บทความแนะนำเส้นของปากกาชนิดใดที่มีน้ำหนักเข้มอ่อนอยู่ในเส้นเดียวกัน? ตอบ ปากกาคอแร้ง

เส้นของปากกาชนิดใดที่มีน้ำหนักเข้มอ่อนอยู่ในเส้นเดียวกัน? ตอบ ปากกาคอแร้ง

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: คำตอบของข้อสอบทัศนศิลป์ข้อนี้คือปากกาคอแร้ง หัวปากกาเป็นโลหะแยกสองแฉก พอกดแรงแฉกจะถ่างออกให้เส้นหนาและเข้ม พอผ่อนมือแฉกจะชิดกลับให้เส้นบางและอ่อน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ในการลากเส้นครั้งเดียว

เส้นของปากกาชนิดใดที่มีน้ำหนักเข้มอ่อนอยู่ในเส้นเดียวกัน คำตอบคือปากกาคอแร้ง ซึ่งเป็นปากกาจุ่มหมึกหัวโลหะสองแฉกที่แพร่หลายเข้ามาในสยามสมัยรัชกาลที่ 4 (ครองราชย์ พ.ศ. 2394 ถึง 2411) ตามที่นิตยสารศิลปวัฒนธรรมบันทึกไว้

ประเด็นสำคัญ

  • คำตอบข้อสอบคือปากกาคอแร้ง ไม่ใช่ปากกาลูกลื่น ปากกาเมจิก หรือปากกาเข็ม
  • ความเข้มอ่อนมาจากแรงกดของมือ หัวโลหะสองแฉกถ่างออกเมื่อกดแรง และชิดกันเมื่อกดเบา
  • พู่กันเปลี่ยนน้ำหนักเส้นตามแรงกดได้เหมือนกัน แต่ไม่นับเป็นปากกา จึงไม่ใช่คำตอบ
  • ปากกาหัวตัดเปลี่ยนความหนาตามทิศทางการลาก ไม่ได้เปลี่ยนตามแรงกด
  • ปากกาคอแร้งแพร่หลายเข้ามาในสยามสมัยรัชกาลที่ 4 ระหว่าง พ.ศ. 2394 ถึง 2411
  • ในทศวรรษ 1850 เมืองเบอร์มิงแฮมของอังกฤษเป็นศูนย์กลางการผลิตหัวปากกาเหล็กของโลก
  • เส้นหนาเข้มดูใกล้หรือเป็นจุดเด่น เส้นบางอ่อนดูไกลหรือเป็นส่วนรอง
  • เริ่มฝึกโดยจับปากกาทำมุมราว 45 องศากับกระดาษผิวเรียบ

เส้นของปากกาชนิดใดที่มีน้ำหนักเข้มอ่อนอยู่ในเส้นเดียวกัน?

คำตอบคือปากกาคอแร้ง ถ้าเจอข้อสอบแบบตัวเลือกก็เลือกข้อนี้ได้เลย เหตุผลอยู่ที่หัวปากกา ซึ่งเป็นแผ่นโลหะบาง ๆ ผ่ากลางเป็นสองแฉก เมื่อกดลง แฉกทั้งสองจะถ่างออกและหมึกไหลลงกระดาษมากขึ้น เส้นจึงหนาและเข้ม เมื่อผ่อนแรง แฉกจะชิดเข้าหากัน เส้นจึงเรียวเล็กและอ่อนลง

คำว่ามีน้ำหนักเข้มอ่อนอยู่ในเส้นเดียวกัน หมายถึงเส้นหนึ่งเส้นที่ลากโดยไม่ยกปากกา แต่มีทั้งช่วงหนาและช่วงบางปนกัน ลองนึกถึงตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบลายมือโบราณที่ขาลงอ้วนเข้ม ส่วนขาขึ้นเล็กเหมือนเส้นผม นั่นคือผลงานของหัวปากกาปลายแหลมที่ยืดหยุ่นได้

ปากกาที่เราใช้เขียนทุกวันทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะขนาดเส้นถูกกำหนดมาแล้วจากหัวปากกา ในมุมมองของเรา ข้อนี้เป็นข้อสอบที่ดี เพราะไม่ได้วัดความจำอย่างเดียว แต่บังคับให้เข้าใจกลไกว่าอะไรทำให้เส้นเปลี่ยน ถ้าเข้าใจกลไก ต่อให้ข้อสอบสลับตัวเลือกอย่างไรก็ยังตอบถูก

ปากกาคอแร้งคืออะไร ทำไมจึงเรียกว่าคอแร้ง?

ปากกาคอแร้งคือปากกาชนิดจุ่มหมึกที่มีหัวเป็นโลหะ ปลายหัวโค้งคล้ายปากนก คนไทยจึงเรียกว่าคอแร้ง ชื่อนี้ติดปากมาจนถึงทุกวันนี้ แม้คนรุ่นใหม่หลายคนจะไม่เคยจับของจริงเลยก็ตาม

นิยาม: ปากกาคอแร้ง คือปากกาชนิดจุ่มหมึก (ภาษาอังกฤษเรียกว่า dip pen) ที่มีหัวเป็นโลหะแผ่นบาง ปลายแหลมและผ่ากลางเป็นสองแฉก ไม่มีที่เก็บหมึกในตัว ต้องจุ่มหมึกก่อนเขียน และความหนาบางของเส้นขึ้นอยู่กับแรงกดของผู้เขียน

โดยทั่วไปหัวปากกาจะเสียบอยู่ในด้ามจับ ตัวหัวคือส่วนที่ทำงานจริงทั้งหมด ส่วนด้ามมีหน้าที่ให้มือจับได้ถนัด จุดต่างสำคัญจากปากกาหมึกซึมคือไม่มีระบบเก็บหมึก ผู้เขียนต้องจุ่มหมึกเป็นระยะ ฟังดูยุ่งยาก แต่ข้อดีคือเปลี่ยนสีหมึกได้ทันที แค่ล้างหัวแล้วจุ่มขวดใหม่

บทความจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรมเล่าว่าปากกาคอแร้งมีปลายแหลม เหมาะกับการตีเส้นและเขียนภาษาอังกฤษ ในอดีตจึงเป็นเครื่องเขียนสามัญ ก่อนที่ปากกาหมึกซึมและปากกาลูกลื่นจะเข้ามาแทน ทุกวันนี้ยังพบในงานคัดลายมือและงานวาดเส้นด้วยหมึก

หัวปากกาคอแร้งทำให้เส้นเข้มอ่อนได้อย่างไร?

แรงกดเปลี่ยนความกว้างของร่องระหว่างแฉกสองข้าง ร่องกว้างเท่าไหร่ หมึกก็ลงกระดาษมากเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นรายละเอียดของชิ้นส่วนแต่ละจุดบนหัวปากกา ซึ่งรู้ไว้แล้วจะฝึกได้เร็วขึ้น

แฉกสองข้างและร่องผ่ากลาง

หัวปากกาปลายแหลมมีร่องเล็ก ๆ ผ่าจากปลายขึ้นมาตรงกลาง สารานุกรม Wikipedia อธิบายว่าร่องนี้พาหมึกไหลลงสู่ปลายด้วยแรงแคปิลลารี และเมื่อกดหัวปากกาลงระหว่างลากเส้นขาลง แฉกจะถ่างออกและปล่อยให้หมึกไหลมากขึ้น เส้นช่วงนั้นจึงกว้างและทึบ

พอยกมือขึ้นเล็กน้อย โลหะที่มีสปริงในตัวจะดึงแฉกกลับมาชิดกัน ร่องแคบลงและเส้นก็เรียวลงทันที การเปลี่ยนจากหนาเป็นบางจึงไหลต่อเนื่อง ไม่เป็นขั้นบันไดเหมือนการเปลี่ยนปากกาคนละขนาด

รูกลางหัวปากกามีไว้ทำอะไร?

รูเล็ก ๆ ตรงกลางหัวปากกาอยู่ที่ปลายบนของร่อง ข้อมูลจาก Wikipedia ระบุว่ารูนี้ช่วยกระจายแรงเครียดของโลหะ ป้องกันไม่ให้หัวปากกาปริแตก ซึ่งสำคัญมากกับหัวที่ถูกกดให้ถ่างซ้ำไปมาทั้งวัน

สำหรับมือใหม่ รูนี้ยังเป็นขีดบอกระดับที่ดีเวลาจุ่มหมึก จุ่มให้หมึกถึงรูกลางพอดีก็เพียงพอ ไม่ต้องจุ่มทั้งหัว

ทำไมเส้นที่หนาจึงเข้มกว่าด้วย?

เมื่อแฉกถ่าง หมึกไม่ได้แค่กระจายกว้างขึ้น แต่ลงไปหนาขึ้นบนผิวกระดาษด้วย ตาเราจึงเห็นเส้นช่วงนั้นทั้งอ้วนและดำกว่า ขณะที่ช่วงเส้นบางมีหมึกน้อยจนดูจางกว่า

นี่คือเหตุผลที่ตำราทัศนศิลป์ใช้คำว่าน้ำหนักเข้มอ่อน แทนที่จะพูดแค่ว่าหนาบาง เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ขนาด แต่เป็นความรู้สึกหนักเบาที่ตาคนดูรับรู้

ปากกาแต่ละชนิดให้เส้นต่างกันอย่างไร?

ในกลุ่มปากกาที่มักโผล่มาเป็นตัวเลือกในข้อสอบ ปากกาคอแร้งเป็นชนิดเดียวที่ความเข้มอ่อนมาจากแรงกดโดยตรง ตารางนี้เทียบให้เห็นชัดว่าแต่ละชนิดต่างกันตรงไหน

ตารางเปรียบเทียบเส้นของเครื่องเขียน 6 ชนิด

เครื่องเขียนอะไรเปลี่ยนความหนาของเส้นเข้มอ่อนในเส้นเดียวได้ไหมเป็นคำตอบข้อสอบไหม
ปากกาคอแร้งแรงกดของมือ แฉกถ่างหรือชิดได้ ชัดเจนที่สุดใช่
พู่กันแรงกดของมือได้ไม่ใช่ เพราะไม่นับเป็นปากกา
ปากกาหัวตัดทิศทางการลาก ไม่ใช่แรงกดได้บางส่วนไม่ใช่
ปากกาลูกลื่นแทบไม่เปลี่ยน เส้นค่อนข้างสม่ำเสมอไม่ได้ไม่ใช่
ปากกาเมจิกไม่เปลี่ยน ขนาดเส้นคงที่ไม่ได้ไม่ใช่
ปากกาเข็มไม่เปลี่ยน ขนาดเส้นคงที่ไม่ได้ไม่ใช่
อินโฟกราฟิกสรุป เส้นของปากกาชนิดใดที่มีน้ำหนักเข้มอ่อนอยู่ในเส้นเดียวกัน? ตอบ ปากกาคอแร้ง
สรุปเป็นภาพ: เส้นของปากกาชนิดใดที่มีน้ำหนักเข้มอ่อนอยู่ในเส้นเดียวกัน? ตอบ ปากกาคอแร้ง

สองตัวเลือกที่ทำให้คนตอบผิดบ่อย

ตัวหลอกข้อแรกคือพู่กัน พู่กันเปลี่ยนน้ำหนักเส้นตามแรงกดได้จริง บางคนจึงลังเล แต่คำถามถามถึงปากกา และพู่กันไม่นับเป็นปากกา ข้อนี้จึงตัดทิ้งได้ทันที

ตัวหลอกข้อที่สองคือปากกาหัวตัด หัวแบบนี้ให้เส้นหนาบางได้เหมือนกัน แต่ Wikipedia อธิบายว่าเส้นหนาบางของหัวกว้างเกิดจากการเปลี่ยนทิศทางการลาก ขณะที่หัวปลายแหลมเกิดจากการเปลี่ยนแรงกด ข้อสอบต้องการกลไกแบบหลัง คำตอบที่ตรงที่สุดจึงยังเป็นปากกาคอแร้ง

อีกเรื่องที่น่ารู้คือหัวปากกาปลายแหลมเป็นที่มาของลายมือแบบ English Round Hand และ Copperplate ในศตวรรษที่ 17 ถึง 18 และลายมือแบบ Spencerian ในศตวรรษที่ 19 ตามที่ Wikipedia บันทึกไว้ ลายมือเหล่านี้ขึ้นชื่อเรื่องเส้นหนาบางสลับกันอย่างเห็นได้ชัด ใครเคยเห็นลายมือบนเอกสารเก่าของฝรั่งก็คงนึกภาพออก

ปากกาคอแร้งเข้ามาในสยามเมื่อไหร่?

ปากกาคอแร้งแพร่หลายเข้ามาในสยามสมัยรัชกาลที่ 4 ตามที่ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย เล่าไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 จนเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2411 ตรงกับ ค.ศ. 1851 ถึง 1868

บทความไม่ได้ระบุปีที่แน่ชัดหรือชื่อผู้นำเข้า เราจึงไม่ขอเดาเพิ่ม สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจคือช่วงเวลานี้ตรงกับยุคที่หัวปากกาเหล็กถูกผลิตทีละมาก ๆ ในอังกฤษพอดี และสยามเองก็กำลังเปิดรับวิทยาการตะวันตกในรัชกาลนั้น

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ตาม หา หัวใจ เจ้า ชาย หลง ยุค ภาค ไทย

เบอร์มิงแฮม เมืองหลวงของหัวปากกาเหล็ก

Wikipedia บันทึกว่าจอห์น มิตเชลล์ (John Mitchell) แห่งเมืองเบอร์มิงแฮม เริ่มผลิตปากกาหัวโลหะแบบจำนวนมากในปี ค.ศ. 1822 หลังจากนั้นคุณภาพหัวเหล็กดีขึ้นจนปากกาจุ่มหมึกหัวโลหะถูกใช้กันทั่วไป ถึงปี ค.ศ. 1830 ผู้ผลิตรายใหญ่คือพี่น้องมิตเชลล์ โจเซฟ จิลล็อตต์ (Joseph Gillott) และโจไซอาห์ เมสัน (Josiah Mason)

จิลล็อตต์เกิดปี ค.ศ. 1799 และเสียชีวิตปี ค.ศ. 1872 ราวปี ค.ศ. 1830 เขาหันมาผลิตหัวปากกาเหล็กด้วยเครื่องจักร และในปี ค.ศ. 1840 ได้เปิดโรงงาน Victoria Works ซึ่งจ้างแรงงานหญิงเป็นหลัก ธุรกิจของเขาเติบโตเร็วจนตัวเขากลายเป็นเศรษฐีของเมือง

ในทศวรรษ 1850 เบอร์มิงแฮมกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตหัวปากกาเหล็กของโลก หัวปากกาเหล็กที่ผลิตทั่วโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากเมืองนี้ และในปี ค.ศ. 1860 มีบริษัทผลิตหัวปากกาเหล็กในเมืองราว 100 แห่ง โดยมีบริษัทใหญ่ 12 แห่งคุมตลาด

พิพิธภัณฑ์ปากกา (Pen Museum) ในย่าน Jewellery Quarter ของเบอร์มิงแฮมให้ตัวเลขว่า ในยุควิกตอเรียเมืองนี้เป็นที่ตั้งของ 129 บริษัท มีแรงงานราว 8,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ตัวเลขนี้ไม่ตรงกับ 100 บริษัทข้างต้น เพราะนับคนละช่วง ตัวเลขแรกเป็นของปี ค.ศ. 1860 ส่วนตัวเลขของพิพิธภัณฑ์พูดถึงยุควิกตอเรียทั้งยุค พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2001 ในอาคาร Argent Centre ซึ่งเป็นอาคารอนุรักษ์ระดับ Grade II*

ทำไมปากกาจุ่มหมึกจึงค่อย ๆ หายไปจากชีวิตประจำวัน?

ปากกาหมึกซึมที่ไม่ต้องจุ่มหมึกบ่อยเข้ามาแย่งพื้นที่ก่อน จากนั้นในปี ค.ศ. 1938 ลาสโล บีโร (László Bíró) ชาวฮังการีจดสิทธิบัตรปากกาลูกลื่นที่กรุงปารีส Wikipedia ระบุว่าการประดิษฐ์ปากกาลูกลื่นมักถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมหัวปากกาในเบอร์มิงแฮมซบเซาลง

แต่ปากกาคอแร้งไม่ได้หายไปไหน มันแค่เปลี่ยนบทบาทจากเครื่องเขียนประจำวัน มาเป็นเครื่องมือของนักคัดลายมือและนักวาดภาพลายเส้น ซึ่งยังต้องการเส้นที่มีน้ำหนักในตัวแบบที่ปากกาสมัยใหม่ให้ไม่ได้

น้ำหนักเส้นช่วยให้งานทัศนศิลป์ดูมีมิติได้อย่างไร?

น้ำหนักเส้นบอกตาคนดูว่าอะไรอยู่ใกล้ อะไรอยู่ไกล และอะไรสำคัญ เส้นหนาเข้มดูเหมือนอยู่ใกล้หรือเป็นจุดเด่น ส่วนเส้นบางอ่อนดูเหมือนอยู่ไกลหรือเป็นส่วนรอง ศิลปินใช้หลักนี้สร้างทั้งพื้นที่และอารมณ์ให้ภาพ

สร้างความลึกด้วยปากกาด้ามเดียว

ลองนึกภาพต้นไม้ริมทาง ถ้าวาดลำต้นที่อยู่ใกล้ด้วยเส้นหนาเข้ม แล้ววาดกิ่งและต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปด้วยเส้นบางอ่อน ภาพจะดูมีระยะทันที โดยไม่ต้องลงสีหรือแรเงาเลย

ปากกาคอแร้งทำเรื่องนี้ได้ในเส้นเดียว ขอบลำต้นฝั่งที่รับน้ำหนักอาจหนา แล้วค่อย ๆ เรียวลงเมื่อไล่ขึ้นไปถึงยอด ภาพลายเส้นที่ได้จึงดูมีชีวิตกว่าเส้นที่หนาเท่ากันตลอด

สร้างอารมณ์และจังหวะ

เส้นที่หนาบางสลับกันให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวและมีจังหวะ คล้ายลายมือของคนที่เขียนอย่างมั่นใจ ส่วนเส้นที่หนาเท่ากันตลอดให้ความรู้สึกนิ่ง เรียบ และเป็นระเบียบ ศิลปินเลือกใช้ตามอารมณ์ที่อยากสื่อ

ใครที่วาดเส้นด้วยปากกาเข็มอยู่แล้วจะรู้ว่า ถ้าอยากได้เส้นหนาและบางในภาพเดียวต้องสลับด้ามหลายขนาด ปากกาคอแร้งตัดขั้นตอนนั้นทิ้งไป นี่คือเหตุผลที่ข้อสอบยกมันมาเป็นตัวอย่างของเส้นที่มีน้ำหนักเข้มอ่อนในตัวเอง

เริ่มฝึกใช้ปากกาคอแร้งอย่างไรให้ได้เส้นเข้มอ่อน?

เริ่มจากสี่เรื่อง คือปริมาณหมึก จังหวะการกด มุมจับปากกา และกระดาษ ถ้าสี่อย่างนี้ถูก เส้นเข้มอ่อนจะออกมาเองโดยไม่ต้องเค้น

  1. จุ่มหมึกให้ถึงรูกลางหัวปากกาพอดี ไม่ต้องจุ่มลึกกว่านั้น
  2. ตอนลากเส้นลง ให้กดแรงเพื่อให้แฉกถ่างและได้เส้นหนา
  3. ตอนลากเส้นขึ้น ให้ผ่อนมือเบา ๆ เพื่อได้เส้นบาง
  4. จับปากกาทำมุมราว 45 องศากับกระดาษ และเขียนช้า ๆ ในช่วงแรก
  5. ใช้กระดาษผิวเรียบ เพราะผิวหยาบทำให้หัวปากกาสะดุดและหมึกซึมเลอะ

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่เจอบ่อย

ปัญหาแรกคือจุ่มหมึกลึกเกินไปจนหมึกหยดเป็นก้อน ปัญหาที่สองคือกดแรงตอนลากขึ้น หัวปากกาจะจิกกระดาษเพราะแฉกถูกดันสวนทาง วิธีแก้คือจำให้ขึ้นใจว่าลงหนัก ขึ้นเบา

แบบฝึกที่ง่ายที่สุดคือลากเส้นตรงขึ้นลงเรียงเป็นแถว ให้เส้นลงหนาและเส้นขึ้นบาง พอมือเริ่มคุ้นแล้วค่อยต่อเป็นวงรีและตัวอักษร การฝึกแบบนี้น่าเบื่อในวันแรก แต่เป็นทางลัดที่สุดที่จะรู้สึกได้ว่าแรงกดนิดเดียวเปลี่ยนเส้นได้มากแค่ไหน

คำถามที่พบบ่อย

เส้นของปากกาชนิดใดที่มีน้ำหนักเข้มอ่อนอยู่ในเส้นเดียวกัน?

ปากกาคอแร้ง เพราะหัวโลหะสองแฉกถ่างออกเมื่อกดแรงและชิดกันเมื่อกดเบา ความหนาบางจึงเปลี่ยนได้ในการลากเส้นครั้งเดียว

ปากกาคอแร้งภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร?

เรียกว่า dip pen หรือปากกาจุ่มหมึก ส่วนหัวโลหะที่ใช้เขียนเรียกว่า nib

ทำไมพู่กันจึงไม่ใช่คำตอบ ทั้งที่ให้เส้นเข้มอ่อนได้?

พู่กันเปลี่ยนน้ำหนักเส้นตามแรงกดได้จริง แต่ไม่นับเป็นปากกา คำถามถามถึงปากกา พู่กันจึงตกไป

ปากกาหัวตัดให้เส้นเข้มอ่อนได้ไหม?

ได้บางส่วน แต่ความหนาบางเกิดจากทิศทางการลาก ไม่ใช่แรงกด จึงไม่ตรงกับที่ข้อสอบถาม

ปากกาลูกลื่นกดแรงแล้วเส้นหนาขึ้นไหม?

แทบไม่ต่าง เส้นของปากกาลูกลื่นค่อนข้างสม่ำเสมอ จึงสร้างน้ำหนักเข้มอ่อนในเส้นเดียวไม่ได้

ปากกาคอแร้งเข้ามาในไทยสมัยไหน?

แพร่หลายเข้ามาในสยามสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2394 ถึง 2411 ตามข้อมูลจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

ใครเริ่มผลิตหัวปากกาเหล็กแบบจำนวนมาก?

Wikipedia ระบุว่าจอห์น มิตเชลล์ แห่งเมืองเบอร์มิงแฮม เริ่มผลิตแบบจำนวนมากในปี ค.ศ. 1822 ต่อมาโจเซฟ จิลล็อตต์ และโจไซอาห์ เมสัน ก็กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่

ควรจุ่มหมึกลึกแค่ไหน?

จุ่มให้หมึกถึงรูกลางหัวปากกาพอดี ถ้าจุ่มลึกกว่านั้นหมึกมักหยดเลอะกระดาษ

ควรจับปากกาคอแร้งทำมุมกี่องศา?

ราว 45 องศากับกระดาษ มุมนี้ช่วยให้แฉกถ่างได้สะดวกเวลากดลง

กระดาษแบบไหนเหมาะกับปากกาคอแร้ง?

กระดาษผิวเรียบ เพราะกระดาษผิวหยาบทำให้หัวปากกาสะดุดและหมึกซึมเป็นขุย

เส้นหนากับเส้นบางให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไรในภาพ?

เส้นหนาเข้มดูใกล้หรือเป็นจุดเด่น ส่วนเส้นบางอ่อนดูไกลหรือเป็นส่วนรอง ศิลปินใช้ความต่างนี้สร้างระยะและอารมณ์

ปากกาลูกลื่นเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

ลาสโล บีโร ชาวฮังการีจดสิทธิบัตรปากกาลูกลื่นที่กรุงปารีสในปี ค.ศ. 1938 ตามข้อมูลจาก Wikipedia

สรุป: จำคำตอบให้แม่น แล้วลองลากเส้นเองสักหน้า

สำหรับข้อสอบ ให้ตอบว่าปากกาคอแร้ง และจำเหตุผลเป็นประโยคเดียวว่า กดแรงแฉกถ่างเส้นหนาเข้ม กดเบาแฉกชิดเส้นบางอ่อน ถ้าเจอพู่กันหรือปากกาหัวตัดในตัวเลือก ให้นึกถึงตารางด้านบนแล้วตัดทิ้งได้เลย

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  นิ่ง เฮีย ก็ หา ว่า ซื่อ เล้า เป็ด

ถ้าอยากเข้าใจลึกกว่าการท่องจำ ลองหาปากกาคอแร้งหัวปลายแหลม หมึกหนึ่งขวด และกระดาษผิวเรียบ แล้วฝึกลากเส้นขึ้นลงสักหน้ากระดาษ จากนั้นลองวาดภาพง่าย ๆ สักภาพโดยใช้เส้นหนาเข้มกับสิ่งที่อยู่ใกล้ และเส้นบางอ่อนกับสิ่งที่อยู่ไกล คุณจะเห็นเองว่าทำไมปากกาที่เข้ามาในสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ยังเป็นเครื่องมือโปรดของนักวาดจนถึงวันนี้

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด