ปวดหลังร้าวลงขาเกิดจากการที่รากประสาทบริเวณเอวหรือเส้นประสาทไซแอติกถูกกดทับ ถูกเบียด หรือเกิดการอักเสบ โดยบทความเรื่องปวดสะโพกร้าวลงขาของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าสาเหตุส่วนใหญ่ราว 85% คือหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อนไปทับเส้นประสาท ส่วนเอกสารเรื่อง Back pain ของหน่วยประสาทศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า 90% ของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนอยู่ที่ระดับ L4 ถึง L5 และ L5 ถึง S1
ประเด็นสำคัญ
- ราว 85% ของอาการปวดสะโพกร้าวลงขามาจากหมอนรองกระดูกเอวเคลื่อนทับเส้นประสาท ตามคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- รามาธิบดีระบุว่า 90% ของหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนอยู่ที่ระดับ L4 ถึง L5 และ L5 ถึง S1 และมักพบในช่วงอายุ 21 ถึง 50 ปี
- ชารอบทวารหนัก กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ และขาอ่อนแรงสองข้าง คือกลุ่มอาการ Cauda equina ที่ต้องผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมง
- แนวทาง NG59 ของ NICE ฉบับปรับปรุงวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 ระบุว่าไม่ควรส่งตรวจภาพรังสีเป็นกิจวัตรในสถานพยาบาลทั่วไป
- NG59 ระบุว่าไม่ควรให้กาบาเพนตินอยด์ ยากันชักอื่น สเตียรอยด์ชนิดกิน และเบนโซไดอะซีปีน เพื่อรักษาอาการปวดร้าวลงขา
- การรักษาแบบไม่ผ่าตัดทำให้ 25% หายจากโรคและ 36% ดีขึ้นชัดเจน รวมแล้วอย่างน้อย 60% ไม่ต้องผ่าตัด
ปวดหลังร้าวลงขาคืออะไร และเกิดจากอะไรได้บ้าง?
อาการปวดที่เริ่มจากหลังส่วนล่างซีกใดซีกหนึ่ง แล้วไล่ลงมาที่สะโพก ก้น ต้นขาด้านหลัง น่อง และอาจร้าวถึงนิ้วหัวแม่เท้า คือรูปแบบที่เรียกว่าไซอาติกา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าบางรายชาหรือเสียวซ่าที่เท้าร่วมด้วย กลุ่มที่พบบ่อยคือคนที่นั่งทำงานนาน ยกของหนักเป็นประจำ เคลื่อนไหวลำตัวผิดท่า มีภาวะอ้วน หรือสตรีตั้งครรภ์
เส้นประสาทไซแอติกเป็นเส้นประสาทที่ยาวที่สุดในร่างกาย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่ากว้างราวหนึ่งนิ้วชี้ เกิดจากการรวมตัวของเส้นประสาทไขสันหลังระดับเอวที่ 4 ถึง 5 และระดับกระเบนเหน็บที่ 1 ถึง 3 รวม 5 เส้น แล้วทอดผ่านสะโพกและต้นขาด้านหลังไปสิ้นสุดที่ข้อพับเข่า ก่อนแตกแขนงลงไปยังขาและเท้า เส้นทางนี้อธิบายว่าทำไมปัญหาที่หลังจึงแสดงอาการที่ปลายเท้าได้
รามาธิบดีอธิบายกลไกของกลุ่มใหญ่ที่สุดว่า หมอนรองกระดูกเคลื่อนเกิดจากการฉีกขาดของวงแหวนรอบนอก ทำให้เนื้อเจลตรงกลางเคลื่อนออกมากดเบียดรากประสาท ตำแหน่งที่ฉีกขาดบ่อยที่สุดคือด้านข้างค่อนไปทางหลัง ผู้ป่วยจึงมาด้วยอาการปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นอาการนำ
ช่วงอายุก็มีคำอธิบาย รามาธิบดีระบุว่ามักพบระหว่างอายุ 21 ถึง 50 ปี เพราะคนอายุน้อยกว่า 20 ปียังมีวงแหวนรอบนอกที่แข็งแรงพอจะกันไม่ให้เนื้อเจลเคลื่อนออกมา ส่วนคนอายุเกิน 50 ปี เนื้อเจลมีน้ำน้อยลงจึงกดเส้นประสาทได้น้อยลง เอกสารของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ช่วงที่แคบกว่าคือ 30 ถึง 50 ปี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และระบุว่าการสูบบุหรี่เป็นประจำเพิ่มความเสี่ยง
สาเหตุที่ไม่ได้มาจากหมอนรองกระดูก
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุสาเหตุอื่นว่าอาจมาจากกระดูกงอกหรือโพรงกระดูกแคบลง ภาวะกระดูกสันหลังส่วนเอวเคลื่อน หรือถุงน้ำที่กระดูกสันหลัง และเน้นอีกกลุ่มที่วินิจฉัยพลาดบ่อย คือกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสที่บาดเจ็บจนบวมและหดเกร็งแล้วไปหนีบเส้นประสาท อาการกลุ่มนี้คือปวดเรื้อรังที่ก้นและสะโพก ปวดขณะเดินขึ้นบันได ปวดหลังตื่นนอน และปวดเมื่อนั่งนาน ปัจจัยกระตุ้นคือการนั่งนาน การใส่ของไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง และการใช้กล้ามเนื้อมัดนี้มากเกินไปในนักวิ่ง
อีกกลุ่มที่ต้องแยกคือโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบตามวัย อ่านเฉพาะโรคได้ที่ โพรงกระดูกสันหลังตีบคืออะไร ส่วนอาการปวดเอวที่ยังไม่ร้าวลงขา แยกสาเหตุได้ที่ ปวดเอวด้านหลังเกิดจากอะไร
ปวดร้าวลงขาข้างเดียว กับปวดตอนเดินแล้วต้องหยุดพัก ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองแบบเป็นอาการที่ขาเหมือนกัน แต่รามาธิบดีชี้ว่ามาจากตำแหน่งที่ตีบคนละจุดในโพรงกระดูกสันหลัง ถ้าส่วนด้านข้างของโพรงซึ่งเป็นที่อยู่ของรากประสาทตีบแคบ จะเกิดอาการปวดร้าวลงขาตามแนวเส้นประสาท แต่ถ้าส่วนกลางของโพรงซึ่งเป็นที่อยู่ของถุงหุ้มไขสันหลังตีบแคบ จะเกิดอาการที่เรียกว่า neurogenic claudication แทน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อธิบายกลไกไว้ว่าแรงดันในโพรงประสาทที่สูงผิดปกติทำให้เลือดดำและน้ำไขสันหลังไหลเวียนผิดปกติ จนรากประสาทอักเสบ ผู้ป่วยจึงปวดหนักขาเวลาเดินหรือยืนนาน ต้องนั่งก้มตัวไปข้างหน้าจึงเดินต่อได้ เพราะการก้มทำให้โพรงกระดูกสันหลังกว้างขึ้น อาการนี้มักเกิดเมื่อโพรงส่วนกลางตีบอย่างน้อย 2 ระดับ หรือตีบ 1 ระดับร่วมกับโพรงด้านข้างตีบอีก 1 ระดับ
อาการเดินแล้วปวดขายังมีคู่แข่งอีกโรคคือขาขาดเลือดจากหลอดเลือดแดงตีบ ตารางเปรียบเทียบของรามาธิบดีให้จุดแยกว่ากลุ่มที่มาจากเส้นประสาทเดินได้ระยะทางไม่คงที่และค่อย ๆ ดีขึ้นหลังนั่งพัก ส่วนกลุ่มหลอดเลือดเดินได้ระยะทางค่อนข้างคงที่ หายทันทีเมื่อหยุดพักโดยไม่ต้องนั่ง และมักคลำชีพจรปลายเท้าไม่ได้
ระดับที่ถูกกดบอกได้จากจุดที่ชา
เอกสารของทั้งสองสถาบันใช้หลักเดียวกัน คือแนวผิวหนังที่รับความรู้สึกและกล้ามเนื้อที่รากประสาทแต่ละเส้นไปเลี้ยง
| รากประสาท | ตำแหน่งที่ชาหรือปวดร้าว | กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง | รีเฟล็กซ์ที่ผิดปกติ |
|---|---|---|---|
| L3 | เข่าด้านใน | ต้นขาด้านหน้า งอสะโพก | ไม่ระบุ |
| L4 | ด้านข้างข้อเข่า หน้าแข้งและตาตุ่มด้านใน | กระดกข้อเท้าขึ้น | รีเฟล็กซ์เข่าลดลง |
| L5 | ด้านข้างน่อง หลังเท้า ง่ามนิ้วเท้าที่หนึ่ง | กระดกนิ้วหัวแม่เท้าขึ้น | มักไม่พบความผิดปกติ |
| S1 | ด้านหลังน่อง ตาตุ่มด้านนอก ฝ่าเท้า | เขย่งปลายเท้า | รีเฟล็กซ์ข้อเท้าลดลง |
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าระดับ L4 ถึง L5 พบบ่อยที่สุดและทำให้เกิดอาการของรากประสาท L5 ส่วน L5 ถึง S1 พบเป็นอันดับสองและกระทบรากประสาท S1 ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงชาที่หลังเท้าหรือฝ่าเท้า ไม่ใช่ที่หน้าขา
อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที?
มีชุดอาการหนึ่งที่ไม่ควรรอดูที่บ้านแม้แต่คืนเดียว รามาธิบดีเรียกว่ากลุ่มอาการ Cauda equina ซึ่งเกิดเมื่อหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนมีขนาดใหญ่จนกดเบียดมัดรากประสาทส่วนปลาย อาการคือปวดร้าวลงขาทั้งสองข้าง ขาชาและอ่อนแรงสองข้าง ปัสสาวะไม่ออก และท้องผูก เอกสารระบุว่าต้องผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันความพิการถาวร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพิ่มจุดที่สังเกตเองได้ คือชารอบทวารหนักและอวัยวะเพศ และกล้ามเนื้อหูรูดอ่อนแรง
นอกจากกลุ่มฉุกเฉินข้างต้น ยังมีสัญญาณอีกชุดที่บอกว่าอาการปวดหลังอาจไม่ได้มาจากหมอนรองกระดูกหรือกล้ามเนื้อ รามาธิบดีเรียกกลุ่มนี้ว่า Red flags
- ปวดหลังตอนกลางคืน: ทำให้นึกถึงเนื้องอกของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่กระจายมาที่กระดูกสันหลัง
- มีประวัติเป็นมะเร็งมาก่อน: มะเร็งที่กระจายมามักลงที่ส่วนที่เรียกว่า pedicle ก่อน
- มีไข้ มีการติดเชื้อ หรือเคยใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น: ทำให้นึกถึงการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง หรือฝีในโพรงกระดูกสันหลัง
- เคยได้รับอุบัติเหตุรุนแรง: ทำให้นึกถึงกระดูกสันหลังหักหรือเคลื่อน และถ้ามีกระดูกพรุนอยู่แล้ว อุบัติเหตุเบา ๆ ก็ทำให้กระดูกยุบตัวได้
- มีไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน: ทำให้นึกถึงมะเร็งไขกระดูกชนิด Multiple myeloma
- ปวดหลังในเด็ก: พบได้น้อยมาก จึงต้องนึกถึงเนื้องอกหรือภาวะดึงรั้งไขสันหลัง
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพิ่มอีกข้อ คือผู้ที่รักษาด้วยการพัก กินยาและทำกายภาพบำบัดเกิน 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัย
แยกสาเหตุปวดหลังร้าวลงขาแต่ละแบบได้จากอะไรบ้าง?
ตารางด้านล่างเรียบเรียงจากเอกสารของรามาธิบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนไปพบแพทย์ ไม่ใช่ใช้แทนการวินิจฉัย เพราะหลายภาวะเกิดร่วมกันในคนเดียวได้
| สาเหตุ | อาการที่เด่น | สิ่งที่ทำให้แย่ลง | สิ่งที่ทำให้ดีขึ้น | กลุ่มเสี่ยง | ที่มา |
|---|---|---|---|---|---|
| หมอนรองกระดูกเอวเคลื่อน | ปวดร้าวลงขาข้างเดียว ไอหรือจามแล้วปวดมากขึ้น | ยืน เดิน นั่งนาน ก้มยกของ | พักช่วงปวดรุนแรงแล้วค่อยขยับ | อายุ 21 ถึง 50 ปี ชายมากกว่าหญิง | รามาธิบดี, ม.เชียงใหม่ |
| โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ | ปวดหนักน่องเมื่อเดินนาน ระยะทางไม่คงที่ | ยืนนาน เดินนาน แอ่นตัวไปหลัง | นั่งพักและก้มตัวไปข้างหน้า | ผู้สูงอายุ ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม | ม.เชียงใหม่ |
| กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสหนีบเส้นประสาท | ปวดเรื้อรังที่ก้น ปวดเวลาขึ้นบันได | นั่งนาน ใส่ของในกระเป๋ากางเกงหลัง | ยืดกล้ามเนื้อก้นและต้นขาหลัง | คนนั่งทำงานนาน นักวิ่ง | ม.มหิดล |
| ข้อต่อกระดูกสันหลังเอวเคลื่อน | ปวดหลังร่วมกับปวดร้าวลงขา | ยืนนาน เปลี่ยนจากนั่งเป็นยืน | พักและลดกิจกรรมที่กระตุ้น | ความเสื่อมตามวัย | ม.เชียงใหม่ |
| กลุ่มอาการ Cauda equina | ปวดลงขาสองข้าง ชารอบทวารหนัก ปัสสาวะไม่ออก | เป็นภาวะฉุกเฉิน | ต้องผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมง | หมอนรองกระดูกที่เคลื่อนมีขนาดใหญ่ | รามาธิบดี |
| ขาขาดเลือดจากหลอดเลือดแดงตีบ | ปวดน่องเวลาเดิน ระยะทางค่อนข้างคงที่ | การใช้กล้ามเนื้อขา | หยุดพักเฉย ๆ อาการมักหายทันที | คลำชีพจรปลายเท้าไม่ได้ ปลายเท้าเย็น | รามาธิบดี |

ต้องเอกซเรย์หรือทำ MRI ทุกคนไหม?
คำตอบตามแนวทางสากลคือไม่ แนวทาง NG59 เรื่อง Low back pain and sciatica in over 16s ของ NICE ประเทศอังกฤษ เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 และปรับปรุงล่าสุดวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 ระบุว่าไม่ควรส่งตรวจภาพรังสีเป็นกิจวัตรในสถานพยาบาลที่ไม่ใช่หน่วยเฉพาะทาง และให้ส่งตรวจในหน่วยเฉพาะทางเฉพาะเมื่อผลน่าจะเปลี่ยนแผนการรักษา
เหตุผลทางคลินิกตรงกับเอกสารไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าการวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก และเอกซเรย์ธรรมดาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักปกติ เมื่อจำเป็นต้องดูจริง รามาธิบดีระบุว่า MRI เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัย เพราะเห็นหมอนรองกระดูกซึ่งเป็นเนื้อเยื่ออ่อนได้โดยตรง ส่วน CT scan เห็นกระดูกแต่ไม่เห็นหมอนรองกระดูก
การตรวจที่ทำได้ตั้งแต่ในห้องตรวจคือการยกขาตรง รามาธิบดีอธิบายว่าผู้ตรวจยกขาผู้ป่วยขึ้นโดยเหยียดเข่าไว้ตลอด คนปกติยกได้ถึง 90 องศาโดยไม่ปวดแปลบร้าวลงขา ถ้ามีการกดเบียดรากประสาทจะปวดแปลบร้าวลงขา และต้องบันทึกว่าให้ผลบวกที่กี่องศา
ดูแลตัวเองและบริหารอย่างไรจึงจะได้ผลจริง?
สิ่งแรกที่ต้องแก้คือความเชื่อว่าปวดหลังแล้วต้องนอนนิ่ง รามาธิบดีให้นอนพักเฉพาะช่วงที่ปวดรุนแรงซึ่งมักเป็นช่วง 2 ถึง 5 วันแรก เมื่อดีขึ้นควรเริ่มออกแรงบ้างเพื่อป้องกันการฝ่อของกล้ามเนื้อที่พยุงกระดูกสันหลัง แต่ยังไม่ให้ยกของหนัก โดยเฉพาะท่าก้มซึ่งทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนมากขึ้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ช่วงพักสั้นกว่าคือ 1 ถึง 3 วัน ส่วน NG59 ให้ส่งเสริมการกลับไปทำงานและทำกิจวัตรตามปกติ และพิจารณาโปรแกรมออกกำลังกายแบบกลุ่ม
ท่าบริหารที่โรงพยาบาลรัฐใช้สอนผู้ป่วย
เอกสารเรื่องอาการปวดหลังส่วนล่างและท่าบริหารของหน่วยตรวจและติดตามผลการรักษาออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลศิริราช ตรวจสอบเนื้อหาครั้งล่าสุดปี พ.ศ. 2565 ให้เป้าหมายไว้สามข้อ คือให้กล้ามเนื้อคลายตัวและแข็งแรง ลดอาการปวดและความตึง และทำให้กระดูกกับข้อเสื่อมช้าลง
- ท่ายืดกล้ามเนื้อสะโพก: นอนหงาย กอดเข่าข้างหนึ่งเข้าหาอก อีกข้างเหยียดไว้ ค้างนับ 1 ถึง 10 สลับสองข้าง ทำ 10 ครั้ง วันละ 3 ถึง 4 รอบ
- ท่าเกร็งหน้าท้อง: นอนหงายตั้งเข่า วางเท้าราบ แขม่วหน้าท้องกดหลังให้แนบพื้น ค้างนับ 1 ถึง 5 ทำ 10 ครั้งต่อรอบ วันละ 3 ถึง 4 รอบ
- ท่าสะพานโค้ง: นอนหงายชันเข่าสองข้าง ยกก้นให้ลอยพ้นพื้น เกร็งค้างนับ 1 ถึง 10 ทำซ้ำ 10 ครั้งต่อรอบ วันละ 3 ถึง 4 รอบ
- หลักป้องกันประจำวัน: เลี่ยงการยกของหนัก ไม่อยู่ในท่าเดิมนาน ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอแม้ยังไม่มีอาการปวดหลัง
ถ้าทำแล้วปวดร้าวลงขาชัดขึ้นหรือชามากขึ้น ให้หยุดและปรึกษาแพทย์ เพราะชุดท่านี้ออกแบบสำหรับอาการปวดหลังทั่วไป ไม่ได้แยกตามระดับที่รากประสาทถูกกด
สิ่งที่แนวทางบอกว่าไม่ควรใช้
ส่วนนี้มักสวนความคาดหวังของผู้ป่วยมากที่สุด NG59 ระบุชัดว่าไม่ควรใช้การดึงหลัง การฝังเข็ม อัลตราซาวด์ การกระตุ้นไฟฟ้าผ่านผิวหนัง กระแสอินเทอร์เฟอเรนเชียล เข็มขัดหรือชุดรัดพยุงหลัง แผ่นรองในรองเท้า และรองเท้าพื้นโค้ง ส่วนการรักษาด้วยมือ เช่น การดัด การขยับข้อต่อ หรือการนวด ให้ทำได้เฉพาะเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของชุดการรักษาที่มีการออกกำลังกายร่วมด้วย
องค์การอนามัยโลกออกแนวทางดูแลอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังชนิดปฐมภูมิฉบับแรกเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 2023 ซึ่งระบุ 14 วิธีที่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นกิจวัตร เพราะประเมินแล้วโทษที่อาจเกิดมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ ตัวอย่างที่ยกมาคือเข็มขัดและอุปกรณ์พยุงหลังส่วนเอว การดึงหลัง และยาโอปิออยด์ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้เกินขนาดและการติดยา
ยาที่ใช้ได้และยาที่แนวทางบอกว่าไม่ควรให้
สำหรับอาการปวดร้าวลงขาโดยเฉพาะ NG59 ระบุตั้งแต่ฉบับปรับปรุงปี ค.ศ. 2020 ว่าไม่ควรให้ยากลุ่มกาบาเพนตินอยด์ ยากันชักชนิดอื่น สเตียรอยด์ชนิดรับประทาน และเบนโซไดอะซีปีน เพราะโดยรวมไม่มีหลักฐานว่าได้ประโยชน์แต่มีหลักฐานว่าเกิดโทษ และไม่ควรให้โอปิออยด์สำหรับอาการปวดร้าวลงขาเรื้อรัง ส่วนยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ให้ใช้ขนาดต่ำสุดที่ได้ผลในระยะสั้นที่สุด โดยพิจารณาพิษต่อทางเดินอาหาร ตับ หัวใจและไต รวมถึงอายุของผู้ป่วย
ปวดหลังร้าวลงขาต้องผ่าตัดไหม และผ่าเมื่อไหร่?
ตัวเลขจากทั้งสองสถาบันตรงกันว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด รามาธิบดีระบุว่าผู้ป่วยหมอนรองกระดูกเคลื่อนประมาณ 90% ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ตัวเลขเดียวกันและเสริมว่า ในกลุ่มที่ไม่ผ่าตัด 25% หายจากโรค และ 36% ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมแล้วอย่างน้อย 60% ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
เรื่องจังหวะเวลา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าช่วงเวลาที่ควรใช้ตัดสินใจคือประมาณ 3 เดือน ยกเว้นกลุ่มอาการ Cauda equina ที่รอไม่ได้ ส่วนรามาธิบดีให้ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดไว้สี่ข้อ คือปวดรุนแรงมากและรักษาโดยไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ มีกลุ่มอาการ Cauda equina ซึ่งต้องผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมง และรักษาโดยไม่ผ่าตัดมาแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์แต่ยังปวดจนรบกวนชีวิตประจำวันมาก
NG59 ให้พิจารณาการผ่าตัดคลายการกดทับเมื่อการรักษาโดยไม่ผ่าตัดไม่ทำให้อาการปวดหรือการใช้งานดีขึ้น และผลตรวจภาพสอดคล้องกับอาการ แนวทางยังกำหนดว่าไม่ควรให้ค่าดัชนีมวลกาย การสูบบุหรี่ หรือความทุกข์ทางจิตใจ มีอิทธิพลต่อการส่งต่อเพื่อรับความเห็นจากศัลยแพทย์ ส่วนการฉีดยาชาร่วมกับสเตียรอยด์เข้าช่องเหนือเยื่อดูรา ให้พิจารณาในผู้ที่ปวดร้าวลงขาแบบเฉียบพลันและรุนแรง แต่ไม่ให้ใช้กับอาการ neurogenic claudication ในผู้ที่มีโพรงกระดูกสันหลังส่วนกลางตีบ
ด้านเทคนิค รามาธิบดีระบุว่าปัจจุบันมีตั้งแต่การผ่าตัดโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ ไปจนถึงการสอดกล้องเข้าไปที่ตำแหน่งที่หมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งแผลเล็กเพียง 8 มิลลิเมตร ส่วนผลระยะยาวที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สรุปไว้คือ กลุ่มที่ผ่าตัดดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ไม่ผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญในปีแรก แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญที่ปีที่ 4 และไม่แตกต่างกันหลังจาก 4 ปีขึ้นไป นั่นแปลว่าการผ่าตัดซื้อความเร็วในการหายปวด ไม่ได้ซื้อผลลัพธ์ที่ดีกว่าในระยะยาวเสมอไป
คำถามที่พบบ่อย
ปวดหลังร้าวลงขาเกิดจากอะไรมากที่สุด?
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าราว 85% เกิดจากหมอนรองกระดูกเอวเคลื่อนทับเส้นประสาท ที่เหลือมาจากกระดูกงอก โพรงกระดูกแคบลง กระดูกสันหลังเคลื่อน ถุงน้ำ หรือกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสที่อักเสบ
ปวดหลังร้าวลงขาข้างเดียวผิดปกติไหม?
เป็นรูปแบบปกติของหมอนรองกระดูกเคลื่อน เพราะหมอนรองกระดูกมักปลิ้นออกด้านข้างแล้วกดรากประสาทฝั่งนั้นข้างเดียว สิ่งที่ต้องระวังกว่าคือปวดลงขาสองข้างพร้อมชาและอ่อนแรงสองข้าง
อาการแบบไหนต้องไปห้องฉุกเฉินทันที?
ชารอบทวารหนักหรืออวัยวะเพศ กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ และขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง รามาธิบดีระบุว่ากลุ่มอาการนี้ต้องผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันความพิการถาวร
ปวดร้าวลงขากับปวดขาเวลาเดินต่างกันอย่างไร?
ปวดร้าวลงขาตามแนวเส้นประสาทเกิดจากโพรงด้านข้างตีบแคบ ส่วนปวดหนักขาเวลาเดินจนต้องนั่งก้มตัวจึงเดินต่อได้ เกิดจากโพรงส่วนกลางตีบ แยกกันได้จากท่าที่ทำให้อาการดีขึ้น
ต้องทำ MRI ทุกคนไหม?
ไม่ NG59 ของ NICE ระบุว่าไม่ควรส่งตรวจภาพรังสีเป็นกิจวัตรในสถานพยาบาลทั่วไป และให้ตรวจเฉพาะเมื่อผลน่าจะเปลี่ยนแผนการรักษา
นอนพักนาน ๆ ช่วยให้หายเร็วขึ้นไหม?
ไม่ รามาธิบดีให้นอนพักเฉพาะช่วงปวดรุนแรงซึ่งมักเป็น 2 ถึง 5 วันแรก แล้วให้เริ่มออกแรงบ้างเพื่อป้องกันกล้ามเนื้อฝ่อ ส่วน NG59 ให้ส่งเสริมการกลับไปทำงาน
ใส่เข็มขัดพยุงหลังตลอดวันดีไหม?
ไม่ควร NG59 ระบุว่าไม่ควรใช้เข็มขัดหรือชุดรัดพยุงหลัง ส่วนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าถ้าจะใช้ ควรใช้ราว 1 ถึง 2 สัปดาห์ในช่วงปวดเฉียบพลันเท่านั้น
การดึงหลังหรือฝังเข็มช่วยได้ไหม?
NG59 ระบุว่าไม่ควรใช้การดึงหลังและการฝังเข็มกับอาการปวดหลังส่วนล่างไม่ว่าจะร้าวลงขาหรือไม่ องค์การอนามัยโลกก็จัดการดึงหลังไว้ในกลุ่มที่ไม่แนะนำ
กินยาแก้ปวดตัวไหนได้บ้าง?
ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้เลือกให้ NG59 ระบุว่าไม่ควรให้กาบาเพนตินอยด์ ยากันชักอื่น สเตียรอยด์ชนิดกิน และเบนโซไดอะซีปีน ส่วนยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ให้ใช้ขนาดต่ำสุดในระยะสั้นที่สุด
ปวดมาสองเดือนแล้ว ต้องผ่าตัดไหม?
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่าช่วงเวลาที่ควรใช้ตัดสินใจคือประมาณ 3 เดือน ยกเว้นกลุ่มอาการ Cauda equina ส่วนรามาธิบดีให้ข้อบ่งชี้เมื่อกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือรักษาแบบไม่ผ่าตัดมาแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์แต่ยังปวดจนรบกวนชีวิตมาก
ตัวเลขและคำแนะนำทั้งหมดมาจากเอกสารที่อ้างอิงไว้ท้ายบทความ ตามที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 แนวทางและตัวเลขผลลัพธ์มีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้อ่านควรยืนยันกับแพทย์ผู้ดูแลก่อนตัดสินใจ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยและไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
สรุปอาการปวดร้าวลงขาที่รอได้และที่รอไม่ได้
ถ้าอาการเพิ่งเริ่มและยังไม่มีสัญญาณอันตราย ให้จดสองอย่างไว้ก่อนไปพบแพทย์ คืออาการร้าวไปสุดที่ตรงไหนของขา และท่าไหนที่ทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง สองบรรทัดนี้ช่วยให้แพทย์แยกได้เร็วขึ้นว่าเป็นรากประสาทถูกกด โพรงกระดูกสันหลังตีบ หรือกล้ามเนื้อ ระหว่างรอนัดให้เคลื่อนไหวเท่าที่ทำได้ เลี่ยงท่าก้มยกของ และเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30 นาที
แหล่งอ้างอิง
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: ปวดสะโพกร้าวลงขา หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทจริงหรือไม่
- หน่วยประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี: เอกสารเรื่อง Back pain
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: เอกสารคำสอนกระบวนวิชาออร์โธปิดิกส์ พ.วป.607 ปวดหลังและปวดคอ
- หน่วยตรวจและติดตามผลการรักษาออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลศิริราช: อาการปวดหลังส่วนล่างและท่าบริหาร (Low Back Pain) ตรวจสอบเนื้อหาปี พ.ศ. 2565
- NICE: Low back pain and sciatica in over 16s (NG59) Recommendations ปรับปรุง 29 กรกฎาคม ค.ศ. 2026
- WHO: WHO releases guidelines on chronic low back pain (7 ธันวาคม ค.ศ. 2023)


