การหมั้นคืออะไร: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 การหมั้นคือข้อตกลงของคนสองคนที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ว่าจะสมรสกัน โดยผู้หมั้นต้องส่งมอบหรือโอนของหมั้นให้ผู้รับหมั้นเป็นหลักฐาน และของหมั้นนั้นตกเป็นสิทธิของผู้รับหมั้นทันที
ประเด็นสำคัญ
- อายุขั้นต่ำในการหมั้นคือ 18 ปีบริบูรณ์ทั้งสองฝ่าย ตามมาตรา 1435 ฉบับแก้ไข จากเดิม 17 ปี
- หมั้นกันทั้งที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี การหมั้นนั้นเป็นโมฆะ ถือเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นในทางกฎหมาย
- คนไทยบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์ตามมาตรา 19 คนอายุ 18 และ 19 ปีจึงยังต้องให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองยินยอม
- การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนของหมั้นให้ผู้รับหมั้นแล้วเท่านั้น
- ของหมั้นเป็นของผู้รับหมั้น ส่วนสินสอดเป็นของพ่อแม่ ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองของผู้รับหมั้น
- สัญญาหมั้นใช้ฟ้องบังคับให้อีกฝ่ายแต่งงานไม่ได้ แต่ฝ่ายที่ผิดสัญญาอาจต้องจ่ายค่าทดแทนและคืนทรัพย์สิน
- กฎหมายใช้คำว่า ผู้หมั้น และ ผู้รับหมั้น ซึ่งไม่ระบุเพศ คู่รักทุกเพศจึงหมั้นกันได้เหมือนกัน
การหมั้นคืออะไรในสายตาของกฎหมายไทย?
ในทางกฎหมาย การหมั้นคือสัญญาชนิดหนึ่งที่คนสองคนตกลงกันว่าจะสมรสกันในภายหลัง และมีผลจริงเมื่อมีการส่งมอบของหมั้นแล้ว ไม่ใช่แค่การขอแต่งงานด้วยคำพูดหรือการสวมแหวนกันเองโดยไม่มีเจตนาทำสัญญา หลายคนเข้าใจว่าการหมั้นเป็นแค่พิธีตามประเพณี แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวมีหมวดเรื่องการหมั้นแยกไว้ต่างหาก พร้อมกติกาเรื่องอายุ ทรัพย์สิน และค่าทดแทน
คำว่า ผู้หมั้น หมายถึงฝ่ายที่มอบของหมั้น ส่วนผู้รับหมั้นคือฝ่ายที่รับของหมั้นไว้ สมัยก่อนตัวบทเขียนว่าชายเป็นผู้หมั้นและหญิงเป็นผู้รับหมั้น แต่ฉบับปัจจุบันไม่ผูกบทบาทไว้กับเพศแล้ว ใครจะเป็นฝ่ายมอบหรือฝ่ายรับก็ได้ ขึ้นกับว่าทั้งคู่ตกลงกันอย่างไร
จุดที่คนมักพลาดคือคิดว่าตกลงปากเปล่าก็ถือว่าหมั้นแล้ว มาตรา 1437 เขียนไว้ชัดว่าการหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อผู้หมั้นได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่ผู้รับหมั้น ถ้ายังไม่มีการมอบของหมั้น สิทธิเรียกค่าทดแทนตามหมวดการหมั้นก็ยังไม่เกิด
หมั้นได้ตอนอายุเท่าไหร่ และต้องขอความยินยอมจากใครไหม?
ปัจจุบันต้องอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ทั้งสองฝ่าย และถ้ายังไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองก่อน มาตรา 1435 ที่แก้ไขใหม่ใช้ถ้อยคำว่าการหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว ถ้าฝ่าฝืน การหมั้นนั้นเป็นโมฆะ
ทำไมบางแหล่งยังบอกว่า 17 ปี
ก่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผล เกณฑ์อายุหมั้นอยู่ที่ 17 ปี ตำราเรียน ข้อสอบเก่า และบทความออนไลน์ที่เขียนก่อนปี 2568 จึงยังตอบว่า 17 ปีอยู่ ถ้าคุณกำลังอ่านสรุปกฎหมายครอบครัวเพื่อสอบหรือเพื่อใช้จริง ให้ดูปีที่เขียนก่อนเสมอ ความเห็นของเราคือ ข้อมูลเรื่องอายุหมั้นที่เขียนก่อนปี 2568 ควรถือว่าล้าสมัยไปแล้วทั้งหมด
ช่วงอายุ 18 ถึง 19 ปีต้องทำอย่างไร
มาตรา 19 กำหนดว่าบุคคลพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์ คนที่อายุ 18 หรือ 19 ปีจึงหมั้นได้ตามเกณฑ์อายุ แต่ยังเป็นผู้เยาว์ที่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เราไม่อ้างเลขมาตราของเรื่องความยินยอมไว้ในที่นี้ เพราะตัวบทฉบับที่ 24 ไม่ได้แก้ไขมาตรานั้น และเราไม่ได้ตรวจตัวบทปัจจุบันด้วยตัวเอง ถ้าจะนำไปใช้ในเอกสารทางการ ควรเปิดตัวบทปัจจุบันตรวจอีกครั้ง
ในทางปฏิบัติ ถ้าคู่หมั้นฝ่ายใดอายุยังไม่ถึง 20 ปี ครอบครัวส่วนใหญ่ก็เข้าร่วมพิธีอยู่แล้ว แต่ถ้าพ่อแม่คัดค้าน การหมั้นอาจมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ตามมา กรณีแบบนี้ควรคุยกับทนายความก่อนจัดพิธี
กฎหมายสมรสเท่าเทียมเปลี่ยนอะไรในเรื่องการหมั้นบ้าง?
มีสองเรื่องหลัก คือเพิ่มอายุขั้นต่ำจาก 17 เป็น 18 ปี และเปลี่ยนถ้อยคำในหมวดการหมั้นให้ไม่ระบุเพศ ตัวบทใช้ ผู้หมั้น และ ผู้รับหมั้น แทนชายกับหญิง ทำให้คู่รักเพศเดียวกันหมั้นกันได้ด้วยกติกาเดียวกับคู่ชายหญิง
พระราชบัญญัติฉบับนี้ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2567 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 กันยายน 2567 มาตรา 2 กำหนดให้มีผลเมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศ จึงเริ่มใช้บังคับในเดือนมกราคม 2568 แหล่งข้อมูลต่างประเทศระบุวันเริ่มต้นไม่ตรงกันระหว่างวันที่ 22 และ 23 เราจึงระบุเป็นเดือนแทนการฟันธงวันที่ สำนักงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยระบุว่าไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองการสมรสเท่าเทียม
กฎหมายฉบับเดียวกันยังแก้มาตราอื่นในหมวดการหมั้นอีกหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 1437 เรื่องของหมั้นและสินสอด มาตรา 1439 ถึง 1443 เรื่องการผิดสัญญา ค่าทดแทน การตาย และการบอกเลิกสัญญา รวมถึงมาตรา 1445 และ 1446 ส่วนเรื่องการสมรส มาตรา 1448 ก็ปรับให้คนที่จะสมรสได้ต้องอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์เช่นกัน เว้นแต่ศาลอนุญาตเมื่อมีเหตุอันสมควร
ของหมั้นกับสินสอดต่างกันอย่างไร?
ของหมั้นมอบให้ตัวผู้รับหมั้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรส ส่วนสินสอดมอบให้พ่อแม่ ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองของผู้รับหมั้น เพื่อตอบแทนที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส ในงานจริง คนไทยมักใส่ทั้งสองอย่างไว้ในขันหมากเดียวกันและเรียกรวม ๆ ว่าสินสอดทองหมั้น แต่ในทางกฎหมายสองอย่างนี้แยกกันชัดเจน และผลเมื่อเกิดปัญหาก็ไม่เหมือนกัน
| ประเด็น | ของหมั้น | สินสอด | มาตราที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|---|
| ใครเป็นผู้รับ | ผู้รับหมั้น | บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองของผู้รับหมั้น | มาตรา 1437 |
| ให้เพื่ออะไร | เป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน | ตอบแทนการที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส | มาตรา 1437 |
| จำเป็นต่อความสมบูรณ์ของการหมั้นไหม | จำเป็น ไม่มีของหมั้นการหมั้นไม่สมบูรณ์ | ไม่ใช่เงื่อนไขของการหมั้น | มาตรา 1437 |
| กรรมสิทธิ์ตกเป็นของใคร | ผู้รับหมั้นทันทีที่หมั้น | ผู้ที่ได้รับสินสอด | มาตรา 1437 |
| ผู้รับหมั้นผิดสัญญาหมั้น | ต้องคืนให้ฝ่ายผู้หมั้น | ฝ่ายผู้หมั้นอาจเรียกคืนได้ ถ้าเป็นเหตุที่ผู้รับหมั้นต้องรับผิดชอบ | มาตรา 1437 และ 1439 |
| คู่หมั้นฝ่ายใดเสียชีวิตก่อนสมรส | ไม่ต้องคืน | ไม่ต้องคืน | มาตรา 1441 |
| เกิดเหตุสำคัญกับผู้รับหมั้นจนผู้หมั้นบอกเลิก | ผู้รับหมั้นต้องคืน | ฝ่ายผู้หมั้นเรียกคืนได้ | มาตรา 1437 และ 1442 |
ถ้าต้องคืนของหมั้นหรือสินสอด มาตรา 1437 วรรคท้ายให้นำบทเรื่องลาภมิควรได้ มาตรา 412 ถึง 418 มาใช้โดยอนุโลม พูดง่าย ๆ คือคืนตามสภาพและตามหลักที่ว่าไม่ควรมีใครได้ทรัพย์ไปโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย
คำแนะนำของเราคือ ในวันหมั้นให้ทำบันทึกสั้น ๆ แยกให้ชัดว่าชิ้นไหนเป็นของหมั้น ชิ้นไหนเป็นสินสอด และมอบให้ใคร พร้อมมูลค่าโดยประมาณ เพราะเวลาเกิดข้อพิพาท คำถามแรกที่ต้องตอบคือทรัพย์แต่ละชิ้นเป็นประเภทไหน ถ้าไม่มีหลักฐานเลย ทั้งสองครอบครัวก็จะจำไม่ตรงกัน

ถ้าผิดสัญญาหมั้น เรียกค่าทดแทนอะไรได้บ้าง?
ฝ่ายที่ไม่ได้ผิดสัญญาเรียกค่าทดแทนได้ แต่เรียกให้ศาลบังคับให้อีกฝ่ายแต่งงานไม่ได้ มาตรา 1439 ระบุว่าเมื่อหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน และถ้าผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนของหมั้นให้ฝ่ายผู้หมั้นด้วย
ค่าทดแทน 3 ประเภทตามมาตรา 1440
- ความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงของผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้น
- ค่าใช้จ่ายหรือหนี้ที่คู่หมั้น พ่อแม่ หรือผู้ที่ทำหน้าที่แทนพ่อแม่ ได้จ่ายหรือก่อขึ้นโดยสุจริตและตามสมควรเพื่อเตรียมการสมรส
- ความเสียหายที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สิน หรือทำการอื่นเกี่ยวกับอาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปตามสมควร ด้วยการคาดหมายว่าจะได้สมรส
สังเกตคำว่า ตามสมควร และ โดยสุจริต ที่อยู่ในตัวบท ค่าจัดงานที่ใช้จ่ายเกินฐานะหรือจ่ายไปทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยากแต่งแล้ว อาจเรียกคืนได้ไม่เต็มจำนวน ศาลจะดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
กรณีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง
มาตรา 1445 ให้คู่หมั้นเรียกค่าทดแทนจากคนที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่หมั้นอีกฝ่าย ถ้าคนนั้นรู้หรือควรรู้ว่ามีการหมั้น โดยต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 หรือ 1443 ก่อน ส่วนมาตรา 1446 ให้เรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ข่มขืนหรือพยายามข่มขืนคู่หมั้นได้โดยไม่ต้องบอกเลิกสัญญา สิทธิตามสองมาตรานี้มีอายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงการกระทำและรู้ตัวผู้ต้องจ่าย และต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่มีการกระทำ ตามมาตรา 1447/1
มีเหตุใดที่บอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ถือว่าผิดสัญญา?
มี ถ้าเกิดเหตุสำคัญกับคู่หมั้นอีกฝ่ายจนไม่สมควรที่จะสมรสด้วย ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ ตัวบทแยกผลไว้เป็นสองทางตามว่าเหตุเกิดกับใคร
ถ้าเหตุสำคัญเกิดกับผู้รับหมั้น มาตรา 1442 ให้ผู้หมั้นบอกเลิกสัญญาได้ และผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้น ถ้าเหตุสำคัญเกิดกับผู้หมั้น มาตรา 1443 ให้ผู้รับหมั้นบอกเลิกได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้น ตรรกะคือฝ่ายที่ทำให้การสมรสเป็นไปไม่ได้ไม่ควรได้ประโยชน์จากเรื่องที่เกิดขึ้น
ส่วนกรณีคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตก่อนสมรส มาตรา 1441 ระบุว่าอีกฝ่ายเรียกค่าทดแทนไม่ได้ และไม่ต้องคืนของหมั้นหรือสินสอด ไม่ว่าผู้ที่เสียชีวิตจะเป็นผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้น กฎหมายมองว่าความตายไม่ใช่ความผิดของใคร จึงไม่มีใครต้องรับผิด
คำว่า เหตุสำคัญ ไม่มีรายการตายตัวในตัวบท ต้องดูว่าเหตุนั้นร้ายแรงพอจะทำให้การสมรสไม่สมควรหรือไม่ ถ้าคุณกำลังคิดจะบอกเลิกด้วยเหตุนี้ ควรเก็บหลักฐานและปรึกษาทนายก่อนประกาศถอนหมั้น เพราะถ้าศาลเห็นว่าเหตุไม่สำคัญพอ คุณอาจกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง
เตรียมตัวก่อนหมั้นอย่างไรให้ไม่มีปัญหาภายหลัง?
เช็กอายุ เช็กความยินยอม และจดรายการทรัพย์สินให้ครบก่อนวันงาน สามเรื่องนี้เป็นต้นเหตุของข้อพิพาทเรื่องหมั้นเกือบทุกแบบ
- ตรวจอายุของทั้งสองฝ่ายจากบัตรประชาชน ต้องครบ 18 ปีบริบูรณ์ในวันหมั้น ไม่ใช่แค่ปีเกิดครบ
- ถ้าฝ่ายใดอายุต่ำกว่า 20 ปี ให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองให้ความยินยอม และถ้าเป็นไปได้ให้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน
- แยกรายการของหมั้นกับสินสอดเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุผู้รับ มูลค่า และวันที่มอบ
- เก็บใบเสร็จค่าเตรียมงาน เพราะถ้ามีการผิดสัญญา ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปตามสมควรเป็นฐานเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1440
- ถ้าเป็นคู่รักเพศเดียวกัน ให้ตกลงกันให้ชัดว่าใครเป็นผู้หมั้นและใครเป็นผู้รับหมั้น เพราะผลทางกฎหมายหลายข้อผูกกับบทบาทนี้
ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยได้มากถ้าวันหนึ่งความสัมพันธ์ไม่เป็นไปตามแผน ข้อพิพาทเรื่องหมั้นส่วนใหญ่ไม่ได้ยากในข้อกฎหมาย แต่ยากเพราะไม่มีใครจำได้ว่าให้อะไรกับใครไปบ้าง
คำถามที่พบบ่อย
การหมั้นคืออะไร ต่างจากการสมรสอย่างไร?
การหมั้นเป็นเพียงสัญญาว่าจะสมรสกันในอนาคต ยังไม่ทำให้ทั้งคู่เป็นคู่สมรส การสมรสต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนจึงจะมีผลตามกฎหมาย
หมั้นตอนอายุ 17 ปีได้ไหม?
ไม่ได้ ตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลในเดือนมกราคม 2568 ทั้งสองฝ่ายต้องอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ การหมั้นที่ฝ่าฝืนเกณฑ์นี้เป็นโมฆะ
อายุ 19 ปีหมั้นเองได้เลยไหม?
อายุถึงเกณฑ์หมั้นแล้ว แต่ยังเป็นผู้เยาว์เพราะบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ 20 ปีบริบูรณ์ จึงต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองก่อน
ไม่มีของหมั้นถือว่าหมั้นแล้วไหม?
ในทางกฎหมายยังไม่ถือว่าการหมั้นสมบูรณ์ เพราะมาตรา 1437 กำหนดให้การหมั้นสมบูรณ์เมื่อผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนของหมั้นให้ผู้รับหมั้นแล้ว
ของหมั้นต้องเป็นแหวนเท่านั้นหรือเปล่า?
ไม่จำเป็น ตัวบทใช้คำว่าทรัพย์สินที่เป็นของหมั้น แหวน ทองคำ หรือทรัพย์สินอื่นก็เป็นของหมั้นได้ ถ้าส่งมอบให้ผู้รับหมั้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรส
สินสอดต้องจ่ายเท่าไหร่?
กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนขั้นต่ำหรือสูงสุด สินสอดเป็นเรื่องที่สองครอบครัวตกลงกันเอง และไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้การหมั้นสมบูรณ์
ถ้าอีกฝ่ายถอนหมั้น ฟ้องให้แต่งงานได้ไหม?
ไม่ได้ สัญญาหมั้นใช้ขอให้ศาลบังคับให้สมรสไม่ได้ แต่เรียกค่าทดแทนความเสียหายได้ และอาจเรียกของหมั้นหรือสินสอดคืนตามแต่กรณี
ถ้าเราเป็นฝ่ายถอนหมั้นเอง ต้องคืนแหวนไหม?
ขึ้นกับว่าคุณเป็นผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้น ถ้าผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญา มาตรา 1439 ให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายผู้หมั้น และอาจต้องจ่ายค่าทดแทนด้วย
คู่หมั้นเสียชีวิตก่อนแต่งงาน ต้องคืนสินสอดไหม?
ไม่ต้อง มาตรา 1441 ระบุว่าไม่ต้องคืนของหมั้นหรือสินสอด และอีกฝ่ายก็เรียกค่าทดแทนไม่ได้ ไม่ว่าผู้เสียชีวิตจะเป็นฝ่ายใด
คู่รักเพศเดียวกันหมั้นกันตามกฎหมายได้ไหม?
ได้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมเปลี่ยนถ้อยคำเป็นผู้หมั้นและผู้รับหมั้นที่ไม่ระบุเพศ คู่รักทุกเพศจึงใช้กติกาเดียวกัน
เรียกค่าทดแทนจากมือที่สามได้ภายในกี่เดือน?
สิทธิตามมาตรา 1445 และ 1446 มีอายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงการกระทำและรู้ตัวผู้ต้องจ่าย และต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่มีการกระทำ
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ข้อเท็จจริงของแต่ละคู่ต่างกัน ถ้ามีข้อพิพาทเรื่องการหมั้น ของหมั้น หรือสินสอด ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายก่อนตัดสินใจ
สรุป: ก่อนหมั้นให้ทำ 3 อย่างนี้
ถ้าย่อบทความนี้ให้เหลือประโยคเดียว การหมั้นคืออะไรก็คือสัญญาว่าจะแต่งงาน ที่มีผลทางกฎหมายจริงเมื่อมีการมอบของหมั้น และทั้งคู่ต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้สำคัญกว่าการจำนิยาม
ข้อแรก ตรวจอายุและขอความยินยอมจากพ่อแม่ถ้าฝ่ายใดยังไม่ถึง 20 ปี ข้อสอง ทำบันทึกแยกของหมั้นกับสินสอดให้ชัดว่าใครได้อะไร ข้อสาม เก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายเตรียมงานไว้ ถ้าคุณมีข้อพิพาทอยู่แล้ว อย่าเพิ่งคืนหรือยึดทรัพย์สินเอง ให้รวบรวมเอกสารแล้วนัดคุยกับทนายความก่อน เพราะผลของการคืนของหมั้นและสินสอดขึ้นกับว่าใครเป็นฝ่ายผิดและเหตุเกิดกับใคร
แหล่งอ้างอิง
- Thailand Law Online: Marriage Equality Act (Civil and Commercial Code Amendment Act No. 24), B.E. 2567 คำแปลตัวบท
- Thailand Law Online: Civil and Commercial Code มาตรา 1 ถึง 64 (มาตรา 19 เรื่องบรรลุนิติภาวะ)
- Library of Congress: Thailand, Law Recognizing Same-Sex Marriage Takes Effect
- United Nations Thailand: Thailand’s Marriage Equality Law, Love Wins and No One Left Behind
- ILCT: Marriage Equality Act Published in the Royal Gazette
- Wikipedia: Marriage Equality Act (Thailand)


