เสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) คือกระบวนการที่พฤติกรรมหนึ่งช่วยหยุดหรือเอาสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจออกไป แล้วทำให้พฤติกรรมนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นอีกมากขึ้น ตัวอย่างที่ตำราจิตวิทยาชอบยกคือเสียงเตือน “ติ๊ด ติ๊ด” ในรถยนต์ที่ดังจนกว่าเราจะคาดเข็มขัดนิรภัย แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำของ B. F. Skinner นักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1904 ถึง 1990
ประเด็นสำคัญ
- เสริมแรงทางลบคือการเอาสิ่งที่ไม่ชอบออก แล้วพฤติกรรมเพิ่มขึ้น เช่น คาดเข็มขัดแล้วเสียงเตือนหยุด คนจึงคาดเข็มขัดบ่อยขึ้น
- ในทฤษฎีนี้ “บวก” หมายถึงเพิ่มเข้า และ “ลบ” หมายถึงเอาออก ไม่เกี่ยวกับว่าผลนั้นดีหรือไม่ดี
- การเสริมแรงทุกแบบทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น ส่วนการลงโทษทุกแบบทำให้พฤติกรรมลดลง นี่คือจุดที่ข้อสอบชอบหลอก
- ผลกรรมหลักมี 4 แบบ คือ เสริมแรงทางบวก เสริมแรงทางลบ ลงโทษทางบวก และลงโทษทางลบ
- การเสริมแรงทางลบแบ่งย่อยได้เป็นการหลีกหนี (Escape) ซึ่งหยุดสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และการหลบหลีก (Avoidance) ซึ่งกันไว้ก่อนที่มันจะเกิด
- Skinner เขียน The Behavior of Organisms ในปี 1938 และเขียน Schedules of Reinforcement ร่วมกับ Charles Ferster ในปี 1957
- ถ้าพ่อแม่หรือครูใช้การบ่นเป็นตัวตั้งตลอด เด็กอาจเรียนรู้แค่วิธีหนีเสียงบ่น ไม่ได้เรียนรู้คุณค่าของงานที่ทำ
เสริมแรงทางลบคืออะไร และทำไมคำว่า “ลบ” ไม่ได้แปลว่าไม่ดี?
เสริมแรงทางลบคือการที่พฤติกรรมเพิ่มขึ้น เพราะหลังจากทำพฤติกรรมนั้นแล้ว สิ่งที่เราไม่ชอบหายไป คนส่วนใหญ่สับสนเพราะคำว่า “ลบ” ในภาษาไทยชวนให้นึกถึงเรื่องแย่ ๆ แต่ในทางจิตวิทยา คำนี้ใช้ในความหมายทางคณิตศาสตร์ คือการหักออก ตำรา Psychology 2e ของ OpenStax เขียนไว้ตรง ๆ ว่า บวกหมายถึงการเพิ่มบางอย่างเข้าไป และลบหมายถึงการเอาบางอย่างออกไป
นิยามข้างต้นเรียบเรียงจากบทบรรยายของ รองศาสตราจารย์ ดร. ธีระพร อุวรรณโณ ภาคีสมาชิกประเภทวิชาจิตวิทยา ของราชบัณฑิตยสภา ซึ่งอธิบายว่าการเสริมแรงมีได้ 2 ทาง ทางแรกคือทำพฤติกรรมแล้วมีตัวเสริมแรงทางบวกตามมา ทางที่สองคือทำพฤติกรรมแล้วไปหยุดตัวเสริมแรงทางลบได้ ทั้ง 2 กรณีส่งผลเหมือนกัน คือทำให้พฤติกรรมนั้นน่าจะเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า
บทบรรยายเดียวกันยกตัวอย่างตัวเสริมแรงทางลบไว้ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกใช้ได้ทั้งกับคนและสัตว์ เช่น ความเจ็บปวด เสียงดัง ความร้อน ความหนาวเย็น และแสงสว่างจ้า กลุ่มที่สองเจอเฉพาะในมนุษย์ เช่น การอยู่ในภาวะอับอายขายหน้า การถูกตำหนิหรือบ่นจากคนอื่น และการตำหนิตัวเอง กลุ่มที่สองนี้สำคัญมากในชีวิตจริง เพราะพฤติกรรมของคนจำนวนไม่น้อยถูกขับเคลื่อนด้วยความอยากหนีจากความรู้สึกผิดหรือความอาย
วิกิพีเดียภาษาอังกฤษในหัวข้อ Reinforcement สรุปไว้ในประโยคเดียวว่า การเสริมแรงทางลบเพิ่มอัตราการเกิดพฤติกรรมที่ช่วยให้หลบหรือหนีจากสถานการณ์หรือสิ่งเร้าที่ไม่พึงประสงค์ จำง่าย ๆ ว่าคำว่า “เสริมแรง” บอกทิศทางของพฤติกรรม ส่วนคำว่า “ลบ” บอกวิธีการ
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำของสกินเนอร์แบ่งผลกรรมไว้กี่แบบ?
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning) แบ่งผลกรรมที่ตามหลังพฤติกรรมไว้ 4 แบบหลัก เกิดจากการเอา 2 คำถามมาไขว้กัน คำถามแรกคือสิ่งเร้าถูกเพิ่มเข้าหรือถูกเอาออก คำถามที่สองคือพฤติกรรมเพิ่มขึ้นหรือลดลง บวกกับกรณีที่ห้าคือการหยุดยั้ง ซึ่งเกิดเมื่อพฤติกรรมไม่ได้รับผลกรรมใดตามมาอีกแล้ว
B. F. Skinner คือใคร
Burrhus Frederic Skinner เกิดวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1904 ที่เมือง Susquehanna รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา และเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาววันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1990 ที่เมือง Cambridge รัฐแมสซาชูเซตส์ ขณะอายุ 86 ปี เขาได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1931 ย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตาในปี 1936 และเขียนหนังสือ The Behavior of Organisms ที่นั่นจนตีพิมพ์ในปี 1938
หลังจากเป็นหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยอินดีแอนาช่วงปี 1945 ถึง 1948 เขากลับไปฮาร์วาร์ดในปี 1948 และดำรงตำแหน่ง Edgar Pierce Professor of Psychology จนเกษียณในปี 1974 ผลงานที่คนรู้จักกว้างที่สุด ได้แก่ นวนิยาย Walden Two (1948) หนังสือ Science and Human Behavior (1953) Verbal Behavior (1957) และ Beyond Freedom and Dignity (1971) ส่วนการสำรวจที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2002 จัดให้เขาเป็นนักจิตวิทยาที่มีอิทธิพลมากที่สุดของศตวรรษที่ 20
ผลงานที่ติดตัวเขามากที่สุดคือกล่องสกินเนอร์ (Skinner Box) หรือห้องทดลองการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ ภายในมีคานให้หนูกดหรือแป้นให้นกพิราบจิก เพื่อรับอาหาร เครื่องมือนี้ทำให้วัดพฤติกรรมได้อย่างเป็นระบบ Britannica บันทึกว่าเขาเคยฝึกนกพิราบให้เล่นปิงปองได้ และกล่องสกินเนอร์ถูกนำไปใช้ในงานวิจัยด้านเภสัชกรรมเพื่อดูว่ายาเปลี่ยนพฤติกรรมสัตว์อย่างไร แนวคิดของเขายังต่อยอดไปเป็นเครื่องช่วยสอน (Teaching Machine) และบทเรียนแบบโปรแกรม ซึ่งให้รางวัลผู้เรียนทันทีเมื่อตอบถูก
ก่อนหน้า Skinner ก็มี Edward Thorndike ที่ทดลองให้แมวหาทางออกจากกล่องปริศนา แล้วสรุปเป็นกฎแห่งผล (Law of Effect) ว่าพฤติกรรมที่ตามมาด้วยผลที่น่าพอใจมักเกิดซ้ำ ส่วนพฤติกรรมที่ตามมาด้วยผลที่ไม่น่าพอใจมักเกิดน้อยลง Skinner เอาหลักนี้มาทำให้เป็นระบบ วิกิพีเดียจึงเรียกเขาว่าบิดาของการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
ตารางผลกรรม 4 แบบ และการหยุดยั้ง
| รูปแบบ | สรุปสั้น | ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน | คำถามที่ใช้แยก |
|---|---|---|---|
| เสริมแรงทางบวก | เพิ่มสิ่งที่ชอบ พฤติกรรมเพิ่มขึ้น | ทำการบ้านเสร็จแล้วแม่ให้ดูโทรทัศน์ ลูกจึงรีบทำการบ้าน | ได้อะไรดี ๆ เพิ่มมาใช่ไหม |
| เสริมแรงทางลบ | เอาสิ่งที่ไม่ชอบออก พฤติกรรมเพิ่มขึ้น | คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วเสียงเตือนหยุด คนขับจึงคาดเข็มขัดทันทีที่ขึ้นรถ | มีสิ่งน่ารำคาญหายไปใช่ไหม |
| ลงโทษทางบวก | เพิ่มสิ่งที่ไม่ชอบ พฤติกรรมลดลง | ลูกเล่นซนแล้วถูกแม่ตำหนิ ลูกจึงเล่นซนน้อยลง | มีสิ่งที่ไม่ชอบเพิ่มเข้ามาใช่ไหม |
| ลงโทษทางลบ | เอาสิ่งที่ชอบออก พฤติกรรมลดลง | เปิดโทรทัศน์เสียงดังไม่ยอมลด แม่เลยปิดโทรทัศน์และเก็บรีโมตไว้ | สิ่งที่ชอบถูกยึดไปใช่ไหม |
| การหยุดยั้ง (Extinction) | เลิกให้ผลกรรม พฤติกรรมค่อย ๆ ลดลง | เด็กงอแงแล้วไม่มีใครตามใจอีก การงอแงค่อย ๆ หายไป | ผลที่เคยได้หายไปเฉย ๆ ใช่ไหม |

ตัวอย่างในแถวลงโทษทั้งสองแถวมาจากบทบรรยายของราชบัณฑิตยสภา ซึ่งอ้างนิยามการลงโทษของ Skinner จากหนังสือปี 1953 ว่า การลงโทษคือกระบวนการที่เมื่อแสดงพฤติกรรมเป้าหมายแล้วมีการเสนอตัวเสริมแรงทางลบให้ หรือมีการถอนตัวเสริมแรงทางบวกออกไป ส่วนนิยามการหยุดยั้งตามวิกิพีเดียคือ พฤติกรรมที่เคยได้รับการเสริมแรงไม่ได้รับการเสริมแรงทั้งทางบวกและทางลบอีกต่อไป พฤติกรรมนั้นจึงมีโอกาสเกิดน้อยลง
เสริมแรงทางลบกับการลงโทษต่างกันอย่างไร?
ต่างกันที่ผลต่อพฤติกรรม เสริมแรงทางลบทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น การลงโทษทำให้พฤติกรรมลดลง แม้ทั้งสองอย่างจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจเหมือนกันก็ตาม ความต่างอยู่ที่จังหวะ ในการเสริมแรงทางลบ สิ่งที่ไม่น่าพอใจมีอยู่ก่อนแล้วและหายไปเมื่อเราทำสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนการลงโทษ สิ่งที่ไม่น่าพอใจเพิ่งถูกใส่เข้ามาหลังจากเราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ
วิกิพีเดียหัวข้อ Reinforcement เตือนไว้ชัดว่า การทำสิ่งที่ไม่พึงประสงค์กับคนอื่นเพื่อไม่ให้พฤติกรรมเกิดขึ้นอีกเป็นการลงโทษ ไม่ใช่การเสริมแรงทางลบ และบอกด้วยว่าการใช้ภาษาทั่วไปมักเรียกการลงโทษทางบวกผิด ๆ ว่าเสริมแรงทางลบ ดังนั้นถ้าเจอตัวอย่าง “ตีเด็กเพื่อไม่ให้ทำผิดอีก” ที่ถูกเรียกว่าเสริมแรงทางลบ ให้รู้ไว้ว่านั่นคือการลงโทษทางบวก
อีกต้นเหตุหนึ่งอยู่ที่ศัพท์ของ Skinner เอง บทบรรยายของราชบัณฑิตยสภาชี้ว่า Skinner ใช้คำว่า “ตัวเสริมแรงทางลบ” ในความหมายคล้ายกับ “สิ่งเร้าที่ระคายเคือง” คำนี้จึงไม่ได้นำไปสู่ “การเสริมแรงทางลบ” เสมอไป เพราะสิ่งเร้าตัวเดียวกัน เช่น เสียงตำหนิ ถ้าถูกเอาออกเพื่อให้พฤติกรรมเพิ่ม ก็เป็นการเสริมแรงทางลบ แต่ถ้าถูกใส่เข้ามาเพื่อให้พฤติกรรมลด ก็กลายเป็นการลงโทษทางบวก
วิธีแยกให้ถูกทุกครั้ง
- ดูผลก่อน พฤติกรรมเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าเพิ่มขึ้นคือการเสริมแรง ถ้าลดลงคือการลงโทษ ขั้นนี้ตัดตัวเลือกไปได้ครึ่งหนึ่งทันที
- ดูวิธี มีสิ่งเร้าถูกเพิ่มเข้าหรือถูกเอาออก ถ้าเพิ่มเข้าคือทางบวก ถ้าเอาออกคือทางลบ
- ประกอบคำตอบ เอาสองคำตอบมาต่อกัน เช่น พฤติกรรมเพิ่มขึ้น และมีสิ่งเร้าถูกเอาออก ก็คือเสริมแรงทางลบ
จุดที่ทำให้พลาดง่ายคือ โจทย์เสริมแรงทางลบต้องมีสิ่งที่ไม่น่าพอใจอยู่ในเรื่องเสมอ เช่น “ความเจ็บปวด” หรือ “เสียงบ่น” คำเหล่านี้ชวนให้ตอบว่าลงโทษ ถ้ายึด 3 ขั้นข้างบนและดูที่ผลก่อนทุกครั้ง จะไม่ติดกับดักนี้
ตัวอย่างการเสริมแรงทางลบในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้าง?
ตัวอย่างที่เห็นบ่อยที่สุดคือเสียงเตือนเข็มขัดนิรภัย ตำรา Psychology 2e อธิบายว่าผู้ผลิตรถยนต์ใช้หลักการเสริมแรงทางลบในระบบนี้ เสียง “บี๊บ บี๊บ บี๊บ” จะดังไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะคาดเข็มขัด เมื่อเสียงน่ารำคาญหยุดลงตอนเราทำพฤติกรรมที่ต้องการ โอกาสที่เราจะคาดเข็มขัดในครั้งต่อไปก็สูงขึ้น ตัวอย่างอื่นที่คนไทยคุ้นเคยมีดังนี้
- กินยาแก้ปวด ปวดหัวแล้วกินยา อาการปวดทุเลาลง ครั้งต่อไปพอเริ่มปวดหัวก็หยิบยากินเร็วขึ้น สิ่งที่ถูกเอาออกคือความเจ็บปวด
- ทำการบ้านเพื่อให้แม่หยุดบ่น Simply Psychology ยกตัวอย่างพ่อแม่ที่หยุดบ่นเมื่อลูกทำงานบ้านเสร็จ ลูกจึงทำงานบ้านเร็วขึ้นเพื่อตัดเสียงบ่นตั้งแต่ต้น
- ใส่แว่นกันแดด แสงจ้าทำให้แสบตา พอใส่แว่นแล้วแสงจ้าลดลง วันต่อมาเราจึงหยิบแว่นก่อนออกจากบ้าน
- กางร่ม ฝนตกแล้วเปียก พอกางร่มก็ไม่เปียก การกางร่มจึงเกิดทุกครั้งที่ฝนตก
- เปิดโหมดห้ามรบกวนในโทรศัพท์ การแจ้งเตือนที่ดังไม่หยุดทำให้หงุดหงิด พอเปิดโหมดนี้แล้วเสียงหายไป เราจึงเปิดโหมดนี้บ่อยขึ้นในเวลาทำงาน
- ใส่หูฟังตอนเสียงพลุดัง วิกิพีเดียหัวข้อ Operant conditioning ยกตัวอย่างนี้ไว้ เสียงพลุคือสิ่งเร้าที่ถูกตัดออก การใส่หูฟังจึงถูกเสริมแรง
สังเกตว่าในทุกตัวอย่าง สิ่งที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้นก่อน แล้วหายไปเพราะพฤติกรรมของเรา ไม่มีตัวอย่างไหนเลยที่มีคนมาทำโทษเรา นี่คือเครื่องหมายของการเสริมแรงทางลบ
การหลีกหนีกับการหลบหลีกต่างกันอย่างไร
การเสริมแรงทางลบแบ่งย่อยได้ 2 แบบ การหลีกหนี (Escape) คือพฤติกรรมที่หยุดสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ ส่วนการหลบหลีก (Avoidance) คือพฤติกรรมที่ทำก่อนสิ่งเร้านั้นจะมาถึง เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดหรือลดความรุนแรงลง
บทบรรยายของราชบัณฑิตยสภายกตัวอย่างไว้ชัดมาก วันหนึ่งฝนฟ้าคะนอง ฝนสาดเข้ามาในบ้าน เจ้าของบ้านจึงเดินไปปิดหน้าต่าง เสียงฟ้าร้องเบาลงและฝนไม่สาดเข้ามาอีก การปิดหน้าต่างครั้งนี้คือการหลีกหนี วันต่อมาเห็นฝนตั้งเค้า เจ้าของบ้านรีบไปปิดหน้าต่างก่อนฝนตก การปิดหน้าต่างครั้งหลังนี้คือการหลบหลีก และท้องฟ้าที่มืดครึ้มทำหน้าที่เป็นสิ่งเร้าแสดงความแตกต่าง (Discriminative Stimulus) ที่บอกว่าถึงเวลาต้องทำพฤติกรรมแล้ว
ตัวอย่างเข็มขัดนิรภัยก็แยกได้แบบเดียวกัน Simply Psychology จัดการปิดนาฬิกาปลุกที่กำลังดังไว้ในกลุ่มการหลีกหนี และจัดการคาดเข็มขัดก่อนเสียงเตือนจะดังไว้ในกลุ่มการหลบหลีก คนที่เคยได้ยินเสียงเตือนหลายครั้งจะเริ่มคาดเข็มขัดตั้งแต่ก่อนติดเครื่อง ซึ่งแปลว่าพฤติกรรมเลื่อนจากการหลีกหนีไปเป็นการหลบหลีกแล้ว
การหลบหลีกมีจุดที่ต้องระวัง Simply Psychology สรุปงานของ Solomon และ Wynne ปี 1953 ว่าสุนัขในการทดลองเรียนรู้การหลบหลีกได้เร็วมาก จนไม่เคยได้พบว่ากระแสไฟฟ้าถูกปิดไปถาวรแล้ว พฤติกรรมหลบหลีกจึงคงอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ ในคน รูปแบบเดียวกันเกิดได้กับคนที่เลี่ยงงานสังสรรค์เพื่อหนีความกังวล ยิ่งเลี่ยงก็ยิ่งโล่งใจ ความโล่งใจนั้นเสริมแรงการเลี่ยงให้แน่นขึ้น จนไม่มีโอกาสได้รู้ว่าสถานการณ์จริงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
ตารางการเสริมแรงมีกี่แบบ และแบบไหนทำให้พฤติกรรมคงทนที่สุด?
ตารางการเสริมแรง (Schedules of Reinforcement) ที่สอนกันทั่วไปมี 5 แบบ แบ่งเป็นการเสริมแรงทุกครั้ง 1 แบบ และการเสริมแรงเป็นครั้งคราวอีก 4 แบบ ซึ่งแยกตามจำนวนครั้งของการตอบสนองหรือตามช่วงเวลา และแยกต่อว่าแน่นอนหรือไม่แน่นอน Skinner ศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบร่วมกับ Charles Ferster จนตีพิมพ์เป็นหนังสือ Schedules of Reinforcement ในปี 1957 ในบรรดาทั้ง 5 แบบ แบบอัตราส่วนไม่แน่นอนทำให้พฤติกรรมคงทนที่สุด
| ตารางการเสริมแรง | ให้ตัวเสริมแรงเมื่อไร | ตัวอย่าง | เมื่อหยุดเสริมแรง พฤติกรรมหายเร็วแค่ไหน |
|---|---|---|---|
| การเสริมแรงทุกครั้ง (Continuous) | ทุกครั้งที่ตอบสนองถูก | ชมเด็กทุกครั้งที่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร | หายเร็วที่สุด |
| อัตราส่วนแน่นอน (Fixed Ratio) | หลังตอบสนองครบจำนวนที่กำหนด | พนักงานขายได้ค่าคอมมิชชันตามยอดขายที่ปิดได้ | ปานกลาง |
| อัตราส่วนไม่แน่นอน (Variable Ratio) | หลังตอบสนองจำนวนครั้งที่คาดเดาไม่ได้ | การพนันที่ไม่รู้ว่าจะได้รางวัลตาไหน | หายช้าที่สุด |
| ช่วงเวลาแน่นอน (Fixed Interval) | หลังครบช่วงเวลาที่กำหนด | ยาแก้ปวดที่ผู้ป่วยกดรับได้ทุก 1 ชั่วโมง | ปานกลาง |
| ช่วงเวลาไม่แน่นอน (Variable Interval) | หลังช่วงเวลาที่คาดเดาไม่ได้ | พนักงานที่ถูกสุ่มตรวจคุณภาพงานในวันที่ไม่รู้ล่วงหน้า | ช้า |
ชื่อภาษาไทยในตารางอิงวิกิพีเดียภาษาไทยหัวข้อการเสริมแรง ตัวอย่างค่าคอมมิชชัน ยาแก้ปวด การพนัน และการสุ่มตรวจคุณภาพมาจากตำรา Psychology 2e ส่วนความคงทนเมื่อหยุดเสริมแรงอิงตารางสรุปของ Simply Psychology ตำรา Psychology 2e ระบุว่าแบบอัตราส่วนไม่แน่นอนให้ผลผลิตสูงที่สุดและต้านการหยุดยั้งได้ดีที่สุด เหตุผลคือผู้เล่นไม่มีทางรู้ว่าครั้งต่อไปจะได้หรือไม่ จึงเล่นต่อไปแม้จะไม่ได้รางวัลมานานแล้ว
ตัวอย่างยาแก้ปวดน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นทั้งตารางแบบช่วงเวลาแน่นอนและเป็นการเสริมแรงทางลบในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ผู้ป่วยได้จากการกดปุ่มคือความเจ็บปวดที่ลดลง ไม่ใช่รางวัลที่เพิ่มเข้ามา เรื่องนี้ช่วยให้เห็นว่าตารางการเสริมแรงใช้ได้กับการเสริมแรงทั้งทางบวกและทางลบ
ใช้การเสริมแรงทางลบในห้องเรียนและการเลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ผล?
ใช้ได้ผลเมื่อสิ่งที่ถูกเอาออกเป็นภาระที่ไม่จำเป็นจริง ๆ และเด็กรู้ชัดว่าต้องทำอะไรเพื่อให้มันหายไป Simply Psychology ยกตัวอย่างครูที่เลิกทวงถามเมื่อนักเรียนส่งการบ้านสม่ำเสมอ และพ่อแม่ที่เลิกบ่นเมื่อลูกทำงานบ้านเสร็จ ในห้องเรียนไทย ครูอาจบอกว่าใครส่งแบบฝึกหัดครบทุกชิ้นไม่ต้องทำงานซ่อมท้ายภาค งานซ่อมคือสิ่งที่ถูกตัดออก การส่งงานครบคือพฤติกรรมที่ถูกเสริมแรง
ข้อควรระวัง 4 ข้อ
- ต้องมีสิ่งที่ไม่น่าพอใจก่อนเสมอ ถ้าครูหรือพ่อแม่ต้องสร้างความกดดันขึ้นมาก่อนเพื่อจะได้เอามันออก เช่น บ่นล่วงหน้าทุกเช้า บรรยากาศในบ้านจะตึงเครียดโดยไม่จำเป็น
- เด็กเรียนรู้แค่การหนี ถ้าเหตุผลเดียวที่ทำการบ้านคือให้เสียงบ่นหยุด พอไม่มีคนบ่น พฤติกรรมก็อาจหายไปด้วย เพราะไม่เคยได้รับรางวัลจากตัวงานเลย
- ระวังการเสริมแรงผิดข้าง พ่อแม่ที่ยอมตามใจเพื่อให้ลูกหยุดร้องไห้กลางห้างก็กำลังได้รับการเสริมแรงทางลบเช่นกัน เสียงร้องไห้หยุดลง การยอมตามใจจึงเกิดบ่อยขึ้น ส่วนลูกได้รับการเสริมแรงทางบวกให้ร้องไห้ครั้งต่อไป
- อย่าเผลอเปลี่ยนเป็นการลงโทษ ตำรา Psychology 2e อ้างงานของ Gershoff ปี 2002 ว่าการลงโทษทางกายอาจทำให้เด็กก้าวร้าวขึ้นและมีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม อีกทั้งการลงโทษอาจสอนให้เด็กกลัวผู้ใหญ่ที่ลงโทษมากกว่าเรียนรู้สิ่งที่ถูก
ในทางปฏิบัติ หลายโรงเรียนนิยมใช้การเสริมแรงทางบวกเป็นหลักมากกว่า ตัวอย่างใกล้ตัวคืองานวิจัยในชั้นเรียนของ อาจารย์ฟองคำ พุ่มพวง แห่งวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งทำกับนักศึกษา ปวช. ชั้นปีที่ 1 ห้อง 1/9 ในวิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ วิชานี้ให้คะแนนแบบฝึกหัดถึง 30% ของคะแนนเต็ม 100 คะแนน แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ส่งงาน ผู้วิจัยจึงใช้การเพิ่มคะแนนเป็นตัวเสริมแรงทางบวก และรายงานว่านักศึกษาสนใจทำแบบฝึกหัดส่งมากขึ้น เข้าใจเนื้อหาดีขึ้น และได้คะแนนสูงขึ้น
ระบบเบี้ยอรรถกร (Token Economy) หรือการสะสมแต้มแลกรางวัลเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มาจากทฤษฎีเดียวกัน ตำรา Psychology 2e อ้างงานของ Adibsereshki และ Abkenar ปี 2014 ว่าระบบนี้ได้ผลดีในการปรับพฤติกรรมทั้งในโรงเรียน เรือนจำ และโรงพยาบาลจิตเวช ครูที่อยากใช้เสริมแรงทางลบร่วมด้วยควรใช้เป็นตัวเสริม เช่น ยกเว้นงานซ่อม ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือหลัก
ในที่ทำงานก็เจอรูปแบบเดียวกัน หัวหน้าที่ทวงงานซ้ำ ๆ จนลูกทีมส่งงานเพื่อให้หยุดทวงกำลังใช้การเสริมแรงทางลบอยู่ ถ้าการทวงงานลามจนกลายเป็นเรื่องกระทบกระทั่งในทีม ลองอ่านเรื่อง ความขัดแย้งมีกี่ระดับ เพื่อดูว่าปัญหาอยู่ระดับบุคคลหรือระดับกลุ่ม แล้วค่อยเลือกวิธีรับมือ
แบบทดสอบ: สถานการณ์ใดคือการเสริมแรงทางลบ?
ลองทำ 6 ข้อนี้แบบข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก ก่อนดูเฉลยด้านล่าง ใช้วิธีดูผลก่อน แล้วค่อยดูวิธี
- สมชายขึ้นรถแล้วมีเสียงเตือนดังจนกว่าจะคาดเข็มขัดนิรภัย หลังจากนั้นเขาคาดเข็มขัดทันทีที่ขึ้นรถ ข้อนี้คือ ก. เสริมแรงทางบวก ข. เสริมแรงทางลบ ค. ลงโทษทางบวก ง. ลงโทษทางลบ
- แม่ยึดโทรศัพท์ของลูกไป 1 สัปดาห์ เพราะลูกกลับบ้านเกินเวลาที่ตกลงกัน ลูกจึงกลับบ้านเกินเวลาน้อยลง ข้อนี้คือ ก. เสริมแรงทางบวก ข. เสริมแรงทางลบ ค. ลงโทษทางบวก ง. ลงโทษทางลบ
- ครูเพิ่มคะแนนให้นักเรียนที่ส่งแบบฝึกหัดตรงเวลา นักเรียนจึงส่งงานตรงเวลามากขึ้น ข้อนี้คือ ก. เสริมแรงทางบวก ข. เสริมแรงทางลบ ค. ลงโทษทางบวก ง. ลงโทษทางลบ
- ข้อใดเป็นการลงโทษทางบวก ก. คาดเข็มขัดแล้วเสียงเตือนหยุด ข. ลูกเล่นซนแล้วถูกแม่ตำหนิ ค. กินยาแล้วหายปวดหัว ง. ทำงานบ้านเสร็จแล้วแม่เลิกบ่น
- เจ้าของบ้านเห็นฟ้ามืดครึ้มจึงรีบปิดหน้าต่างก่อนฝนตก พฤติกรรมนี้เรียกว่าอะไร ก. การหลีกหนี ข. การหลบหลีก ค. การหยุดยั้ง ง. การลงโทษทางลบ
- ตารางการเสริมแรงใดทำให้พฤติกรรมคงทนที่สุดเมื่อหยุดให้รางวัล ก. การเสริมแรงทุกครั้ง ข. อัตราส่วนแน่นอน ค. ช่วงเวลาแน่นอน ง. อัตราส่วนไม่แน่นอน
เฉลยพร้อมเหตุผล
- ข. พฤติกรรมเพิ่มขึ้น และเสียงเตือนถูกเอาออก จึงเป็นเสริมแรงทางลบ
- ง. พฤติกรรมลดลง และสิ่งที่ลูกชอบถูกเอาออก จึงเป็นลงโทษทางลบ
- ก. พฤติกรรมเพิ่มขึ้น และคะแนนถูกเพิ่มเข้า จึงเป็นเสริมแรงทางบวก
- ข. การตำหนิถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้พฤติกรรมเล่นซนลดลง ส่วนตัวเลือก ก. ค. และ ง. เป็นเสริมแรงทางลบทั้งหมด
- ข. เป็นการทำพฤติกรรมก่อนสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจจะมาถึง จึงเป็นการหลบหลีก ถ้ารอให้ฝนสาดเข้ามาก่อนแล้วค่อยปิดจะเป็นการหลีกหนี
- ง. ตารางแบบอัตราส่วนไม่แน่นอนต้านการหยุดยั้งได้ดีที่สุด ส่วนการเสริมแรงทุกครั้งหายเร็วที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
การเสริมแรงทางลบคืออะไร?
คือการเอาสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจออกไปหลังจากเกิดพฤติกรรมหนึ่ง แล้วทำให้พฤติกรรมนั้นเกิดบ่อยขึ้น เช่น คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วเสียงเตือนหยุดดัง
เสริมแรงทางลบกับการลงโทษต่างกันอย่างไร?
เสริมแรงทางลบทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้นด้วยการเอาสิ่งที่ไม่ชอบออก ส่วนการลงโทษทำให้พฤติกรรมลดลง ทั้งการเพิ่มสิ่งที่ไม่ชอบเข้ามาและการเอาสิ่งที่ชอบออกไป
การเสริมแรงทางบวกคืออะไร?
คือการเพิ่มสิ่งที่ผู้ทำพฤติกรรมพึงพอใจเข้าไปหลังพฤติกรรม เพื่อให้พฤติกรรมนั้นเกิดอีก เช่น คำชม เงิน หรือการได้ดูโทรทัศน์หลังทำการบ้านเสร็จ
ทำไมเรียกว่า “ทางลบ” ทั้งที่ทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น?
เพราะคำว่าลบในทฤษฎีนี้หมายถึงการหักออก ไม่ได้หมายถึงเรื่องไม่ดี สิ่งที่ถูกหักออกคือสิ่งเร้าที่ไม่น่าพอใจ ส่วนผลต่อพฤติกรรมยังเป็นการเสริมแรงเหมือนเดิม
ใครเป็นผู้คิดทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ?
B. F. Skinner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้วางระบบทฤษฎีนี้ โดยต่อยอดจากกฎแห่งผลของ Edward Thorndike และเขียนงานสำคัญเรื่อง The Behavior of Organisms ในปี 1938
ตัวเสริมแรงทางลบมีอะไรบ้าง?
ตัวอย่างที่ใช้ได้ทั้งคนและสัตว์ ได้แก่ ความเจ็บปวด เสียงดัง ความร้อน ความหนาวเย็น และแสงสว่างจ้า ส่วนที่พบเฉพาะในคน ได้แก่ ความอับอาย การถูกตำหนิหรือบ่น และการตำหนิตัวเอง
การหลีกหนีกับการหลบหลีกต่างกันอย่างไร?
การหลีกหนีคือการหยุดสิ่งที่ไม่พึงพอใจซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เช่น ปิดหน้าต่างตอนฝนสาด ส่วนการหลบหลีกคือการทำก่อนสิ่งนั้นจะมาถึง เช่น ปิดหน้าต่างตั้งแต่เห็นฝนตั้งเค้า
ตีเด็กเพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำเป็นการเสริมแรงทางลบใช่ไหม?
ไม่ใช่ นั่นคือการลงโทษทางบวก เพราะเป็นการเพิ่มสิ่งที่ไม่พึงพอใจเข้าไปเพื่อให้พฤติกรรมลดลง วิกิพีเดียระบุว่าภาษาทั่วไปมักเรียกการลงโทษทางบวกผิดเป็นเสริมแรงทางลบ
ตารางการเสริมแรงมีกี่แบบ?
ที่สอนกันทั่วไปมี 5 แบบ คือ การเสริมแรงทุกครั้ง อัตราส่วนแน่นอน อัตราส่วนไม่แน่นอน ช่วงเวลาแน่นอน และช่วงเวลาไม่แน่นอน
ทำไมการพนันจึงเลิกยาก ในมุมของทฤษฎีนี้?
เพราะการพนันให้รางวัลแบบอัตราส่วนไม่แน่นอน ผู้เล่นคาดเดาไม่ได้ว่าตาไหนจะได้ ตารางแบบนี้ต้านการหยุดยั้งได้ดีที่สุด พฤติกรรมจึงคงอยู่แม้ไม่ได้รางวัลมานาน
ใช้เสริมแรงทางลบกับลูกได้ไหม?
ใช้ได้ถ้าสิ่งที่ถูกเอาออกเป็นภาระที่ไม่จำเป็นและลูกรู้ชัดว่าต้องทำอะไร แต่ไม่ควรเป็นเครื่องมือหลัก เพราะลูกอาจเรียนรู้แค่การหนีเสียงบ่น ควรใช้คู่กับการเสริมแรงทางบวก
สรุป: ถาม 2 คำถาม แล้วจะไม่สับสนอีก
เสริมแรงทางลบคือการเอาสิ่งที่ไม่ชอบออกเพื่อให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น ถ้าเจอโจทย์หรือสถานการณ์จริงที่ไม่แน่ใจ ให้ถามตัวเอง 2 ข้อตามลำดับ ข้อแรก พฤติกรรมเพิ่มขึ้นหรือลดลง ข้อที่สอง มีสิ่งเร้าถูกเพิ่มเข้าหรือถูกเอาออก สองคำตอบนี้จะชี้ไปที่ช่องใดช่องหนึ่งในตารางผลกรรม 4 แบบของ Skinner ได้เสมอ
สำหรับพ่อแม่และครู ข้อคิดที่เราอยากฝากคือ เสริมแรงทางลบใช้ได้จริงและเห็นผลเร็ว แต่ถ้าพึ่งมันเพียงอย่างเดียว เด็กจะทำสิ่งที่ถูกเพื่อหนีความอึดอัด ไม่ใช่เพราะเห็นคุณค่า ลองจับคู่กับการเสริมแรงทางบวก และให้เด็กรู้ชัดตั้งแต่ต้นว่าต้องทำอะไร ผลที่ได้จะอยู่ได้นานกว่า
แหล่งอ้างอิง
- การปรับพฤติกรรมเพื่อความอยู่ดีมีสุขในครอบครัว, รองศาสตราจารย์ ดร. ธีระพร อุวรรณโณ, ราชบัณฑิตยสภา
- 6.3 Operant Conditioning, Psychology 2e, OpenStax
- B.F. Skinner, Encyclopaedia Britannica
- Biographical Information, B. F. Skinner Foundation
- B. F. Skinner, Wikipedia
- Reinforcement, Wikipedia
- Operant conditioning, Wikipedia
- การเสริมแรง, วิกิพีเดียภาษาไทย
- Negative Reinforcement, Simply Psychology
- Operant Conditioning In Psychology: B.F. Skinner Theory, Simply Psychology
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการส่งแบบฝึกหัดโดยใช้วิธีการเสริมแรงทางบวกของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1, ฟองคำ พุ่มพวง, วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ


