บทความแนะนำระดับความตื่นตัวแบบไหนดีที่สุด กฎของเยอร์คีส์ดอดสันและกราฟตัวยูกลับหัว

ระดับความตื่นตัวแบบไหนดีที่สุด กฎของเยอร์คีส์ดอดสันและกราฟตัวยูกลับหัว

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: คำตอบของข้อสอบคือระดับปานกลาง ความตื่นตัวน้อยไปทำให้เบื่อและหละหลวม มากไปทำให้ลนและพลาด ส่วนตรงกลางให้ผลดีที่สุด แต่จุดกลางนั้นเลื่อนได้ตามความยากของงาน งานง่ายรับความตื่นตัวสูงได้ งานยากต้องการความตื่นตัวต่ำลง ซึ่งเป็นสิ่งที่การทดลองกับหนูเมื่อปี ค.ศ. 1908 พบจริง ๆ

ระดับความตื่นตัวที่ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดคือระดับปานกลาง ตำราจิตวิทยา OpenStax สรุปว่าความตื่นตัวปานกลางโดยทั่วไปให้ผลดีที่สุด เมื่อความตื่นตัวสูงมากหรือต่ำมาก ผลงานมักแย่ลง ความสัมพันธ์นี้เรียกว่ากฎของเยอร์คีส์ดอดสัน (Yerkes-Dodson law) มาจากงานวิจัยของ Robert M. Yerkes และ John D. Dodson ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1908 และมีเงื่อนไขสำคัญคือจุดที่ดีที่สุดขึ้นกับความยากของงาน

ประเด็นสำคัญ

  • ถ้าเจอข้อสอบถามว่าความตื่นตัวระดับใดทำให้ประสิทธิภาพสูงสุด ให้ตอบระดับปานกลาง
  • งานต้นฉบับปี 1908 ใช้หนูเต้นรำ 40 ตัว ฝึกให้เลือกกล่องสีขาวแทนกล่องสีดำ ถ้าเข้ากล่องดำจะโดนไฟฟ้าช็อต
  • งานแยกแยะง่าย ไฟฟ้าแรงที่สุดที่ทดลอง (420 หน่วย) ทำให้เรียนรู้เร็วที่สุด งานยาก ระดับ 195 หน่วยกลับดีที่สุด
  • ผู้วิจัยสรุปว่า ยิ่งงานยาก ความแรงของสิ่งเร้าที่ดีที่สุดยิ่งเข้าใกล้ระดับต่ำสุดที่สัตว์เริ่มรู้สึก
  • OpenStax อธิบายในภาษาปัจจุบันว่างานง่ายทำได้ดีเมื่อตื่นตัวค่อนข้างสูง งานซับซ้อนทำได้ดีเมื่อตื่นตัวต่ำกว่า
  • บทความต้นฉบับถูกอ้างอิงเพียง 10 ครั้งในครึ่งศตวรรษแรก และนักวิชาการปัจจุบันมองว่าเป็นกรอบคิดที่ใช้ได้ ไม่ใช่กฎตายตัว

ระดับความตื่นตัวระดับใดที่ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด?

คำตอบคือระดับปานกลาง ถ้าเจอคำถามนี้ในข้อสอบแบบตัวเลือก ให้เลือกข้อที่ระบุว่าปานกลางหรือพอเหมาะ เพราะเป็นจุดยอดของเส้นโค้งที่หน้าตาเหมือนระฆังคว่ำ ซึ่งแหล่งข้อมูลทุกแห่งที่เราเปิดตรวจใช้อธิบายเรื่องนี้

ตำรา Psychology 2e ของ OpenStax เขียนไว้ว่ามีระดับความตื่นตัวที่เหมาะสมซึ่งคนเราพยายามรักษาไว้ ถ้าตื่นตัวน้อยเกินไปเราจะเบื่อและออกไปหาสิ่งกระตุ้น งานวิจัยแสดงว่าความตื่นตัวปานกลางโดยทั่วไปดีที่สุด เมื่อความตื่นตัวสูงมากหรือต่ำมาก ผลงานมักแย่ลง วิกิพีเดียภาษาไทยในหัวข้อสภาวะตื่นตัวสรุปตรงกันว่ามีระดับความตื่นตัวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำงาน และระดับที่มากหรือน้อยเกินไปมีผลลบต่อสมรรถภาพ

นิยาม: ความตื่นตัว (arousal) คือสภาวะของการตื่นตัวหรือการตอบสนองต่อตัวกระตุ้น ซึ่งตำราจิตวิทยาพูดถึงทั้งความตื่นตัวทางสรีรวิทยาและทางจิตใจ ส่วนกฎของเยอร์คีส์ดอดสันคือความสัมพันธ์เชิงประจักษ์ที่บอกว่าผลงานดีขึ้นตามความตื่นตัว แต่ดีขึ้นได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น เมื่อตื่นตัวมากเกินไป ผลงานจะลดลง ในภาษาไทยอาจสะกดชื่อกฎต่างกันไป เช่น วิกิพีเดียภาษาไทยใช้ว่า กฎของเยอร์คส-ด็อดสัน

ถึงอย่างนั้น คำว่าปานกลางเป็นคำตอบที่ถูกแต่ยังไม่ครบ สิ่งที่ตำราหลายเล่มพูดถึงน้อยคือ ปานกลางของงานแต่ละชนิดไม่เท่ากัน การคิดเลขยาก ๆ ต้องการความตื่นตัวต่ำกว่าการยกของหรือวิ่งเร็ว ถ้าจำแค่ว่าตรงกลางดีที่สุดแล้วนำไปใช้กับทุกงาน ก็อาจเตรียมตัวผิดทิศได้ ข้อนี้มาจากงานวิจัยต้นฉบับโดยตรง ไม่ใช่การตีความเพิ่มเติมภายหลัง

การทดลองของเยอร์คีส์และดอดสันปี 1908 ทำอย่างไร?

บทความชื่อ The relation of strength of stimulus to rapidity of habit-formation ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Comparative Neurology and Psychology เล่มที่ 18 หน้า 459 ถึง 482 เมื่อ ค.ศ. 1908 ผู้เขียนคือ Robert M. Yerkes และ John D. Dodson โจทย์ของพวกเขาไม่ได้ถามเรื่องความเครียดของคน แต่ถามว่าความแรงของสิ่งเร้า ในที่นี้คือไฟฟ้าช็อต มีผลต่อความเร็วในการเรียนรู้นิสัยใหม่ของหนูหรือไม่ และความแรงระดับใดเหมาะที่สุด

สัตว์ทดลองคือหนูเต้นรำ ไม่ใช่หนูแรท

สัตว์ที่ใช้คือหนูเต้นรำ (dancing mouse) ซึ่งวิกิพีเดียภาษาอังกฤษระบุว่าเป็นหนูบ้านญี่ปุ่น ในบทความต้นฉบับ ผู้วิจัยเขียนว่าใช้หนูทั้งหมด 40 ตัว เกือบทุกตัวอายุระหว่าง 6 ถึง 8 สัปดาห์เมื่อเริ่มฝึก สารานุกรม Britannica ระบุว่าหนังสือเล่มแรกของ Yerkes ชื่อ The Dancing Mouse ช่วยให้หนูเมาส์และหนูแรทกลายเป็นสัตว์ทดลองมาตรฐานของวงการจิตวิทยา

เราพบว่าแหล่งข้อมูลรองบางแห่งเล่าผิด เช่น บทความสรุปของ EBSCO Research Starters เขียนว่าเป็นการทดลองกับหนูแรทที่ต้องเลือกประตู แต่ต้นฉบับที่เราเปิดอ่านทั้งฉบับระบุชัดว่าเป็นหนูเต้นรำที่ต้องเลือกระหว่างกล่องสองกล่อง ถ้าต้องตอบข้อสอบหรือเขียนรายงาน ให้ยึดตามต้นฉบับ

งานที่หนูต้องทำคือแยกขาวกับดำ

อุปกรณ์เป็นกล่องไม้ยาว 94 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร และลึก 11.5 เซนติเมตร ด้านในแบ่งเป็นห้องรัง ห้องทางเข้า และกล่องไฟฟ้าสองกล่อง กล่องหนึ่งติดกระดาษแข็งสีขาว อีกกล่องติดสีดำ และสลับตำแหน่งซ้ายขวาไปเรื่อย ๆ หนูต้องเลือกเข้ากล่องสีขาวเสมอ ถ้าเริ่มจะเข้ากล่องสีดำ ผู้ทดลองจะกดสวิตช์ให้หนูได้รับไฟฟ้าช็อต กระดาษสีขาวสะท้อนแสงมากกว่าสีดำ 10.5 เท่า

