บทความแนะนำการปรับกระจกข้าง: เฉลยข้อสอบใบขับขี่ วิธีตั้งกระจกมองหลัง และลดจุดบอด

การปรับกระจกข้าง: เฉลยข้อสอบใบขับขี่ วิธีตั้งกระจกมองหลัง และลดจุดบอด

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: ข้อสอบใบขับขี่เฉลยว่าการปรับกระจกข้างให้มีประสิทธิภาพคือปรับให้มองเห็นด้านข้างของรถเพียง 1/4 ของพื้นที่กระจก ส่วนที่เหลือให้เป็นถนนและช่องจราจรข้างเคียง ก่อนปรับกระจกต้องปรับเบาะให้เข้าที่เสมอ และต่อให้ตั้งกระจกดีแค่ไหน ก็ยังต้องมองข้ามไหล่ทุกครั้งก่อนเปลี่ยนช่องจราจร

การปรับกระจกข้างให้มีประสิทธิภาพคือปรับให้มองเห็นด้านข้างของรถเพียง 1/4 ของพื้นที่กระจก ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกในชุดข้อสอบใบขับขี่เรื่องการคาดการณ์อุบัติเหตุ โดยให้กระจกกางออกในแนวที่ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป ส่วนกระจกมองหลังในห้องโดยสารให้ปรับจนเห็นภาพด้านหลังกว้างที่สุดโดยไม่เห็นศีรษะของตัวเอง

ประเด็นสำคัญ

  • คำตอบข้อสอบใบขับขี่ข้อ 43 ในชุดเรื่องการคาดการณ์อุบัติเหตุ คือให้เห็นด้านข้างรถเพียง 1/4 ของพื้นที่กระจก ตัวเลือก 1/2, 1/3 และ 1/6 เป็นตัวหลอก
  • ปรับเบาะก่อนเสมอ นั่งให้หลังพิงพนักพอดีแล้วค่อยปรับกระจก เพราะเมื่อตำแหน่งศีรษะเปลี่ยน มุมที่มองเห็นในกระจกก็เปลี่ยนตาม
  • กระจกมองหลังให้ปรับจนมองกว้างสุด ไม่เห็นศีรษะของผู้ขับ และเห็นได้ทั้งด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง
  • วิธี BGE (SAE 1995) ของ George Platzer ให้เอียงศีรษะชิดกระจกประตูแล้วปรับจนแทบไม่เห็นตัวรถ รถที่แซงขึ้นมาจะย้ายจากกระจกมองหลังเข้ากระจกข้างต่อเนื่องกัน
  • ไม่มีวิธีตั้งกระจกแบบไหนลบจุดบอดได้หมด ต้องมองข้ามไหล่ทุกครั้งก่อนเปลี่ยนช่องจราจรเพื่อตรวจจุดบอด ข้อสอบใบขับขี่และ Highway Code ของสหราชอาณาจักรเขียนตรงกัน
  • ขณะขับต้องมองกระจกบ่อย โดย Toyota Sure แนะนำให้กวาดตาดูกระจกทุก 5-8 วินาทีขณะขับ
  • รถยนต์ต้องมีเครื่องมองหลังที่เป็นกระจกเงา 2 ชุดทางซ้ายและขวา ส่วนรถจักรยานยนต์ต้องมีกระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา การถอดกระจกออกแล้วใช้กล้องแทนอย่างเดียวไม่ถูกกฎหมาย

การปรับกระจกข้างให้มีประสิทธิภาพควรทำอย่างไรตามข้อสอบใบขับขี่?

คำตอบที่ข้อสอบต้องการคือ “ควรปรับกระจกให้มองเห็นด้านข้างของรถเพียง 1/4 ของพื้นที่กระจก” ข้อนี้อยู่ในชุดข้อสอบใบขับขี่พร้อมเฉลยเรื่องการคาดการณ์อุบัติเหตุที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ ThaiDriveExam เป็นข้อที่ 43 ตัวเลือกทั้งสี่ข้อหน้าตาคล้ายกันมาก ต่างกันแค่ตัวเลขเศษส่วน คือ 1/2, 1/6, 1/3 และ 1/4 ผู้สอบจำนวนไม่น้อยจึงพลาดเพราะอ่านเร็วเกินไป

เหตุผลเบื้องหลังตัวเลขนี้เข้าใจง่าย ถ้ากระจกข้างเห็นตัวรถของเราครึ่งบาน พื้นที่อีกครึ่งหนึ่งก็เสียไปกับภาพที่เรารู้อยู่แล้วว่าอยู่ตรงนั้น ส่วนถ้าไม่เห็นตัวรถเลย ผู้ขับมือใหม่จะกะระยะไม่ถูกว่ารถคันข้างอยู่ห่างจากรถเราเท่าไร การเห็นขอบตัวรถเป็นแถบแคบ ๆ ด้านในของกระจกจึงเป็นจุดกึ่งกลางที่ใช้อ้างอิงระยะได้ และยังเหลือพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ดูถนน

คู่มือจากภาคเอกชนใช้ตัวเลขต่างไปเล็กน้อย บทความของ Insurverse แนะนำให้มีรถในกระจกแค่ 1 ส่วน 3 หรือให้รถกินพื้นที่ในกระจกไม่เกิน 10% ที่มุมล่าง เหลืออีก 90% ให้ถนนและเลนข้างเคียง ทุกแหล่งไปทางเดียวกันคือเห็นตัวรถแค่เล็กน้อย แต่ถ้ากำลังจะสอบ ให้ตอบ 1/4 ตามเฉลยของข้อสอบ

นิยาม: จุดบอด (blind spot) คือบริเวณรอบตัวรถที่ผู้ขับไม่สามารถมองเห็นได้ชัดในขณะขับรถ ข้อสอบใบขับขี่ใช้นิยามนี้เป็นคำตอบที่ถูก ส่วน Highway Code ของสหราชอาณาจักรอธิบายว่าเป็นพื้นที่ที่มองไม่เห็นในกระจก จุดบอดที่พบบ่อยอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางซ้ายและขวาของรถ และบริเวณที่เสาหลังคารถบังสายตา

ก่อนปรับกระจกต้องทำอะไรก่อน และมีขั้นตอนอย่างไร?

ปรับเบาะก่อนเสมอ แล้วจึงปรับกระจก เพราะมุมที่เราเห็นในกระจกขึ้นอยู่กับตำแหน่งดวงตา ถ้าปรับกระจกเสร็จแล้วค่อยเลื่อนเบาะหรือปรับพนักพิง ศีรษะจะเปลี่ยนตำแหน่งและมุมกระจกทั้งสามบานจะคลาดไปทันที ข้อสอบใบขับขี่ยังมีคำถามว่าการปรับเบาะนั่งให้เหมาะกับรูปร่างช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในจุดใด คำตอบคือจุดบอดของเสา A ซึ่งเป็นเสาสองข้างของกระจกบังลมหน้า

ลำดับที่เราแนะนำให้ทำทุกครั้งที่ขึ้นรถคันที่คนอื่นขับมาก่อน หรือหลังจากมีคนนั่งที่คนขับแทนเรา มีดังนี้

  1. ปรับเบาะ ให้อยู่ในตำแหน่งที่ขับสบายที่สุดและหลังพิงพนักพอดี ตามคำแนะนำของ Insurverse
  2. ปรับพวงมาลัยและพนักพิงศีรษะ ถ้ารถปรับได้ เพื่อให้ท่านั่งนิ่งก่อนตั้งกระจก
  3. ปรับกระจกมองหลังในห้องโดยสาร ให้เห็นภาพด้านหลังกว้างที่สุด
  4. ปรับกระจกข้างขวา ซึ่งเป็นฝั่งคนขับของรถพวงมาลัยขวาในไทย
  5. ปรับกระจกข้างซ้าย ซึ่งอยู่ไกลจากตัวผู้ขับที่สุด ส่วนใหญ่ต้องใช้สวิตช์ไฟฟ้าหรือให้คนนั่งข้างช่วย
  6. ตรวจความสะอาด ของกระจกทั้งสามบาน ถ้ามีคราบน้ำ ฝุ่น หรือฝ้า ให้เช็ดก่อนออกรถ

ข้อ 2 ข้างต้นเป็นขั้นตอนเสริมที่ช่วยให้ท่านั่งนิ่ง ส่วนข้อ 1, 3, 4 และ 5 คือหัวใจของเรื่องนี้ ความเห็นของเราคือ ปัญหากระจกของผู้ขับส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่มุมกระจก แต่อยู่ที่ลำดับ คนที่ปรับกระจกก่อนแล้วค่อยขยับเบาะจะรู้สึกว่ามองไม่ถนัดตลอดทางโดยไม่รู้สาเหตุ

ปรับกระจกมองหลังในห้องโดยสารอย่างไรให้เห็นกว้างที่สุด?

นั่งในท่าขับจริง แล้วขยับกระจกจนเห็นภาพด้านหลังกว้างที่สุด โดยไม่เห็นศีรษะของตัวเองในกระจก บทความของ Motor Expo อธิบายว่าควรเห็นภาพในมุมกว้างที่สุด ทั้งด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง ส่วน Roojai ย้ำว่าต้องมองไม่เห็นศีรษะของผู้ขับขี่ ถ้ายังเห็นหูหรือแก้มตัวเองอยู่ แปลว่ากระจกหันเข้าหาตัวมากเกินไปและเสียพื้นที่ไปกับห้องโดยสาร

ให้จับขอบกระจกแล้วขยับ อย่าจับที่ผิวกระจก เพราะรอยนิ้วมือจะทำให้ภาพพร่าเวลาขับกลางคืน และอย่าปรับขณะรถวิ่ง ถ้าต้องแก้มุมระหว่างทาง ให้รอจอดติดไฟแดงหรือจอดข้างทางก่อน

ถ้ารถคันหลังเปิดไฟแรงจนตาพร่า ข้อสอบใบขับขี่ในชุดเรื่องการขับขี่อย่างปลอดภัยให้คำตอบว่า ตั้งกระจกให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ทำให้ตาพร่า กระจกมองหลังของรถหลายรุ่นมีก้านปรับโหมดกลางคืนไว้ใต้กระจก พลิกแล้วภาพจะมืดลงแต่ยังเห็นไฟรถคันหลัง เมื่อพ้นช่วงนั้นแล้วอย่าลืมพลิกกลับ

สิ่งที่มักทำให้กระจกมองหลังใช้ไม่ได้คือของที่วางบังไว้เอง เช่น ตุ๊กตาหรือกล่องบนแผงหลัง หรือของที่บรรทุกในห้องโดยสารจนสูงเกินพนักพิง ถ้าต้องขนของเยอะ อ่านวิธีจัดวางให้ปลอดภัยเพิ่มเติมได้ที่ การบรรทุกสิ่งของบนรถให้ถูกกฎหมาย และเมื่อกระจกมองหลังถูกบัง ให้พึ่งกระจกข้างทั้งสองบานมากขึ้นและเผื่อระยะให้มากกว่าปกติ

ปรับกระจกข้างซ้ายและขวาแบบดั้งเดิมอย่างไร?

นั่งในท่าขับ แล้วปรับกระจกข้างให้ขอบด้านในเห็นตัวรถของเราเป็นแถบแคบ ๆ ประมาณ 1/4 ของพื้นที่กระจก ที่เหลือเป็นถนนและช่องจราจรข้างเคียง Roojai ใช้คำว่าทำมุมขนานกับตัวถังรถยนต์ ไม่เงยมากเกินไปหรือก้มมากเกินไป ส่วน Motor Expo ใช้คำว่ากางออกโดยไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป

กระจกข้างขวา (ฝั่งคนขับ)

ฝั่งนี้ปรับง่ายที่สุดเพราะอยู่ใกล้ตัว ให้ดูว่าเห็นประตูหลังหรือแก้มท้ายรถของเราที่ขอบซ้ายของกระจกเป็นแถบเล็ก ๆ ถ้าแถบนั้นกว้างเกินไป ให้หมุนกระจกออกด้านนอก ถ้ามองไม่เห็นเลย ให้หมุนกลับเข้ามานิดหนึ่ง ในแนวตั้ง ถ้าเห็นแต่พื้นถนนใกล้ล้อ แปลว่ากระจกก้มเกินไป ถ้าเห็นท้องฟ้าครึ่งบาน แปลว่าเงยเกินไป

กระจกข้างซ้าย (ฝั่งคนนั่งข้าง)

หลักการเหมือนฝั่งขวา แต่เพราะกระจกอยู่ไกลจากตา ภาพที่เห็นจึงเล็กกว่า Roojai แนะนำให้ปรับกระจกข้างซ้ายด้วยวิธีเดียวกับฝั่งคนขับ ฝั่งซ้ายสำคัญมากบนถนนไทย เพราะรถจักรยานยนต์มักขึ้นแซงทางซ้ายในช่องจราจรชิดขอบทาง ก่อนเลี้ยวซ้ายหรือชิดซ้ายเพื่อจอด ต้องดูกระจกฝั่งนี้ทุกครั้ง

ปรับเสร็จแล้วตรวจอย่างไร

ลองนั่งในรถที่จอดอยู่แล้วสังเกตรถหรือคนที่เดินผ่านด้านหลัง ภาพควรเลื่อนจากกระจกมองหลังไปยังกระจกข้างโดยมีช่วงที่หายไปจากทั้งสองบานสั้นที่สุด ถ้ามีช่วงที่รถคันข้างหายไปนาน ช่วงนั้นคือจุดบอดของการตั้งกระจกของเรา และเป็นตำแหน่งที่ต้องหันไปมองด้วยตาเสมอ

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  หลักฐาน ใด ที่ ทำให้ เชื่อ ว่า อาณาจักร ทวาร วดี มี ศูนย์กลาง อยู่ ที่ จังหวัด นครปฐม

วิธี BGE ของ SAE ต่างจากแบบดั้งเดิมอย่างไร?

วิธี BGE หมุนกระจกข้างออกด้านนอกมากกว่าแบบดั้งเดิม จนเมื่อนั่งตรงตามปกติแล้วแทบไม่เห็นตัวรถในกระจกข้างเลย เพื่อให้กระจกข้างไปดูพื้นที่ที่กระจกมองหลังมองไม่ถึง แนวคิดนี้มาจากงานของ George Platzer ในเอกสาร SAE Technical Paper 950601 ชื่อ “The Geometry of Automotive Rearview Mirrors: Why Blind Zones Exist and Strategies to Overcome Them” ตีพิมพ์โดย Society of Automotive Engineers เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 ในชุดเอกสาร SP-1088 หน้า 143 ถึง 156 ตามข้อมูลของฐานข้อมูล TRID

บทคัดย่อของเอกสารระบุว่าผู้เขียนสร้างสมการที่อธิบายกำลังขยาย มุมมอง และความสว่างของภาพสะท้อนในกระจกนูนที่ใช้ในรถยนต์ เทียบกับกระจกเงาราบ แล้วนิยามจุดบอดจากมุมมองของกระจก สิ่งกีดขวางสายตา ข้อจำกัดของการรับรู้ และระยะห่างด้านข้างระหว่างรถ ก่อนเสนอแนวทางแก้จุดบอดหลายแบบ ส่วนชื่อ BGE ย่อมาจาก Blind Zone and Glare Elimination ตามที่หนังสือพิมพ์ The Globe and Mail ของแคนาดาเล่าไว้ในบทความของ Jason Tchir เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013

วิธีปรับแบบ BGE สำหรับรถพวงมาลัยขวา

ขั้นตอนต้นฉบับเขียนสำหรับรถพวงมาลัยซ้ายในอเมริกาเหนือ คือเอียงศีรษะชิดกระจกหน้าต่างฝั่งคนขับแล้วปรับกระจกฝั่งนั้นจนแทบไม่เห็นข้างรถ จากนั้นเอียงตัวไปทางอีกฝั่งจนศีรษะอยู่ประมาณกลางแผงหน้าปัด แล้วปรับกระจกอีกบานจนแทบไม่เห็นข้างรถเช่นกัน เมื่อสลับด้านให้เข้ากับรถในไทย จะได้ดังนี้

  • กระจกข้างขวา: เอียงศีรษะไปชิดกระจกประตูฝั่งขวา แล้วปรับกระจกข้างขวาจนแทบไม่เห็นข้างรถของเรา
  • กระจกข้างซ้าย: เอียงศีรษะไปทางซ้ายจนอยู่ประมาณกลางรถ แล้วปรับกระจกข้างซ้ายจนแทบไม่เห็นข้างรถของเรา
  • ตรวจผล: กลับมานั่งตรง รถที่แซงขึ้นมาทางซ้ายหรือขวาควรเริ่มปรากฏในกระจกข้างพอดีกับตอนที่เริ่มหายไปจากกระจกมองหลัง

บทความของ The Globe and Mail ยอมรับว่าแม้ตั้งแบบ BGE แล้วก็ยังเหลือจุดบอดขนาดเล็ก แต่เล็กเกินกว่าจะซ่อนรถทั้งคันได้ Platzer เองเตือนว่าช่วงแรกผู้ขับอาจสับสน และให้คำแนะนำว่าอย่าเพิ่งเลิก เพราะความสับสนจะหายไปเอง ในบทความเดียวกัน Scott Wilson จาก Alberta Motor Association กล่าวว่าผู้ขับควรปรับกระจกให้ไม่ต้องมองข้างรถตัวเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันอยู่ตรงไหน

ควรเลือกแบบไหน

สำหรับการสอบใบขับขี่ ให้ตอบ 1/4 ตามเฉลย ส่วนการขับจริง ความเห็นของเราคือแบบ BGE เหมาะกับผู้ขับที่คุ้นรถแล้วและขับบนถนนหลายช่องจราจรเป็นประจำ ส่วนมือใหม่ที่ยังกะระยะด้านข้างไม่แม่นอาจเริ่มจากแบบดั้งเดิมก่อน เพราะแถบตัวรถในกระจกช่วยให้รู้ว่ารถคันข้างอยู่ใกล้แค่ไหน ไม่ว่าเลือกแบบไหน ทั้ง Alberta Motor Association และ CAA ที่ถูกอ้างถึงในบทความเดียวกันแนะนำให้มองข้ามไหล่ควบคู่ไปด้วยเสมอ

กระจกวิธีปรับสิ่งที่ควรเห็นเมื่อนั่งตรงที่มา
กระจกมองหลังในห้องโดยสารนั่งท่าขับจริง จับขอบกระจกแล้วขยับภาพด้านหลังกว้างที่สุด ไม่เห็นศีรษะของผู้ขับMotor Expo, Roojai
กระจกข้างขวา แบบข้อสอบกางออก ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไปด้านข้างของรถเพียง 1/4 ของพื้นที่กระจกข้อสอบใบขับขี่ ข้อ 43 (ThaiDriveExam)
กระจกข้างซ้าย แบบข้อสอบปรับด้วยวิธีเดียวกับฝั่งคนขับด้านข้างของรถเพียง 1/4 ของพื้นที่กระจกข้อสอบใบขับขี่ ข้อ 43, Roojai
กระจกข้างขวา แบบ BGEเอียงศีรษะชิดกระจกประตูขวา ปรับจนแทบไม่เห็นข้างรถแทบไม่เห็นตัวรถ เห็นช่องจราจรข้างเคียงเป็นหลักPlatzer (SAE 950601) ผ่าน The Globe and Mail สลับด้านสำหรับรถพวงมาลัยขวา
กระจกข้างซ้าย แบบ BGEเอียงศีรษะไปกลางรถ ปรับจนแทบไม่เห็นข้างรถแทบไม่เห็นตัวรถ รถที่แซงย้ายจากกระจกมองหลังเข้ามาต่อเนื่องPlatzer (SAE 950601) ผ่าน The Globe and Mail สลับด้านสำหรับรถพวงมาลัยขวา
ทุกบาน ขณะขับไม่ปรับระหว่างรถวิ่ง กวาดตาดูเป็นระยะรู้เสมอว่ามีอะไรอยู่ด้านหลังและสองข้างToyota Sure, Highway Code กฎข้อ 161
อินโฟกราฟิกสรุป การปรับกระจกข้าง: เฉลยข้อสอบใบขับขี่ วิธีตั้งกระจกมองหลัง และลดจุดบอด
สรุปเป็นภาพ: การปรับกระจกข้าง: เฉลยข้อสอบใบขับขี่ วิธีตั้งกระจกมองหลัง และลดจุดบอด

จุดบอดคืออะไร และต้องมองข้ามไหล่ตอนไหนบ้าง?

ต้องมองข้ามไหล่ทุกครั้งที่จะเปลี่ยนตำแหน่งด้านข้างของรถ ได้แก่ เปลี่ยนช่องจราจร ออกรถจากขอบทาง แซง และถอยรถ เพราะไม่มีวิธีตั้งกระจกแบบไหนเห็นได้รอบตัวรถ Highway Code กฎข้อ 161 เขียนไว้ตรง ๆ ว่ากระจกไม่ได้เห็นทุกพื้นที่และจะมีจุดบอดเสมอ ผู้ขับต้องหันไปมองด้วยตัวเอง ข้อสอบใบขับขี่ของไทยก็ถามเรื่องนี้หลายข้อ และคำตอบตรงกันหมดว่าการมองข้ามไหล่ไปด้านข้างและด้านหลังมีไว้เพื่อตรวจสอบจุดบอด

ลำดับการเปลี่ยนช่องจราจร

ข้อสอบใบขับขี่ในชุดเรื่องการขับขี่อย่างปลอดภัยให้คำตอบว่า การเปลี่ยนช่องทางจราจรต้องดูกระจกมองข้าง เปิดสัญญาณไฟ แล้วเปลี่ยนช่องทางเมื่อเห็นว่าปลอดภัย และอีกข้อหนึ่งถามว่าทำไมต้องหันหน้ามองข้ามไหล่ก่อนเปลี่ยนช่องจราจร คำตอบคือเพื่อตรวจดูจุดบอดของรถ รวมกันจึงได้ลำดับ ดูกระจกมองหลัง ดูกระจกข้าง เปิดไฟเลี้ยว หันมองข้ามไหล่ฝั่งที่จะไป แล้วค่อยเปลี่ยนช่องอย่างนุ่มนวล

การหันมองข้ามไหล่ควรเป็นการเหลือบสั้น ๆ ไม่ใช่หันไปนาน เพราะระหว่างนั้นรถยังวิ่งไปข้างหน้า Highway Code กฎข้อ 163 เรื่องการแซงใช้คำว่าเหลือบมองด้านข้างอย่างรวดเร็วเข้าไปในบริเวณจุดบอดเมื่อจำเป็น ถ้าจังหวะนั้นรถคันหน้าชะลอกะทันหัน การเว้นระยะที่พอจะช่วยได้มาก อ่านหลักการเว้นระยะและการชะลอได้ที่ การใช้เบรกที่ถูกต้องและการเว้นระยะจากคันหน้า

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  หลวง ปู่ มั่น ภูริ ทัต โต มี คุณธรรม ที่ เด่น ใน เรื่อง ใด

ออกรถจากขอบทางด้านซ้าย

ข้อสอบใบขับขี่ถามว่าก่อนออกรถจากไหล่ทางด้านซ้าย ผู้ขับต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด คำตอบคือมองกระจกมองข้างด้านขวา เปิดไฟเลี้ยวขวา พร้อมกับหันศีรษะมองข้ามไหล่ขวาไปทางด้านหลังก่อนออกรถ Highway Code กฎข้อ 159 ก็ให้ใช้กระจกทุกบานตรวจว่าถนนว่าง แล้วหันมองจุดบอดก่อนเคลื่อนรถเช่นกัน

ถอยรถและเลี้ยวขวา

ข้อสอบอีกข้อถามว่าการมองข้ามไหล่ใช้ในกรณีใด และเฉลยว่าการถอยรถ Highway Code กฎข้อ 202 ให้ตรวจจุดบอดด้านหลังซึ่งมองจากกระจกได้ไม่ชัดก่อนถอยทุกครั้ง ส่วนก่อนเลี้ยวขวาเข้าถนนรอง ข้อสอบเฉลยว่าต้องตรวจกระจกด้านขวาเพื่อหารถที่กำลังจะแซงขึ้นมา

จุดบอดที่กระจกช่วยไม่ได้

กระจกช่วยเฉพาะด้านหลังและด้านข้างเยื้องหลัง แต่เสา A สองข้างกระจกบังลมหน้าบังคนเดินถนนหรือรถจักรยานยนต์ได้ทั้งคัน ข้อสอบใบขับขี่ระบุว่าเสา A บังทัศนวิสัยมากเมื่อเข้าทางโค้งและทางแยก ทางแก้คือขยับศีรษะไปมาเล็กน้อยเพื่อมองรอบเสาก่อนเลี้ยว ไม่ใช่เชื่อว่าทางว่างเพราะมองจากตำแหน่งเดียว

รถจักรยานยนต์และรถบรรทุกใช้กระจกต่างจากรถเก๋งอย่างไร?

ต่างกันที่ขนาดของจุดบอด รถจักรยานยนต์มีกระจกบานเล็กที่สั่นตามแรงสั่นของรถ ผู้ขี่จึงต้องหันมองด้วยตามากกว่าผู้ขับรถยนต์ ส่วนรถบรรทุกและรถโดยสารมีจุดบอดใหญ่กว่ารถเก๋งมาก รถเล็กที่ตามหลังหรือวิ่งขนานอยู่จึงอาจหายไปจากสายตาคนขับได้ทั้งคัน

รถจักรยานยนต์

Highway Code กฎข้อ 88 สำหรับผู้ขี่รถจักรยานยนต์ให้มองไปด้านหลังและใช้กระจกหากรถติดตั้งไว้ และให้วางตำแหน่งรถให้คนขับรถคันหน้ามองเห็นเราในกระจกของเขา ข้อสอบใบขับขี่ของไทยถามว่าทำไมคนขับรถจักรยานยนต์ควรมองข้ามหลังตัวเองก่อนเลี้ยวขวา คำตอบคือเพื่อตรวจสอบจุดบอดด้านหลัง ไม่ใช่เพื่อฟังเสียงรถหรือช่วยการทรงตัว

ในทางกฎหมาย นิตยสาร Superbike สรุปไว้ในบทความเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ว่ารถจักรยานยนต์ต้องติดตั้งกระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ตามมาตรฐาน มอก. 2330-2550 ผู้ขี่ที่ถอดกระจกออกข้างหนึ่งเพื่อความสวยงามจึงเสี่ยงทั้งเรื่องความปลอดภัยและเรื่องกฎหมาย และเพราะกระจกบานเล็กเห็นได้จำกัด การหันมองข้ามไหล่ก่อนเลี้ยวหรือเปลี่ยนช่องจึงสำคัญกับผู้ขี่มากกว่าผู้ขับรถยนต์เสียอีก

ผู้ขับรถยนต์ก็มีหน้าที่ฝั่งตรงข้าม ข้อสอบใบขับขี่ถามว่าเมื่อสังเกตเห็นรถจักรยานยนต์ควรทำอะไร คำตอบคือตรวจสอบกระจกข้าง กระจกหลัง และจุดบอดให้ดีก่อนเปลี่ยนช่องจราจร เพราะรถจักรยานยนต์ตัวเล็กพอที่จะหายเข้าไปในจุดบอดได้ทั้งคัน

รถบรรทุกและรถโดยสาร

สำหรับคนขับรถเล็กที่อยู่รอบรถใหญ่ ข้อสอบใบขับขี่มีภาพสถานการณ์ถามว่าคนขับรถบรรทุกมองเห็นรถยนต์คันหนึ่งที่วิ่งอยู่ข้าง ๆ หรือไม่ คำตอบคือมองไม่เห็น เพราะรถยนต์คันนั้นอยู่ในมุมบอดของรถบรรทุก อีกข้อถามว่าทำไมต้องเว้นระยะเมื่อตามหลังรถบรรทุก คำตอบคือเพื่อให้คนขับรถบรรทุกมองเห็นรถของเราจากกระจกได้

Highway Code กฎข้อ 221 เตือนว่าถ้าขับตามรถขนาดใหญ่อย่างรถโดยสารหรือรถพ่วง คนขับอาจมองไม่เห็นเราในกระจก และกฎข้อ 222 แนะนำให้ถอยห่างออกมาเพื่อให้เรามองเห็นและวางแผนล่วงหน้าได้ดีขึ้น หลักจำง่ายคือ ถ้าเรามองไม่เห็นกระจกข้างของรถบรรทุก คนขับรถบรรทุกก็มองไม่เห็นเราเช่นกัน

กฎหมายไทยกำหนดเรื่องกระจกมองข้างไว้อย่างไร?

รถยนต์ต้องมีเครื่องมองหลังที่เป็นกระจกเงาจำนวน 2 ชุด ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่ด้านซ้ายและด้านขวา และห่างจากแนวกึ่งกลางหน้ารถเท่ากันทั้งสองด้าน ข้อความนี้มาจากบทความ “รู้ไว้เพื่อการใช้และตกแต่งรถคันโปรดอย่างเคารพกฎหมาย” ของนายทวียศ ศรีเกตุ วิทยากรปฏิบัติการ สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 เป็นบทความที่อธิบายข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 สำหรับผู้ที่ตกแต่งรถ

บทความเดียวกันอธิบายว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดขนาดและรูปแบบของกระจก การเปลี่ยนเป็นกระจกแบบไฟเบอร์หรือทรงแข่งจึงไม่ผิด ยกเว้นกรณีที่กระจกเล็กมากแบบจงใจ ชำรุด หรือติดในตำแหน่งที่ผู้ขับไม่อาจมองเห็นผิวจราจร ซึ่งถือว่ามีความผิด อีกจุดที่น่าสนใจคือกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์และของรถที่จะรับจดทะเบียนเป็นรถประเภทต่าง ๆ พ.ศ. 2548 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2549 วัดความกว้างของรถโดยรวมส่วนที่ยื่นออกจากตัวถัง ยกเว้นกระจกเงาสำหรับมองด้านนอกตัวรถ

เรื่องกล้องแทนกระจกกำลังเป็นคำถามที่พบบ่อยขึ้น นิตยสาร Superbike สรุปว่าตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และประกาศกรมการขนส่งทางบก รถยนต์ต้องติดตั้งอุปกรณ์ส่องภาพที่เป็นกระจกเงาเพื่อให้มองเห็นด้านหลังและด้านข้าง กล้องใช้เป็นอุปกรณ์เสริมได้ แต่การถอดกระจกออกแล้วใช้กล้องแทนอย่างเดียวไม่ถูกกฎหมาย

เราไม่ได้ระบุอัตราค่าปรับไว้ในบทความนี้ เพราะแหล่งข้อมูลที่เราเปิดอ่านให้ตัวเลขไม่ตรงกัน ถ้าต้องการตัวเลขที่ใช้จริง ควรสอบถามสำนักงานขนส่งหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในพื้นที่โดยตรง

ข้อสอบใบขับขี่เรื่องกระจกและจุดบอดมักถามอะไร

คำถามเรื่องกระจกและจุดบอดในข้อสอบใบขับขี่วนอยู่ไม่กี่ประเด็น ตัวอย่างต่อไปนี้มาจากชุดข้อสอบพร้อมเฉลยสองชุดบนเว็บไซต์ ThaiDriveExam คือเรื่องการคาดการณ์อุบัติเหตุ และเรื่องการขับขี่อย่างปลอดภัย

  • ข้อ 43 การปรับกระจกข้างให้มีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร: ปรับให้มองเห็นด้านข้างของรถเพียง 1/4 ของพื้นที่กระจก
  • ข้อ 36 การมองข้ามไหล่ไปด้านข้างและด้านหลังมีไว้เพื่ออะไร: ตรวจสอบจุดบอด
  • ข้อ 37 การปรับเบาะนั่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในจุดใด: จุดบอดเสา A
  • ข้อ 234 ความหมายของจุดบอดของรถ: บริเวณที่คนขับไม่สามารถมองเห็นได้ชัดในขณะขับรถ
  • ข้อ 207 จะแซงรถคันหน้าต้องทำอะไรเป็นอันดับแรก: ดูกระจกทั้งด้านข้างและด้านหลังเพื่อตรวจสอบจุดบอด
  • ข้อ 139 ข้อใดไม่ช่วยลดจุดบอด: ติดตั้งเบรกที่มีสมรรถนะสูง ส่วนการปรับกระจกมองข้างและมองหลังให้เหมาะสม และการนั่งท่าขับที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ช่วยได้
  • ข้อ 160 ข้อใดไม่ควรทำเมื่อตรวจสอบอันตรายรอบตัวรถ: มองป้ายโฆษณาข้างทาง ส่วนสิ่งที่ควรทำคือดูกระจกเป็นระยะ ตรวจจุดบอดเป็นระยะ และมองไปข้างหน้าไกล 200 ถึง 300 เมตร

เลขข้อข้างต้นเป็นลำดับในแต่ละชุดบนเว็บไซต์ดังกล่าว ไม่ใช่เลขข้อในข้อสอบจริงของกรมการขนส่งทางบก เคล็ดลับการตัดตัวเลือกคือ ข้อที่บอกให้ไม่ต้องมองกระจก ใช้เสียงแทนการมอง หรือเชื่อกระจกอย่างเดียวโดยไม่หันมอง มักเป็นตัวหลอก ส่วนข้อที่รวมการดูกระจก การให้สัญญาณ และการตรวจจุดบอดไว้ด้วยกันมักเป็นคำตอบที่ถูก

คำถามที่พบบ่อย

การปรับกระจกข้างให้มีประสิทธิภาพควรทำอย่างไร?

ตามเฉลยข้อสอบใบขับขี่ ให้ปรับจนมองเห็นด้านข้างของรถเพียง 1/4 ของพื้นที่กระจก ส่วนที่เหลือเป็นถนนและช่องจราจรข้างเคียง โดยกระจกไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป

การปรับกระจกให้เหมาะแก่การขับขี่ควรปรับอย่างไร?

ปรับเบาะให้เข้าที่ก่อน แล้วปรับกระจกมองหลังให้เห็นด้านหลังกว้างที่สุดโดยไม่เห็นศีรษะตัวเอง จากนั้นปรับกระจกข้างขวาและซ้ายให้เห็นตัวรถเพียงแถบแคบ ๆ

ควรปรับเบาะหรือกระจกก่อน?

ปรับเบาะก่อนเสมอ เพราะตำแหน่งดวงตาเป็นตัวกำหนดมุมที่เห็นในกระจก ถ้าขยับเบาะหลังปรับกระจก มุมกระจกทั้งสามบานจะคลาดไป

ปรับกระจกมองหลังให้ถูกต้องดูอย่างไร?

นั่งในท่าขับจริงแล้วขยับจนเห็นภาพด้านหลังกว้างที่สุดทั้งด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง ถ้ายังเห็นศีรษะหรือแก้มตัวเองในกระจก แปลว่ายังหันเข้าหาตัวมากเกินไป

ทำไมคู่มือบางแห่งบอก 1/3 หรือ 10% ไม่ใช่ 1/4?

คู่มือเอกชนแต่ละแห่งใช้ตัวเลขประมาณต่างกัน แต่หลักเดียวกันคือเห็นตัวรถแค่เล็กน้อย ถ้าเป็นการสอบใบขับขี่ ให้ตอบ 1/4 ตามเฉลย

วิธี BGE คืออะไร?

BGE ย่อมาจาก Blind Zone and Glare Elimination เป็นวิธีตั้งกระจกข้างให้หมุนออกนอกมากขึ้นจนแทบไม่เห็นตัวรถ มาจากเอกสาร SAE Technical Paper 950601 ของ George Platzer ปี ค.ศ. 1995

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เงินเดือนข้าราชการ: ข้อมูลเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการไทย

ตั้งกระจกแบบ BGE แล้วไม่ต้องมองข้ามไหล่ใช่ไหม?

ไม่ใช่ ยังเหลือจุดบอดขนาดเล็กอยู่ และองค์กรด้านการขับขี่ในแคนาดาที่ถูกอ้างถึงยังแนะนำให้มองข้ามไหล่ควบคู่ไปด้วยเสมอ

จุดบอดคืออะไร?

จุดบอดคือบริเวณที่คนขับไม่สามารถมองเห็นได้ชัดในขณะขับรถ หรือพื้นที่ที่มองไม่เห็นในกระจก ซึ่งต้องหันไปมองด้วยตาเองก่อนเปลี่ยนตำแหน่งรถ

ต้องมองข้ามไหล่ตอนไหน?

ก่อนเปลี่ยนช่องจราจร ออกรถจากขอบทาง แซง และถอยรถ ข้อสอบใบขับขี่เฉลยว่าการมองข้ามไหล่มีไว้เพื่อตรวจสอบจุดบอด

ขณะขับควรมองกระจกบ่อยแค่ไหน?

Toyota Sure แนะนำให้มองกระจกทุก 5-8 วินาที ส่วน Highway Code ให้ใช้กระจกบ่อยจนรู้เสมอว่ามีอะไรอยู่ด้านหลังและสองข้าง

รถจักรยานยนต์ต้องมีกระจกกี่ข้าง?

ต้องมีกระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ตามที่นิตยสาร Superbike สรุปไว้ โดยอ้างมาตรฐาน มอก. 2330-2550

ติดกล้องแทนกระจกมองข้างได้ไหม?

ใช้กล้องเป็นอุปกรณ์เสริมได้ แต่ต้องมีกระจกเงาติดอยู่ด้วย การถอดกระจกออกแล้วใช้กล้องอย่างเดียวไม่ถูกกฎหมาย

ปรับกระจกข้างให้เป็นนิสัยตั้งแต่ขึ้นรถครั้งถัดไป

ครั้งหน้าที่ขึ้นรถ ให้ใช้เวลา 30 วินาทีทำตามลำดับ ปรับเบาะ ปรับกระจกมองหลัง ปรับกระจกข้างขวา แล้วปรับกระจกข้างซ้าย ลองดูว่าเห็นตัวรถในกระจกข้างราว 1/4 บานหรือไม่ ถ้าอยากลองแบบ BGE ให้ทดลองบนถนนที่คุ้นเคยก่อนสักสัปดาห์ แล้วสังเกตว่ารถที่แซงขึ้นมาย้ายจากกระจกมองหลังเข้ากระจกข้างได้ต่อเนื่องหรือไม่

ไม่ว่าจะตั้งกระจกแบบไหน ให้ถือว่ากระจกเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนช่องจราจร ออกรถ แซง หรือถอย ให้เหลือบมองข้ามไหล่ทุกครั้ง และถ้ากระจกข้างข้างใดชำรุดหรือหลวมจนมุมเลื่อนเอง ให้ซ่อมก่อนออกเดินทางไกล

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด