สังคมไทยเพราะเหตุใดจึงต้องมีการประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พร้อมตัวอย่าง

เพราะเหตุใดจึงต้องมีการประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พร้อมตัวอย่าง

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: ต้องประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะหลักฐานทุกชิ้นอาจเป็นของปลอม ทำขึ้นทีหลัง บันทึกผิด หรือเขียนด้วยอคติของผู้บันทึก ถ้านำไปใช้โดยไม่ตรวจก่อน ข้อสรุปที่ได้ก็ผิดตาม การประเมินทำสองชั้น คือวิพากษ์ภายนอกเพื่อดูว่าหลักฐานเป็นของแท้และมาจากยุคที่อ้างหรือไม่ แล้ววิพากษ์ภายในเพื่อดูว่าเนื้อหาเชื่อถือได้แค่ไหน

เหตุที่ต้องมีการประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์คือ หลักฐานไม่ได้บอกความจริงเสมอไป บางชิ้นอาจทำปลอมหรือทำขึ้นภายหลังยุคที่อ้าง บางชิ้นผู้บันทึกไม่ได้เห็นเหตุการณ์เอง หรือเขียนเพื่อยกย่องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นักประวัติศาสตร์จึงต้องตรวจทั้งความแท้ของตัวหลักฐานและความน่าเชื่อถือของเนื้อหาก่อนนำมาตีความ มิฉะนั้นเรื่องราวในอดีตที่เรียบเรียงออกมาจะคลาดเคลื่อนจากความจริง

ประเด็นสำคัญ

  • การประเมินคุณค่าหลักฐาน หรือวิพากษ์วิธี มี 2 แบบ คือวิพากษ์ภายนอก (ตรวจความแท้) และวิพากษ์ภายใน (ตรวจเนื้อหา)
  • สื่อการเรียนรู้ที่เปิดดูได้ทุกฉบับแบ่งวิธีการทางประวัติศาสตร์เป็น 5 ขั้นตอน แต่ตั้งชื่อต่างกัน ส่วนใหญ่วางการประเมินหลักฐานไว้ขั้นที่ 3
  • หลักฐานชั้นต้นก็ต้องประเมิน ไม่ใช่เชื่อได้ทันทีเพียงเพราะร่วมสมัยกับเหตุการณ์
  • ศิลาจารึกหลักที่ 1 ถูกตั้งคำถามเรื่องความแท้ตั้งแต่ปี 1987 (พ.ศ. 2530) และถูกตรวจทางวิทยาศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. 2532 ถึง 2534
  • ผลตรวจสรุปเพียงว่าไม่น่าทำในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้วิจัยเขียนเองว่าไม่ได้ยืนยันว่าทำในสมัยพ่อขุนรามคำแหง

เพราะเหตุใดจึงต้องมีการประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์?

คำตอบสั้นที่สุดคือ เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในอดีต สิ่งที่มีคือร่องรอยที่เหลือมาถึงวันนี้ เช่น จารึก เอกสาร พงศาวดาร และโบราณวัตถุ ซึ่งคนทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์ มีข้อจำกัดในการรับรู้ และบางครั้งถูกคัดลอกต่อกันหลายทอดจนผิดเพี้ยน การใช้หลักฐานโดยไม่ตรวจจึงเหมือนเชื่อข่าวที่ส่งต่อกันมาโดยไม่ดูว่าใครเขียนและเขียนเพื่ออะไร

บทเรียนวิชาประวัติศาสตร์ของ TruePlookpanya สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 6 สิงหาคม 2564 เขียนหมายเหตุไว้ตรงไปตรงมาว่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ได้จากการตีความหลักฐานไม่ได้ให้ความแน่นอนอย่างสมบูรณ์ เมื่อความรู้เรื่องอดีตไม่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ทำได้คือลดโอกาสผิด ด้วยการคัดหลักฐานที่ไม่แท้หรือไม่น่าเชื่อถือออกก่อน

นิยาม: การประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หรือวิพากษ์วิธี คือขั้นตอนตรวจสอบหลักฐานก่อนนำไปใช้ แบ่งเป็นการวิพากษ์ภายนอก ซึ่งตรวจว่าตัวหลักฐานเป็นของแท้ ทำขึ้นในสมัยที่อ้างจริงหรือไม่ และการวิพากษ์ภายใน ซึ่งตรวจว่าข้อความหรือข้อมูลในหลักฐานถูกต้องและน่าเชื่อถือเพียงใด

เหตุผลที่หลักฐานอาจพาเราไปผิดทาง

  • หลักฐานอาจไม่แท้: ของที่อ้างว่าเก่าอาจทำขึ้นภายหลัง หรือเป็นสำเนาที่คัดลอกผิด
  • ผู้บันทึกอาจไม่ได้เห็นเอง: ข้อความที่ได้ยินต่อมาย่อมคลาดเคลื่อนได้มากกว่าคำของผู้อยู่ในเหตุการณ์
  • ผู้บันทึกอาจมีเจตนา: หลักฐานบางชิ้นทำขึ้นเพื่อยกย่องผู้ปกครองหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงเล่าเฉพาะด้านที่ดี
  • ภาษาเปลี่ยนความหมาย: คำเดียวกันอาจแปลต่างกันในแต่ละยุค

ข้อสุดท้ายมีตัวอย่างชัดเจนจากการบรรยายของ อ. เทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ในงานเสวนาที่หอสมุดแห่งชาติเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ซึ่งนิตยสารศิลปวัฒนธรรมสรุปไว้ อ. เทิมยกตัวอย่างว่าคำว่า “แพ้” ในอดีตแปลว่าชนะ และย้ำว่าคำใดอ่านไม่ออกให้ละไว้ ไม่เดาเอาเอง เช่น ถ้าอักษรหายไป 10 ตัวก็ใส่จุด 10 จุด นี่คือวินัยพื้นฐานของการวิพากษ์ภายใน

หลักฐานชั้นต้นกับหลักฐานชั้นรองต่างกันอย่างไรในการประเมินคุณค่า?

หลักฐานชั้นต้นคือหลักฐานร่วมสมัยกับเหตุการณ์ บันทึกโดยผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รู้เห็นโดยตรง ส่วนหลักฐานชั้นรองคือหลักฐานที่เรียบเรียงภายหลัง หรือทำโดยคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง สื่อการสอน DLTV วิชาประวัติศาสตร์ ส21102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นิยามไว้ว่าหลักฐานชั้นต้นมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นจริง โดยผู้ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์โดยตรงหรือผู้ที่รู้เหตุการณ์ด้วยตนเอง ส่วนหลักฐานชั้นรองเกิดจากการเรียบเรียง วิเคราะห์ และตีความจากหลักฐานชั้นต้น หรือมาจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง และยกตัวอย่างว่าพงศาวดารและตำนานจัดเป็นหลักฐานชั้นรอง

บทเรียนของ TruePlookpanya ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ยกตัวอย่างหลักฐานชั้นต้นไว้ ได้แก่ เอกสารลับ เอกสารที่เปิดเผย กฎหมาย ประกาศ สุนทรพจน์ และการรายงานข่าวของผู้รู้เห็น ส่วนหลักฐานชั้นรองคือผลงานของนักประวัติศาสตร์หรือหนังสือประวัติศาสตร์

สื่อ DLTV ยังแบ่งหลักฐานตามรูปแบบเป็นลายลักษณ์อักษรกับไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น คำบอกเล่า โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ตัวอย่างในบทเรียนคือประติมากรรมสำริด Golden Boy รูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ศิลปะเขมรแบบพิมาย ซึ่งจัดเป็นหลักฐานชั้นต้นที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะสร้างขึ้นในสมัยนั้น

หลักฐานชั้นต้นก็ต้องประเมิน

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าหลักฐานชั้นต้นเชื่อได้เลย ความจริงคือทั้งสองชั้นต้องผ่านการประเมิน หลักฐานชั้นต้นอาจเขียนโดยคนที่มีส่วนได้เสีย และสิ่งที่อ้างว่าเป็นหลักฐานร่วมสมัยอาจไม่ได้ทำขึ้นในยุคนั้นจริง ซึ่งเป็นคำถามเดียวกับกรณีศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านล่าง

การวิพากษ์ภายนอกกับการวิพากษ์ภายในต่างกันอย่างไร?

ต่างกันที่สิ่งที่ถูกตรวจ การวิพากษ์ภายนอกตรวจตัวหลักฐาน ส่วนการวิพากษ์ภายในตรวจเนื้อหาในหลักฐาน บทเรียน TruePlookpanya ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 อธิบายว่าการวิพากษ์ภายนอกคือการตรวจสอบหลักฐานจากรูปลักษณ์ทางกายภาพ ส่วนการวิพากษ์ภายในคือการนำหลักฐานที่ผ่านการวิพากษ์ภายนอกแล้วมาพิจารณาอีกรอบ ขณะที่บทเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของผู้เรียบเรียงคนเดียวกันเขียนว่า การวิพากษ์ภายนอกคือการประเมินจากลักษณะภายนอกเพื่อตรวจสอบความเป็นของแท้ และการวิพากษ์ภายในคือการประเมินจากข้อมูลภายใน เช่น ชื่อบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ ว่าตรงกับช่วงเวลาที่หลักฐานนั้นทำขึ้นหรือไม่

การวิพากษ์ภายนอก: หลักฐานชิ้นนี้แท้หรือไม่

คำถามหลักคือ หลักฐานชิ้นนี้ทำขึ้นเมื่อไร ใครทำ และวัสดุกับเทคนิคตรงกับยุคที่อ้างหรือไม่ เช่น ถ้าเอกสารที่อ้างว่าเขียนในสมัยอยุธยาใช้กระดาษหรือหมึกที่เพิ่งมีในยุคหลัง ก็ย่อมไม่ใช่ของสมัยอยุธยา ในงานวิชาการอาจใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ช่วย เช่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ดูผิววัสดุ ซึ่งเคยใช้กับศิลาจารึกหลักที่ 1

การวิพากษ์ภายใน: เนื้อหาเชื่อได้แค่ไหน

เมื่อรู้แล้วว่าหลักฐานแท้ ก็ต้องถามต่อว่าสิ่งที่เขียนไว้ถูกต้องหรือไม่ ผู้บันทึกอยู่ในเหตุการณ์หรือได้ยินมา เขียนเพื่อใคร ข้อความขัดกันเองหรือขัดกับหลักฐานอื่นหรือไม่ และภาษา ตัวสะกด หรือถ้อยคำที่ใช้ตรงกับยุคนั้นหรือเปล่า จุดที่น่าสนใจคือบางครั้งการวิพากษ์ภายในก็ย้อนกลับไปตั้งคำถามเรื่องความแท้ได้เหมือนกัน เช่น ถ้าอักขรวิธีในจารึกแตกต่างจากจารึกร่วมสมัยทั้งหมด ก็เป็นสัญญาณให้ตรวจว่าจารึกนั้นทำขึ้นในยุคที่อ้างจริงหรือไม่

วิธีการทางประวัติศาสตร์มีกี่ขั้นตอน และการประเมินคุณค่าหลักฐานอยู่ขั้นใด?

สื่อการเรียนรู้ทุกฉบับที่เราเปิดดูตอบตรงกันว่ามี 5 ขั้นตอน แต่ชื่อของแต่ละขั้นไม่เหมือนกัน นี่เป็นสาเหตุที่นักเรียนหลายคนงงเมื่อเจอข้อสอบที่ใช้ชื่อขั้นตอนต่างจากหนังสือที่ตัวเองเรียน ตารางด้านล่างเทียบชื่อขั้นตอนจาก 4 แหล่งที่เปิดตรวจได้ โดยแต่ละแหล่งเขียนสำหรับระดับชั้นที่ระบุไว้

ขั้นที่TruePlookpanya ม.3 (2564)TruePlookpanya ม.2 (2564)สื่อ DLTV ม.1 วิชา ส21102วุฒิชัย มูลศิลป์ (2551) อ้างในวารสารนวัตกรรมทางการศึกษา
1การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษาตั้งประเด็นคำถามการกำหนดประเด็นปัญหาหรือหัวข้อในการศึกษาการกำหนดหัวข้อที่สนใจ
2การรวบรวมหลักฐานค้นคว้าหาหลักฐานการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลการรวบรวมหลักฐาน
3การประเมินคุณค่าของหลักฐานประเมินคุณค่าหลักฐาน (วิพากษ์วิธี)การจัดระบบข้อมูลการตรวจสอบหลักฐาน
4การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูลจัดลำดับและร้อยเรียงข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลการตีความหลักฐาน
5การเรียบเรียงหรือการนำเสนอตีความและนำเสนอข้อมูลการเรียบเรียงและนำเสนอการเรียบเรียงและนำเสนอข้อมูล
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ฟ้อน ไอ ตี

จากตาราง 3 ใน 4 แหล่งวางการตรวจหลักฐานไว้ที่ขั้นที่ 3 จะเรียกว่าการประเมินคุณค่าหรือการตรวจสอบหลักฐานก็คืองานเดียวกัน ส่วนสื่อ DLTV ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไม่ได้แยกชื่อขั้นนี้ แต่ใบงานในขั้นที่ 2 ถึง 4 ให้นักเรียนระบุว่าหลักฐานแต่ละชิ้นเป็นชั้นต้นหรือชั้นรอง และให้ข้อมูลอะไร

เวลาทำข้อสอบในโรงเรียนให้ยึดชื่อขั้นตอนตามหนังสือเรียนของตัวเอง และจำลำดับร่วมไว้ว่า ตั้งคำถาม หาหลักฐาน ตรวจหลักฐาน ตีความ แล้วจึงนำเสนอ

อินโฟกราฟิกสรุป เพราะเหตุใดจึงต้องมีการประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พร้อมตัวอย่าง
สรุปเป็นภาพ: เพราะเหตุใดจึงต้องมีการประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พร้อมตัวอย่าง

ศิลาจารึกหลักที่ 1 ถูกประเมินคุณค่าหลักฐานอย่างไรบ้าง?

ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นกรณีศึกษาของไทยที่แสดงให้เห็นว่าทำไมหลักฐานสำคัญที่สุดก็ยังต้องผ่านการประเมิน ข้อมูลจาก Wikipedia ภาษาอังกฤษระบุว่าเจ้าฟ้ามงกุฎ ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพบจารึกนี้ในปี ค.ศ. 1833 (พ.ศ. 2376) ระหว่างเสด็จไปสุโขทัย ตามขนบกำหนดอายุจารึกไว้ที่ ค.ศ. 1292 ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลกของ UNESCO ในปี ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546)

คำถามที่ถกกันคือจารึกทำขึ้นเมื่อไรและโดยใคร Wikipedia ระบุว่า Michael Vickery เสนอบทความตั้งคำถามถึงความแท้ของจารึกในการประชุมวิชาการไทยศึกษานานาชาติที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1987 และในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1988 พิริยะ ไกรฤกษ์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะ เสนอว่าจารึกอาจทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ข้อถกเถียงนี้ยังไม่ได้ข้อยุติเด็ดขาด เราจึงใช้กรณีนี้ดูวิธีประเมินหลักฐาน ไม่ได้ตัดสินแทนนักวิชาการ

ฝั่งวิพากษ์ภายใน: อักขรวิธีที่ไม่เหมือนจารึกร่วมสมัย

จุดที่ถูกตั้งข้อสังเกตมากคืออักขรวิธี บทความของพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2532 อธิบายว่าจารึกหลักที่ 1 วางรูปสระและพยัญชนะไว้ในบรรทัดเดียวกันทั้งหมด แม้สระที่ปกติอยู่ข้างบนหรือข้างล่างพยัญชนะ ซึ่งไม่ใช่แบบแผนของไทยหรือของเพื่อนบ้านร่วมสมัย จึงทำให้ผู้ศึกษาบางท่านสงสัยว่าจารึกอาจทำขึ้นในสมัยหลังโดยผู้ที่รู้จักอักษรโรมัน

แต่การวิพากษ์ภายในไม่ได้หยุดที่ข้อสงสัย ผู้เขียนคนเดียวกันไปค้นที่หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ โดยมีคุณเทิม มีเต็ม ชี้ให้ดูว่าจารึกหลักที่ 3 ซึ่งทำขึ้นหลัง พ.ศ. 1900 ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท และจารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ซึ่งเล่าเรื่องพระสุมนะเถรที่พระมหาธรรมราชาลิไทส่งขึ้นไปเมื่อ พ.ศ. 1912 ต่างมีการเขียนสระอีและสระอืแบบสระลอยวางหน้าพยัญชนะในบรรทัดเดียวกัน คล้ายรูปที่พบในจารึกหลักที่ 1 พิเศษจึงไม่เห็นด้วยกับฝ่ายที่ว่าจารึกทำในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นผู้ทำ และเสนอว่าน่าจะทำขึ้นในสมัยสุโขทัยเอง

ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนในบทความที่ศิลปวัฒนธรรมเผยแพร่ออนไลน์เมื่อ 2 กันยายน 2564 ว่านักปราชญ์ส่วนใหญ่เห็นว่าข้อความตอนต้นพ่อขุนรามคำแหงโปรดให้จารึก ส่วนตอนท้ายทำภายหลัง แต่ท่านเห็นว่าทั้งหลักทำขึ้นหลังรัชกาลนั้นเพื่อสรรเสริญความรุ่งเรืองของสุโขทัย ซึ่งเป็นคำถามเรื่องเจตนาของผู้ทำหลักฐาน

ฝั่งวิพากษ์ภายนอก: การตรวจด้วยวิธีวิทยาศาสตร์

บทความของชัชวาล ปุญปัน ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2547 สรุปงานวิจัย “การตรวจพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์” ของนักวิทยาศาสตร์จากกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ร่วมกับกองวิเคราะห์ กรมทรัพยากรธรณี งานนี้เริ่มวิจัยตั้งแต่ปี 2532 และตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ปีที่ 34 เล่มที่ 2 พ.ศ. 2534 หน้า 87 ถึง 103

ผู้วิจัยเปรียบเทียบริ้วรอยการสึกกร่อนและองค์ประกอบทางเคมีที่ผิวหินของจารึกหลักที่ 1 กับวัตถุหินทรายแป้งแบบเดียวกัน เช่น จารึกหลักที่ 3 หลักที่ 45 และพระแท่นมนังคศิลาบาตร ผลวิเคราะห์ธาตุพบว่าผิวด้านที่สัมผัสอากาศของทั้ง 4 หลักมีซิลิกอนสูงกว่าด้านในราว 3 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ อะลูมิเนียมต่ำกว่าราว 2 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และแคลเซียมต่ำกว่าราว 3 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ข้อสรุปของงานวิจัยคือดูจะเป็นไปไม่ได้ที่จารึกหลักที่ 1 ถูกทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นหรือสมัยรัชกาลที่ 4

ประโยคที่มักถูกมองข้ามคือ ผู้วิจัยเขียนต่อว่าผลนี้ไม่ได้ยืนยันว่าจารึกทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง อาจเป็นช่วงใดก็ได้ในสมัยสุโขทัย และวิธีนี้ไม่ได้กำหนดอายุจารึกโดยตรง Wikipedia ระบุงานนี้เป็นปี 1990 ต่างจากบทความภาษาไทยเล็กน้อย เราอ้างตามบทความภาษาไทยซึ่งระบุเลขเล่มและหน้าของต้นฉบับไว้

การประเมินหลักฐานของการประเมินหลักฐาน

ชัชวาลตั้งข้อสงสัยต่องานนี้หลายข้อ เช่น ยังไม่มีจารึกหินทรายแป้งสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมาเป็นตัวเทียบ ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนใช้กำลังขยายไม่เท่ากัน คือ 3,500 เท่ากับ 1,000 เท่า และจารึกหลักที่ 45 เพิ่งถูกขุดพบใต้ดินที่วัดมหาธาตุ สุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2499 แต่ค่าที่วัดได้กลับใกล้เคียงกับหลักที่อยู่บนดินมานาน เขาจึงเห็นว่าช่วง 2 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์กว้างเกินกว่าจะแยกความต่างได้

บทเรียนจากกรณีนี้คือ งานวิจัยที่ใช้ตรวจหลักฐานก็ต้องถูกตรวจซ้ำ และข้อสรุปที่ดีต้องพูดเท่าที่หลักฐานรองรับ

ปีผู้เสนอหรือหน่วยงานประเภทการประเมินประเด็นหลัก
ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530)Michael Vickeryตั้งคำถามเรื่องความแท้เสนอบทความในการประชุมไทยศึกษานานาชาติที่ออสเตรเลีย
ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531)พิริยะ ไกรฤกษ์ตั้งคำถามเรื่องยุคที่ทำเสนอว่าจารึกอาจทำในสมัยรัชกาลที่ 4
พ.ศ. 2532พิเศษ เจียจันทร์พงษ์วิพากษ์ภายใน (อักขรวิธี)สระลอยพบในจารึกสมัยลิไทด้วย เห็นว่าทำในสมัยสุโขทัย
พ.ศ. 2532 ถึง 2534กรมศิลปากร ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณีวิพากษ์ภายนอก (วิทยาศาสตร์)ไม่น่าทำในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นสมัยพ่อขุนรามคำแหง
พ.ศ. 2546UNESCOขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลกข้อถกเถียงกลับมาในหน้าหนังสือพิมพ์เดือนกันยายน 2546
พ.ศ. 2547ชัชวาล ปุญปันตรวจสอบวิธีวิจัยซ้ำชี้ข้อจำกัดของการเทียบผิวหินและตัวเทียบ

ขั้นตอนไหนของวิธีการทางประวัติศาสตร์สำคัญที่สุด?

ไม่มีเอกสารทางการฉบับใดที่เราเปิดดูได้ระบุว่าขั้นตอนใดสำคัญที่สุด ถ้าข้อสอบในโรงเรียนถามข้อนี้ คำตอบที่ถูกต้องขึ้นกับหนังสือเรียนหรือเฉลยของครูผู้ออกข้อสอบ เราจึงไม่ขอเสนอคำตอบของเราเป็นเฉลย

สิ่งที่ตอบได้จากหลักการคือ ทั้ง 5 ขั้นต้องทำครบและต่อเนื่องกัน แต่ขั้นประเมินคุณค่าหลักฐานมีบทบาทเฉพาะที่ขั้นอื่นทำแทนไม่ได้ คือเป็นจุดเดียวที่หลักฐานปลอมหรือข้อมูลคลาดเคลื่อนถูกคัดออกก่อนจะกลายเป็นข้อสรุป ถ้าข้ามขั้นนี้ไป การตีความและการเขียนที่ดีแค่ไหนก็สร้างอยู่บนฐานที่ไม่มั่นคง นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนมองว่าขั้นนี้เป็นหัวใจของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นความเห็น ไม่ใช่ข้อกำหนดของหลักสูตร

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  การ เจริญ พระพุทธ มนต์ มี วัตถุประสงค์ ใด

การประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์เรียนในชั้นใด และฝึกด้วยคำถามอะไร?

จากสื่อที่เปิดดูได้ เรื่องวิธีการทางประวัติศาสตร์ปรากฏในหลายระดับชั้น สื่อ DLTV วิชาประวัติศาสตร์ ส21102 ใช้สอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ดินแดนไทยสมัยก่อนสุโขทัย โดยให้นักเรียนกลุ่มละ 4 ถึง 5 คนศึกษาหลักฐานเมืองศรีเทพ ส่วน TruePlookpanya มีบทเรียนเรื่องนี้ทั้งระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 และปีที่ 3 และในระดับประถม มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารนวัตกรรมทางการศึกษา ปี 2569 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 14 คน โดยผู้วิจัยระบุว่าออกแบบตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560

ถ้าอยากเห็นหลักฐานประเภทต่าง ๆ ในบริบทจริง ลองอ่านเรื่อง สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนไทย ซึ่งอาศัยหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเกือบทั้งหมด เทียบกับ อาณาจักรโยนกเชียงแสน ที่เรื่องราวส่วนใหญ่มาจากตำนาน ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นรองที่ต้องวิพากษ์อย่างระมัดระวัง หรือดูตัวอย่างจากต่างประเทศใน ขงจื๊อศึกษาได้จากหลักฐานใด

คำถามที่ใช้ประเมินหลักฐานได้ทุกชิ้น

เราเรียบเรียงคำถามชุดนี้จากนิยามการวิพากษ์ภายนอกและภายในข้างต้น

  • ใครทำ และทำเมื่อไร: รู้ตัวผู้ทำและช่วงเวลาหรือไม่
  • ตัวหลักฐานแท้หรือเป็นสำเนา: วัสดุ ลายมือ ตัวอักษร และอักขรวิธีตรงกับยุคที่อ้างหรือไม่
  • ผู้ทำอยู่ในเหตุการณ์หรือได้ยินมา: ช่วยแยกว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นหรือชั้นรอง
  • ทำขึ้นเพื่ออะไร: เพื่อบันทึก เพื่อยกย่อง เพื่อประกาศ หรือเพื่อโต้แย้งฝ่ายอื่น
  • ชื่อคน สถานที่ และเหตุการณ์ตรงกับยุคหรือไม่: ถ้ามีชื่อที่เกิดขึ้นทีหลัง หลักฐานนั้นย่อมทำขึ้นทีหลัง
  • ตรงกับหลักฐานอื่นหรือไม่: หลักฐานหลายชิ้นจากหลายฝ่ายที่เล่าตรงกันน่าเชื่อถือกว่า

ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากแหล่งที่ระบุด้านล่าง ณ วันที่ตรวจสอบ 30 กันยายน 2569 ชื่อขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์อาจต่างกันตามหนังสือเรียนแต่ละสำนักพิมพ์ โปรดยึดหนังสือเรียนและคำอธิบายของครูผู้สอนเป็นหลักเมื่อทำข้อสอบ บทความนี้ไม่ใช่เฉลยข้อสอบทางการ และไม่ได้ตัดสินข้อถกเถียงทางวิชาการเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1

คำถามที่พบบ่อย

เพราะเหตุใดจึงต้องประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์?

เพราะหลักฐานอาจปลอม ทำขึ้นภายหลัง บันทึกผิด หรือมีอคติ การประเมินช่วยคัดหลักฐานที่ไม่แท้หรือไม่น่าเชื่อถือออกก่อนนำไปตีความ

การวิพากษ์ภายนอกกับการวิพากษ์ภายในต่างกันยังไง?

การวิพากษ์ภายนอกตรวจตัวหลักฐานว่าแท้และทำขึ้นในยุคที่อ้างหรือไม่ ส่วนการวิพากษ์ภายในตรวจเนื้อหาว่าถูกต้องและน่าเชื่อถือแค่ไหน โดยทั่วไปทำการวิพากษ์ภายนอกก่อน

หลักฐานชั้นต้นกับชั้นรองต่างกันยังไง?

หลักฐานชั้นต้นบันทึกโดยผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในสมัยนั้น ส่วนหลักฐานชั้นรองเรียบเรียงภายหลังหรือโดยผู้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น พงศาวดาร ตำนาน และหนังสือประวัติศาสตร์

วิธีการทางประวัติศาสตร์มีกี่ขั้นตอน?

มี 5 ขั้นตอนในทุกแหล่งที่เราตรวจ แต่ชื่อขั้นต่างกันเล็กน้อย เช่น ฉบับ TruePlookpanya ม.3 คือ กำหนดหัวเรื่อง รวบรวมหลักฐาน ประเมินคุณค่าหลักฐาน วิเคราะห์สังเคราะห์ และเรียบเรียงนำเสนอ

การประเมินคุณค่าหลักฐานอยู่ขั้นที่เท่าไร?

ส่วนใหญ่อยู่ขั้นที่ 3 บางฉบับเรียกว่าการตรวจสอบหลักฐาน ส่วนสื่อ DLTV ระดับ ม.1 ไม่ได้แยกชื่อขั้นนี้ แต่ให้นักเรียนจำแนกและตรวจหลักฐานในขั้นที่ 2 ถึง 4

ขั้นตอนไหนสำคัญที่สุด?

ไม่มีเอกสารทางการที่เราเปิดดูได้ระบุไว้ ทุกขั้นจำเป็น แต่ขั้นประเมินคุณค่าหลักฐานเป็นจุดที่คัดข้อมูลผิดออก ซึ่งเป็นความเห็น ไม่ใช่เฉลยทางการ

หลักฐานชั้นต้นเชื่อได้ทันทีเลยไหม?

ไม่ได้ เพราะผู้บันทึกอาจมีส่วนได้เสีย และสิ่งที่อ้างว่าร่วมสมัยอาจไม่ได้ทำขึ้นในยุคนั้นจริง

ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของปลอมหรือไม่?

ยังไม่มีข้อยุติเด็ดขาด งานตรวจทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ปี 2534 สรุปว่าไม่น่าทำในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ผู้วิจัยระบุเองว่าไม่ได้ยืนยันว่าทำในสมัยพ่อขุนรามคำแหง

ใครเป็นผู้พบศิลาจารึกหลักที่ 1?

เจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ 4 ทรงพบที่สุโขทัยในปี ค.ศ. 1833 หรือ พ.ศ. 2376

ทำไมอักขรวิธีของจารึกหลักที่ 1 ถึงถูกตั้งคำถาม?

เพราะจารึกวางสระทุกตัวไว้ในบรรทัดเดียวกับพยัญชนะ ต่างจากจารึกร่วมสมัยทั่วไป แต่มีการพบสระลอยแบบคล้ายกันในจารึกหลักที่ 3 และจารึกวัดพระยืนสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท

นักเรียนเรียนเรื่องนี้ชั้นไหน?

สื่อที่เปิดดูได้มีตั้งแต่ ม.1 ในวิชา ส21102 ของ DLTV บทเรียน ม.2 และ ม.3 ของ TruePlookpanya และงานวิจัยที่ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์กับนักเรียน ป.6

ประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก่อนเชื่อ เริ่มจากคำถาม 6 ข้อ

ครั้งต่อไปที่ต้องทำรายงานประวัติศาสตร์ ให้เขียนตารางเล็ก ๆ ข้างหลักฐานแต่ละชิ้น บอกว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นหรือชั้นรอง ใครทำ ทำเมื่อไร และทำเพื่ออะไร แล้วจดไว้หนึ่งบรรทัดว่ามีหลักฐานอื่นยืนยันหรือขัดแย้งหรือไม่

กรณีศิลาจารึกหลักที่ 1 สอนว่าแม้หลักฐานที่ทั้งประเทศรู้จักก็ยังถูกตั้งคำถามได้ และคำตอบที่ดีต้องพูดเท่าที่หลักฐานรองรับ ถ้าติดนิสัยนี้ไว้ตั้งแต่ชั้นมัธยม เราจะอ่านทั้งประวัติศาสตร์และข่าวในวันนี้ได้อย่างรอบคอบขึ้น

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด