อาการของลำไส้แปรปรวนคือปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร่วมกับอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ คือ ปวดท้องสัมพันธ์กับการถ่ายอุจจาระ สัมพันธ์กับความถี่ของการถ่ายที่เปลี่ยนไป หรือสัมพันธ์กับลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนไป และต้องเริ่มมีอาการมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ตามเกณฑ์ Rome IV ที่แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนในประเทศไทย พ.ศ. 2565 นำมาใช้ อาการร่วมที่พบบ่อยคือท้องอืด แน่นท้อง ถ่ายไม่สุด และมีมูกในอุจจาระ
ประเด็นสำคัญ
- เกณฑ์ Rome IV กำหนดความถี่ของอาการปวดท้องไว้ที่เฉลี่ยอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเข้มกว่าเกณฑ์ Rome III เดิมที่ใช้ 3 วันต่อเดือน
- แนวทางไทย พ.ศ. 2565 แบ่งโรคนี้เป็น 4 ชนิด โดยดูลักษณะอุจจาระในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนมาพบแพทย์
- สัญญาณเตือนมี 9 ข้อ เช่น เริ่มมีอาการเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ถ่ายเป็นเลือด และน้ำหนักลดตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไปใน 3 เดือน
- โรคนี้ต่างจากลำไส้อักเสบเรื้อรังตรงที่ไม่มีการอักเสบหรือแผลให้เห็น การตรวจ fecal calprotectin ที่ค่าตัด 50 ไมโครกรัมต่อกรัมช่วยแยกสองโรคได้
- แนวทางไทยให้ประเมินผลอาหาร FODMAPs ต่ำที่ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ส่วน Monash University ให้ทำขั้นจำกัดอาหาร 2 ถึง 6 สัปดาห์ ทั้งสองแห่งไม่ได้ให้ทำแบบจำกัดตลอดไป
- แนวทางไทยระบุว่าโรคนี้เรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เสียชีวิต และจะไม่กลายเป็นมะเร็งลำไส้
ลำไส้แปรปรวนมีอาการอย่างไร และใช้เกณฑ์อะไรวินิจฉัย?
อาการแกนของโรคนี้มีสองส่วนที่ต้องมาด้วยกัน คือ ปวดท้อง และการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนในประเทศไทย พ.ศ. 2565 ของสมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย) นิยามโรคนี้ว่าเป็นอาการปวดท้องที่สัมพันธ์กับการถ่ายอุจจาระที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความถี่และลักษณะอุจจาระ
เกณฑ์ที่แนวทางฉบับนี้ใช้คือ Rome IV ซึ่งกำหนดว่าต้องปวดท้องโดยเฉลี่ยอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ใน 3 เดือนที่ผ่านมา ร่วมกับอาการอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ ปวดท้องสัมพันธ์กับการถ่ายอุจจาระ สัมพันธ์กับความถี่ของการถ่ายที่เปลี่ยนไป และสัมพันธ์กับลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนไป โดยต้องมีอาการครบตามเกณฑ์มาอย่างน้อย 3 เดือน และเริ่มมีอาการมานานอย่างน้อย 6 เดือน ตัวเลข 1 วันต่อสัปดาห์คือจุดที่เปลี่ยนไปจากเดิม เพราะแนวทางไทยฉบับ พ.ศ. 2555 ยังใช้เกณฑ์ Rome III ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ 3 วันต่อเดือนขึ้นไป ถ้าอ่านบทความเก่าแล้วเห็นตัวเลขไม่ตรงกัน ให้ดูปีของเอกสารก่อนเสมอ
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีอาการนอกระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย แนวทางไทยฉบับ พ.ศ. 2555 ยกตัวอย่างไว้ เช่น อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ปวดหลัง และปัสสาวะบ่อย ซึ่งเป็นภาพที่พบซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้
ด้านความชุก บทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ระบุอัตราการพบโรคไว้ที่ร้อยละ 11.2 พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบบ่อยในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี ส่วน Rome Foundation Global Epidemiology Study ที่สรุปไว้ในวารสาร Gastroenterology and Hepatology ฉบับเดือนกันยายน ค.ศ. 2023 สำรวจใน 33 ประเทศ พบความชุกตามเกณฑ์ Rome IV ที่ร้อยละ 4.1 ตัวเลขที่ต่างกันมาจากเกณฑ์และวิธีเก็บข้อมูลที่ต่างกัน
ลำไส้แปรปรวนแบ่งเป็นกี่ชนิด?
แนวทางไทย พ.ศ. 2565 แบ่งไว้ 4 ชนิด โดยดูว่าอุจจาระในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนมาพบแพทย์เป็นแบบท้องผูกถ่ายแข็งหรือถ่ายเหลวเด่น ได้แก่ ชนิดท้องผูกเด่น ชนิดท้องเสียเด่น ชนิดผสมท้องผูกและท้องเสีย และชนิดที่จัดประเภทไม่ได้
ฉบับ พ.ศ. 2555 ให้ตัวเลขกำกับตามเกณฑ์ Rome III ไว้ชัดกว่า โดยใช้เส้นแบ่งที่ร้อยละ 25 ของการขับถ่าย เช่น ชนิดท้องเสียเด่นต้องถ่ายเหลวไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 และท้องผูกไม่เกินร้อยละ 25 ส่วนชนิดที่จัดประเภทไม่ได้คือมีทั้งสองแบบอย่างละไม่เกินร้อยละ 25
การแยกชนิดไม่ใช่เรื่องวิชาการอย่างเดียว แผนภูมิการดูแลรักษาในแนวทาง พ.ศ. 2565 เลือกยาตามอาการเด่น ผู้ที่ท้องผูกเด่นกับผู้ที่ท้องเสียเด่นได้ยาคนละกลุ่มตั้งแต่ขนานแรก การจดบันทึกการขับถ่าย 2 สัปดาห์จึงช่วยให้การรักษารอบแรกตรงจุดขึ้น
IBS กับลำไส้อักเสบต่างกันอย่างไร?
ต่างกันที่ลำไส้แปรปรวนไม่มีการอักเสบหรือแผลให้เห็น ส่วนลำไส้อักเสบเรื้อรังมีการอักเสบจริงและทำให้ผนังลำไส้เสียหายได้ คำว่าลำไส้อักเสบในภาษาไทยถูกใช้กับอย่างน้อยสามสภาวะ คือ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (inflammatory bowel disease) ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน และ microscopic colitis ซึ่งแนวทางไทย พ.ศ. 2565 ระบุว่าพบน้อยในประชากรไทย
สถาบัน NIDDK ของสหรัฐอเมริกาอธิบายอาการของลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังว่ารวมถึงถ่ายเป็นเลือดหรือเลือดออกทางทวารหนัก ถ่ายมีมูกหรือหนอง ปวดเบ่ง รู้สึกปวดถ่ายตลอดเวลา และในรายที่รุนแรงจะมีไข้ อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด ส่วนโรคโครห์นมีอาการหลักสามอย่างคือถ่ายเหลว ปวดบีบในท้อง และน้ำหนักลด ร่วมกับโลหิตจาง ไข้ และปวดข้อ อาการเหล่านี้ไม่ใช่ภาพของลำไส้แปรปรวน
เครื่องมือที่ช่วยแยกในทางปฏิบัติคือการตรวจ fecal calprotectin ในอุจจาระ แนวทางไทย พ.ศ. 2565 อ้างข้อมูลว่าที่ค่าตัด 50 ไมโครกรัมต่อกรัม การตรวจนี้มีความไวร้อยละ 93 และความจำเพาะร้อยละ 94 ส่วนการวิเคราะห์อภิมาน 18 การศึกษาในปี พ.ศ. 2562 โดย An และคณะ ที่ค่าตัดเดียวกันได้ความไวร้อยละ 88 และความจำเพาะร้อยละ 72 แนวทางไทยจึงให้ตรวจแบบมีเงื่อนไข คือเมื่อสงสัยลำไส้อักเสบเรื้อรังในผู้ที่ท้องเสียเด่น ไม่ใช่ตรวจทุกราย
การศึกษาจากประเทศสวีเดนในปี พ.ศ. 2564 เปรียบเทียบผลส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในผู้ที่มีอาการเข้าได้กับลำไส้แปรปรวน 21,944 ราย กับกลุ่มควบคุม 81,101 ราย พบลำไส้อักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อระยะก่อนมะเร็ง และมะเร็งลำไส้ใหญ่ น้อยกว่ากลุ่มควบคุม โดยค่า adjusted odds ratio เท่ากับ 0.21, 0.28 และ 0.17 ตามลำดับ ส่วนอาการท้องเสียเฉียบพลันพร้อมไข้เป็นคนละเรื่อง อ่านเพิ่มได้ที่ อาการลำไส้ติดเชื้อ และ อาการอาหารเป็นพิษ
| ประเด็น | ลำไส้แปรปรวน | ลำไส้อักเสบเรื้อรัง | ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ |
|---|---|---|---|
| การอักเสบและแผล | ไม่มี | มี เห็นจากการส่องกล้อง | มีชั่วคราว |
| ระยะเวลา | อย่างน้อย 6 เดือน | เรื้อรัง กำเริบสลับสงบ | วันถึงสัปดาห์ |
| ถ่ายเป็นเลือด | ไม่ใช่อาการของโรคนี้ | พบได้ รวมถึงมูกและหนอง | พบได้ในบางเชื้อ |
| ไข้และน้ำหนักลด | ไม่ใช่อาการของโรคนี้ | พบได้ในรายที่รุนแรง | ไข้พบบ่อย |
| อาการกลางดึก | ถือเป็นสัญญาณเตือน | พบได้ | พบได้ |
| fecal calprotectin | มักไม่สูง | มักสูงเกินค่าตัด 50 | อาจสูงชั่วคราว |
อาการแบบไหนคือสัญญาณเตือนที่ต้องไปตรวจเพิ่ม?
แนวทางไทย พ.ศ. 2565 ระบุสัญญาณเตือนไว้ 9 ข้อ และให้ข้อเสนอแนะว่าผู้ที่มีอาการเข้าได้กับลำไส้แปรปรวนแต่มีสัญญาณเตือน ควรได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ โดยให้น้ำหนักระดับแนะนำอย่างยิ่ง ตารางด้านล่างสรุปทั้ง 9 ข้อ
| ลำดับ | สัญญาณเตือนตามแนวทางไทย พ.ศ. 2565 | เหตุผลที่ต้องระวัง | สิ่งที่มักทำต่อ |
|---|---|---|---|
| 1 | เริ่มมีอาการเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป | ความเสี่ยงโรคทางกายเพิ่มตามอายุ | พิจารณาส่องกล้อง |
| 2 | โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก | อาจมีเลือดออกเรื้อรัง | ตรวจเลือดและหาจุดเลือดออก |
| 3 | ถ่ายเป็นเลือดโดยไม่พบสาเหตุจากริดสีดวงทวารหรือแผลปริที่ขอบทวารหนัก | ไม่ใช่อาการของโรคนี้ | ตรวจทวารหนักและส่องกล้อง |
| 4 | น้ำหนักลดตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไปใน 3 เดือน | บ่งถึงโรคทางกาย | สืบค้นอย่างเป็นระบบ |
| 5 | ปวดท้องหรือถ่ายเหลวรบกวนการนอนหลับ | อาการกลางดึกไม่ใช่ภาพทั่วไป | คิดถึงลำไส้อักเสบเรื้อรัง |
| 6 | มีไข้ | ชี้ไปทางการอักเสบหรือติดเชื้อ | ตรวจเลือดและอุจจาระ |
| 7 | มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในญาติสายตรง | ความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงขึ้น | ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ |
| 8 | มีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรังในญาติสายตรง | ความเสี่ยงโรคเดียวกันสูงขึ้น | ส่องกล้องและตรวจชิ้นเนื้อ |
| 9 | ตรวจพบก้อนในท้อง ก้อนในทวารหนัก น้ำในช่องท้อง หรือต่อมน้ำเหลืองโต | เป็นรอยโรคที่จับต้องได้ | สืบค้นตามรอยโรค |
ถ้าอาการมาแบบเฉียบพลันและรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก หน้ามืดจะเป็นลม ปวดท้องรุนแรงจนเดินไม่ไหว หรืออาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้ อย่ารอดูอาการที่บ้าน ให้โทร 1669 ซึ่งเป็นสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด ส่วนอาการเตือนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ อ่านเพิ่มได้ที่ อาการมะเร็งลำไส้

low FODMAP คืออะไร และควรทำนานเท่าไหร่?
FODMAPs ย่อมาจาก fermentable oligosaccharides, disaccharides, monosaccharides and polyols ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตสายสั้นที่ร่างกายย่อยและดูดซึมได้ไม่ดี เมื่อไปถึงลำไส้ใหญ่จะถูกแบคทีเรียหมัก เกิดแก๊สและดึงน้ำเข้าลำไส้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยกตัวอย่างอาหารกลุ่มนี้ไว้ เช่น ผลไม้เนื้อแข็ง ถั่วฝักยาว อาหารที่มีแลคโตส และสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
แนวทางไทย พ.ศ. 2565 ให้ข้อเสนอแนะว่าอาหาร FODMAPs ต่ำมีประโยชน์ในการรักษาโรคนี้ โดยคุณภาพหลักฐานระดับปานกลางและน้ำหนักคำแนะนำแบบมีเงื่อนไข ที่ประชุมเห็นด้วยอย่างยิ่งร้อยละ 70 หลักฐานหลักคือการวิเคราะห์อภิมานเครือข่ายในปี พ.ศ. 2564 ที่รวม 13 การศึกษาแบบสุ่มในผู้ป่วย 944 ราย พบว่าอาหารแบบนี้ได้ผลดีที่สุดต่ออาการโดยรวม ด้วยค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์รวม 0.67 ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 อยู่ที่ 0.48 ถึง 0.91 แต่ไม่ต่างจากอาหารกลุ่มอื่นเมื่อดูแยกเฉพาะอาการปวดท้องและท้องอืด
ระยะเวลาคือจุดที่คนทำเองมักพลาด แนวทางไทยให้ประเมินการตอบสนองที่ 4 ถึง 6 สัปดาห์ และถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้หยุด เพราะข้อมูลผลระยะยาวยังจำกัด ส่วน Monash University ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแนวทางนี้ ระบุว่าขั้นที่ 1 คือเลี่ยงอาหาร FODMAPs สูง ให้ทำ 2 ถึง 6 สัปดาห์ แล้วเข้าขั้นที่ 2 คือทดสอบทีละกลุ่มครั้งละ 3 วัน และขั้นที่ 3 คือผ่อนข้อจำกัดให้มากที่สุดจนได้รูปแบบการกินเฉพาะตัว Monash ยังระบุว่าควรทำภายใต้การดูแลของนักกำหนดอาหารที่มีทักษะด้านนี้
แนวทางไทยอธิบายขั้นนำอาหารกลับมาไว้เช่นกัน คือเริ่มทีละรายการ ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณเป็นเวลา 3 วัน แล้วเว้น 3 วันก่อนเริ่มรายการใหม่ มีการศึกษาพบการตอบสนองร้อยละ 53 ที่ 16 สัปดาห์ด้วยวิธีนี้ เหตุผลที่ต้องนำอาหารกลับมาเห็นได้จากการติดตามผู้ป่วย 103 รายไปนาน 6 ถึง 18 เดือน พบว่าร้อยละ 57 ตอบสนองในระยะยาว และร้อยละ 41 มีน้ำหนักลดลง อีกทั้งค่าใช้จ่ายสูงกว่าอาหารปกติ แนวทางไทยยังให้ประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่ม เพราะผู้ที่มีปัญหาทุพโภชนาการหรือมีความผิดปกติทางจิตเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการจำกัดอาหารแบบนี้ ความเห็นของเราคือ ถ้าจะลองเอง ให้ตั้งวันสิ้นสุดไว้ตั้งแต่วันแรก
แนวทางไทยกับแนวทางสากลต่างกันตรงไหน?
จุดที่ต่างชัดที่สุดคือการตรวจเพิ่มเติมตอนวินิจฉัย แนวทางไทย พ.ศ. 2565 ระบุว่าแพทย์วินิจฉัยโรคนี้ในผู้ที่ไม่มีสัญญาณเตือนและมีอาการเข้าเกณฑ์ Rome ได้โดยไม่ต้องสืบค้นเพิ่มเติม น้ำหนักระดับแนะนำอย่างยิ่ง และที่ประชุมเห็นด้วยอย่างยิ่งร้อยละ 96.77 เหตุผลที่ยกมาคือการไม่พบสัญญาณเตือนร่วมกับอาการที่เข้าได้ตาม Manning criteria ให้การวินิจฉัยถูกต้องสูงถึงร้อยละ 94.9 ถึง 96.3
ส่วนแนวทาง NICE ของสหราชอาณาจักร ข้อ 1.1.2.1 ให้ตรวจเลือดชุดหนึ่งในทุกคนที่เข้าเกณฑ์ ได้แก่ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดงหรือความหนืดของพลาสมา ซีอาร์พี และแอนติบอดีของโรคเซลิแอก ขณะที่ข้อ 1.1.2.2 ระบุว่าการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ อัลตราซาวด์ การตรวจไทรอยด์ และการตรวจลมหายใจไฮโดรเจน ไม่จำเป็นสำหรับการยืนยันการวินิจฉัย ความต่างนี้มาจากบริบทของโรคประจำถิ่นและระบบบริการที่ไม่เหมือนกัน
เรื่องใยอาหารก็ต่างกัน แนวทางไทยแนะนำให้คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปกินใยอาหารอย่างน้อยวันละ 25 กรัม และอ้างคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกให้กินผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันหรือราว 5 ส่วน ส่วน NICE ข้อ 1.2.1.5 ให้ทบทวนและมักจะลดใยอาหาร ไม่สนับสนุนชนิดไม่ละลายน้ำอย่างรำข้าว และถ้าจะเพิ่มให้เลือกชนิดละลายน้ำ เช่น ispaghula หรือข้าวโอ๊ต ส่วนคำแนะนำทั่วไปข้อ 1.2.1.4 ให้ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 ถ้วย จำกัดชาและกาแฟวันละ 3 ถ้วย จำกัดผลไม้สดวันละ 3 ส่วน โดย 1 ส่วนราว 80 กรัม และให้ผู้ที่ถ่ายเหลวเลี่ยงซอร์บิทอล
ฝั่งไทยระวังกว่าในหลายข้อ แนวทาง พ.ศ. 2565 สรุปว่าประโยชน์ของโพรไบโอติกยังไม่ชัดเจนและควรระวังในการใช้ อาหารปลอดกลูเตนไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรคนี้ ยังไม่แนะนำยาสมุนไพรไทย และหลักฐานยังไม่พอสำหรับการฝังเข็ม ส่วน NICE ระบุว่าถ้าจะลองโพรไบโอติก ให้ใช้อย่างน้อย 4 สัปดาห์แล้วประเมินผล สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันคือการออกกำลังกาย แนวทางไทยอ้างการศึกษาแบบสุ่มในผู้ป่วย 102 ราย ที่ออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักครั้งละ 20 ถึง 60 นาที 3 ถึง 5 วันต่อสัปดาห์ นาน 12 สัปดาห์ แล้วอาการโดยรวมและคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ใช้ชีวิตแบบเดิม
เรื่องยา ทั้งสองแนวทางเลือกตามอาการเด่นเหมือนกัน แนวทางไทยให้ยากลุ่ม antispasmodics เป็นคำแนะนำอย่างยิ่งสำหรับอาการปวดท้อง ตามด้วย peppermint oil ยากลุ่ม tricyclic antidepressants และ SSRIs แบบมีเงื่อนไข อาการท้องผูกเริ่มจากยาระบายพื้นฐาน และอาการท้องเสียใช้ loperamide หรือ ondansetron เป็นตัวเลือกต้น ๆ เอกสารยังระบุว่า alosetron และ rifaximin ยังไม่มีในประเทศไทย ณ เวลาที่จัดทำ ข้อสำคัญคือชนิดและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ใช่สิ่งที่ควรปรับเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับ โรคไต หรือกินยาอื่นอยู่ ถ้ามีแสบร้อนกลางอกหรือจุกลิ้นปี่ร่วมด้วย แนวทาง พ.ศ. 2555 ระบุว่าโรคนี้พบร่วมกับ กรดไหลย้อน และ อาการโรคกระเพาะ ได้บ่อย
ลำไส้แปรปรวนหายขาดไหม?
คำตอบตรงไปตรงมาคือ โรคนี้มักไม่หายขาดแบบตัดจบ แต่ควบคุมให้อาการสงบและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แนวทางไทยฉบับ พ.ศ. 2555 เขียนไว้ว่าแพทย์ควรอธิบายธรรมชาติของโรคให้ผู้ป่วยทราบว่าเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่จะทำให้เสียชีวิต แต่ดำเนินโรคเรื้อรัง มักเป็น ๆ หาย ๆ แม้ได้รับการรักษา และย้ำว่าโรคนี้ไม่ใช่มะเร็งและจะไม่กลายเป็นมะเร็ง
ตัวเลขจากเอกสารฉบับเดียวกันช่วยให้เห็นภาพ เมื่อติดตามไป 1 ปี ผู้ที่ยังมีอาการอยู่คิดเป็นร้อยละ 57 ถึง 74 ที่เหลืออาการหายไปหรือเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มอาการอื่น นี่คือเหตุผลที่การติดตามอาการสม่ำเสมอสำคัญกว่าการหาสูตรตายตัวครั้งเดียว
สำหรับผู้ที่รักษาแล้วไม่ดีขึ้น แนวทาง พ.ศ. 2565 อธิบายว่าคำว่าไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยทั่วไปหมายถึงมีอาการที่ไม่ตอบสนองต่อยาพื้นฐานและรบกวนคุณภาพชีวิตต่อเนื่องนานกว่า 12 เดือน แต่ยังไม่มีคำนิยามมาตรฐานเดียวกัน ในกลุ่มนี้แนวทางไทยเสนอให้ประเมินด้านจิตวิทยาร่วมด้วย เป้าหมายที่เป็นไปได้จริงจึงคือทำให้อาการเบาลงจนไม่รบกวนงานและการเดินทาง ไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่ปวดท้องอีกเลย
คำถามที่พบบ่อย
ลำไส้แปรปรวนอาการเริ่มต้นเป็นอย่างไร?
มักเริ่มจากปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ ที่สัมพันธ์กับการถ่ายอุจจาระ ร่วมกับท้องอืดและการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป ตามเกณฑ์ Rome IV ต้องปวดท้องเฉลี่ยอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ใน 3 เดือน และเริ่มมีอาการมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน
ปวดท้องแบบลำไส้แปรปรวนปวดตรงไหน?
แนวทาง NICE ระบุว่าอาการปวดของโรคนี้เกิดได้ทุกตำแหน่งในช่องท้องและเปลี่ยนตำแหน่งไปมาได้ ซึ่งต่างจากอาการปวดที่เกี่ยวกับมะเร็งที่มักปวดตำแหน่งเดิมคงที่
ลำไส้แปรปรวนต้องส่องกล้องทุกคนไหม?
ไม่ แนวทางไทย พ.ศ. 2565 ให้ส่องกล้องลำไส้ใหญ่เฉพาะผู้ที่มีสัญญาณเตือน ส่วนผู้ที่ไม่มีสัญญาณเตือนและอาการเข้าเกณฑ์ Rome แพทย์วินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบค้นเพิ่มเติม
ลำไส้แปรปรวนกินอะไรได้บ้าง?
กินได้เกือบทุกอย่างที่ไม่กระตุ้นอาการของตัวเอง แนวทางไทยแนะนำใยอาหารอย่างน้อยวันละ 25 กรัมสำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป ส่วน NICE แนะนำให้กินเป็นมื้อสม่ำเสมอ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 ถ้วย และจำกัดชากาแฟไว้วันละ 3 ถ้วย
อาหาร FODMAPs ต่ำต้องทำนานแค่ไหน?
แนวทางไทยให้ประเมินผลที่ 4 ถึง 6 สัปดาห์ และให้หยุดถ้าอาการไม่ดีขึ้น ส่วน Monash University ให้ทำขั้นจำกัดอาหาร 2 ถึง 6 สัปดาห์ก่อนเข้าสู่ขั้นทดสอบทีละกลุ่มและขั้นผ่อนคลายข้อจำกัด
ลำไส้แปรปรวนกับลำไส้อักเสบเรื้อรังต่างกันตรงไหน?
ลำไส้แปรปรวนไม่มีการอักเสบหรือแผลให้เห็นจากการส่องกล้อง ส่วนลำไส้อักเสบเรื้อรังมีการอักเสบจริงและอาจมีถ่ายเป็นเลือด ไข้ และน้ำหนักลด การตรวจ fecal calprotectin ที่ค่าตัด 50 ไมโครกรัมต่อกรัมช่วยแยกสองโรคนี้
ถ่ายเป็นเลือดเป็นอาการของลำไส้แปรปรวนหรือไม่?
ไม่ใช่ แนวทางไทย พ.ศ. 2565 จัดการถ่ายเป็นเลือดที่ไม่ได้มาจากริดสีดวงทวารหรือแผลปริที่ขอบทวารหนัก ไว้เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องตรวจเพิ่มเติม
ลำไส้แปรปรวนหายขาดไหม?
ส่วนใหญ่ไม่หายขาด แต่ควบคุมอาการได้ ข้อมูลในแนวทางไทย พ.ศ. 2555 ระบุว่าเมื่อติดตามไป 1 ปี ยังมีอาการอยู่ร้อยละ 57 ถึง 74 และเอกสารฉบับนั้นย้ำว่าโรคนี้จะไม่กลายเป็นมะเร็ง
โพรไบโอติกช่วยลำไส้แปรปรวนได้ไหม?
แนวทางไทย พ.ศ. 2565 สรุปว่าประโยชน์ยังไม่ชัดเจนและควรระวังในการใช้ ส่วน NICE ระบุว่าถ้าจะลองให้ใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 4 สัปดาห์แล้วประเมินผลก่อนตัดสินใจใช้ต่อ
ควรไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อไหร่?
เมื่อถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก หน้ามืดจะเป็นลม ปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน หรืออาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้ ให้โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที
สรุปสิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มปรับอาหารสำหรับลำไส้แปรปรวน
ขั้นแรกให้จดบันทึกอาการ 2 สัปดาห์ ว่าปวดท้องกี่วันต่อสัปดาห์ ปวดสัมพันธ์กับการถ่ายหรือไม่ ถ่ายกี่ครั้ง และอุจจาระหน้าตาอย่างไร บันทึกนี้ตรงกับข้อมูลที่แพทย์ต้องใช้ทั้งในการจับคู่กับเกณฑ์ Rome IV และการแยกชนิดของโรค ขั้นที่สองให้ไล่ดูสัญญาณเตือนทั้ง 9 ข้อ ถ้าเข้าข้อใดข้อหนึ่ง ให้ไปพบแพทย์ก่อน ไม่ต้องลองปรับอาหารเอง
ถ้าไม่มีสัญญาณเตือนและต้องการลองปรับอาหาร ให้ตั้งกรอบเวลาไว้ล่วงหน้า ประเมินผลที่ 4 ถึง 6 สัปดาห์ และวางแผนนำอาหารกลับมาทีละรายการ
ตัวเลข เกณฑ์ และข้อเสนอแนะทั้งหมดในบทความนี้มาจากเอกสารที่อ้างอิงไว้ด้านล่าง ตามที่เปิดอ่านเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 โดยส่วนใหญ่มาจากแนวทางเวชปฏิบัติฉบับ พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2555 ซึ่งมีการปรับปรุงเป็นระยะ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย การเลือกยาและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนเริ่มปรับอาหาร หยุดยา หรือสรุปว่าอาการของตนเองคือโรคใด ควรปรึกษาแพทย์หรือหน่วยบริการสาธารณสุขที่รับผิดชอบอีกครั้ง
แหล่งอ้างอิง
- สมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย): แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนในประเทศไทย พ.ศ. 2565 (Thailand IBS Guideline 2022)
- สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย: หน้าดาวน์โหลด Thailand IBS Guideline 2022
- สมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว (ไทย): คำแนะนำเกี่ยวกับโรคลำไส้แปรปรวนสำหรับแพทย์ทั่วไป แนวทางเวชปฏิบัติ 2012
- The Rome Foundation: Rome IV Criteria สำหรับ Irritable Bowel Syndrome
- NICE: Irritable bowel syndrome in adults, diagnosis and management (CG61) หมวด Recommendations
- Monash University: Starting the low FODMAP diet ขั้นตอนทั้ง 3 ขั้น
- หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: ลำไส้แปรปรวน (IBS) ปัญหากวนใจใกล้ตัว (4 ธันวาคม 2568)
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล: มารู้จักโรคไอบีเอส
- NIDDK: Symptoms and Causes of Ulcerative Colitis
- NIDDK: Symptoms and Causes of Crohn’s Disease
- NIDDK: Symptoms and Causes of Irritable Bowel Syndrome
- Gastroenterology and Hepatology: Highlights of the Findings From the Rome Foundation Global Epidemiology Study (กันยายน 2023)