หนูแต่ละตัวถูกทดสอบวันละ 10 ครั้งทุกเช้า จนกว่าจะเลือกถูกทุกครั้งติดต่อกัน 3 วัน ผู้วิจัยใช้จำนวนครั้งที่ต้องทดสอบก่อนหนูจะหยุดทำผิดเป็นตัววัดความเร็วในการเรียนรู้ ยิ่งใช้น้อยครั้งยิ่งเรียนเร็ว

ตัวแปรสำคัญสองตัว

ตัวแปรแรกคือความแรงของไฟฟ้า วัดเป็นหน่วยของการกระตุ้น (units of stimulation) จากเครื่องที่ปรับเทียบค่าไว้ ชุดหลังใช้ตั้งแต่ 135 หน่วย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่ผู้วิจัยเห็นว่าฝึกได้ผล ไปจนถึง 420 หน่วย ซึ่งเป็นระดับแรงที่สุดที่พวกเขาเห็นว่ายังปลอดภัย ตัวแปรที่สองคือความยากของงาน ผู้วิจัยปรับด้วยการทำให้กล่องสองกล่องสว่างต่างกันมากหรือน้อย ถ้าต่างกันมาก หนูแยกได้ง่าย ถ้าต่างกันนิดเดียว หนูแยกได้ยาก

ผลการทดลองทั้ง 3 ชุดออกมาอย่างไร?

ผลออกมาไม่เหมือนกันในแต่ละชุด และความขัดกันนี้เองที่ทำให้เกิดข้อสรุปสำคัญ ชุดที่ 1 เป็นงานยากปานกลาง ชุดที่ 2 เป็นงานง่าย และชุดที่ 3 เป็นงานยาก ตารางด้านล่างสรุปจากตัวบทความต้นฉบับ ตัวเลขความแรงของไฟฟ้าในชุดที่ 1 ผู้วิจัยประมาณย้อนหลังจึงมีช่วงคลาดเคลื่อนกำกับไว้

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เงินเดือนข้าราชการ: ข้อมูลเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการไทย
ชุดการทดลองความยากของการแยกขาวดำความแรงของไฟฟ้า (หน่วย)ผลที่ผู้วิจัยรายงาน
ชุดที่ 1 ไฟฟ้าอ่อนปานกลาง125 ± 10ฝึกไป 20 วัน มีเพียง 1 ใน 4 ตัวที่เรียนรู้ได้สมบูรณ์ จึงหยุดการทดลอง
ชุดที่ 1 ไฟฟ้าปานกลางปานกลาง300 ± 25ทุกตัวเรียนรู้เร็ว เส้นกราฟชี้ว่าได้นิสัยสมบูรณ์เมื่อทดสอบราว 80 ครั้ง
ชุดที่ 1 ไฟฟ้าแรงปานกลาง500 ± 50ทุกตัวเรียนรู้ช้ากว่ากลุ่มไฟฟ้าปานกลาง ผลคล้ายกลุ่มไฟฟ้าอ่อน
ชุดที่ 2 ระดับอ่อนที่สุดง่าย135เรียนรู้ช้าที่สุดในชุดนี้
ชุดที่ 2 ระดับแรงที่สุดง่าย420เรียนรู้เร็วที่สุด โดยรวมยิ่งไฟฟ้าแรงยิ่งเรียนเร็ว
ชุดที่ 3 ระดับที่ดีที่สุดยาก195ดีกว่าทั้งระดับที่อ่อนกว่าและแรงกว่า

ในข้อสรุปข้อที่ 5 ผู้วิจัยเรียงระดับไฟฟ้าที่เหมาะที่สุดตามความยากของงานไว้เป็น 420, 300 และ 195 หน่วย สำหรับงานง่าย งานปานกลาง และงานยาก ตามลำดับ แล้วสรุปว่าเมื่องานยากขึ้น ความแรงของสิ่งเร้าที่เหมาะที่สุดจะเข้าใกล้ระดับต่ำสุดที่สัตว์เริ่มรู้สึก นิสัยที่เรียนง่ายสร้างได้ภายใต้การกระตุ้นแรง ส่วนนิสัยที่ยากสร้างได้ดีเฉพาะภายใต้การกระตุ้นค่อนข้างอ่อน

มีรายละเอียดที่คนมักข้ามไปอีกสองข้อ ข้อแรก ในงานง่าย ผู้วิจัยไม่เคยเห็นจุดที่ผลเริ่มลดลง เพราะไม่ต้องการให้สัตว์ได้รับไฟฟ้าระดับที่เป็นอันตราย พวกเขาจึงเขียนว่าข้อสรุปส่วนนี้เป็นข้อสรุปเบื้องต้น ข้อที่สอง ชุดที่ 1 ใช้ไฟฟ้าเพียง 3 ระดับ ผู้วิจัยยอมรับเองว่าอาจยังไม่พบระดับที่ดีที่สุดจริง และข้อสรุปข้อที่ 5 จึงอ่อนลงเล็กน้อยด้วยเหตุนี้

อีกข้อสังเกตที่น่าสนใจคือพฤติกรรม ผู้วิจัยเขียนว่าหนูที่ได้รับไฟฟ้าแรงไม่ได้เลือกช้ากว่า แต่เลือกอย่างระวังน้อยกว่าและไตร่ตรองน้อยกว่า ภาพนี้คล้ายนักเรียนที่ตื่นเต้นจัดจนรีบกาคำตอบโดยไม่อ่านโจทย์ให้จบ ผู้วิจัยยังวัดพบว่าหนูเพศผู้ตอบสนองต่อไฟฟ้าที่อ่อนกว่าระดับต่ำสุดที่เพศเมียตอบสนองได้ราว 10 เปอร์เซ็นต์

อินโฟกราฟิกสรุป ระดับความตื่นตัวแบบไหนดีที่สุด กฎของเยอร์คีส์ดอดสันและกราฟตัวยูกลับหัว
สรุปเป็นภาพ: ระดับความตื่นตัวแบบไหนดีที่สุด กฎของเยอร์คีส์ดอดสันและกราฟตัวยูกลับหัว

ทำไมกราฟจึงเป็นรูปตัวยูกลับหัว และความยากของงานเลื่อนจุดยอดไปทางไหน?

วิกิพีเดียภาษาอังกฤษอธิบายว่ากราฟแบบนี้แยกได้เป็นสองแรงที่ทำงานพร้อมกัน ขาขึ้นของตัวยูกลับหัวคือผลที่ความตื่นตัวช่วยเพิ่มพลังและแรงจูงใจ ขาลงคือผลเสียของความตื่นตัวหรือความเครียดต่อกระบวนการคิด เช่น ความสนใจที่แคบลงจนมองเห็นแต่สิ่งตรงหน้า ความจำ และการแก้ปัญหา

วิกิพีเดียภาษาไทยอ้างถึงสมมติฐานการใช้ข้อมูลของอีสเตอร์บรุก (Easterbrook cue-utilisation hypothesis) ที่เสนอว่าเมื่อความตื่นตัวเพิ่มขึ้น จำนวนข้อมูลจากการรับรู้ที่เรานำไปใช้ได้กลับลดลง ถ้าอธิบายตามแนวคิดนี้ในความเข้าใจของเรา งานง่ายมีข้อมูลที่ต้องใช้น้อย การตัดข้อมูลรอบข้างทิ้งจึงไม่เสียหาย แต่งานยากต้องใช้ข้อมูลหลายชิ้นพร้อมกัน พอความตื่นตัวบีบให้เห็นแคบลง ข้อมูลที่จำเป็นก็หลุดไป

หลักฐานทางชีวภาพก็ชี้ไปทางเดียวกัน บทความทบทวนของ Lupien และคณะในปี 2007 ที่วิกิพีเดียอ้างถึง พบว่าความจำเทียบกับระดับฮอร์โมนความเครียดกลุ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ในเลือดเป็นเส้นโค้งรูปตัวยูคว่ำ การสร้างความจำระยะยาวดีที่สุดเมื่อฮอร์โมนสูงขึ้นเล็กน้อย และลดลงเมื่อฮอร์โมนต่ำมากหรือสูงมาก

งานแต่ละแบบต้องการความตื่นตัวต่างกัน

ตำรา OpenStax สรุปกฎของเยอร์คีส์ดอดสันว่างานง่ายทำได้ดีที่สุดเมื่อความตื่นตัวค่อนข้างสูง ส่วนงานซับซ้อนทำได้ดีที่สุดเมื่อความตื่นตัวต่ำกว่า วิกิพีเดียเพิ่มว่าสำหรับงานง่ายหรืองานที่ฝึกจนคล่อง ความสัมพันธ์เป็นแบบขาขึ้นอย่างเดียว ผลงานดีขึ้นเมื่อตื่นตัวมากขึ้น สำหรับงานซับซ้อน ไม่คุ้นเคย หรือยาก ความสัมพันธ์จะกลับทิศหลังผ่านจุดหนึ่งไปแล้ว ตารางนี้รวบรวมจากแหล่งที่เราเปิดตรวจ

ลักษณะงานความตื่นตัวที่เหมาะเหตุผลโดยย่อที่มา
งานง่ายหรือฝึกจนคล่องค่อนข้างสูงผลงานเพิ่มตามความตื่นตัว ยังไม่พบจุดตกในงานต้นฉบับOpenStax, วิกิพีเดีย
งานยาก ซับซ้อน หรือไม่คุ้นเคยค่อนข้างต่ำต้องใช้สมาธิ ความตื่นตัวสูงบีบความสนใจให้แคบOpenStax, วิกิพีเดีย
งานที่ต้องใช้ความอดทนต่อเนื่องสูงขึ้นความตื่นตัวช่วยเพิ่มแรงจูงใจวิกิพีเดีย
กีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและความละเอียดต่ำทักษะซับซ้อน ต้องการความละเอียดExRx.net
กีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และท่าไม่ซับซ้อนสูงทักษะเรียบง่าย ต้องการพลังระเบิดExRx.net, Simply Psychology

ตัวอย่างในกีฬา การสอบ และการทำงานมีอะไรบ้าง?

กีฬา

OpenStax ยกตัวอย่างทีมซอฟต์บอลที่ถูกคาดว่าจะชนะเกมแรกขาดลอย ทีมนี้ลงสนามด้วยความตื่นตัวต่ำ แล้วแพ้ให้ทีมที่ฝีมือด้อยกว่า นี่คือฝั่งซ้ายของกราฟ ส่วนฝั่งขวา ExRx.net สรุปกฎนี้ในบริบทกีฬาว่างานที่ซับซ้อนและใช้ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก ความตื่นตัวที่เหมาะคือต่ำ งานที่ค่อนข้างง่ายและใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ความตื่นตัวที่เหมาะคือสูง Simply Psychology เขียนในทำนองเดียวกันว่าทักษะแบบใช้แรงระเบิดที่ฝึกจนคล่องมักได้ประโยชน์จากความตื่นตัวสูง แต่ทักษะมัดเล็กหรือทักษะใหม่มักต้องการความตื่นตัวต่ำกว่า

การสอบ

OpenStax เล่าว่านักศึกษาช่วงปลายภาคเรียนเจอทั้งสอบ รายงาน และงานใหญ่ต่อเนื่องจนความตื่นตัวสูงเกินไป แต่พอปิดภาคได้ไม่นานก็เริ่มเบื่อ ความตื่นตัวต่ำเกินและผลงานก็ต่ำลงตาม Simply Psychology แนะนำให้ปรับให้เข้ากับงาน ถ้ารู้สึกเนือย ๆ ให้ขยับร่างกายสั้น ๆ ถ้ารู้สึกใจสั่นให้หายใจช้า ๆ และใช้ความตื่นตัวสูงกับการทบทวนความจำ ใช้ความตื่นตัวต่ำลงกับการแก้โจทย์ซับซ้อน

ในทางปฏิบัติ ข้อสอบชุดเดียวกันอาจมีทั้งสองแบบ ข้อท่องจำอย่างนิยามหรือปี ค.ศ. ทำได้ดีตอนกระฉับกระเฉง ส่วนโจทย์คำนวณหลายขั้นหรือข้อที่ต้องอ่านบทความยาวควรชะลอก่อนลงมือ การทำข้อง่ายก่อนจึงมีข้อดีสองชั้น คือเก็บคะแนนและใช้ความตื่นเต้นช่วงแรกให้เป็นประโยชน์

การทำงาน

Healthline ในบทความที่ผ่านการตรวจทานโดย Marney A. White, PhD ยกตัวอย่างงานประจำที่ไม่มีความท้าทายเลย ซึ่งทำให้แรงจูงใจหายไปและคนทำงานใส่ความพยายามน้อยที่สุด ในทางกลับกัน กำหนดส่งที่มีความหมายหรือสถานการณ์แข่งขันที่พอรับมือได้ช่วยให้จดจ่อ บทความเดียวกันเตือนว่าความเครียดระยะสั้นระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเป็นแรงจูงใจได้ แต่ความเครียดเรื้อรังมักทำร้ายทั้งสุขภาพกายและใจโดยไม่ได้ช่วยให้ผลงานดีขึ้น

ความเห็นของเราคือ หัวหน้างานที่ใช้กฎนี้ได้ดีจะไม่ถามว่าจะเร่งทีมอย่างไร แต่จะถามว่างานชิ้นนี้ง่ายหรือยาก งานซ้ำ ๆ อาจต้องเติมเป้าหมายหรือกำหนดส่ง ส่วนงานวิเคราะห์ยาก ๆ อาจต้องลดการประชุมและการเร่งรัดลง ไม่ใช่เพิ่มแรงกดดัน

ถ้าตื่นตัวน้อยหรือมากเกินไป ควรปรับอย่างไร?

เริ่มจากสังเกตตัวเองก่อนว่าอยู่ฝั่งไหนของกราฟ ฝั่งซ้ายมักรู้สึกง่วง เบื่อ ทำอะไรแบบขอไปที ฝั่งขวามักรู้สึกใจเต้นแรง มือสั่น คิดวน หรือทำพลาดในเรื่องที่ปกติไม่พลาด จากนั้นจึงเลือกวิธีปรับ Simply Psychology รวบรวมวิธีไว้ดังนี้

วิธีเพิ่มความตื่นตัวเมื่อเนือยเกินไป

  • ตั้งเวลาหรือกำหนดส่งย่อย: แบ่งงานเป็นช่วงสั้นแล้วตั้งเป้าให้เสร็จในเวลาที่กำหนด
  • ลุกยืนหรือเดิน 2 นาที: การขยับร่างกายสั้น ๆ ช่วยปลุกให้ตื่นตัวขึ้น
  • เปิดเสียงพื้นหลัง: ถ้าความเงียบทำให้ง่วง เสียงเบา ๆ อาจช่วยได้
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  จุด มุ่งหมาย ที่ สํา คั ญ ที่ มอ ร์ แกน วาง ไว้ คือ อะไร

วิธีลดความตื่นตัวเมื่อลนเกินไป

  • หายใจช้า: ประมาณ 4 ถึง 6 ครั้งต่อนาที ให้หายใจออกยาวกว่าหายใจเข้า ทำ 60 ถึง 120 วินาที
  • ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน: เกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อไล่ไปทีละกลุ่ม
  • เปลี่ยนคำที่บอกตัวเอง: เปลี่ยนจาก “ฉันกังวล” เป็น “ฉันตื่นเต้น” เพื่อมองอาการทางกายเป็นพลัง

บุคลิกภาพก็มีผล Simply Psychology ระบุว่าคนเก็บตัวมักไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าจึงอาจล้นเร็วกว่า ส่วนคนแสดงตัวมักได้ประโยชน์จากสิ่งกระตุ้นเพิ่ม วิกิพีเดียภาษาไทยเล่าว่า ฮันส์ ไอเซงค์ (Hans Eysenck) เคยเสนอว่าความต่างของระดับความตื่นตัวพื้นฐานทำให้คนมีบุคลิกเก็บตัวหรือแสดงตัว แต่งานวิจัยภายหลังเสนอว่ามีความเป็นไปได้มากกว่าที่ระดับพื้นฐานเท่ากัน ต่างกันที่การตอบสนองต่อตัวกระตุ้น Healthline ยังเพิ่มปัจจัยอื่นคือระดับทักษะ ประสบการณ์ และความมั่นใจในตัวเอง

ข้อมูลในบทความนี้เรียบเรียงจากแหล่งอ้างอิงที่ระบุ ณ วันที่ตรวจสอบ เพื่อความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์หรือจิตวิทยาเฉพาะบุคคล หากความวิตกกังวลหรือความเครียดรบกวนการเรียน การทำงาน หรือการนอนเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยา

กฎของเยอร์คีส์ดอดสันถูกวิจารณ์ในเรื่องใดบ้าง?

ประเด็นแรกคือชื่อ กฎ อาจใหญ่เกินหลักฐาน วิกิพีเดียภาษาอังกฤษอ้างบทความของ Martin Corbett ปี 2015 ว่าบทความต้นฉบับถูกอ้างอิงเพียง 10 ครั้งในครึ่งศตวรรษต่อมา แต่ใน 4 ครั้งนั้นก็เรียกผลการทดลองว่าเป็นกฎทางจิตวิทยาไปแล้ว ขณะที่ต้นฉบับทดลองกับหนู 40 ตัว ชุดที่ 3 ใช้หนูเพียงคู่เดียวต่อความแรงแต่ละระดับ และผู้วิจัยเขียนเองว่าจะไม่ฝากข้อสรุปไว้กับการศึกษาหนูอย่างเดียว แต่จะทดลองซ้ำกับสัตว์ชนิดอื่น

ประเด็นที่สองคือสิ่งที่วัด ต้นฉบับวัดความแรงของไฟฟ้าช็อต ไม่ได้วัดความตื่นตัวโดยตรง Simply Psychology ชี้ว่างานต้นฉบับผสมเรื่องการลงโทษ แรงจูงใจ และความเครียดเข้าด้วยกัน ไม่ได้วัดความตื่นตัวทางสรีรวิทยาโดยตรง ใช้สถิติที่เรียบง่ายตามมาตรฐานสมัยนั้น และการนำไปใช้กับคนเป็นการสันนิษฐานมากกว่าการทดสอบ ในภาษาทฤษฎีการเรียนรู้ ไฟฟ้าช็อตเมื่อเข้ากล่องดำคือการลงโทษ ถ้ายังสับสนระหว่างการลงโทษกับการเสริมแรงทางลบ ควรแยกสองคำนี้ให้ออกก่อนตอบข้อสอบที่ถามถึงการทดลองนี้

ประเด็นที่สามคือรูปกราฟที่ตำราใช้ วิกิพีเดียภาษาอังกฤษระบุว่ากราฟที่นิยมที่สุดคือแบบที่เรียกว่าเวอร์ชันของ Hebb ซึ่งเป็นตัวยูกลับหัวรูปเดียวสำหรับทุกงาน กราฟนี้ละข้อเท็จจริงที่ว่าความตื่นตัวสูงไม่ได้ทำให้งานง่ายแย่ลง และมักถูกอ้างอย่างไม่ถูกต้องในตำรา ต้นฉบับจริงมีเส้นโค้งแยกตามความยากของงาน

ประเด็นสุดท้ายคือทฤษฎีคู่แข่ง วิกิพีเดียระบุว่าทฤษฎีการไหลลื่น (flow) มองเรื่องความตื่นตัวกับระดับทักษะอย่างซับซ้อนกว่า และทฤษฎีการกลับขั้ว (reversal theory) โต้แย้งกฎนี้โดยตรง งานวิจัยบางชิ้น เช่น ของ Broadhurst และ Duffy สนับสนุนว่าความสัมพันธ์แบบนี้มีอยู่ แต่ยังอธิบายสาเหตุได้ไม่สำเร็จ Simply Psychology จึงสรุปว่าควรมองตัวยูกลับหัวเป็นกรอบคิดที่มีประโยชน์ ไม่ใช่กฎที่เคร่งครัด

ข้อสรุปของเราคือ ถ้าเจอข้อสอบ ให้ตอบระดับปานกลางได้อย่างมั่นใจ เพราะเป็นคำตอบมาตรฐานที่ตำราใช้ แต่ถ้านำไปใช้กับชีวิตจริง ให้จำประโยคที่สองด้วยว่าความพอดีขึ้นกับความยากของงานและตัวคน

คำถามที่พบบ่อย

ระดับความตื่นตัวระดับใดที่ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด?

ระดับปานกลาง ตำรา OpenStax สรุปว่าความตื่นตัวปานกลางโดยทั่วไปดีที่สุด เมื่อสูงมากหรือต่ำมาก ผลงานมักแย่ลง

กฎของเยอร์คีส์ดอดสันคืออะไร?

คือความสัมพันธ์ที่บอกว่าผลงานดีขึ้นตามความตื่นตัวถึงจุดหนึ่ง แล้วลดลงเมื่อตื่นตัวมากเกินไป และจุดที่ดีที่สุดขึ้นกับความยากของงาน

ใครเป็นผู้ค้นพบกฎนี้และเมื่อไหร่?

Robert M. Yerkes และ John D. Dodson ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Comparative Neurology and Psychology เล่มที่ 18 เมื่อ ค.ศ. 1908

การทดลองต้นฉบับใช้สัตว์อะไร?

ใช้หนูเต้นรำ 40 ตัว ซึ่งต้องเรียนรู้ที่จะเลือกกล่องสีขาวแทนกล่องสีดำที่มีไฟฟ้าช็อต ไม่ใช่หนูแรทที่เลือกประตูอย่างที่บางแหล่งเล่า

งานยากควรตื่นตัวมากหรือน้อย?

น้อยกว่างานง่าย ในงานต้นฉบับ งานยากได้ผลดีที่สุดที่ไฟฟ้า 195 หน่วย ขณะที่งานง่ายดีที่สุดที่ 420 หน่วย

ทำไมความตื่นตัวสูงเกินไปจึงทำให้พลาด?

เพราะความตื่นตัวหรือความเครียดสูงทำให้ความสนใจแคบลง และรบกวนความจำกับการแก้ปัญหา งานที่ต้องใช้ข้อมูลหลายชิ้นจึงเสียหายมากที่สุด

กราฟตัวยูกลับหัวหมายถึงอะไร?

คือกราฟที่ผลงานต่ำเมื่อความตื่นตัวต่ำ สูงสุดที่ระดับกลาง แล้วต่ำลงอีกเมื่อความตื่นตัวสูงมาก หน้าตาคล้ายระฆังคว่ำ

ก่อนสอบรู้สึกลนมาก ควรทำอย่างไร?

ลองหายใจช้าประมาณ 4 ถึง 6 ครั้งต่อนาทีโดยหายใจออกยาวกว่าเข้า นาน 60 ถึง 120 วินาที ตามที่ Simply Psychology แนะนำ แล้วเริ่มจากข้อง่ายก่อน

ถ้าง่วงและเบื่อตอนทำงาน ควรทำอย่างไร?

เพิ่มความตื่นตัวด้วยการตั้งกำหนดส่งย่อย ลุกเดินสั้น ๆ ราว 2 นาที หรือเปิดเสียงพื้นหลังเบา ๆ ถ้าความเงียบทำให้ง่วง

กฎนี้ใช้กับกีฬาอย่างไร?

กีฬาที่ใช้ทักษะละเอียดและกล้ามเนื้อมัดเล็กต้องการความตื่นตัวต่ำ ส่วนกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และท่าไม่ซับซ้อนต้องการความตื่นตัวสูง

กฎของเยอร์คีส์ดอดสันเชื่อถือได้แค่ไหน?

ใช้เป็นกรอบคิดได้ดี แต่ต้นฉบับทดลองกับหนูและวัดความแรงของไฟฟ้า ไม่ได้วัดความตื่นตัวของคนโดยตรง นักวิชาการปัจจุบันจึงไม่ถือว่าเป็นกฎตายตัว

สรุป: ปานกลางคือคำตอบ แต่ปานกลางของแต่ละงานไม่เท่ากัน

สำหรับข้อสอบ ระดับความตื่นตัวที่ทำให้ประสิทธิภาพสูงสุดคือระดับปานกลาง สำหรับชีวิตจริง ให้ถามต่ออีกข้อว่างานตรงหน้าง่ายหรือยาก ถ้าง่ายและคุ้นมือ ความตื่นเต้นช่วยได้ ถ้ายากหรือใหม่ ให้ชะลอลงก่อนเริ่ม

ครั้งหน้าที่นั่งอยู่หน้าข้อสอบหรืองานยาก ลองให้เวลาตัวเองสองนาทีเพื่อดูว่ากำลังเนือยหรือกำลังลน แล้วเลือกวิธีปรับจากรายการด้านบนเพียงวิธีเดียว การปรับเล็ก ๆ ตรงนี้ใช้เวลาไม่มาก แต่อาจทำให้เราขยับจากขอบกราฟเข้าใกล้จุดยอดได้มากกว่าการฝืนต่อไปเฉย ๆ

แหล่งอ้างอิง

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เพราะ เหตุ ใด แก๊ส โอโซน ใน บรรยากาศ จึง มี ปริมาณ ลด ลง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด