บทความแนะนำความขัดแย้งมีกี่ระดับ? สรุป 5 ระดับ พร้อมตัวอย่างและวิธีรับมือ 5 แบบ

ความขัดแย้งมีกี่ระดับ? สรุป 5 ระดับ พร้อมตัวอย่างและวิธีรับมือ 5 แบบ

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: ตำราสังคมศึกษาและตำราการบริหารส่วนใหญ่แบ่งความขัดแย้งเป็น 5 ระดับ ไล่ตั้งแต่ในใจคนคนเดียวไปจนถึงระหว่างองค์กร ถ้าข้อสอบไม่ได้ระบุว่าอิงตำราเล่มไหน ตอบ 5 ระดับไว้ก่อนปลอดภัยที่สุด ส่วนเรื่องวิธีรับมือ แบบจำลองที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดคือ Thomas-Kilmann ซึ่งแบ่งไว้ 5 แบบ

ความขัดแย้งมีกี่ระดับ คำตอบที่ตำราการบริหารใช้กันมากที่สุดคือ 5 ระดับ ได้แก่ ความขัดแย้งภายในบุคคล ระหว่างบุคคล ภายในกลุ่ม ระหว่างกลุ่ม และระหว่างองค์การ ส่วนวิธีรับมือนิยมอ้างแบบจำลองของ Kenneth W. Thomas กับ Ralph H. Kilmann ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1974 ซึ่งแบ่งไว้ 5 แบบ

ประเด็นสำคัญ

  • คำตอบที่เจอบ่อยที่สุดในตำราและข้อสอบคือ 5 ระดับ ได้แก่ ภายในบุคคล ระหว่างบุคคล ภายในกลุ่ม ระหว่างกลุ่ม และระหว่างองค์การ
  • ระดับของความขัดแย้งดูจากว่าใครเป็นคู่กรณี ไม่ได้ดูจากว่าทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน
  • ตำราบางสายแบ่งแค่ 4 ประเภท ขณะที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รวบรวมการแบ่งของนักวิชาการหลายคนไว้ได้ถึง 7 รูปแบบ
  • แนวคิดแบบปฏิสัมพันธ์มองว่าความขัดแย้งในระดับที่พอดีช่วยกระตุ้นให้กลุ่มคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดทิ้งเสมอ
  • รายงานของ CPP เดือนกรกฎาคม 2008 พบว่าลูกจ้างในสหรัฐฯ ใช้เวลาเฉลี่ย 2.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับการจัดการความขัดแย้ง
  • แบบจำลอง Thomas-Kilmann ใช้ 2 มิติ คือความยืนกรานในจุดยืนของตัวเองกับความร่วมมือ แล้วได้วิธีรับมือออกมา 5 แบบ
  • ไม่มีวิธีรับมือแบบไหนถูกทุกสถานการณ์ ต้องเลือกให้เข้ากับระดับของความขัดแย้งและน้ำหนักของเรื่องนั้น

ความขัดแย้งคืออะไร ต่างจากการทะเลาะอย่างไร?

ความขัดแย้งคือสภาวะที่คนตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปมีเป้าหมาย ความเชื่อ หรือผลประโยชน์ที่ไม่ลงรอยกัน และต่างฝ่ายรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังขวางทางตัวเองอยู่ การทะเลาะเป็นแค่หน้าตาแบบหนึ่งของความขัดแย้งเท่านั้น หลายเรื่องไม่เคยถูกพูดออกมาเลยด้วยซ้ำ แต่ยังคุกรุ่นอยู่ในที่ประชุมหรือในกลุ่มแชต

นิยาม: ความขัดแย้ง (Conflict) คือสถานการณ์ที่บุคคลหรือกลุ่มมีความคิดเห็น ค่านิยม เป้าหมาย วิธีทำงาน หรือผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน จนฝ่ายหนึ่งรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอุปสรรคต่อสิ่งที่ตนต้องการ จุดตั้งต้นของมันคือการรับรู้ ถ้ายังไม่มีฝ่ายไหนตระหนักว่ามีอะไรขัดกัน ความขัดแย้งก็ยังไม่เกิดขึ้น

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่รวบรวมนิยามจากนักวิชาการหลายคนยกคำอธิบายของ Robbins ไว้ว่า ความขัดแย้งมักมีต้นเหตุจากอำนาจและทรัพยากรที่มีจำกัด สถานภาพทางสังคม และค่านิยมที่ต่างกัน สังเกตว่าไม่มีข้อไหนพูดถึงนิสัยไม่ดีของใครคนหนึ่งเลย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างที่บีบให้คนต้องแย่งกัน

ความขัดแย้งก่อตัวอย่างไร

Filley แบ่งกระบวนการของความขัดแย้งไว้ 6 ขั้น ขั้นแรกคือสภาพการณ์ก่อนเกิดความขัดแย้ง ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ 9 ข้อ เช่น ขอบเขตอำนาจที่คลุมเครือ ผลประโยชน์ที่ขัดกัน อุปสรรคในการสื่อสาร และการที่ฝ่ายหนึ่งต้องพึ่งอีกฝ่ายจึงจะทำงานได้ ปัจจัยที่เหลือ ได้แก่ ความแตกต่างในองค์การ การต้องตัดสินใจร่วมกัน การต้องการมติเอกฉันท์ กฎที่เคร่งครัดเกินไป และความขัดแย้งเดิมที่ยังไม่ได้แก้

ขั้นถัดมาคือความขัดแย้งที่รับรู้ได้ คือช่วงที่คนเริ่มรู้ตัวว่ามีอะไรไม่ลงรอยกัน ประโยชน์ของการรู้ขั้นตอนนี้คือเราจะเห็นว่าความขัดแย้งส่วนใหญ่เริ่มก่อตัวนานก่อนมีใครขึ้นเสียง ถ้าแก้ตั้งแต่ขั้นปัจจัยเสี่ยง เช่น เขียนขอบเขตหน้าที่ให้ชัด ก็ไม่ต้องไปดับไฟตอนที่ลุกแล้ว

ความขัดแย้งมีกี่ระดับ และแต่ละระดับหน้าตาเป็นอย่างไร?

ตามการแบ่งที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด ความขัดแย้งมี 5 ระดับ ไล่จากวงเล็กไปวงใหญ่ หลักจำง่าย ๆ คือถามว่าคู่กรณีคือใคร ถ้าคู่กรณีคือตัวเราเองก็เป็นระดับภายในบุคคล ถ้าคู่กรณีเป็นองค์กรสองแห่งก็เป็นระดับระหว่างองค์การ

1. ความขัดแย้งภายในบุคคล

เกิดขึ้นในใจของคนคนเดียว เมื่อต้องเลือกระหว่างหลายทางที่ต้องการในเวลาเดียวกัน และแต่ละทางก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือนักเรียนที่อยากเรียนศิลปะแต่ครอบครัวอยากให้เรียนแพทย์ หรือพนักงานที่อยากลาออกไปทำธุรกิจเองแต่ยังห่วงรายได้ประจำ ระดับนี้ไม่มีใครทะเลาะกับใคร แต่กินพลังใจได้มากกว่าที่คิด

2. ความขัดแย้งระหว่างบุคคล

เกิดระหว่างคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่มีความเห็นหรือความเชื่อไม่ตรงกัน และยังหาข้อยุติร่วมกันไม่ได้ ตำราแยกย่อยออกเป็นแบบได้เสีย (Zero Sum) ที่ฝ่ายหนึ่งได้เท่าไหร่อีกฝ่ายก็เสียเท่านั้น กับแบบที่ต่างฝ่ายต่างได้ (Non Zero Sum) ซึ่งเปิดทางให้ต่อรองกันได้ เพื่อนร่วมงานสองคนที่คนหนึ่งชอบวางแผนละเอียด อีกคนชอบลงมือทำก่อนแล้วค่อยแก้ เป็นตัวอย่างคลาสสิกของระดับนี้

3. ความขัดแย้งภายในกลุ่ม

เกิดระหว่างสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น แบ่งงานกันไม่ลงตัว มีบางคนไม่ทำตามกติกาที่ตกลงกันไว้ หรือแยกเป็นก๊กย่อยในทีม กลุ่มทำรายงานที่แต่ละคนออกแรงไม่เท่ากันก็จัดอยู่ในระดับนี้ จุดที่ต่างจากระดับระหว่างบุคคลคือผลกระทบตกกับทั้งกลุ่ม ไม่ใช่แค่สองคนที่มีปัญหากัน

4. ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม

เกิดระหว่างกลุ่มตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป ส่วนใหญ่วนอยู่กับการแย่งทรัพยากร งบประมาณ หรือเป้าหมายที่สวนทางกัน ภาพที่เห็นชัดที่สุดคือฝ่ายขายกับฝ่ายผลิตในบริษัทเดียวกัน ฝ่ายขายอยากส่งของให้ลูกค้าเร็ว ฝ่ายผลิตอยากคุมคุณภาพก่อน ทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองถูกต้อง แต่ตัวชี้วัดถูกตั้งมาให้ชนกัน

5. ความขัดแย้งระหว่างองค์การ

เกิดระหว่างองค์กรหรือหน่วยงานตั้งแต่สองแห่งขึ้นไป ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกันแต่เป้าหมาย นโยบาย หรือผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน เช่น หน่วยงานรัฐสองแห่งที่อำนาจหน้าที่ทับซ้อนกัน หรือบริษัทคู่ค้าที่ตกลงเงื่อนไขสัญญากันไม่ได้ ถ้าขยายวงไปถึงระดับรัฐก็คือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งตำราบางเล่มแยกออกมาเป็นอีกหมวดหนึ่ง

ระดับคู่กรณีตัวอย่างต้นเหตุที่พบบ่อยวิธีรับมือที่มักเหมาะ
1. ภายในบุคคลตัวเราเองเลือกไม่ได้ระหว่างเรียนต่อกับทำงานความต้องการหลายอย่างชนกันในเวลาเดียวจัดลำดับความสำคัญ เขียนข้อดีข้อเสีย
2. ระหว่างบุคคลคนสองคนขึ้นไปเพื่อนร่วมงานทำงานคนละสไตล์ความเชื่อ ทัศนคติ บุคลิกภาพต่างกันคุยตรง ๆ แยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว
3. ภายในกลุ่มสมาชิกในกลุ่มเดียวกันแบ่งงานกลุ่มไม่เท่ากันบทบาทไม่ชัด กติกาไม่ชัดตั้งกติกาและหน้าที่ให้ชัดตั้งแต่ต้น
4. ระหว่างกลุ่มสองกลุ่มหรือสองฝ่ายขึ้นไปฝ่ายขายกับฝ่ายผลิตแย่งทรัพยากร ตัวชี้วัดสวนทางกันหาเป้าหมายร่วม ให้ผู้บริหารที่อยู่เหนือทั้งสองฝ่ายกำหนดกติกา
5. ระหว่างองค์การองค์กรหรือหน่วยงานสองแห่งขึ้นไปหน่วยงานรัฐที่อำนาจทับซ้อนกันนโยบายและผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกันเจรจาอย่างเป็นทางการ ทำข้อตกลงหรือสัญญา
อินโฟกราฟิกสรุป ความขัดแย้งมีกี่ระดับ? สรุป 5 ระดับ พร้อมตัวอย่างและวิธีรับมือ 5 แบบ
สรุปเป็นภาพ: ความขัดแย้งมีกี่ระดับ? สรุป 5 ระดับ พร้อมตัวอย่างและวิธีรับมือ 5 แบบ

ทำไมตำราแต่ละเล่มแบ่งระดับความขัดแย้งไม่เท่ากัน?

เพราะการแบ่งระดับเป็นกรอบคิดที่นักวิชาการใช้อธิบาย ไม่ใช่กฎธรรมชาติที่ตายตัว แต่ละคนเลือกจับกลุ่มคู่กรณีต่างกัน ตัวเลขเลยออกมาไม่เท่ากัน ทั้งที่เนื้อหาข้างในแทบจะเหมือนกันทั้งหมด

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  จุด ธูป ไหว้ หน้า รูป บิดา มารดา ที่ จาก ไป แล้ว กี่ ดอก

ตัวอย่างที่เห็นชัดอยู่ในบทที่ 2 ของงานวิจัยจากสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งยกการแบ่งของ Hellriegel และ Slocum ที่ ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ อ้างไว้ในปี 2547 ว่ามี 4 ประเภท คือ ภายในบุคคล ระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่ม และระหว่างองค์การ ส่วน เสนาะ ติเยาว์ ในหนังสือปี 2544 ก็แบ่งเป็น 4 ประเภทเหมือนกัน แต่ใช้ชื่อว่าความขัดแย้งกับตัวเอง ระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่ม และความขัดแย้งในองค์การ

เมื่อผู้วิจัยรวบรวมทุกแนวคิดมาไว้ด้วยกัน ก็ได้ 7 รูปแบบ คือ ภายในบุคคล ระหว่างบุคคล ภายในกลุ่ม ระหว่างกลุ่ม ระหว่างบุคคลกับกลุ่ม ในองค์การ และระหว่างองค์การ ถ้าสังเกตดี ๆ ทั้ง 5 ระดับที่นิยมสอนในโรงเรียนอยู่ในรายการนี้ครบทุกข้อ แค่ตัดแบบที่ซ้อนกันออกไป

ความเห็นของเราคือ อย่าเสียเวลาเถียงว่าตัวเลขไหนถูก สิ่งที่ควรจำคือหลักการ “ดูที่คู่กรณี” เพราะใช้ได้กับทุกตำรา เวลาทำข้อสอบให้ยึดตามหนังสือเรียนที่ครูใช้เป็นหลัก ถ้าโจทย์ไม่ได้ระบุ ตอบ 5 ระดับไว้ก่อนเพราะเป็นคำตอบที่ใช้กันกว้างที่สุด

ความขัดแย้งเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไปไหม?

ไม่เสมอไป ความขัดแย้งมีทั้งแบบสร้างสรรค์และแบบทำลาย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับว่าจัดการอย่างไรมากกว่าตัวความขัดแย้งเอง วันชัย มีชาติ ในหนังสือปี 2548 สรุปแนวคิดของนักวิชาการเรื่องนี้ไว้ 3 ยุค ซึ่งช่วยให้เห็นว่ามุมมองเปลี่ยนไปอย่างไร

มุมมอง 3 แบบต่อความขัดแย้ง

  • แนวคิดดั้งเดิม (Traditional View) มองว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดี ทำลายองค์กร และต้องหลีกเลี่ยงให้ได้ ต้นเหตุมักถูกโยงไปที่การสื่อสารที่ไม่ดีหรือผู้บริหารที่สร้างความร่วมมือไม่เป็น
  • แนวคิดมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations View) มองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นเสมอในทุกกลุ่มและกำจัดให้หมดไม่ได้ จึงควรยอมรับและหาประโยชน์จากมัน
  • แนวคิดปฏิสัมพันธ์ (Interactionist View) ไปไกลกว่านั้น คือสนับสนุนให้มีความขัดแย้งในระดับที่พอเหมาะ เพราะกลุ่มที่เห็นตรงกันหมดทุกเรื่องมักหยุดนิ่ง ปรับตัวช้า และขาดความคิดริเริ่ม

แยกแบบสร้างสรรค์กับแบบทำลายอย่างไร

ความขัดแย้งแบบสร้างสรรค์คือการเถียงกันเรื่องงาน ด้วยข้อมูลและเหตุผล จนทีมเห็นมุมที่มองข้ามไปและได้ทางออกที่ดีกว่าเดิม ส่วนแบบทำลายคือตอนที่การเถียงลามจากเรื่องงานไปเป็นเรื่องตัวบุคคล หรือถูกปล่อยสะสมจนคนเริ่มหลบหน้ากัน

ตัวเลขจากรายงานของ CPP ปี 2008 สะท้อนด้านทำลายได้ชัด ผู้ตอบแบบสำรวจ 27% เคยเห็นความขัดแย้งกลายเป็นการโจมตีตัวบุคคล 25% เคยเห็นมันจบลงที่การป่วยหรือขาดงาน และ 9% เคยเห็นโครงการล้มเหลวเพราะเรื่องนี้ ในรายงานเดียวกันก็ระบุว่าถ้าจัดการด้วยเครื่องมือที่เหมาะ ความขัดแย้งนำไปสู่ผลดีอย่างความเข้าใจกันที่มากขึ้นได้

ความขัดแย้งในที่ทำงานกินเวลาและเงินไปเท่าไหร่?

ตามรายงาน CPP Global Human Capital Report ฉบับเดือนกรกฎาคม 2008 ลูกจ้างในสหรัฐฯ ใช้เวลาเฉลี่ย 2.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับการจัดการความขัดแย้ง คิดเป็นค่าจ้างราว 359,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2008 ตัวเลขนี้คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมง 17.95 ดอลลาร์ของสำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ

การสำรวจทำในเดือนพฤษภาคม 2008 กับพนักงานประจำ 5,000 คนใน 9 ประเทศแถบยุโรปและทวีปอเมริกา ผลที่น่าสนใจมีดังนี้

  • พนักงาน 85% ในทุกระดับเคยเจอความขัดแย้งในที่ทำงานไม่มากก็น้อย
  • สาเหตุอันดับหนึ่งคือบุคลิกภาพที่ปะทะกันและอีโก้ 49% ตามด้วยความเครียด 34% และภาระงานหนัก 33%
  • 70% มองว่าการจัดการความขัดแย้งเป็นทักษะผู้นำที่สำคัญมากหรือสำคัญอย่างยิ่ง
  • มีเพียง 44% ของผู้ตอบทั้งหมดที่เคยได้รับการอบรมเรื่องการจัดการความขัดแย้ง

ข้อควรรู้ก่อนหยิบตัวเลขนี้ไปใช้ มีสองเรื่อง เรื่องแรก ข้อมูลเก็บตั้งแต่ปี 2008 ค่าจ้างและรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปมากแล้ว เรื่องที่สอง CPP คือบริษัทที่ถือเครื่องหมายการค้าของแบบประเมิน TKI เอง จึงมีส่วนได้เสียกับการบอกว่าความขัดแย้งแพงและควรอบรม เราจึงแนะนำให้ใช้ตัวเลขนี้เป็นภาพประกอบว่าปัญหามีต้นทุนจริง ไม่ใช่ใช้เป็นตัวเลขปัจจุบันแบบเป๊ะ ๆ

วิธีรับมือความขัดแย้งแบบ Thomas-Kilmann มีกี่แบบ และควรเลือกใช้อย่างไร?

แบบจำลอง Thomas-Kilmann แบ่งวิธีรับมือไว้ 5 แบบ คือ การแข่งขัน การร่วมมือ การประนีประนอม การหลีกเลี่ยง และการยอมตาม โดยวางบนสองมิติ มิติแรกคือความยืนกรานในจุดยืนของตัวเอง (assertiveness) มิติที่สองคือความร่วมมือหรือความใส่ใจต่อสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ (cooperativeness)

ที่มาของมันคือ Kenneth W. Thomas นำแบบจำลองรูปแบบการบริหารของ Robert Blake และ Jane Mouton ที่เสนอไว้ในปี 1964 มาปรับใหม่ จากนั้นเขากับ Ralph H. Kilmann สร้างชุดข้อความ 30 คู่ ให้ผู้ตอบเลือกข้อ A หรือ B ในแต่ละคู่ แล้วสำนักพิมพ์ Xicom ตีพิมพ์ออกมาเป็นคู่มือ 16 หน้าในปี 1974 ในชื่อ Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า TKI

วิธีรับมือยืนกรานจุดยืนร่วมมือเหมาะกับสถานการณ์ข้อควรระวัง
แข่งขัน (Competing)สูงต่ำเรื่องเร่งด่วนที่ต้องตัดสินใจทันทีใช้บ่อยแล้วคนรอบตัวจะเงียบใส่
ร่วมมือ (Collaborating)สูงสูงเรื่องสำคัญที่ต้องการทางออกระยะยาวใช้เวลาและพลังงานมากที่สุด
ประนีประนอม (Compromising)ปานกลางปานกลางสองฝ่ายมีน้ำหนักพอกันและต้องการข้อยุติเร็วอาจไม่มีใครพอใจเต็มที่
หลีกเลี่ยง (Avoiding)ต่ำต่ำเรื่องเล็ก หรือตอนที่อารมณ์ยังร้อนถ้าเลี่ยงยาวเกินไปปัญหาจะสะสม
ยอมตาม (Accommodating)ต่ำสูงเรื่องนั้นสำคัญกับอีกฝ่ายมากกว่าเรายอมทุกครั้งแล้วจะถูกมองข้าม
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ออมทองอย่างไรให้ร่ำรวยกับแม่ทองสุก

จับคู่วิธีรับมือกับระดับของความขัดแย้ง

ความขัดแย้งภายในบุคคลไม่มีอีกฝ่ายให้ต่อรอง จึงใช้ 5 แบบนี้ได้ไม่ตรงนัก สิ่งที่ช่วยได้มากกว่าคือจัดลำดับว่าอะไรสำคัญกับเราที่สุด ส่วนระดับระหว่างบุคคลและภายในกลุ่มคือพื้นที่ที่แบบจำลองนี้ใช้ได้ดีที่สุด เพราะเราเลือกได้เองว่าจะยืนกรานหรือจะยอม

พอขึ้นไปถึงระดับระหว่างกลุ่มและระหว่างองค์การ การตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียวอีกต่อไป การร่วมมือหรือการประนีประนอมมักต้องผ่านผู้บริหาร ข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือตัวชี้วัดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ตรงนี้เองที่หลายองค์กรพลาด คือพยายามแก้ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างด้วยการขอให้คนสองคนไปคุยกันดี ๆ

คำถามที่พบบ่อย

ความขัดแย้งมีกี่ระดับตามหนังสือสังคมศึกษา?

หนังสือสังคมศึกษาและตำราการบริหารส่วนใหญ่แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ภายในบุคคล ระหว่างบุคคล ภายในกลุ่ม ระหว่างกลุ่ม และระหว่างองค์การ ถ้าหนังสือเรียนของคุณแบ่งต่างออกไป ให้ยึดตามเล่มนั้นเวลาทำข้อสอบ

ความขัดแย้งภายในบุคคลคืออะไร?

คือความขัดแย้งที่เกิดในใจคนคนเดียว เมื่อต้องเลือกระหว่างหลายสิ่งที่ต้องการในเวลาเดียวกัน เช่น เลือกไม่ได้ว่าจะเรียนต่อหรือเริ่มทำงาน

ความขัดแย้งภายในกลุ่มกับระหว่างกลุ่มต่างกันอย่างไร?

ภายในกลุ่มคือสมาชิกในกลุ่มเดียวกันไม่ลงรอยกัน ส่วนระหว่างกลุ่มคือกลุ่มสองกลุ่มขึ้นไปขัดแย้งกัน เช่น ฝ่ายขายกับฝ่ายผลิต

ทำไมบางตำราบอกว่ามี 4 ประเภท?

เพราะนักวิชาการบางคนไม่แยกระดับภายในกลุ่มออกมา เช่น การแบ่งของ Hellriegel และ Slocum และของ เสนาะ ติเยาว์ ที่แบ่งไว้ 4 ประเภทเหมือนกัน เนื้อหาไม่ได้ขัดกัน แค่จัดกลุ่มต่างกัน

ความขัดแย้งระหว่างประเทศนับเป็นระดับไหน?

ในการแบ่ง 5 ระดับ ความขัดแย้งระหว่างประเทศถือเป็นส่วนขยายของระดับระหว่างองค์การ แต่ตำราบางเล่มแยกออกมาเป็นอีกหมวดหนึ่งต่างหาก

ความขัดแย้งมีประโยชน์ไหม?

มีได้ ถ้าเป็นความขัดแย้งเรื่องงานที่คุยกันด้วยเหตุผล แนวคิดแบบปฏิสัมพันธ์มองว่าความขัดแย้งในระดับที่พอเหมาะช่วยให้กลุ่มตื่นตัวและคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

TKI คืออะไร?

TKI ย่อมาจาก Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument เป็นแบบประเมินรูปแบบการรับมือความขัดแย้งที่มีข้อความ 30 คู่ ตีพิมพ์ครั้งแรกโดย Xicom ในปี 1974

ใครเป็นผู้คิดแบบจำลอง Thomas-Kilmann?

Kenneth W. Thomas และ Ralph H. Kilmann โดยพัฒนาต่อยอดจากแบบจำลองรูปแบบการบริหารของ Robert Blake และ Jane Mouton ที่เสนอไว้ในปี 1964

วิธีรับมือความขัดแย้งแบบไหนดีที่สุด?

ไม่มีแบบไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์ การร่วมมือให้ผลยั่งยืนแต่ใช้เวลามาก ส่วนการแข่งขันเหมาะกับเรื่องเร่งด่วน ควรเลือกตามความสำคัญของเรื่องและความสัมพันธ์ที่อยากรักษา

คนทำงานเสียเวลากับความขัดแย้งสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง?

รายงานของ CPP ปี 2008 พบว่าลูกจ้างในสหรัฐฯ ใช้เวลาเฉลี่ย 2.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับความขัดแย้ง ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลของสหรัฐฯ และค่อนข้างเก่า จึงไม่ควรนำไปใช้กับไทยโดยตรง

จะรู้ได้อย่างไรว่าความขัดแย้งเริ่มเป็นแบบทำลาย?

สัญญาณชัดที่สุดคือเมื่อการถกเถียงเปลี่ยนจากเรื่องงานเป็นการโจมตีตัวบุคคล หรือเมื่อคนเริ่มหลบหน้า ไม่ยอมคุยกัน และปล่อยให้ปัญหาค้างอยู่อย่างนั้น

สรุป: เริ่มจากระบุระดับ แล้วค่อยเลือกวิธีรับมือ

ถ้าคุณเข้ามาเพื่อหาคำตอบว่าความขัดแย้งมีกี่ระดับไปทำข้อสอบ ให้จำ 5 ระดับพร้อมหลัก “ดูที่คู่กรณี” แล้วเปิดหนังสือเรียนของตัวเองเช็กอีกรอบว่าแบ่งเท่ากันไหม วิธีนี้ทำให้ตอบได้ถูกไม่ว่าโจทย์จะใช้ตำราเล่มไหน

ถ้ากำลังเจอความขัดแย้งจริงในที่ทำงาน ลองทำ 3 ขั้นนี้ ขั้นแรก ระบุให้ได้ว่าเป็นระดับไหน เพราะความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแก้ด้วยการคุยกันสองคนไม่ได้ ขั้นที่สอง ถามตัวเองสองข้อว่าเรื่องนี้สำคัญกับเราแค่ไหน และความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายสำคัญแค่ไหน คำตอบจะชี้ไปที่หนึ่งใน 5 วิธีของ Thomas-Kilmann เอง ขั้นที่สาม ย้อนไปดูปัจจัยเสี่ยงของ Filley ว่ามีข้อไหนเป็นต้นเหตุ เช่น ขอบเขตหน้าที่คลุมเครือ แล้วแก้ที่ต้นเหตุนั้นก่อนจะลุกลาม

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด