กรวยไตอักเสบมีอาการหลักสามอย่างที่มักมาพร้อมกัน คือ ไข้ หนาวสั่นแบบเกิดขึ้นทันที และปวดบั้นเอวหรือสีข้างข้างเดียวหรือสองข้าง โดยเอกสารประกอบการสอนเรื่องการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่านิยามของโรคนี้ใช้ไม่ได้ถ้าไม่มีอาการปวดบริเวณเอว และมักพบร่วมกับปัสสาวะแสบขัดและปัสสาวะบ่อย ส่วนแนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568 เพิ่มการกดเจ็บบริเวณมุมระหว่างซี่โครงกับกระดูกสันหลัง (costovertebral angle tenderness) เป็นอาการแสดงสำคัญของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบน
ประเด็นสำคัญ
- ชุดอาการที่ใช้ตัดสินคือ ไข้ หนาวสั่น ปวดบั้นเอว และตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดขาว ไม่ใช่อาการปวดหลังเพียงอย่างเดียว
- แนวทาง พ.ศ. 2568 ใช้เกณฑ์ปัสสาวะเป็นหนองที่เม็ดเลือดขาวตั้งแต่ 5 เซลล์ต่อ high power field ในปัสสาวะที่ปั่นแล้ว หรือตั้งแต่ 10 เซลล์ในปัสสาวะที่ไม่ได้ปั่น
- แนวทางฉบับเดียวกันระบุว่าผู้ป่วยแบบไม่ซับซ้อนที่อาการคงที่รักษาเป็นผู้ป่วยนอกได้ ขณะที่เอกสารรุ่นเก่ากว่าเขียนว่ากลุ่มนี้มักต้องนอนโรงพยาบาล
- หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน แนวทาง พ.ศ. 2568 ให้รับไว้ในโรงพยาบาลตามข้อบ่งชี้ และให้ยาจนครบ 14 วัน
- ข้อมูล NARST พ.ศ. 2566 จากโรงพยาบาล 83 แห่ง พบ E. coli ในปัสสาวะผู้ป่วยนอกไวต่อ ciprofloxacin เพียงร้อยละ 30.2 การซื้อยาเดิมมากินเองจึงเสี่ยงล้มเหลว
- ถ้าให้ยาที่เหมาะสมแล้วไข้ไม่ลงใน 72 ชั่วโมง แนวทาง พ.ศ. 2568 ให้ส่งตรวจทางรังสีเพื่อหาการอุดกั้นหรือฝีในไต
- ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดคือติดเชื้อในกระแสเลือด ฝีรอบไต และกรวยไตอักเสบชนิด emphysematous ซึ่งเอกสารของรามาธิบดีระบุอัตราการเสียชีวิตไว้สูงถึงร้อยละ 43
กรวยไตอักเสบคืออะไร และอาการเป็นอย่างไร?
เมื่อเชื้ออยู่แค่กระเพาะปัสสาวะกับท่อปัสสาวะ เราเรียกว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่เมื่อเชื้อย้อนขึ้นไปถึงเนื้อไตและกรวยไต จะกลายเป็นกรวยไตอักเสบ ซึ่งเป็นคนละระดับความรุนแรง เอกสารเรื่องผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีระบุว่า ถ้าอาการมากขึ้นอาจเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ความดันโลหิตต่ำ ไม่รู้สึกตัว ไตวายเฉียบพลัน และอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568 แยกอาการเป็นสองชุด ชุดของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดหรือกดเจ็บเหนือหัวหน่าว ปัสสาวะขุ่น และปัสสาวะมีเลือดปน ส่วนชุดของส่วนบนได้แก่ ไข้ ปวดบั้นเอว และกดเจ็บที่มุมระหว่างซี่โครงกับกระดูกสันหลัง ผู้ป่วยกรวยไตอักเสบส่วนใหญ่มีทั้งสองชุดพร้อมกัน เพราะเชื้อมักเริ่มจากข้างล่างแล้วไต่ขึ้นไป เอกสารของสภาเภสัชกรรมซึ่งเรียบเรียงจากตำราปี ค.ศ. 2011 ถึง 2013 เพิ่มว่ากลุ่มนี้มักมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนแรง
กลุ่มที่อาการหลอก
แนวทาง พ.ศ. 2568 เตือนว่าอาการอาจไม่ชัดเจนในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว และอาจมาด้วยอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น อ่อนเพลียและเบื่ออาหารเท่านั้น
กรวยไตอักเสบต่างจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบและปวดหลังธรรมดาอย่างไร?
คำตอบสั้นที่สุดคือดูสามอย่าง ไข้ ตำแหน่งที่กดแล้วเจ็บ และอาการทางปัสสาวะ อาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากยกของหรือนั่งนานจะไม่ทำให้มีไข้สูงหนาวสั่น และไม่ทำให้ปัสสาวะแสบขัด ส่วนกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะปวดหน่วงท้องน้อยเหนือหัวหน่าว ไม่ใช่ปวดบั้นเอว หากยังไม่แน่ใจ บทความเรื่องอาการปวดเอวด้านหลังอธิบายสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับไตไว้แยกต่างหาก
จุดตรวจที่แพทย์ใช้แยกคือการเคาะหรือกดที่มุมระหว่างซี่โครงซี่สุดท้ายกับแนวกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไตวางอยู่ด้านหลัง แนวทาง พ.ศ. 2568 จัดการกดเจ็บตำแหน่งนี้เป็นอาการแสดงของการติดเชื้อส่วนบน ขณะที่อาการปวดจากกล้ามเนื้อมักเจ็บที่ตัวกล้ามเนื้อและเปลี่ยนตามท่าทาง
| ประเด็นที่ใช้แยก | กระเพาะปัสสาวะอักเสบ | กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน | ปวดหลังจากกล้ามเนื้อ |
|---|---|---|---|
| ตำแหน่งที่ปวด | ปวดหน่วงท้องน้อยเหนือหัวหน่าว | ปวดบั้นเอวหรือสีข้าง ข้างเดียวหรือสองข้าง | ปวดแนวกล้ามเนื้อสองข้างกระดูกสันหลัง |
| ไข้และหนาวสั่น | มักไม่มีไข้ | ไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส หนาวสั่นแบบเกิดทันที | ไม่มีไข้จากตัวอาการปวดเอง |
| กดเจ็บมุมซี่โครงกับกระดูกสันหลัง | ไม่พบ | พบบ่อย และเป็นอาการแสดงสำคัญตามแนวทาง พ.ศ. 2568 | กดเจ็บที่กล้ามเนื้อ ไม่ใช่ที่มุมนี้ |
| อาการทางปัสสาวะ | แสบขัด ปัสสาวะบ่อยครั้งละน้อย ขุ่น มีกลิ่น | มีอาการเดียวกันได้ แต่มาพร้อมไข้และปวดเอว | ปัสสาวะปกติ |
| คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนแรง | พบน้อย | พบบ่อยตามเอกสารของสภาเภสัชกรรม | ไม่สัมพันธ์กัน |
| การตรวจปัสสาวะ | พบเม็ดเลือดขาว | พบเม็ดเลือดขาว และให้เพาะเชื้อปัสสาวะทุกราย | ผลปกติ |
| ระยะเวลาใช้ยาต้านจุลชีพ | ตั้งแต่กินครั้งเดียวถึง 7 วัน แล้วแต่สูตรยา | 7 วัน ถึง 14 วัน แล้วแต่การตอบสนองและกลุ่มยา | ไม่ต้องใช้ยาต้านจุลชีพ |
ตารางนี้ใช้ตั้งข้อสงสัย ไม่ใช่ใช้วินิจฉัยด้วยตนเอง เพราะแนวทาง พ.ศ. 2568 กำหนดว่าการวินิจฉัยกรวยไตอักเสบเฉียบพลันต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และผลตรวจปัสสาวะที่พบเม็ดเลือดขาวประกอบกัน

กรวยไตอักเสบเกิดจากอะไร และใครเสี่ยงมากที่สุด?
เอกสารของภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุทางเข้าของเชื้อไว้สามทาง ทางแรกและพบมากที่สุดคือการย้อนขึ้นไปจากท่อปัสสาวะ โดยแบคทีเรียจากบริเวณทวารหนักย้อนขึ้นไปที่ท่อปัสสาวะแล้วเข้ากระเพาะปัสสาวะ ส่วนอีกสองทางคือกระจายมาทางกระแสเลือดและทางกระแสน้ำเหลือง ซึ่งพบน้อยกว่ามาก
เชื้ออันดับหนึ่งคือ Escherichia coli เอกสารของสภาเภสัชกรรมระบุว่าพบได้ถึงร้อยละ 80 ถึง 90 ของการติดเชื้อแบบไม่ซับซ้อนที่เกิดในชุมชน ส่วนแนวทาง พ.ศ. 2568 ระบุกลุ่ม Enterobacterales โดยเฉพาะ E. coli และ Klebsiella pneumoniae เป็นเชื้อก่อโรคสำคัญ
ทำไมคนสองคนที่กลั้นปัสสาวะเหมือนกัน คนหนึ่งจึงแค่แสบขัด อีกคนลามถึงไต เอกสารของรามาธิบดีอ้างรายงานที่ศึกษาเด็กติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ 97 ราย พบว่า E. coli ที่มีขนยึดเกาะชนิด P. pili คิดเป็นร้อยละ 91 ของสายพันธุ์ที่ก่อกรวยไตอักเสบ แต่เป็นเพียงร้อยละ 19 ของสายพันธุ์ที่ก่อกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนได้และเปลี่ยนไม่ได้
บทความเรื่องกระเพาะปัสสาวะอักเสบของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียบเรียงจากข้อมูลของ อ.นพ.อัคร อมันตกุล หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ระบุปัจจัยเสี่ยงไว้ชัดเจน ได้แก่ ดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เช็ดทำความสะอาดจากด้านหลังมาด้านหน้า สวนล้างช่องคลอด การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่กินยากดภูมิต้านทาน และผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะนาน บทความเดียวกันอธิบายด้วยว่าท่อปัสสาวะในผู้หญิงยาวเพียง 4 เซนติเมตร โอกาสที่เชื้อจากบริเวณก้นจะเดินทางถึงกระเพาะปัสสาวะจึงสูงกว่าผู้ชาย
ส่วนกลุ่มที่แนวทาง พ.ศ. 2568 จัดว่าเป็นการติดเชื้อแบบซับซ้อนซึ่งรักษายากกว่า ได้แก่ ผู้ที่มีนิ่วหรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ผู้ที่คาสายสวน ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี และผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากสงสัยว่าการติดเชื้อซ้ำ ๆ ทำให้ไตเสื่อมหรือไม่ อ่านเรื่องอาการโรคไตระยะต่าง ๆประกอบได้
ทำไมหญิงตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ?
แนวทาง พ.ศ. 2568 มีบทแยกเฉพาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยระบุว่าต้องวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเช่นการติดเชื้อในกระแสเลือด และเพื่อป้องกันผลที่ไม่พึงประสงค์ต่อมารดาและทารก เช่น การคลอดก่อนกำหนดและทารกน้ำหนักตัวน้อย
ตัวเลขที่อธิบายความเสี่ยงชัดที่สุดมาจากเอกสารของสภาเภสัชกรรม ซึ่งระบุว่าภาวะมีแบคทีเรียในปัสสาวะโดยไม่มีอาการพบได้ร้อยละ 4 ถึง 7 ของสตรีมีครรภ์ และในกลุ่มนี้ราวร้อยละ 30 ถึง 40 มีโอกาสดำเนินโรคเป็นกรวยไตอักเสบเฉียบพลันระหว่างตั้งครรภ์ เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าการรักษาตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ป้องกันการเกิดกรวยไตอักเสบเฉียบพลันได้ร้อยละ 50 ถึง 70 ด้วยเหตุผลนี้ แนวทาง พ.ศ. 2568 จึงให้ส่งเพาะเชื้อปัสสาวะ 1 ครั้งในการฝากครรภ์ครั้งแรกแม้ไม่มีอาการ และตรวจซ้ำที่ 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังรักษาครบ ผู้ที่เพิ่งสงสัยว่าตั้งครรภ์ อ่านเรื่องอาการคนท้องระยะแรกประกอบได้
เรื่องยาก็ต่างจากคนทั่วไป แนวทางระบุว่าต้องเลี่ยงยาที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ เช่น กลุ่ม fluoroquinolones ในทุกไตรมาส และให้เลี่ยง nitrofurantoin ในไตรมาสที่สามเพราะเสี่ยงต่อภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในทารกแรกเกิด การเลือกยาและขนาดยาจึงเป็นการตัดสินใจของแพทย์ผู้ดูแลครรภ์เท่านั้น
แพทย์วินิจฉัยกรวยไตอักเสบด้วยอะไรบ้าง?
แนวทาง พ.ศ. 2568 วางเกณฑ์ไว้ 3 ประการ คือ อาการและอาการแสดง ภาวะปัสสาวะเป็นหนอง และการพบแบคทีเรียในปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญ เกณฑ์ปัสสาวะเป็นหนองคือพบเม็ดเลือดขาวตั้งแต่ 5 เซลล์ต่อ high power field ในปัสสาวะที่ปั่นแล้ว หรือตั้งแต่ 10 เซลล์ในปัสสาวะที่ไม่ได้ปั่น หรือแถบจุ่มพบ leukocyte esterase ให้ผลบวก ส่วนเกณฑ์จำนวนเชื้อขึ้นกับวิธีเก็บ การเก็บปัสสาวะช่วงกลางใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 10 ยกกำลัง 5 CFU ต่อมิลลิลิตร ส่วนปัสสาวะจากสายสวนใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 10 ยกกำลัง 4 CFU ต่อมิลลิลิตร
สำหรับกรวยไตอักเสบเฉียบพลันแบบไม่ซับซ้อน แนวทางให้วินิจฉัยจากประวัติและการตรวจร่างกายร่วมกับผลตรวจปัสสาวะ ให้ส่งเพาะเชื้อปัสสาวะทุกราย และให้ส่งเพาะเชื้อจากเลือดในผู้ที่อาการรุนแรงหรือมีภาวะ sepsis หรือ septic shock ส่วนการตรวจทางรังสี เอกสารของรามาธิบดีระบุว่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ไม่มีข้อบ่งชี้ในกรวยไตอักเสบทั่วไป ยกเว้นวินิจฉัยด้วยวิธีอื่นไม่ได้ หรือไม่ตอบสนองต่อยาใน 72 ชั่วโมง ซึ่งตรงกับข้อบ่งชี้ในแนวทาง พ.ศ. 2568
ทำไมต้องเพาะเชื้อ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็น E. coli
คำตอบอยู่ที่ตัวเลขการดื้อยา แนวทาง พ.ศ. 2568 อ้างข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ (NARST) ซึ่งรวบรวมสิ่งส่งตรวจจากโรงพยาบาล 83 แห่งในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2566 พบว่า E. coli จากปัสสาวะของผู้ป่วยนอกยังไวต่อ nitrofurantoin ร้อยละ 97.8 ไวต่อ ceftriaxone ร้อยละ 61.8 แต่ไวต่อ ciprofloxacin เพียงร้อยละ 30.2 และไวต่อ TMP/SMX ร้อยละ 44.3 หมายความว่ายาที่คนไทยคุ้นชื่อที่สุดบางตัวมีโอกาสใช้ไม่ได้ผลมากกว่าครึ่ง บทความของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงสรุปไว้ตรง ๆ ว่าผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจไม่ตรงกับเชื้อและทำให้ดื้อยา
กรวยไตอักเสบต้องนอนโรงพยาบาลไหม และรักษานานกี่วัน?
คำตอบเปลี่ยนไปตามยุคของเอกสาร และยังมีข้อมูลเก่าหมุนเวียนอยู่ เอกสารของสภาเภสัชกรรมซึ่งเรียบเรียงจากตำราปี ค.ศ. 2011 ถึง 2013 เขียนว่าผู้ป่วยกรวยไตอักเสบเฉียบพลันมักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นจุดยืนล่าสุดของไทย ระบุว่าผู้ป่วยแบบไม่ซับซ้อนที่อาการคงที่รักษาเป็นผู้ป่วยนอกได้ เมื่อสองแหล่งขัดกันให้ยึดฉบับที่ใหม่กว่า
เอกสารของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ภาพกลุ่มที่ควรรับไว้ในโรงพยาบาลเป็นรูปธรรม ได้แก่ ผู้ที่ติดเชื้อรุนแรง มีไข้สูง อาเจียน ไม่รู้ตัว หรือความดันโลหิตต่ำ และผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ภูมิต้านทานบกพร่อง ส่วนผู้ที่อาการไม่รุนแรง กินอาหารและน้ำได้ดี ไม่ขาดน้ำ และสัญญาณชีพปกติ อาจให้ยาชนิดรับประทานแล้วนัดมาฟังผลเพาะเชื้อได้
ระยะเวลาการให้ยา
แนวทาง พ.ศ. 2568 ระบุว่า ถ้าตอบสนองเร็วและใช้ยากลุ่ม fluoroquinolones หรือ aminoglycosides ได้ ให้ยาต้านจุลชีพนานเพียง 7 วัน แต่ถ้าตอบสนองช้าหรือต้องใช้ยากลุ่ม beta-lactams ให้ยืดเป็น 10 ถึง 14 วัน ส่วนกรณีติดเชื้อแบบซับซ้อน ให้ยาอย่างน้อย 10 ถึง 14 วัน หรือนานกว่านั้นถ้ามีฝีที่ยังไม่ได้ระบาย เอกสารของรามาธิบดีอธิบายหลักการเปลี่ยนจากยาฉีดเป็นยากินว่า ควรให้ยาทางหลอดเลือดอย่างน้อย 3 ถึง 5 วัน และควรให้ไข้ลดลงอย่างน้อย 48 ถึง 72 ชั่วโมงก่อนเปลี่ยนเป็นยากิน สำหรับหญิงตั้งครรภ์ แนวทาง พ.ศ. 2568 ให้ปรับเป็นยากินเมื่อไข้ลงต่อเนื่องเกิน 24 ชั่วโมง แล้วให้ต่อจนครบ 14 วัน
ชื่อยาและกลุ่มยาข้างต้นเป็นการอธิบายหลักการที่แนวทางวางไว้สำหรับแพทย์ ไม่ใช่คำแนะนำให้ผู้อ่านเลือกใช้เอง ขนาดยา ความถี่ และระยะเวลาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร โดยต้องดูผลเพาะเชื้อ การทำงานของไต โรคประจำตัว และการตั้งครรภ์ประกอบกัน
ภาวะแทรกซ้อนอันตรายมีอะไรบ้าง และเมื่อไหร่ต้องไปโรงพยาบาลทันที?
เอกสารของภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดกลุ่มการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบนไว้ 5 แบบ คือ กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน ชนิด emphysematous ชนิด xanthogranulomatous ฝีที่ไต และฝีรอบไต โดยชนิด emphysematous คือการติดเชื้อรุนแรงจนเกิดฟองอากาศในเนื้อไต มักพบในผู้ป่วยเบาหวาน เอกสารฉบับนี้ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึงร้อยละ 43 และสูงถึงร้อยละ 50 ถึง 60 ถ้าภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แสดงลักษณะที่สัมพันธ์กับการทำลายเนื้อไตอย่างรวดเร็ว ส่วนฝีรอบไตระบุอัตราการเสียชีวิตไว้ราวร้อยละ 56 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการวินิจฉัยที่ล่าช้า เอกสารเดียวกันแนะนำให้สงสัยฝีรอบไตเมื่อผู้ป่วยยังมีไข้หลังได้ยาไปแล้ว 4 วัน เพราะกรวยไตอักเสบธรรมดาควรตอบสนองต่อยาภายใน 5 วัน
สัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉิน
อาการที่บ่งว่าการติดเชื้อกำลังเข้าสู่กระแสเลือด ตามเอกสารของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้แก่ ความดันโลหิตต่ำ ไม่รู้สึกตัว และไตวายเฉียบพลัน ร่วมกับไข้สูงและอาเจียนจนกินน้ำไม่ได้ ชุดอาการนี้ควรไปโรงพยาบาลทันที และถ้าผู้ป่วยซึมลงหรือหมดสติ ให้โทรสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ตามที่รายการพบหมอรามาอธิบายไว้ในตอนวันที่ 8 สิงหาคม 2562
ส่วนสัญญาณที่ไม่ถึงขั้นฉุกเฉินแต่ต้องกลับไปพบแพทย์ คือ ไข้ยังไม่ลงใน 72 ชั่วโมง หรือกลับมีอาการซ้ำภายในไม่ถึง 3 ถึง 4 สัปดาห์ เพราะแนวทาง พ.ศ. 2568 ถือว่าทั้งสองกรณีเป็นข้อบ่งชี้ให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ฝีที่ไต หรือ lobar nephronia
ตัวเลข เกณฑ์ และระยะเวลาทั้งหมดในบทความนี้คัดมาจากเอกสารที่อ้างอิงไว้ท้ายบทความ ตามที่ปรากฏ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 19 กันยายน 2569 แนวทางการรักษาและข้อมูลเชื้อดื้อยาเปลี่ยนได้ทุกปี บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผู้อ่านควรยืนยันกับแพทย์ เภสัชกร หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนตัดสินใจเรื่องการรักษาทุกครั้ง
ป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้อย่างไร?
หลักการตรงไปตรงมา คืออย่าให้เชื้อมีโอกาสค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะนาน บทความของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำให้ดื่มน้ำราว 1.5 ลิตรต่อวัน ปัสสาวะทิ้งและทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ และควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นเบาหวาน เอกสารของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีให้คำแนะนำทำนองเดียวกัน ส่วนเอกสารของสภาเภสัชกรรมนิยามการติดเชื้อแบบเป็นซ้ำไว้ที่มากกว่า 3 ครั้งใน 1 ปี
สิ่งที่ไม่ควรทำคือกินยาต้านจุลชีพป้องกันแบบพร่ำเพรื่อ แนวทาง พ.ศ. 2568 ระบุชัดว่าไม่แนะนำให้ยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่สัมพันธ์กับสายสวนปัสสาวะ เพราะเพิ่มอุบัติการณ์เชื้อดื้อยา และระบุว่าภาวะมีแบคทีเรียในปัสสาวะโดยไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องตรวจและรักษาในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่คาสายสวนปัสสาวะ
คำถามที่พบบ่อย
กรวยไตอักเสบกับกระเพาะปัสสาวะอักเสบต่างกันตรงไหน
กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง อาการหลักคือปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย และปวดหน่วงท้องน้อย ส่วนกรวยไตอักเสบเป็นการติดเชื้อที่ไตและกรวยไต ซึ่งเพิ่มไข้ หนาวสั่น และปวดบั้นเอวเข้ามา ตามการแบ่งอาการในแนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2568
ปวดหลังอย่างเดียวโดยไม่มีไข้ ใช่กรวยไตอักเสบไหม
โดยทั่วไปไม่ใช่ เพราะนิยามของกรวยไตอักเสบเฉียบพลันในเอกสารของภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี คือไข้ หนาวสั่น และปวดเอวที่พบร่วมกับแบคทีเรียและหนองในปัสสาวะ อาการปวดหลังเดี่ยว ๆ ที่ไม่มีไข้และไม่มีอาการทางปัสสาวะ มักมีสาเหตุอื่น แต่หากปวดต่อเนื่องควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ
กรวยไตอักเสบต้องนอนโรงพยาบาลทุกรายหรือไม่
ไม่ใช่ทุกราย แนวทางเวชปฏิบัติ พ.ศ. 2568 ระบุว่าผู้ป่วยกรวยไตอักเสบเฉียบพลันแบบไม่ซับซ้อนที่อาการคงที่ รักษาเป็นผู้ป่วยนอกได้ ส่วนผู้ที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด อาเจียนจนกินยาไม่ได้ หรือหญิงตั้งครรภ์ เป็นกลุ่มที่ควรรับไว้ในโรงพยาบาล
ต้องกินยานานกี่วัน และไข้ลงแล้วหยุดยาเองได้ไหม
แนวทาง พ.ศ. 2568 ระบุว่าอาจสั้นเพียง 7 วันถ้าตอบสนองเร็วและใช้ยากลุ่ม fluoroquinolones หรือ aminoglycosides ได้ แต่ถ้าตอบสนองช้าหรือใช้ยากลุ่ม beta-lactams ให้ยืดเป็น 10 ถึง 14 วัน และไม่ควรหยุดยาเองเมื่อไข้ลง เพราะต้องให้ยาจนครบระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
ซื้อยาปฏิชีวนะที่เคยกินหายมากินเองได้ไหม
ไม่ควร บทความของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจไม่ตรงกับเชื้อและทำให้ดื้อยา ข้อมูล NARST พ.ศ. 2566 ที่อ้างในแนวทาง พ.ศ. 2568 พบว่า E. coli จากปัสสาวะผู้ป่วยนอกไวต่อ ciprofloxacin เพียงร้อยละ 30.2
ทำไมผู้หญิงเป็นบ่อยกว่าผู้ชาย
บทความของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่าท่อปัสสาวะในผู้หญิงยาวเพียง 4 เซนติเมตร เชื้อจากบริเวณก้นจึงเดินทางไปถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า ส่วนเอกสารของรามาธิบดีระบุว่าเส้นทางหลักของการติดเชื้อคือการย้อนขึ้นไปจากท่อปัสสาวะ
คนท้องเป็นกรวยไตอักเสบอันตรายแค่ไหน และต้องตรวจตอนไหน
แนวทาง พ.ศ. 2568 ให้รับไว้ในโรงพยาบาลตามข้อบ่งชี้และติดตามอาการมารดากับทารกอย่างใกล้ชิด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด การคลอดก่อนกำหนด และทารกน้ำหนักตัวน้อย แนวทางยังให้ส่งเพาะเชื้อปัสสาวะ 1 ครั้งในการฝากครรภ์ครั้งแรกแม้ไม่มีอาการ
กรวยไตอักเสบทำให้ไตวายถาวรหรือไม่
เอกสารของภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่ากรวยไตอักเสบเรื้อรังหมายถึงการหดตัวและเกิดพังผืดของเนื้อไตซึ่งเกิดตามหลังการติดเชื้อ แต่เอกสารเดียวกันระบุว่าการติดเชื้อแบบไม่ซับซ้อนที่เกิดซ้ำ ไม่สัมพันธ์กับการเกิดพังผืดที่ไต ความดันโลหิตสูง หรือการสูญเสียหน้าที่ของไต
ดื่มน้ำมากช่วยป้องกันได้จริงไหม
การดื่มน้ำน้อยถูกระบุเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงในบทความของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งแนะนำให้ดื่มน้ำราว 1.5 ลิตรต่อวันเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ ร่วมกับการไม่กลั้นปัสสาวะ อย่างไรก็ตามการดื่มน้ำไม่ใช่การรักษาเมื่อเกิดการติดเชื้อที่ไตแล้ว
ตรวจปัสสาวะเจอเชื้อแต่ไม่มีอาการ ต้องกินยาไหม
แนวทาง พ.ศ. 2568 ระบุว่ากลุ่มที่จำเป็นต้องตรวจและรักษาภาวะนี้มีเพียงหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่จะเข้ารับหัตถการทางเดินปัสสาวะซึ่งอาจเกิดการบาดเจ็บของเยื่อบุ ส่วนผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่คาสายสวนปัสสาวะ ไม่จำเป็นต้องตรวจและรักษา
สรุปสิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าเป็นกรวยไตอักเสบ
ถ้ามีไข้ หนาวสั่น ปวดบั้นเอว และปัสสาวะแสบขัดในเวลาเดียวกัน ให้ถือว่าต้องพบแพทย์ในวันนั้น ไม่ใช่รอดูอาการข้ามคืน และให้บอกอาการครบทั้งสามชุด เพราะแนวทาง พ.ศ. 2568 ใช้ข้อมูลชุดนี้ร่วมกับผลตรวจปัสสาวะในการวินิจฉัย
หลังได้ยาแล้ว ให้กินยาจนครบตามที่แพทย์สั่งแม้ไข้จะลงเร็ว และกลับไปพบแพทย์ถ้าไข้ไม่ลงใน 72 ชั่วโมง หรือมีอาการซ้ำภายในไม่ถึง 3 ถึง 4 สัปดาห์
แหล่งอ้างอิง
- สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย: แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568 (ฉบับเต็ม PDF)
- สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย: หน้าเผยแพร่แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568
- คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี: Patients with urinary tract infection ผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี: เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ (RASU 406)
- ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ สภาเภสัชกรรม: การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infections)
- คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคยอดฮิตในผู้หญิงทุกวัย
- CIMjournal: แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปี 2568
- รามา แชนแนล: ข้อควรรู้ก่อนโทรเรียก 1669 เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน (8 สิงหาคม 2562)


