหน่งชัดไม่ได้ และไม่สัมพันธ์กับการออกแรง
เสียงแหบ2 ถึง 18เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล่องเสียงถูกกดแหบต่อเนื่องเกิน 2 ถึง 3 สัปดาห์โดยไม่มีเจ็บคอนำมาก่อน

แนวทางฉบับเดียวกันระบุว่าราวหนึ่งในสามของผู้ป่วยมีอาการจากการกระจายออกนอกปอดแล้วตั้งแต่ตอนมาพบแพทย์ การกระจายไปกระดูกทำให้ปวดเฉพาะที่หรือกระดูกหัก การกระจายไปสมองทำให้อ่อนแรงเฉพาะส่วน ส่วนการกระจายไปตับ ต่อมหมวกไต และต่อมน้ำเหลืองที่คอ มักไม่ทำให้เกิดอาการ

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  อาการแพ้ท้อง: เริ่มกี่สัปดาห์ กี่เดือนหาย และแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล
อินโฟกราฟิกสรุป อาการมะเร็งปอด ระยะแรกมักไม่มีสัญญาณ รู้ทันอาการเตือนและการคัดกรอง
สรุปเป็นภาพ: อาการมะเร็งปอด ระยะแรกมักไม่มีสัญญาณ รู้ทันอาการเตือนและการคัดกรอง

ไอแบบไหนที่ควรสงสัย และเมื่อไหร่ต้องรีบไปพบแพทย์?

เกณฑ์ที่จำง่ายที่สุดคือ ไอนานกว่า 2 สัปดาห์ในคนอายุมากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะถ้าสูบบุหรี่ แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ให้สงสัยมะเร็งปอดไว้ก่อน พร้อมเขียนกำกับตรง ๆ ว่าส่วนมากแล้วจะเป็นเพียงการอักเสบเรื้อรังของหลอดลมเท่านั้น

ประโยคหลังสำคัญพอ ๆ กับประโยคแรก เพราะเกณฑ์นี้ไม่ได้มีไว้ทำให้กลัว แต่มีไว้ตัดสินใจว่าจะไปตรวจหรือไม่ ในเมืองไทยสาเหตุสำคัญอีกอย่างของอาการไอเรื้อรังคือวัณโรคปอด ซึ่งใช้เกณฑ์ 2 สัปดาห์เหมือนกันและตรวจได้ที่โรงพยาบาลรัฐ อ่านต่อได้ที่ อาการวัณโรคและเกณฑ์ไอกี่สัปดาห์ที่ต้องตรวจ ส่วนอาการคันคอไอแบบที่หายเองได้ เราแยกไว้ที่ คันคอไอเกิดจากอะไรและแก้อย่างไร

อาการที่ควรไปพบแพทย์ภายในสัปดาห์นี้

  • ไอต่อเนื่องเกิน 2 ถึง 3 สัปดาห์ หรือไอเดิมที่เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนความถี่ หรือแย่ลง
  • มีเลือดปนในเสมหะแม้เพียงเล็กน้อย ถึงจะเกิดครั้งเดียวก็ควรให้แพทย์ประเมิน
  • เสียงแหบต่อเนื่องเกิน 2 ถึง 3 สัปดาห์ โดยไม่ได้เริ่มจากเจ็บคอหรือใช้เสียงหนัก
  • เหนื่อยง่ายขึ้นชัดเจน กับกิจกรรมระดับเดิม เช่น ขึ้นบันไดชั้นเดียวแล้วต้องหยุดพัก
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ร่วมกับเบื่ออาหารและอ่อนเพลีย
  • ปอดอักเสบซ้ำที่ตำแหน่งเดิม หรือรักษาหายแล้วกลับเป็นอีกในเวลาไม่นาน

อาการที่ถือเป็นเหตุฉุกเฉิน

ถ้าไอออกมาเป็นเลือดสดปริมาณมาก หายใจไม่ออกเฉียบพลัน เจ็บหน้าอกรุนแรงร่วมกับเหงื่อแตกหรือหน้ามืด หรือมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกและชัก ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งปอดเสมอไป แต่ทั้งหมดเป็นภาวะที่รอไม่ได้ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร

ไม่สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอดได้ไหม?

ได้ องค์การอนามัยโลกซึ่งปรับปรุงเอกสารข้อเท็จจริงเรื่องมะเร็งปอดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ระบุว่าทั่วโลกในปี 2565 มีผู้ป่วยราว 2.5 ล้านรายใหม่และเสียชีวิตราว 1.8 ล้านราย โดยส่วนใหญ่ 60 ถึง 70% เกิดจากการสูบบุหรี่ ตัวเลขนี้อ่านกลับด้านได้ว่าราวหนึ่งในสามไม่ได้อธิบายด้วยการสูบบุหรี่ของตัวเอง บทความวิจัยในวารสารการแพทย์แพร่ฉบับปี 2568 ทบทวนไว้ว่าในสหรัฐอเมริกาพบมะเร็งปอดในผู้ไม่สูบบุหรี่ราว 10 ถึง 15% และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

ข่าวของกรมการแพทย์วันที่ 30 มิถุนายน 2568 อ้างข้อมูลจาก Cancer in Thailand Vol. X ว่าอุบัติการณ์สูงสุดอยู่ในภาคเหนือ เพศชาย 33.1 ต่อประชากรแสนคน เพศหญิง 19.9 ต่อประชากรแสนคน ส่วนจังหวัดลำปางอยู่ที่ 29.2 และ 16.1 ตามลำดับ

ที่ควรระวังคือการเหมารวม งานย้อนหลัง 10 ปีของโรงพยาบาลแพร่ (ข้อมูลปี 2557 ถึง 2566 ตีพิมพ์ปี 2568) พบว่าในผู้ป่วยมะเร็งปอดของโรงพยาบาลนั้น 95% ของผู้ชายและ 98% ของผู้หญิงเคยสูบบุหรี่ ซึ่งต่างจากภาพผู้หญิงเอเชียที่ไม่เคยสูบบุหรี่ที่สื่อมักหยิบมาเล่า ข้อมูลโรงพยาบาลเดียวสรุปแทนทั้งประเทศไม่ได้ แต่ก็เตือนว่าอย่ารีบทิ้งเรื่องบุหรี่ออกจากสมการ ข้อสรุปจึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือการเลิกบุหรี่ยังลดความเสี่ยงได้มากที่สุด ชั้นที่สองคือการไม่เคยสูบบุหรี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะเพิกเฉยต่ออาการทางการหายใจเรื้อรัง

PM 2.5 ทำให้เป็นมะเร็งปอดได้จริงหรือไม่?

ในระดับหลักฐานสากล คำตอบคือใช่ในเชิงคุณภาพ IARC ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านมะเร็งขององค์การอนามัยโลก ประกาศเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2556 ว่าจัดมลพิษอากาศภายนอกอาคารเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่ม 1 โดยระบุว่ามีหลักฐานเพียงพอว่าทำให้เกิดมะเร็งปอด และประเมินฝุ่นละอองแยกต่างหากแล้วจัดเป็นกลุ่ม 1 เช่นกัน เอกสารฉบับนั้นยังอ้างว่าในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปอดทั่วโลก 223,000 รายที่เป็นผลจากมลพิษอากาศ กรมการแพทย์ก็นับ PM 2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงในข่าวปี 2568 ร่วมกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ควันบุหรี่มือสอง แร่ใยหิน และพันธุกรรม

สิ่งที่งานวิจัยไทยยังบอกไม่ได้คือขนาดของผลในระดับบุคคล งานของโรงพยาบาลแพร่พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งปอดสูงสุดในปี 2562 ที่ 35.09 ต่อประชากรแสนคน และระดับ PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปทางเดียวกัน แต่คณะผู้วิจัยเขียนเองว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกเดือนโดยไม่สัมพันธ์กับช่วงที่ค่าฝุ่นสูงสุด และเนื่องจากเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา จึงสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลไม่ได้ชัดเจน สรุปคือฝุ่นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ถูกจัดชั้นไว้แล้วในระดับสากล การลดการสัมผัสจึงสมเหตุสมผล แต่ตัวเลขประเภทอยู่ในเมืองฝุ่นสูงแล้วเสี่ยงกี่เท่ามักไม่มีแหล่งที่มาที่ตรวจสอบย้อนได้

ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดทำอย่างไร และใครควรตรวจ?

จุดยืนของหน่วยงานไทยกับคำแนะนำของสหรัฐอเมริกาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ในข่าวของกรมการแพทย์วันที่ 4 มิถุนายน 2568 เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่ายังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากร แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นเวลานาน อาจพิจารณาตรวจด้วยเอกซเรย์ปอดหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ (Low Dose CT) ฝั่งสหรัฐอเมริกา คณะทำงาน USPSTF ออกคำแนะนำปี 2564 ระดับ B ให้ตรวจ LDCT ปีละครั้งในผู้ใหญ่อายุ 50 ถึง 80 ปี ที่มีประวัติสูบบุหรี่สะสม 20 ซองปี และยังสูบอยู่หรือเลิกมาไม่เกิน 15 ปี

นิยาม: ซองปี (pack-year) คือหน่วยวัดปริมาณบุหรี่สะสมตลอดชีวิต คำนวณจากจำนวนซองที่สูบต่อวันคูณด้วยจำนวนปีที่สูบ เช่น สูบวันละ 1 ซองนาน 20 ปี เท่ากับ 20 ซองปี และสูบวันละ 2 ซองนาน 10 ปีก็เท่ากับ 20 ซองปีเช่นกัน หน่วยนี้ถูกใช้เป็นเกณฑ์เข้าโครงการคัดกรองในต่างประเทศ

หลักฐานว่า LDCT ช่วยได้จริงแค่ไหน

การศึกษาที่เป็นฐานของคำแนะนำเหล่านี้คือ National Lung Screening Trial ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับอาสาสมัคร 53,454 คน อายุ 55 ถึง 74 ปี ที่มีประวัติสูบบุหรี่อย่างน้อย 30 ซองปี ผลที่ตีพิมพ์ในปี 2554 พบว่ากลุ่มที่ตรวจด้วย LDCT มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากมะเร็งปอดต่ำกว่ากลุ่มที่ตรวจด้วยเอกซเรย์ทรวงอกธรรมดาราว 15 ถึง 20% ผลนี้อ่านได้สองทาง ทางหนึ่งคือ LDCT ได้ผลจริง อีกทางหนึ่งคือเอกซเรย์ปอดธรรมดาไม่ใช่เครื่องมือคัดกรองที่ดีพอสำหรับคนเสี่ยงสูง

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ชมช่อง7 ออนไลน์ ดูสด ละคร ซีรีส์ ข่าวบันเทิง และรายการ

ในประเทศไทยตรวจได้ที่ไหน

ยังไม่มีโครงการคัดกรองมะเร็งปอดระดับชาติแบบสิทธิพื้นฐาน สิ่งที่มีคือโครงการเชิงรุกเฉพาะพื้นที่และงานนำร่อง เช่น โรงพยาบาลมะเร็งลำปางจัดโครงการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกด้วยรถถ่ายภาพทรวงอกเคลื่อนที่ในตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ในปีงบประมาณ 2568 และงานนำร่องของโรงพยาบาลเชียงคำ จังหวัดพะเยา ที่ตรวจ LDCT ในประชากรอายุ 55 ถึง 75 ปี จำนวน 100 คน ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม ถึง 31 ธันวาคม 2567 พบก้อนในปอด 18% และพบความผิดปกติระดับ Lung-RADS ตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป 14%

ถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงตามเกณฑ์ซองปีข้างต้น วิธีที่ตรงที่สุดคือปรึกษาแพทย์ตามสิทธิของตัวเอง เพราะการตรวจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ผลบวกลวงนำไปสู่การตรวจเพิ่มและความกังวลที่ไม่จำเป็น ส่วนการตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไปไม่ได้รวมการคัดกรองมะเร็งปอดไว้ รายละเอียดอยู่ที่ ตรวจสุขภาพประจำปีตรวจอะไรบ้าง

มะเร็งปอดระยะ 1 รักษาหายไหม?

ระยะที่ 1 มีโอกาสรักษาให้หายได้สูงกว่าระยะอื่นมาก แต่คำว่าหายในทางการแพทย์วัดด้วยอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ไม่ใช่คำรับประกัน ตารางด้านล่างเป็นอัตรารอดชีวิต 5 ปีของผู้ป่วย NSCLC แยกตามระบบ TNM ที่ปรากฏในภาคผนวกของแนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2552 ซึ่งอ้างอิงเอกสารของ NCCN ปี 2008 ตัวเลขชุดนี้เก่าแล้ว เรายกมาเพราะเป็นชุดที่หน่วยงานไทยเผยแพร่ และเทียบกับข้อมูลใหม่กว่าต่อจากตาราง

ระยะTNMอัตรารอดชีวิต 5 ปี (%)ความหมายในทางปฏิบัติ
IAT1N0M061ก้อนเล็ก ยังไม่ลามต่อมน้ำเหลือง มักผ่าตัดได้
IBT2N0M038ก้อนใหญ่ขึ้นแต่ยังไม่ลามต่อมน้ำเหลือง
IIAT1N1M034เริ่มพบเซลล์มะเร็งที่ต่อมน้ำเหลืองขั้วปอด
IIBT2N1M0 หรือ T3N0M024ก้อนโตหรือลามต่อมน้ำเหลืองข้างเดียวกัน
IIIAT1-3N2M0 หรือ T3N1M013ลามถึงต่อมน้ำเหลืองกลางทรวงอกข้างเดียวกัน
IIIBT4 กับ N ใดก็ได้ M0 หรือ T ใดก็ได้ N3M05ลามข้ามข้างหรือลุกลามอวัยวะข้างเคียง
IVT ใดก็ได้ N ใดก็ได้ M11กระจายไปอวัยวะอื่นแล้ว เน้นควบคุมโรคและอาการ

ข้อมูลที่ใหม่กว่ามาจากฐานทะเบียนมะเร็ง SEER ของสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2559 ถึง 2565 ซึ่งแบ่งตามการลุกลามแทนการแบ่ง TNM รายระยะ ได้แก่ เฉพาะที่ 65.5% ลามเฉพาะภูมิภาค 38.2% กระจายไกล 10.5% และรวมทุกระยะ 29.5% หน้าเดียวกันระบุว่ามีเพียง 24% ของผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยตอนที่โรคยังอยู่เฉพาะที่ สองชุดนี้ชี้ทิศทางเดียวกันคือยิ่งเจอเร็วยิ่งดี แต่ตัวเลขห่างกันเพราะคนละประชากร คนละปี และคนละวิธีแบ่งระยะ จึงเทียบกันตัวต่อตัวไม่ได้

การวินิจฉัยและการรักษาทำอย่างไร

สถาบันมะเร็งแห่งชาติอธิบายลำดับไว้ในข่าวปี 2568 ว่าเริ่มจากซักประวัติและตรวจร่างกาย ตามด้วยเอกซเรย์ทรวงอกหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ถ้าพบสิ่งผิดปกติจึงเก็บชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาด้วยการส่องกล้องหลอดลม การเจาะชิ้นเนื้อ หรือการผ่าตัดเล็ก บางรายตรวจ PET scan เพื่อประเมินการแพร่กระจาย และอาจส่งตรวจพันธุกรรมของก้อนเพื่อเลือกยาที่ตรงกับผู้ป่วยรายนั้น จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าเห็นเงาผิดปกติในฟิล์มแล้วแปลว่าเป็นมะเร็ง ความจริงคือต้องยืนยันด้วยชิ้นเนื้อเสมอ

แพทย์หญิงณัษฐา พิภพไชยาสิทธิ์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่าการรักษาพิจารณาจากชนิดของเซลล์ ระยะของโรค และความแข็งแรงของผู้ป่วย วิธีที่ใช้ได้แก่ การผ่าตัด การฉายรังสี ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และยากระตุ้นภูมิคุ้มกันบำบัด การเลือกสูตรยาและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของทีมแพทย์ผู้ดูแลร่วมกับผู้ป่วย บทความนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำการใช้ยาใด ๆ

ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้มาจากแหล่งที่ระบุไว้ท้ายเรื่อง ณ วันที่ตรวจสอบ 19 กันยายน 2569 และแต่ละตัวเลขผูกกับปีของข้อมูลชุดนั้น สถิติและแนวทางเวชปฏิบัติมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันข้อมูลล่าสุดกับกรมการแพทย์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ หรือแพทย์ผู้ดูแล บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยา และไม่ใช่คำแนะนำทางวิชาชีพเฉพาะราย

คำถามที่พบบ่อย

อาการมะเร็งปอดระยะแรกมีอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่ไม่มีอาการเลย กรมการแพทย์ระบุในข่าววันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่ามะเร็งปอดมักตรวจพบเมื่อมีอาการและโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว ถ้ามีอาการในระยะต้นก็มักไม่จำเพาะและคล้ายโรคทางเดินหายใจอื่น

ไอกี่สัปดาห์ถึงควรไปตรวจ?

แนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ให้สงสัยในผู้ที่ไอนานกว่า 2 สัปดาห์และอายุมากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะถ้าสูบบุหรี่ แต่ย้ำว่าส่วนใหญ่จะเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรังมากกว่ามะเร็ง

ไอเป็นเลือดแปลว่าเป็นมะเร็งปอดหรือเปล่า?

ไม่จำเป็น สาเหตุอื่นพบบ่อยกว่า เช่น วัณโรคและหลอดลมอักเสบ แต่แนวทาง พ.ศ. 2552 ระบุว่าอาการนี้พบได้ 27 ถึง 57% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มาพบแพทย์ จึงควรให้แพทย์ตรวจทุกครั้งแม้เลือดจะออกน้อย

คนไทยเป็นมะเร็งปอดปีละกี่คน?

กรมการแพทย์ระบุเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ราว 17,947 ราย เป็นชาย 11,060 ราย หญิง 6,887 ราย และเสียชีวิตราว 15,022 ราย หรือ 41 รายต่อวัน

ไม่เคยสูบบุหรี่เลยยังเสี่ยงไหม?

ยังเสี่ยง องค์การอนามัยโลกระบุว่าบุหรี่อธิบายผู้ป่วยได้ 60 ถึง 70% ที่เหลือเกี่ยวข้องกับควันบุหรี่มือสอง มลพิษอากาศ การสัมผัสสารก่อมะเร็งจากงาน และพันธุกรรม ความเสี่ยงต่ำกว่าคนสูบบุหรี่แต่ไม่ใช่ศูนย์

PM 2.5 ทำให้เป็นมะเร็งปอดได้จริงไหม?

IARC จัดมลพิษอากาศภายนอกอาคารและฝุ่นละอองเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2556 โดยระบุว่ามีหลักฐานเพียงพอว่าทำให้เกิดมะเร็งปอด ส่วนขนาดของความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ยังต่างกันและงานในไทยยังสรุปเชิงเหตุและผลไม่ได้

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ธรรมราชา หมายความ ว่า อย่างไร

ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดฟรีไหม?

ไทยยังไม่มีการคัดกรองมะเร็งปอดเป็นสิทธิพื้นฐานทั่วประเทศ สถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุในปี 2568 ว่ายังไม่มีวิธีคัดกรองที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากร สิ่งที่มีคือโครงการเชิงรุกเฉพาะพื้นที่และการพิจารณาเป็นรายบุคคลในกลุ่มเสี่ยงสูง

ใครควรตรวจ Low Dose CT?

คำแนะนำของ USPSTF ปี 2564 ระดับ B ให้ตรวจปีละครั้งในผู้ใหญ่อายุ 50 ถึง 80 ปี ที่สูบบุหรี่สะสม 20 ซองปีและยังสูบอยู่หรือเลิกมาไม่เกิน 15 ปี ส่วนในไทยควรให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อน

มะเร็งปอดระยะ 1 รักษาหายไหม?

โอกาสหายสูงกว่าระยะอื่นมาก ตารางในแนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ให้อัตรารอดชีวิต 5 ปีของระยะ IA ไว้ที่ 61% ขณะที่ข้อมูล SEER ปี 2559 ถึง 2565 ให้กลุ่มโรคเฉพาะที่ไว้ที่ 65.5% ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าของประชากร ไม่ใช่คำทำนายรายบุคคล

อาการแบบไหนต้องไปห้องฉุกเฉินทันที?

ไอออกมาเป็นเลือดสดปริมาณมาก หายใจไม่ออกเฉียบพลัน เจ็บหน้าอกรุนแรงร่วมกับหน้ามืดหรือเหงื่อแตก และอาการอ่อนแรงครึ่งซีกหรือชัก ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันทีไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร

สรุปสิ่งที่ควรทำหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งปอด

ถ้าตอนนี้มีอาการทางการหายใจที่เป็นมานานกว่าสองสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นไอ เสียงแหบ หรือเหนื่อยง่ายขึ้น ให้จดไว้ว่าเริ่มเมื่อไหร่และเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วนัดพบแพทย์ในสัปดาห์นี้ ถ้าไม่มีอาการแต่สูบบุหรี่มานาน ให้ยกเรื่องเกณฑ์ซองปีไปคุยกับแพทย์ตามสิทธิของตัวเองว่าควรตรวจ Low Dose CT หรือไม่ และที่สำคัญกว่าการตรวจคือการเลิกบุหรี่ ซึ่งยังเป็นมาตรการที่ลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้มากที่สุด

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด