บทความแนะนำอาการมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก แยกจากริดสีดวง และสิทธิตรวจฟรี 50 ถึง 70 ปี

อาการมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก แยกจากริดสีดวง และสิทธิตรวจฟรี 50 ถึง 70 ปี

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการเลย อาการที่คนส่วนใหญ่สังเกตได้ เช่น ถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลำเล็กลง ซีด และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มักปรากฏเมื่อโรคเริ่มรุนแรงแล้ว กรมการแพทย์จึงย้ำว่าการตรวจที่ดีที่สุดคือการตรวจก่อนมีอาการ และคนไทยอายุ 50 ถึง 70 ปีทุกสิทธิการรักษาตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระด้วยวิธี FIT ได้ฟรีทุก 2 ปี

อาการมะเร็งลำไส้ที่พบเมื่อโรคเริ่มรุนแรงแล้ว ได้แก่ ถ่ายเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นมูกเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ปวดท้อง อืดแน่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย และภาวะลำไส้อุดตัน ตามที่ นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 โดยย้ำว่าโรคนี้เริ่มต้นเงียบ ๆ ระยะแรกมักไม่มีอาการ หลายคนมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามไปแล้ว ดังนั้นการรอให้ร่างกายส่งสัญญาณจึงเป็นวิธีที่ช้าเกินไปเสมอ

ประเด็นสำคัญ

  • กรมการแพทย์ระบุเมื่อ 19 กันยายน 2569 ว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 3 ของไทย มีผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละ 51 คน และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 16 คน
  • คู่มือโครงการคัดกรองของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับปี 2566 ระบุว่าปี 2561 พบผู้ป่วยใหม่ประมาณ 15,939 ราย เสียชีวิตปีละประมาณ 5,000 ราย เป็นอันดับ 3 ในเพศชายและอันดับ 2 ในเพศหญิง
  • คนไทยอายุ 50 ถึง 70 ปีทุกสิทธิการรักษา ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระด้วยวิธี FIT ได้ฟรี 1 ครั้งทุก 2 ปี ตามสิทธิประโยชน์ของ สปสช. ที่ยืนยันเมื่อกรกฎาคม 2569
  • ปีงบประมาณ 2568 มีผู้รับบริการ FIT 1,387,573 ราย พบผลผิดปกติ 102,450 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.38 แต่ผู้ที่ผลผิดปกติในสิทธิบัตรทองได้ส่องกล้องยืนยันเพียงร้อยละ 46.03
  • ผล FIT เป็นบวกไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง เอกสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติย้ำว่าต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเพื่อยืนยันเสมอ
  • เลือดจากริดสีดวงกับเลือดจากเนื้องอกในลำไส้แยกด้วยตาเปล่าไม่ได้ สัญญาณที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้รีบพบแพทย์คือซีด น้ำหนักลด คลำพบก้อนที่ท้อง ลำอุจจาระลีบลง
  • แนวทางเวชปฏิบัติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 อ้างรายงานผู้ป่วย 119,000 ราย ว่าอัตรารอดชีวิตเกิน 5 ปีของระยะ 1 อยู่ที่ร้อยละ 93 ส่วนระยะ 4 อยู่ที่ร้อยละ 8
  • ไทยเริ่มคัดกรองที่อายุ 50 ปี ขณะที่ USPSTF ของสหรัฐอเมริกาให้เริ่มที่อายุ 45 ปีมาตั้งแต่ฉบับปี 2021 สองเกณฑ์นี้ไม่เท่ากัน

อาการมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรกเป็นอย่างไร

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการเลย นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายเมื่อ 19 กันยายน 2569 ว่าโรคนี้เริ่มต้นเงียบ ๆ และผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อลุกลามแล้ว สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ รายการอาการทั้งหมดต่อไปนี้เป็นอาการของโรคที่มาไกลแล้ว ไม่ใช่เครื่องมือคัดกรองระยะต้น

นิยาม: มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (colorectal cancer) คือมะเร็งที่เกิดขึ้นจากเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง รหัสวินิจฉัยมาตรฐานที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติกำหนดให้บันทึกในโครงการคัดกรองคือ ICD-10 รหัส C18 ถึง C20 ส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นจากติ่งเนื้อชนิด adenoma ที่ค่อย ๆ โตอยู่ในลำไส้ก่อน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าช่วงที่ติ่งเนื้อชนิดนี้เปลี่ยนไปเป็นมะเร็งกินเวลาราว 5 ถึง 10 ปี และเป็นช่วงที่มักยังไม่มีอาการ ช่องว่างเวลานี้เองคือเหตุผลที่การคัดกรองได้ผล

อาการที่แนวทางเวชปฏิบัติระบุว่าต้องสืบค้น

แนวทางการตรวจคัดกรอง วินิจฉัย และรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2552 ระบุชุดอาการที่แพทย์ต้องสืบค้นต่อไว้ชัดเจน ได้แก่ ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด อุจจาระลำเล็กลง ท้องผูกสลับท้องเสีย และภาวะเลือดจางโดยหาสาเหตุไม่พบ โดยกำหนดให้ซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือร่วมกับการส่องกล้องตรวจไส้ตรงส่วนปลาย แล้วจึงตรวจต่อด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่หรือการสวนแป้งถ่ายภาพรังสี

รายการอาการจากกรมการแพทย์ฉบับปี 2569 สอดคล้องกัน คือถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ปวดท้อง อืดแน่น น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ซีด อ่อนเพลีย และภาวะลำไส้อุดตัน ขณะที่ ศ.ดร.นพ.วรุตม์ โล่ห์สิริวัฒน์ เขียนไว้ในบทความของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เมื่อ 23 พฤษภาคม 2567 ว่าอายุเฉลี่ยที่วินิจฉัยโรคนี้อยู่ในช่วง 60 ถึง 65 ปี และผู้ป่วยบางรายไม่มีอาการใดเลย

ภาวะซีดที่หาสาเหตุไม่พบคืออาการที่ถูกมองข้ามบ่อย

เลือดที่ซึมออกจากรอยโรคทีละน้อยอาจไม่มากพอให้เห็นด้วยตา แต่มากพอที่จะทำให้ค่าเม็ดเลือดแดงลดลงเรื่อย ๆ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมาด้วยอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือหน้ามืด โดยยังขับถ่ายปกติ แนวทาง พ.ศ. 2552 จัดภาวะเลือดจางที่หาสาเหตุไม่พบไว้ในกลุ่มที่ต้องสืบค้นลำไส้ใหญ่ ไม่ใช่กลุ่มที่รอดูอาการได้ ดูรายการตรวจตามสิทธิได้ที่ ตรวจสุขภาพประจำปีมีอะไรบ้าง

ถ่ายเป็นเลือดแบบไหนคือริดสีดวง แบบไหนต้องสงสัยมะเร็งลำไส้

คำตอบที่ซื่อสัตย์คือแยกด้วยตาเปล่าไม่ได้ ผศ.นพ.สุวรรณ แสนหมี่ หน่วยศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าริดสีดวงทวารภายในระยะที่ 1 มีเลือดออกขณะขับถ่ายโดยยังไม่มีก้อนปลิ้นให้เห็น และเตือนว่ามีหลายโรคที่อาการคล้ายริดสีดวง เช่น แผลฉีกขาดที่ขอบทวาร ลำไส้ใหญ่อักเสบ ลำไส้แปรปรวน และเนื้องอกลำไส้ใหญ่ สิ่งที่แยกได้จริงจึงไม่ใช่สีของเลือด แต่เป็นอาการร่วมและบริบท ตารางนี้รวบรวมจากเอกสาร มช. แนวทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2552 และข้อมูลกรมการแพทย์ปี 2569

สิ่งที่สังเกตลักษณะฝั่งริดสีดวงทวารสัญญาณที่ต้องสงสัยเนื้องอกหรือมะเร็งควรทำอย่างไร
สีของเลือดมักเป็นเลือดแดงสดออกขณะขับถ่ายอาจเป็นเลือดแดงสดเช่นกัน หรือปนมากับเนื้ออุจจาระใช้สีเลือดตัดสินไม่ได้ ต้องตรวจยืนยัน
ก้อนที่ปลิ้นจากทวารพบตั้งแต่ระยะ 2 ขึ้นไป ระยะ 2 หดกลับเอง ระยะ 3 ต้องใช้นิ้วดันกลับไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของมะเร็งลำไส้มีก้อนก็ยังไม่ตัดมะเร็งออก สองโรคเกิดร่วมกันได้
ลำอุจจาระไม่เปลี่ยนขนาดลำเล็กลงหรือลีบลงเรื่อย ๆเป็นอาการที่แนวทาง 2552 สั่งให้สืบค้นต่อ
มูกปนเลือดไม่ใช่ลักษณะเด่นอุจจาระมีมูกเลือดปนพบแพทย์ อย่ารอดูอาการเป็นเดือน
รูปแบบการขับถ่ายสัมพันธ์กับท้องผูกและการเบ่งนานท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายบ่อยขึ้น ปวดหน่วง ถ่ายไม่สุดบันทึกว่าเปลี่ยนมานานกี่สัปดาห์แล้วแจ้งแพทย์
อาการทั้งตัวไม่ทำให้ซีดหรือน้ำหนักลดในกรณีทั่วไปซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด คลำพบก้อนที่ท้องมช. จัดกลุ่มนี้เป็นภาวะที่ควรรีบพบแพทย์
ประวัติครอบครัวไม่เกี่ยวข้องโดยตรงญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงต้องเริ่มคัดกรองเร็วกว่าคนทั่วไป
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ออมทองอย่างไรให้ร่ำรวยกับแม่ทองสุก

ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ การเคยถูกวินิจฉัยว่าเป็นริดสีดวงเมื่อหลายปีก่อนไม่ใช่ใบรับรองว่าเลือดครั้งนี้มาจากริดสีดวงอีก โดยเฉพาะเมื่อรูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปพร้อมกัน ผู้ที่กำลังรักษาริดสีดวงอ่านต่อได้ที่ การรักษาริดสีดวงทวาร ส่วนผู้ที่ท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรังโดยไม่มีเลือด ดู อาการลำไส้แปรปรวน

ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ฟรีไหม ใครมีสิทธิ และเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่

ตรวจฟรีจริง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยืนยันเมื่อกรกฎาคม 2569 ว่าคนไทยอายุ 50 ถึง 70 ปี ทุกสิทธิการรักษา ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ รับการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระด้วยวิธี FIT ได้ฟรี 1 ครั้งทุก 2 ปี ที่หน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเผยแพร่คำยืนยันเดียวกันนี้เมื่อ 11 กรกฎาคม 2569 และกรมประชาสัมพันธ์ระบุสายด่วน สปสช. 1330 ไว้สำหรับสอบถามเพิ่มเติม หากยังไม่แน่ใจว่าตัวเองใช้สิทธิอะไรอยู่ ตรวจสอบได้ที่ วิธีเช็คสิทธิรักษาพยาบาล

คู่มือโครงการของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับอัปเดตปี 2566 ให้รายละเอียดที่ข่าวทั่วไปไม่ได้บอก คือชุดตรวจที่ใช้ในโครงการกำหนดค่า cut-off ไว้ที่ 100 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ผู้รับการตรวจไม่ต้องควบคุมอาหารก่อนตรวจ และตรวจได้ถึงระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไม่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลใหญ่ ส่วนการนับรอบใช้ปีงบประมาณ คือ 1 ตุลาคม ถึง 30 กันยายน ผู้ที่ผลเป็นลบจะได้รับคำแนะนำให้กลับมาตรวจซ้ำทุก 2 ปี

อายุเริ่มต้นของไทยกับของสากลไม่เท่ากัน

ไทยกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ที่อายุ 50 ถึง 70 ปี ขณะที่ U.S. Preventive Services Task Force ฉบับ 18 พฤษภาคม 2021 ให้เริ่มตั้งแต่อายุ 45 ปีถึง 75 ปี โดยให้คำแนะนำระดับ B สำหรับช่วง 45 ถึง 49 ปี และระดับ A สำหรับช่วง 50 ถึง 75 ปี ทั้งยังให้ตรวจ FIT ปีละครั้ง ไม่ใช่ทุก 2 ปี ความต่างนี้เป็นเรื่องจริงและไม่ควรกลบ สิทธิฟรีของไทยผูกกับเกณฑ์ไทย ผู้ที่อายุ 45 ถึง 49 ปีและอยากตรวจเร็วกว่านั้นต้องคุยกับแพทย์เป็นรายบุคคล

ใครควรเริ่มเร็วกว่า 50 ปี

เรืออากาศเอก นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้หลักที่จำง่ายไว้เมื่อ 19 กันยายน 2569 ว่าผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ควรเริ่มตรวจโดยใช้อายุที่ญาติสายตรงตรวจพบโรคลบสิบปี เช่น ถ้าพ่อตรวจพบตอนอายุ 50 ปี ลูกควรเริ่มคัดกรองที่อายุ 40 ปี ส่วนแนวทาง พ.ศ. 2552 จัดกลุ่มความเสี่ยงสูงไว้สี่ข้อ คือมีญาติลำดับแรกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เคยมีติ่งเนื้อในลำไส้ มีประวัติครอบครัวเป็น familial adenomatous polyposis หรือ hereditary non-polyposis colon cancer และผู้ที่เป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง กลุ่มนี้ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้วางแผนการตรวจ ไม่ใช่ตรวจตามโครงการคัดกรองประชากรทั่วไป

ผลตรวจ FIT เป็นบวกแล้วต้องทำอะไรต่อ

เอกสารแผ่นพับของสถาบันมะเร็งแห่งชาติเขียนย้ำด้วยตัวหนาว่า หากตรวจพบเลือดแฝงในอุจจาระ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง แพทย์จะแนะนำให้ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเพื่อยืนยันว่าพบสิ่งผิดปกติจริงหรือไม่ คู่มือโครงการกำหนดขั้นตอนไว้ตรงกัน คือผลบวกให้ส่งต่อไปโรงพยาบาลที่กำหนดไว้ในเขตสุขภาพเพื่อทำการส่องกล้อง ถ้าคัดกรองในโรงพยาบาลที่มีหน่วยส่องกล้องอยู่แล้วก็ส่งต่อภายใน

ปัญหาที่ตัวเลขจริงเปิดเผยคือ คนจำนวนมากหยุดอยู่แค่ขั้นแรก ข้อมูลที่ สปสช. เผยแพร่ผ่าน Hfocus เมื่อ 6 กรกฎาคม 2569 แสดงภาพนี้ชัดเจน

ปีงบประมาณผู้รับการคัดกรอง FITผลผิดปกติได้ส่องกล้องยืนยัน
25661,450,656 รายไม่ได้ระบุจำนวนในรายงานร้อยละ 30.27
25671,331,915 รายไม่ได้ระบุจำนวนในรายงานร้อยละ 38.51
25681,387,573 ราย102,450 ราย หรือร้อยละ 7.3837,314 ราย หรือร้อยละ 46.03 ในกลุ่มสิทธิบัตรทอง
2569 ถึง 2 พฤษภาคม 2569857,266 ราย81,296 ราย22,710 ราย หรือร้อยละ 31.8

แนวโน้มการส่องกล้องยืนยันดีขึ้นจากร้อยละ 30.27 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 46.03 ในปี 2568 แต่ยังแปลว่าผู้ได้รับสัญญาณเตือนกว่าครึ่งไม่ได้ตรวจต่อ คู่มือโครงการปี 2566 ตั้งตัวชี้วัดไว้ว่าผู้มีผลผิดปกติต้องได้ส่องกล้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568 และร้อยละ 55 ในปีงบประมาณ 2569 ถึง 2570

เก็บตัวอย่างผิดทำให้ผลผิด

แผ่นพับของสถาบันมะเร็งแห่งชาติให้ข้อควรระวังที่คนมักพลาด ได้แก่ ห้ามให้อุจจาระสัมผัสน้ำหรือปัสสาวะ ถ้าสัมผัสต้องเก็บใหม่ในวันถัดไป ไม่ควรเก็บตัวอย่างขณะท้องเสียหรือท้องผูก หลีกเลี่ยงการเก็บขณะมีรอบเดือนหรือขณะริดสีดวงทวารกำลังมีอาการ หลีกเลี่ยงยาที่ระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหารอย่างน้อย 7 วันก่อนเก็บ เก็บตัวอย่างทันทีหลังขับถ่ายเพราะเลือดคงสภาพในอุจจาระได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง จิ้มเก็บให้ทั่ว 5 ถึง 6 ตำแหน่ง และนำส่งเจ้าหน้าที่ภายใน 1 ถึง 2 วัน

มะเร็งลำไส้มีกี่ระยะ และแต่ละระยะรอดชีวิตเท่าไหร่

ระบบที่แนวทางเวชปฏิบัติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติใช้คือ TNM ของ American Joint Committee on Cancer ซึ่งดูสามอย่าง คือความลึกที่ก้อนลุกลามเข้าผนังลำไส้ (T) การลามไปต่อมน้ำเหลือง (N) และการแพร่กระจายไปอวัยวะไกล (M) เอกสารยังกำหนดว่าผู้ป่วยที่จัดเป็น N0 ต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองออกมาตรวจไม่น้อยกว่า 12 ต่อม มิฉะนั้นถือว่าประเมินระยะได้ไม่ดีพอและจัดเข้ากลุ่มความเสี่ยงสูง

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เข้าใจ Fwd คือ ความ สัมพันธ์ ใน การเงิน
ระยะการลุกลามตาม TNMทิศทางการรักษาตามแนวทาง พ.ศ. 2552อัตรารอดชีวิตเกิน 5 ปีที่แนวทาง พ.ศ. 2552 อ้างถึง
ระยะ 0Tis N0 M0 มะเร็งจำกัดอยู่ในชั้นเยื่อบุตัดรอยโรคออก โดยหลักคือการตัดผ่านกล้องหรือผ่าตัดเฉพาะที่ไม่ได้ระบุไว้ในตารางของเอกสาร
ระยะ 1T1 ถึง T2 N0 M0 ลุกลามถึงชั้นใต้เยื่อบุหรือชั้นกล้ามเนื้อผ่าตัด ไม่มีข้อบ่งชี้ให้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษาร้อยละ 93
ระยะ 2AT3 N0 M0 ทะลุชั้นกล้ามเนื้อไปถึงชั้น subserosaผ่าตัด เคมีบำบัดเสริมไม่ใช่มาตรฐาน ยกเว้นรายที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงร้อยละ 85
ระยะ 2BT4 N0 M0 ลุกลามอวัยวะข้างเคียงหรือทะลุเยื่อบุช่องท้องผ่าตัด พิจารณาเคมีบำบัดเสริมเป็นรายกรณีร้อยละ 72
ระยะ 3AT1 ถึง T2 N1 M0 ลามต่อมน้ำเหลือง 1 ถึง 3 ต่อมผ่าตัดร่วมกับเคมีบำบัดเสริมทุกราย ยกเว้นมีข้อห้ามร้อยละ 83
ระยะ 3BT3 ถึง T4 N1 M0แนวทางเดียวกับระยะ 3A รังสีรักษาพิจารณาในราย T4ร้อยละ 64
ระยะ 3CAny T N2 M0 ลามต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่ 4 ต่อมขึ้นไปแนวทางเดียวกับระยะ 3Aร้อยละ 44
ระยะ 4Any T Any N M1 แพร่กระจายไปอวัยวะไกล เช่น ตับ ปอดพิจารณาผ่าตัดเมื่อตัดรอยโรคออกได้หมด ร่วมกับเคมีบำบัดร้อยละ 8
อินโฟกราฟิกสรุป อาการมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก แยกจากริดสีดวง และสิทธิตรวจฟรี 50 ถึง 70 ปี
สรุปเป็นภาพ: อาการมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก แยกจากริดสีดวง และสิทธิตรวจฟรี 50 ถึง 70 ปี

ตัวเลขชุดนี้เก่าแล้ว ต้องอ่านอย่างระวัง

อัตรารอดชีวิตในตารางข้างบนมาจากเอกสารที่พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2552 และอ้างรายงานผู้ป่วย 119,000 รายในต่างประเทศ ไม่ใช่สถิติผู้ป่วยไทยปีล่าสุด ตัวเลขชุดที่ใหม่กว่ามาจาก American Cancer Society ฉบับปรับปรุง 13 มกราคม 2026 ซึ่งใช้ฐานข้อมูล SEER ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยระหว่างปี 2014 ถึง 2020 และแบ่งตามการลุกลามแทนการแบ่งเป็นระยะตัวเลข คือมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ยังอยู่เฉพาะที่ อัตรารอดชีวิตสัมพัทธ์ 5 ปีอยู่ที่ร้อยละ 91 ลามใกล้เคียงร้อยละ 74 แพร่กระจายไกลร้อยละ 13 และรวมทุกระยะร้อยละ 63 ส่วนมะเร็งไส้ตรงอยู่ที่ร้อยละ 90, 74, 18 และ 67 ตามลำดับ

สองชุดนี้วัดคนละประชากรคนละช่วงเวลา จึงเทียบกันตัวต่อตัวไม่ได้ แต่บอกตรงกันเรื่องหนึ่งคือ ช่องว่างระหว่างโรคที่ยังอยู่เฉพาะที่กับโรคที่แพร่กระจายแล้วห่างกันหลายเท่า นั่นคือเหตุผลที่รัฐทุ่มงบให้ตรวจก่อนมีอาการ

อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที

ภาวะลำไส้อุดตันเป็นหนึ่งในอาการที่กรมการแพทย์ระบุไว้ และเป็นภาวะที่แนวทาง พ.ศ. 2552 จัดให้อยู่ในหัวข้อการผ่าตัดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงที่มีภาวะแทรกซ้อน คือเป็นเรื่องที่ต้องจัดการในโรงพยาบาล ไม่ใช่เรื่องที่รอคิวนัดได้ สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที ได้แก่ ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลันร่วมกับท้องอืดมาก อาเจียนไม่หยุด ไม่ถ่ายและไม่ผายลม ถ่ายเป็นเลือดปริมาณมากจนหน้ามืดหรือเป็นลม และมีไข้สูงร่วมกับปวดท้องรุนแรง

ส่วนอาการที่ไม่ถึงขั้นฉุกเฉินแต่ไม่ควรรอ คือกลุ่มที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเป็นภาวะถ่ายเป็นเลือดที่ควรระวัง ได้แก่ ซีด อ่อนเพลีย ท้องอืดหรือปวดท้องเรื้อรัง คลำพบก้อนที่ท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีประวัติมะเร็งในครอบครัว การขับถ่ายที่เปลี่ยนไป อุจจาระมีมูกเลือดปน และปวดหน่วงถ่ายไม่สุด ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง ควรนัดพบแพทย์ในเวลาอันใกล้ ไม่ใช่รอให้ครบหลายข้อ

อาการถ่ายเหลวเฉียบพลันพร้อมไข้ที่หายเองภายในไม่กี่วันมักเป็นเรื่องของการติดเชื้อมากกว่า อ่านการแยกโรคกลุ่มนั้นได้ที่ อาการลำไส้ติดเชื้อ แต่ถ้าถ่ายผิดปกติต่อเนื่องเกินสองถึงสามสัปดาห์โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน นั่นคือรูปแบบที่ต้องให้แพทย์ตรวจลำไส้

ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ได้อย่างไร

นพ.ธนิจ เลาหวินิจ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทั่วไป สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุเมื่อ 19 กันยายน 2569 ว่าปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปและเนื้อแดงที่ปรุงด้วยความร้อนสูง อาหารไขมันสูงใยอาหารต่ำ ขาดการออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมกับปัจจัยที่เปลี่ยนไม่ได้คืออายุที่เพิ่มขึ้นและประวัติครอบครัว รายการปัจจัยเสี่ยงชุดเดียวกันนี้กรมการแพทย์เคยแถลงไว้ตั้งแต่ 19 มีนาคม 2566 พร้อมเพิ่มติ่งเนื้อชนิด adenoma และโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังเข้าไปด้วย

สิ่งที่ปรับได้คือออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพิ่มผักผลไม้ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ลดเนื้อแปรรูป เลิกบุหรี่และลดแอลกอฮอล์ ตรวจเกณฑ์น้ำหนักได้ที่ วิธีคำนวณค่า BMI แต่ต้องพูดให้ตรงว่าการปรับพฤติกรรมลดความเสี่ยงได้ ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ และใช้แทนการคัดกรองตามอายุไม่ได้

ฝั่งระบบบริการก็กำลังขยับ กระทรวงสาธารณสุขเปิดศูนย์ส่องกล้องเพิ่มสองแห่งในเขตสุขภาพที่ 10 เมื่อ 9 กรกฎาคม 2569 ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี และโรงพยาบาลศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยตั้งเป้าให้กลุ่มเป้าหมายได้รับการคัดกรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และระบุว่าแนวโน้มของโรคนี้พบมากขึ้นในกลุ่มอายุน้อยลง

ตัวเลข อัตรา และเกณฑ์อายุทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากเอกสารและหน้าเว็บไซต์ที่ระบุไว้ท้ายบทความ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 19 กันยายน 2569 อัตรารอดชีวิตตามระยะมาจากแนวทาง พ.ศ. 2552 และสถิติ SEER ของผู้ที่วินิจฉัยระหว่างปี 2014 ถึง 2020 ซึ่งเป็นคนละประชากรกับผู้ป่วยไทยปีปัจจุบัน สิทธิประโยชน์และแนวทางการรักษาปรับปรุงได้ทุกปี ก่อนตัดสินใจควรยืนยันกับหน่วยบริการ สายด่วน สปสช. 1330 หรือแพทย์ผู้ดูแลอีกครั้ง บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่คำสั่งการรักษา และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  อาการแพ้ท้อง: เริ่มกี่สัปดาห์ กี่เดือนหาย และแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล

คำถามที่พบบ่อย

อาการมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรกมีอะไรบ้าง?

ระยะเริ่มแรกส่วนใหญ่ไม่มีอาการ กรมการแพทย์ระบุเมื่อ 19 กันยายน 2569 ว่าโรคนี้เริ่มต้นเงียบ ๆ และอาการที่สังเกตได้ เช่น ถ่ายมูกเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย น้ำหนักลด และซีด มักปรากฏเมื่อโรคเริ่มรุนแรงแล้ว

ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ฟรีไหม?

ฟรี สปสช. ยืนยันเมื่อกรกฎาคม 2569 ว่าคนไทยอายุ 50 ถึง 70 ปีทุกสิทธิการรักษา ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระด้วยวิธี FIT ได้ฟรี 1 ครั้งทุก 2 ปี ที่หน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการ

อายุเท่าไหร่ควรเริ่มตรวจ?

สิทธิฟรีของไทยกำหนดไว้ที่อายุ 50 ถึง 70 ปี ส่วน USPSTF ของสหรัฐอเมริกาฉบับปี 2021 แนะนำให้เริ่มที่อายุ 45 ปีถึง 75 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัวควรเริ่มเร็วกว่านั้นตามคำแนะนำของแพทย์

ถ่ายเป็นเลือดแปลว่าเป็นมะเร็งลำไส้หรือเปล่า?

ไม่จำเป็น ถ่ายเป็นเลือดเกิดได้จากริดสีดวงทวาร แผลฉีกขาดที่ขอบทวาร ลำไส้ใหญ่อักเสบ และเนื้องอกลำไส้ใหญ่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ย้ำว่าต้องให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยเพราะหลายโรคมีอาการคล้ายกัน

ผล FIT เป็นบวกแปลว่าเป็นมะเร็งแล้วใช่ไหม?

ไม่ใช่ แผ่นพับของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุชัดว่าการพบเลือดแฝงในอุจจาระไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะแนะนำให้ส่องกล้องลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเพื่อยืนยันว่าพบสิ่งผิดปกติจริงหรือไม่

ตรวจ FIT ต้องงดอาหารก่อนไหม?

ไม่ต้อง คู่มือโครงการของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฉบับอัปเดตปี 2566 ระบุว่าผู้รับการตรวจไม่จำเป็นต้องควบคุมอาหารก่อนตรวจ และชุดตรวจในโครงการใช้ค่า cut-off ที่ 100 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร

เก็บอุจจาระตอนเป็นริดสีดวงหรือมีประจำเดือนได้ไหม?

ไม่ควร แผ่นพับของสถาบันมะเร็งแห่งชาติแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเก็บตัวอย่างขณะมีรอบเดือนหรือขณะริดสีดวงทวารกำลังมีอาการ รวมถึงขณะท้องเสียหรือท้องผูก เพราะทำให้ผลคลาดเคลื่อน

มะเร็งลำไส้มีกี่ระยะ?

ระบบ TNM ของ AJCC ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติใช้ แบ่งเป็นระยะ 0, 1, 2A, 2B, 3A, 3B, 3C และ 4 โดยดูความลึกที่ก้อนลุกลาม การลามไปต่อมน้ำเหลือง และการแพร่กระจายไปอวัยวะไกล

มะเร็งลำไส้ระยะไหนรักษาหาย?

ไม่มีระยะใดรับประกันว่าหาย แต่ตัวเลขต่างกันมาก แนวทาง พ.ศ. 2552 อ้างอัตรารอดชีวิตเกิน 5 ปีของระยะ 1 ที่ร้อยละ 93 และระยะ 4 ที่ร้อยละ 8 ผลจริงขึ้นกับพยาธิสภาพและสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย

อาการแบบไหนต้องไปห้องฉุกเฉิน?

ปวดท้องรุนแรงร่วมกับท้องอืดมาก อาเจียนไม่หยุด ไม่ถ่ายและไม่ผายลม หรือถ่ายเป็นเลือดมากจนหน้ามืด เป็นลักษณะของภาวะลำไส้อุดตันหรือเสียเลือดมาก ควรไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที

สรุปสิ่งที่ควรทำต่อจากบทความนี้

ถ้าอายุ 50 ถึง 70 ปีและยังไม่เคยตรวจ FIT ในรอบสองปี ให้ถามหน่วยบริการใกล้บ้านหรือโทร 1330 ขอรับชุดตรวจ เพราะเป็นสิทธิที่ใช้ได้ทุกสิทธิการรักษา ถ้าเคยตรวจแล้วผลเป็นบวกแต่ยังไม่ได้ส่องกล้อง สถิติปี 2568 บอกว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่ใหญ่กว่าครึ่ง และนั่นคือขั้นตอนที่ควรกลับไปทำให้จบ

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด