สังคมไทยคำอุทานเสริมบท คืออะไร มีกี่ชนิด ตัวอย่าง 30 คำ พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลย

คำอุทานเสริมบท คืออะไร มีกี่ชนิด ตัวอย่าง 30 คำ พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลย

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: คำอุทานเสริมบท คือคำอุทานที่เติมเข้ามาเพื่อให้เสียงคล้องจอง ยืดคำให้ยาวขึ้น หรือเป็นคำสร้อยในบทประพันธ์ โดยส่วนที่เติมเข้ามาไม่ได้ตั้งใจให้มีความหมาย เช่น อาบน้ำอาบท่า หนังสือหนังหา วัดวาอาราม และเด็กเอ๋ยเด็กน้อย คำชนิดนี้เป็น 1 ใน 2 ชนิดของคำอุทาน อีกชนิดคือคำอุทานบอกอาการ ซึ่งต่างกันตรงที่อุทานบอกอาการใช้เครื่องหมาย ! ส่วนอุทานเสริมบทไม่ใช้

คำอุทานเสริมบท คือคำที่เสริมเข้ามาในคำพูดหรือบทประพันธ์โดยไม่ได้ต้องการความหมาย อาจเติมข้างหน้า ต่อท้าย หรือแทรกกลางคำก็ได้ เช่น กินน้ำกินท่า ขโมยขโจร กางกงกางเกง หนังสือหนังหา ตามคำนิยามในแบบฝึกทักษะเรื่องคำอุทาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ส่วนบทเรียนหลักภาษาไทยของ ClassStart Books แบ่งคำอุทานเสริมบทออกเป็น 3 ชนิด คือ คำสร้อย คำแทรก และคำเสริม

ประเด็นสำคัญ

  • คำในภาษาไทยแบ่งตามหน้าที่ได้ 7 ชนิด และคำอุทานคือชนิดที่ 7
  • คำอุทานมี 2 ชนิด คือ คำอุทานบอกอาการ กับ คำอุทานเสริมบท
  • คำอุทานเสริมบทแบ่งย่อยได้ 3 ชนิด คือ คำสร้อย คำแทรก และคำเสริม
  • คำสร้อย: เอย แฮ นา เฮย แล ท้ายบทโคลงและร่าย
  • คำแทรก: ก.เอ๋ย ก.ไก่ และ มาเถิดนาแม่นา
  • คำเสริม: วัดวาอาราม ไม่รู้ไม่ชี้ อาบน้ำอาบท่า
  • เครื่องหมาย !: ใช้กับอุทานบอกอาการ ไม่ใช้กับเสริมบท
  • ต่างจากคำซ้อน: ส่วนที่เติมเข้ามาไม่มีความหมาย ขณะที่คำซ้อนเพื่อความหมายนำคำที่มีความหมายทั้งคู่มารวมกัน

คำอุทานเสริมบท คืออะไร?

คำอุทานเสริมบท คือคำที่เราเติมเข้าไปในคำพูดหรือบทกลอน เพื่อให้เสียงยาวขึ้น คล้องจองขึ้น หรือฟังสละสลวยขึ้น โดยที่ส่วนที่เติมเข้าไปนั้นไม่ได้ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป ถ้าตัดส่วนที่เติมออก ประโยคก็ยังสื่อความได้เหมือนเดิม เช่น “ใกล้สอบแล้ว หนังสือหนังหาอ่านบ้างนะ” ถ้าตัดคำว่า หนังหา ออก ความหมายก็ยังเป็นเรื่องการอ่านหนังสือเหมือนเดิมทุกประการ

บทเรียนเรื่องคำอุทานของทรูปลูกปัญญา ระดับชั้น ป.4 ให้ความหมายของคำอุทานว่า คำที่แสดงอารมณ์ของผู้พูดในขณะที่ตกใจ ดีใจ เสียใจ ประหลาดใจ หรืออาจจะเป็นคำที่ใช้เสริมคำพูด ส่วนท้ายของนิยามนี้เองที่หมายถึงคำอุทานเสริมบท คือคำอุทานที่ไม่ได้บอกอารมณ์ แต่ทำหน้าที่เสริมคำ

นิยาม: คำอุทานเสริมบท คือคำอุทานที่ใช้เป็นคำสร้อยหรือคำเสริมบทต่าง ๆ เพื่อให้มีคำครบถ้วนตามที่ต้องการหรือให้มีความกระชับ ส่วนที่เสริมเข้ามาไม่มีความหมาย และอาจอยู่ข้างหน้า ข้างหลัง หรือแทรกกลางคำหลักก็ได้

ในวิกิตำราหมวดไวยากรณ์ภาษาไทย อธิบายไว้ในทำนองเดียวกันว่า คำอุทานเสริมบทไม่ได้มุ่งให้มีความหมาย ผู้พูดไม่ได้ตั้งใจให้เนื้อความของคำที่แทรกเข้ามามีน้ำหนักอะไร ข้อนี้เป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด เพราะเป็นทั้งจุดที่ทำให้แยกคำอุทานเสริมบทออกจากคำอุทานบอกอาการ และเป็นจุดที่ใช้แยกออกจากคำซ้อนด้วย

ลองสังเกตคำพูดในชีวิตประจำวัน เราใช้คำอุทานเสริมบทกันบ่อยโดยไม่รู้ตัว เช่น “ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนนะลูก” “เวลาข้ามถนนต้องมองดูรถราให้ดี” หรือ “จะทำอะไรก็ระวังกระดูกกระเดี้ยวหักนะ” คำเหล่านี้ทำให้ประโยคฟังเป็นกันเอง นุ่มนวล และมีจังหวะมากขึ้น หน้าคำอุทานของโครงการ SchoolNet ของ NECTEC ระบุว่าคำเสริมที่เลียนเสียงคำเดิมแบบนี้ ส่วนมากใช้ในภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน

คำอุทานมีกี่ชนิด และอยู่ตรงไหนใน 7 ชนิดของคำ?

คำอุทานมี 2 ชนิด คือ คำอุทานบอกอาการ และคำอุทานเสริมบท ส่วนตัวคำอุทานเองเป็นหนึ่งใน 7 ชนิดของคำในภาษาไทย บทเรียนภาษาไทย ม.1 เรื่องชนิดและหน้าที่ของคำในประโยคของทรูปลูกปัญญา เรียงไว้ดังนี้

  1. คำนาม
  2. คำสรรพนาม
  3. คำกริยา
  4. คำวิเศษณ์
  5. คำบุพบท
  6. คำสันธาน
  7. คำอุทาน

แบบฝึกทักษะเรื่องชนิดของคำในภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนเหนือคลองประชาบำรุง ก็แบ่งเนื้อหาออกเป็น 7 ชุดตามลำดับเดียวกันนี้ และคำอุทานอยู่ในชุดสุดท้าย แบบฝึกชุดนี้อ้างตัวชี้วัด ท 4.1 ม.1/3 คือ วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

หน้าคำอุทานของ NECTEC SchoolNet มีข้อสังเกตที่ควรรู้ คือ คำอุทานไม่จัดเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งหรือภาคใดภาคหนึ่งของประโยค เป็นส่วนที่เสริมเข้ามาเพื่อแสดงอารมณ์หรือช่วยให้ข้อความสละสลวย และเสียงที่เปล่งออกมาเป็นคำอุทานอาจเป็นได้ 3 รูป คือ คำ เช่น แหม! วลี เช่น เวรกรรมจริงหนอ! และประโยค เช่น ไฟไหม้เจ้าข้า!

เรียนเรื่องคำอุทานเสริมบทชั้นไหน

เรื่องนี้ถูกสอนซ้ำหลายระดับ ยิ่งชั้นสูงขึ้นก็ยิ่งลงรายละเอียดมากขึ้น ตัวอย่างจากแหล่งที่เราตรวจสอบ มีดังนี้

  • ป.2: DLTV มีแผนการสอนตอน “อุทานเสริมบท” ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2566 อยู่ในหน่วยที่ 7 จุดประสงค์ด้านความรู้คือยกตัวอย่างคำอุทานเสริมบทได้
  • ป.4: ทรูปลูกปัญญามีบทเรียนเรื่องคำอุทาน เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565
  • ป.6: เว็บห้องเรียนภาษาไทย ป.6 ของครูวนิดา บุญพิทักษ์ สอนคำอุทานในหมวดชนิดของคำในภาษาไทย
  • ม.1: อยู่ในหน่วยชนิดและหน้าที่ของคำ ใช้ตัวชี้วัด ท 4.1 ม.1/3

สำหรับนักเรียน ป.6 และ ม.1 ข้อสอบมักไม่ได้ถามแค่ว่าคำใดเป็นคำอุทาน แต่จะให้แยกชนิด ให้เติมคำอุทานเสริมบทลงในช่องว่าง หรือให้หาข้อที่มีทั้งอุทานบอกอาการและอุทานเสริมบทในประโยคเดียว ซึ่งจะมีตัวอย่างในหัวข้อแบบฝึกหัดด้านล่าง

คำอุทานบอกอาการกับคำอุทานเสริมบทต่างกันอย่างไร?

ต่างกันที่หน้าที่ คำอุทานบอกอาการบอกอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด เช่น ตกใจ เจ็บปวด สงสาร ส่วนคำอุทานเสริมบทไม่ได้บอกอารมณ์อะไรเลย มีหน้าที่เสริมเสียงหรือเสริมคำให้ครบ ความต่างข้อนี้ทำให้การเขียนต่างกันด้วย คือ อุทานบอกอาการตามด้วยเครื่องหมาย ! แต่อุทานเสริมบทไม่ต้องใส่

ตัวอย่างคำอุทานบอกอาการที่พบในบทเรียน ได้แก่ ตกใจ ใช้ ว้าย! ตายจริง! แม่หล่น! ตาเถรตกกระโถน! เจ็บปวด ใช้ โอ๊ย! โอย! อุ๊ย! สงสารหรือเห็นใจ ใช้ โถ! โธ่! อนิจจา! ประหลาดใจหรือสงสัย ใช้ เอ๊ะ! หือ! เข้าใจ ใช้ อ้อ! อ๋อ! ดีใจ ใช้ ไชโย! เย้! และโล่งใจ ใช้ เฮ้อ! ส่วนเว็บห้องเรียน ป.6 ของครูวนิดาแบ่งอุทานบอกอาการย่อยไว้ถึง 10 ประเภทตามอารมณ์

ประเด็นคำอุทานบอกอาการคำอุทานเสริมบทวิธีสังเกต
หน้าที่บอกอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูดเสริมเสียง เสริมคำให้ยาว หรือเป็นคำสร้อยถามว่าคำนั้นบอกอารมณ์หรือไม่
ความหมายบางคำมีคำแปล บางคำไม่มี แต่สื่ออารมณ์ชัดส่วนที่เติมเข้ามาไม่ได้ต้องการความหมายตัดส่วนที่เติมออกแล้วความหมายต้องไม่เปลี่ยน
ตำแหน่งอยู่หน้าหรือหลังข้อความก็ได้ แต่มักขึ้นต้นประโยคอยู่หน้า หลัง หรือแทรกกลางคำหลักอุทานเสริมบทติดอยู่กับคำหลักเสมอ
เครื่องหมายตามด้วย ! (อัศเจรีย์)ไม่ใช้ !เห็น ! ให้คิดถึงอุทานบอกอาการก่อน
ตัวอย่างโอ๊ย! ว้าย! อนิจจา! ไชโย! เฮ้อ!อาบน้ำอาบท่า หนังสือหนังหา เด็กเอ๋ยเด็กน้อยถ้ามีคำหลักที่มีความหมายอยู่ข้าง ๆ มักเป็นเสริมบท
พบบ่อยในภาษาพูด บทสนทนา นิยายภาษาพูด และคำสร้อยในโคลงกับร่ายเจอในบทกลอนเก่าให้นึกถึงคำสร้อย
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  สอบ ใบ ประกอบ วิชาชีพ ครู2568: ข้อมูลและกำหนดการสอบ

กฎการใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ตามราชบัณฑิตยสภา

สำนักงานราชบัณฑิตยสภาอธิบายเครื่องหมายอัศเจรีย์ (exclamation mark) รูป ! ไว้ 3 ข้อ โดยอ้างจากหนังสือหลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่น ๆ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ 6 (แก้ไขเพิ่มเติม) หน้า 24

  1. ใช้เขียนหลังคำ วลี หรือประโยคที่เป็นคำอุทาน เช่น อุ๊ย! กรรมจริง! เขาตายเสียแล้ว!
  2. ใช้เขียนหลังคำเลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อให้ผู้อ่านทำเสียงได้เหมาะกับเหตุการณ์ เช่น โครม! ปัง! เปรี้ยง!
  3. ใช้เขียนหลังข้อความสั้น ๆ ที่ต้องการเน้นเป็นคำสั่งหรือคำเตือน เช่น ไป! หยุด! ระวัง! อันตรายจากไฟฟ้าแรงสูง!

กฎของราชบัณฑิตยสภาไม่ได้แยกชนิดคำอุทานไว้ แต่ตัวอย่างทั้งหมดในข้อ 1 เป็นคำที่แสดงอารมณ์ ขณะที่หน้าคำอุทานของ NECTEC SchoolNet อธิบายว่า การเขียนคำอุทานในสมัยโบราณไม่ต้องมีเครื่องหมายกำกับ แต่ปัจจุบันนิยมใช้อัศเจรีย์ตามแบบของยุโรปกับอุทานทั่วไป เพราะต้องการให้อ่านออกเสียงเป็นสำเนียงพูดจริง ๆ ส่วนคำอุทานชนิดอื่นไม่นิยมใช้ วิกิตำราก็ระบุตรงกันว่าอัศเจรีย์ใช้กำกับคำอุทานบอกอาการ แต่ไม่ใช้กับคำอุทานเสริมบท

ดังนั้นในการสอบ ถ้าเจอตัวเลือกอย่าง “อาบน้ำอาบท่า!” ให้ถือว่าใช้เครื่องหมายไม่ถูก เพราะคำนี้ไม่ได้บอกอารมณ์ใด ๆ ส่วน “โอ้ย! ปวดหัวจังเลย” ใช้ถูก เพราะ โอ้ย บอกอาการเจ็บปวด

คำอุทานเสริมบทแบ่งเป็นกี่ชนิด?

บทเรียนหลักภาษาไทยของ ClassStart Books และหน้าคำอุทานของ NECTEC SchoolNet แบ่งคำอุทานเสริมบทไว้ตรงกัน 3 ชนิด คือ ใช้เป็นคำสร้อย ใช้เป็นคำแทรก และใช้เป็นคำเสริม ส่วนบทเรียน ป.4 ของทรูปลูกปัญญาแบ่งแบบย่อไว้ 2 กลุ่ม คือ คำที่กล่าวเสริมขึ้นเพื่อให้คล้องจอง กับคำที่แทรกในคำประพันธ์เพื่อความสละสลวย เช่น อ้า โอ้ แล นา ถ้าหนังสือเรียนของโรงเรียนใช้แบบใด ให้ตอบตามแบบนั้น เพราะเนื้อหาไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่แบ่งละเอียดไม่เท่ากัน

ชนิดที่ 1: คำสร้อย

คำสร้อยคือคำที่ใช้เป็นสร้อยของโคลงและร่าย หรือเป็นคำลงท้ายในบทประพันธ์ เพื่อให้มีพยางค์ครบตามฉันทลักษณ์ เติมลงไปแล้วไม่ได้มีความหมายเพิ่มขึ้น ClassStart Books ยกคำตัวอย่างไว้ ได้แก่ เอย แฮ นา โอ้ ฮา เฮย แล เอ๋ย ส่วนแบบฝึกทักษะ ม.1 ของโรงเรียนเหนือคลองประชาบำรุงให้ตัวอย่างว่า นา แฮ เฮย แล รา เอย

ตัวอย่างในวรรณคดีที่ ClassStart Books ยกไว้ เช่น โคลงสี่สุภาพจากลิลิตพระลอ “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย” คำว่า เอย ท้ายวรรคคือคำสร้อย และกลอนดอกสร้อย “วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน” ที่มีคำว่า เอ๋ย แทรกอยู่ ถ้ากำลังอ่านวรรณคดีคำสอนเรื่องอื่นประกอบ เช่น สุภาษิตพระร่วง ลองสังเกตว่าคำใดใส่มาเพื่อเสียงหรือเพื่อให้ครบจังหวะ จะช่วยให้แยกคำสร้อยได้เร็วขึ้นเวลาเจอในข้อสอบ

ชนิดที่ 2: คำแทรก

คำแทรกคือคำที่ใส่ลงระหว่างคำหรือข้อความ NECTEC SchoolNet แบ่งย่อยไว้อีก 2 แบบ แบบแรกเรียกว่า บทบูรณ์ คือคำที่ทำให้บทประพันธ์มีพยางค์ครบตามฉันทลักษณ์ ได้แก่ นุ ซิ สิ นิ เช่น “เวียนมาสิเวียนไป” แบบที่สองใช้ประกอบข้างท้ายให้กระชับสละสลวย ได้แก่ นา นะ เอย เอ๋ย เอ่ย โอย เช่น “เด็กเอ๋ยเด็กน้อย” “ตัวอะไรเอ่ยมี 4 ตา” และ “มาเถิดนาพ่อนา”

ตัวอย่างที่นักเรียนคุ้นที่สุดคือ ก.เอ๋ย ก.ไก่ ซึ่ง ClassStart Books ยกไว้คู่กับ มาเถิดนาแม่นา และ โอ้อกเอ๋ย คำว่า เอ๋ย ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าอะไร แต่ทำให้การท่องฟังเป็นจังหวะและจำง่าย

ชนิดที่ 3: คำเสริม

คำเสริมคือคำที่ใช้ต่อถ้อยเสริมคำให้ยาวขึ้น แต่ไม่ต้องการความหมายที่เสริมนั้น เป็นกลุ่มที่พบในชีวิตประจำวันมากที่สุด และเป็นกลุ่มที่ออกสอบบ่อยที่สุด NECTEC SchoolNet แบ่งย่อยไว้ 3 แบบ ดังนี้

  • แทรกเป็นสะพานเสียง: คำที่สอดลงไประหว่างคำหน้ากับคำหลังเพื่อทอดสัมผัส เช่น วัดวาอาราม พิธีรีตอง ลูกเต้าเหล่าใคร โดยคำว่า วา รี เต้า คือส่วนที่สอดเข้ามา
  • เลียนเสียงคำเดิม: เติมข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้ ไม่มีความหมายอะไร แต่บางคำช่วยกระชับหรือเน้นเสียงให้หนักแน่นขึ้น เช่น ไม่รู้ไม่ชี้ กระดูกกระเดี้ยว หนังสือหนังหา เข้าอกเข้าใจ
  • พ่วงเข้ามาให้เต็มเสียง: คำที่ติดตามมาเพราะเคยพูดคู่กันในที่อื่น เช่น “มือของเขาช่างไวไฟเหลือเกิน” และ “เขาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน”

ข้อสังเกตจากตัวอย่างข้างต้น คือคำเสริมแบบเลียนเสียงคำเดิมมักเปลี่ยนสระหรือเปลี่ยนพยางค์ท้ายของคำหลัก เช่น กางเกง กลายเป็น กางกง สัญญา กลายเป็น สัญญิง หรือ กระดูก กลายเป็น กระเดี้ยว ส่วนแบบที่ซ้ำคำหน้า เช่น อาบน้ำอาบท่า กินน้ำกินท่า จะซ้ำคำกริยาเดิมแล้วเปลี่ยนคำหลังเป็นคำที่คล้องจอง

ตัวอย่างคำอุทานเสริมบทมีคำใดบ้าง?

ตารางนี้รวม 30 ตัวอย่างที่มีแหล่งอ้างอิงรองรับ ได้แก่ แบบฝึกทักษะ ม.1 ของโรงเรียนเหนือคลองประชาบำรุง ClassStart Books NECTEC SchoolNet วิกิตำรา และบทเรียนของทรูปลูกปัญญา ช่องความหมายคือความหมายของทั้งคำเมื่อใช้ในประโยค ซึ่งเท่ากับความหมายของคำหลัก

คำอุทานเสริมบทความหมายเมื่อใช้ส่วนที่เสริมเข้ามาชนิดย่อยและหมายเหตุการใช้
อาบน้ำอาบท่าอาบน้ำอาบท่าคำเสริม ซ้ำกริยาเดิม ใช้ในภาษาพูด
กินน้ำกินท่ากินน้ำกินท่าคำเสริม รูปแบบเดียวกับ อาบน้ำอาบท่า
ดื่มน้ำดื่มท่าดื่มน้ำดื่มท่าคำเสริม เป็นคำตอบในแบบฝึกเติมคำ ม.1
กินข้าวกินปลากินข้าว กินอาหารกินปลาคำเสริม ไม่ได้หมายถึงการกินปลาจริง
หนังสือหนังหาหนังสือหนังหาคำเสริมแบบเลียนเสียงคำเดิม
ขโมยขโจรขโมยขโจรคำเสริม เติมไว้ข้างหลัง
กางกงกางเกงกางเกงกางกงคำเสริม เติมไว้ข้างหน้า เปลี่ยนสระของคำหลัก
สัญญิงสัญญาสัญญาสัญญิงคำเสริม เติมไว้ข้างหน้า
พยาบงพยาบาลพยาบาลพยาบงคำเสริม ออกสอบในแบบทดสอบ ม.1
กระดูกกระเดี้ยวกระดูกกระเดี้ยวคำเสริมแบบเลียนเสียงคำเดิม
ไม่รู้ไม่ชี้ไม่รู้ ไม่สนใจไม่ชี้คำเสริมแบบเลียนเสียงคำเดิม
เข้าอกเข้าใจเข้าใจเข้าอกคำเสริมแบบเลียนเสียงคำเดิม เติมไว้ข้างหน้า
ตกอกตกใจตกใจตกอกคำเสริม รูปแบบเดียวกับ เข้าอกเข้าใจ
ร้องห่มร้องไห้ร้องไห้ร้องห่มคำเสริม เฉลยแบบฝึก ม.1 จัดเป็นเสริมบท
หมดเรี่ยวหมดแรงหมดแรงหมดเรี่ยวคำเสริม เป็นคำตอบในแบบฝึกเติมคำ ม.1
วัดวาอารามวัดวาคำเสริมแบบสะพานเสียง อาราม เป็นคำที่มีความหมาย
พิธีรีตองพิธีรีคำเสริมแบบสะพานเสียง
ลูกเต้าเหล่าใครลูกของใครเต้าคำเสริมแบบสะพานเสียง
ผ้าผ่อนผ้า เสื้อผ้าผ่อนคำเสริม NECTEC ระบุ ผ่อน เป็นคำที่สอดเข้ามาให้เกิดสัมผัส
เที่ยงนางกลางคืนเที่ยงคืนนางคำเสริมแบบสะพานเสียง
รถรารถราคำเสริม เป็นคำตอบในแบบฝึกเติมคำ ม.1
ไปวัดไปวาไปวัดไปวาคำเสริม วิกิตำรายกคำว่า ไปวา เป็นตัวอย่าง
โรงเล่าโรงเรียนโรงเรียนโรงเล่าคำเสริม เติมไว้ข้างหน้า
โบร่ำโบราณโบราณโบร่ำคำเสริม ทรูปลูกปัญญา ม.1 ยกเป็นตัวอย่าง
บ้านนอกคอกนาบ้านนอก ชนบทคอกนาคำเสริม ทรูปลูกปัญญา ม.1 ยกเป็นตัวอย่าง
ศึกษาเล่าเรียนศึกษา เรียนเล่าเรียนคำเสริมแบบพ่วงเข้ามาให้เต็มเสียง
เด็กเอ๋ยเด็กน้อยเด็กน้อยเอ๋ยคำแทรก ใช้ประกอบให้สละสลวย
ก.เอ๋ย ก.ไก่ตัวอักษร กเอ๋ยคำแทรก ใช้ในบทท่อง
เวียนมาสิเวียนไปเวียนมาเวียนไปสิคำแทรกแบบบทบูรณ์ ทำให้พยางค์ครบ
อันใด พี่เอยอันใดเอยคำสร้อย จากโคลงในลิลิตพระลอ
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ตั้งชื่อลูกสาวให้สวยและมีความหมาย
อินโฟกราฟิกสรุป คำอุทานเสริมบท คืออะไร มีกี่ชนิด ตัวอย่าง 30 คำ พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลย
สรุปเป็นภาพ: คำอุทานเสริมบท คืออะไร มีกี่ชนิด ตัวอย่าง 30 คำ พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลย

ถ้าอยากจำเป็นกลุ่ม ให้แยกดูตามตำแหน่งของส่วนที่เสริม กลุ่มที่เสริมไว้ข้างหลังคำหลัก เช่น หนังสือหนังหา ขโมยขโจร กระดูกกระเดี้ยว กลุ่มที่เสริมไว้ข้างหน้า เช่น กางกงกางเกง สัญญิงสัญญา พยาบงพยาบาล โรงเล่าโรงเรียน และกลุ่มที่แทรกกลาง เช่น วัดวาอาราม พิธีรีตอง ลูกเต้าเหล่าใคร ทรูปลูกปัญญา ม.1 ก็อธิบายไว้ตรงกันว่าคำเสริมอาจอยู่ข้างหน้า ข้างหลัง หรือแทรกกลางคำหลัก

ในการใช้งานจริง คำอุทานเสริมบทเหมาะกับภาษาพูดและงานเขียนที่ต้องการน้ำเสียงเป็นกันเอง เช่น บทสนทนาในเรื่องสั้น แต่ไม่เหมาะกับหนังสือราชการ รายงาน หรือข้อความที่ต้องการความกระชับ ถ้าต้องเขียนเป็นทางการ ให้ใช้คำหลักคำเดียว เช่น เขียนว่า หนังสือ แทน หนังสือหนังหา หรือ ผู้ใหญ่ แทน ผู้หลักผู้ใหญ่

คำอุทานเสริมบทกับคำซ้อน แยกกันอย่างไร?

ให้ดูที่ส่วนที่เติมเข้ามาว่ามีความหมายหรือไม่ ถ้าส่วนที่เติมไม่มีความหมายและตัดออกได้โดยความหมายไม่เปลี่ยน เป็นคำอุทานเสริมบท ถ้าทั้ง 2 ส่วนมีความหมายและรวมกันแล้วได้ความหมายที่ชัดหรือกว้างขึ้น เป็นคำซ้อน นี่คือกับดักที่ข้อสอบชอบใช้ เพราะคำทั้ง 2 แบบหน้าตาคล้ายกันมาก คือเป็นคำ 2 ส่วนที่เสียงคล้องจองกัน

บทเรียนการสร้างคำตอนที่ 2 ของทรูปลูกปัญญา ระดับ ม.2 ให้นิยามคำซ้อนว่า เป็นคำประสมที่เกิดจากการนำคำที่มีความหมายคล้ายกัน หรือตรงกันข้ามมาประสมกัน และแบ่งเป็น 2 ประเภท

  • คำซ้อนเพื่อความหมาย ที่ความหมายเหมือนหรือใกล้เคียงกัน: กีดขวาง ปิดบัง ขัดแย้ง คัดเลือก ใช้จ่าย ดูแล
  • คำซ้อนเพื่อความหมาย ที่ความหมายตรงกันข้าม: ชั่วดี ถี่ห่าง ดีร้าย อ้วนผอม ยากง่าย
  • คำซ้อนเพื่อเสียง: งอแง จู้จี้ ซอกแซก โผงผาง รุ่มร่าม อวบอิ่ม

เทียบง่าย ๆ ด้วยการทดสอบ 2 ขั้น ขั้นแรกให้แยกคำออกเป็น 2 ส่วน แล้วถามว่าแต่ละส่วนมีความหมายเมื่ออยู่ลำพังหรือไม่ เช่น ปิดบัง แยกเป็น ปิด กับ บัง ซึ่งมีความหมายทั้งคู่ จึงเป็นคำซ้อน แต่ หนังสือหนังหา แยกเป็น หนังสือ กับ หนังหา ส่วนหลังไม่มีความหมาย จึงเป็นคำอุทานเสริมบท ขั้นที่สองให้ลองตัดส่วนที่สงสัยออก ถ้าตัดแล้วประโยคยังสื่อความได้ครบ แปลว่าส่วนนั้นใส่มาเพื่อเสียงเท่านั้น

จุดที่ต้องระวังที่สุดคือคำซ้อนเพื่อเสียงอย่าง งอแง หรือ จู้จี้ ซึ่งบางพยางค์ก็ไม่มีความหมายเหมือนกัน ในความเห็นของทีมบรรณาธิการ วิธีแยกคือดูว่ามีคำหลักที่ใช้ได้ลำพังอยู่ในนั้นหรือไม่ คำอุทานเสริมบทจะมีคำหลักที่ครบความหมายอยู่แล้วเสมอ เช่น หนังสือ กางเกง กระดูก แล้วเสริมเสียงเข้าไป ส่วนคำซ้อนเพื่อเสียงมักเป็นคำที่ใช้ทั้งคำเป็นหน่วยเดียว ถ้าตัดส่วนใดออกก็ใช้ต่อไม่ได้

อีกเรื่องที่ควรรู้ คือตำราแต่ละเล่มจัดคำบางคำไม่ตรงกัน ตัวอย่างเช่น แบบฝึกทักษะ ม.1 ของโรงเรียนเหนือคลองประชาบำรุงให้ หัวหลักหัวตอ และ ผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นตัวเลือกในแบบฝึกเติมคำอุทานเสริมบท ขณะที่บางคนอาจมองว่าเป็นคำซ้อน เพราะแต่ละส่วนมีความหมาย เวลาสอบในโรงเรียน ให้ยึดการจัดกลุ่มตามหนังสือเรียนที่ครูใช้สอน แนวคิดนี้คล้ายกับเรื่องการสะกดคำที่เราเคยอธิบายใน เท้าเอว หรือ ท้าวเอว เขียนแบบไหนถูก คือเมื่อไม่แน่ใจ ให้กลับไปดูหลักที่ตำราอ้างอิงแล้วเช็กด้วยความหมายของคำ

ข้อสอบเรื่องคำอุทานเสริมบทมักถามแบบใด พร้อมแบบฝึกหัดและเฉลย

จากแบบฝึกทักษะเรื่องคำอุทาน ชั้น ม.1 ที่เราเปิดอ่าน รูปแบบที่ใช้บ่อยมี 4 แบบ คือ ให้โยงคำอุทานกับอารมณ์ ให้เลือกคำอุทานเสริมบทเติมลงในช่องว่าง ให้เติมคำอุทานบอกอาการในประโยค และข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ เกณฑ์ผ่านของแบบฝึกชุดนี้คือร้อยละ 80 ข้อ 2, 6 และ 7 ด้านล่างนำมาจากแบบฝึกดังกล่าว ส่วนข้ออื่นทีมบรรณาธิการเขียนขึ้นตามนิยามที่ตรวจสอบแล้ว

ข้อ 1 ข้อใดเป็นคำอุทานเสริมบท ก. งอแง ข. อาบน้ำอาบท่า ค. ดีร้าย ง. ปิดบัง

เฉลย ข. เพราะ อาบท่า เป็นส่วนที่เติมเข้ามาโดยไม่มีความหมาย ส่วน งอแง เป็นคำซ้อนเพื่อเสียง ดีร้าย เป็นคำซ้อนที่ความหมายตรงข้าม และ ปิดบัง เป็นคำซ้อนที่ความหมายใกล้เคียงกัน

ข้อ 2 “ลูกสาวป้าสมรเรียนพยาบงพยาบาลจบหรือยัง” ในประโยคนี้มีคำอุทานแบบใด ก. เชื่อมคำ ข. เสริมบท ค. บอกอาการ ง. เชื่อมประโยค

เฉลย ข. เสริมบท เพราะ พยาบง เติมไว้หน้า พยาบาล เพื่อเสริมเสียง ประโยคไม่มีคำใดบอกอารมณ์

ข้อ 3 คำอุทานในภาษาไทยแบ่งออกเป็นกี่ชนิด ก. 2 ชนิด ข. 3 ชนิด ค. 4 ชนิด ง. 7 ชนิด

เฉลย ก. 2 ชนิด คือ อุทานบอกอาการ และอุทานเสริมบท ตัวเลือก ง. เป็นกับดัก เพราะ 7 คือจำนวนชนิดของคำทั้งหมด ไม่ใช่จำนวนชนิดของคำอุทาน

ข้อ 4 ข้อใดใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ถูกต้อง ก. หนังสือหนังหา! ไม่อ่านเลย ข. โอ้ย! ปวดหัวจังเลย ค. เด็กเอ๋ย! เด็กน้อย ง. ไปอาบน้ำอาบท่า!

เฉลย ข. เพราะ โอ้ย เป็นอุทานบอกอาการเจ็บปวด ส่วนตัวเลือกอื่นเป็นอุทานเสริมบท ซึ่งไม่ใช้เครื่องหมาย !

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  พริก น้ํา ปลา เช ส เตอร์

ข้อ 5 “เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย” คำว่า เอย เป็นคำอุทานเสริมบทชนิดใด ก. คำสร้อย ข. คำแทรกแบบบทบูรณ์ ค. คำเสริมแบบสะพานเสียง ง. อุทานบอกอาการ

เฉลย ก. คำสร้อย เพราะ ClassStart Books ยกบทนี้จากลิลิตพระลอเป็นตัวอย่างของคำสร้อยในโคลงสี่สุภาพ คำว่า เอย ไม่ได้เพิ่มความหมายใด ๆ ให้ข้อความ

ข้อ 6 เติมคำอุทานเสริมบทลงในช่องว่าง “เวลาข้ามถนนต้องระวังมองซ้ายมองขวาดู ______ ที่สัญจรไปมาด้วย”

เฉลย รถรา ตามเฉลยแบบฝึกทักษะที่ 3 ในแบบฝึกเดียวกันยังมีข้ออื่นที่เฉลยว่า วัดวาอาราม กินข้าวกินปลา ดื่มน้ำดื่มท่า และกระดูกกระเดี้ยว

ข้อ 7 “ร้องห่มร้องไห้อยู่นาน” คำว่า ร้องห่มร้องไห้ จัดเป็นคำอุทานประเภทใด

เฉลย อุทานเสริมบท ตามเฉลยแบบฝึกทักษะที่ 2 เพราะ ร้องห่ม เติมเข้ามาเพื่อเสริมเสียงของคำว่า ร้องไห้ ไม่ได้บอกอารมณ์ด้วยตัวเอง

ข้อ 8 ในคำว่า วัดวาอาราม ส่วนใดคือคำอุทานเสริมบท

เฉลย คำว่า วา เพราะ NECTEC SchoolNet อธิบายว่าเป็นคำที่สอดลงไปเพื่อเป็นสะพานเสียงทอดสัมผัสระหว่างคำหน้ากับคำหลัง ส่วน วัด และ อาราม เป็นคำที่มีความหมายทั้งคู่

เคล็ดลับเวลาทำข้อสอบ ให้หาเครื่องหมาย ! ก่อน ถ้ามีและคำนั้นบอกอารมณ์ ข้อนั้นมีอุทานบอกอาการแน่นอน จากนั้นจึงมองหาคำ 2 ส่วนที่ส่วนหนึ่งไม่มีความหมาย ถ้าเจอ ข้อนั้นมีอุทานเสริมบทด้วย ข้อสอบประเภท “ข้อใดมีทั้งคำอุทานบอกอาการและคำอุทานเสริมบท” ใช้วิธีนี้ตอบได้เร็วมาก

คำอุทานพบบ่อยแค่ไหนในภาษาพูดจริง

งานวิจัยในวารสารอักษราพิบูล ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 (2567) ศึกษาคำอุทานในรายการโหนกระแส พบรูปคำอุทาน 47 รูปคำ แบ่งเป็นคำอุทานบอกอาการ 45 รูปคำ คิดเป็นร้อยละ 95.75 และคำอุทานเสริมบทเพียง 2 รูปคำ คิดเป็นร้อยละ 4.25 ผลนี้บอกว่าในการพูดคุยสด คนเราใช้คำอุทานเพื่อบอกอารมณ์บ่อยกว่าเสริมบทหลายเท่า ในความเห็นของเรา นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่คำอุทานเสริมบทรู้สึกห่างตัว ทั้งที่จริงเราก็ยังใช้คำอย่าง อาบน้ำอาบท่า หรือ หนังสือหนังหา กันอยู่ในบ้าน

คำถามที่พบบ่อย

คำอุทานเสริมบทคืออะไร?

คือคำอุทานที่เติมเข้ามาเพื่อเสริมเสียง ยืดคำ หรือเป็นคำสร้อยในบทประพันธ์ โดยส่วนที่เติมไม่ได้ต้องการความหมาย เช่น อาบน้ำอาบท่า หนังสือหนังหา

คำอุทานมีกี่ชนิด?

มี 2 ชนิด คือ คำอุทานบอกอาการ ซึ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก และคำอุทานเสริมบท ซึ่งเสริมคำให้ยาวหรือคล้องจอง

คำอุทานเสริมบทแบ่งย่อยได้กี่ชนิด?

ตาม ClassStart Books และ NECTEC SchoolNet แบ่งได้ 3 ชนิด คือ คำสร้อย คำแทรก และคำเสริม

คำอุทานเสริมบทต้องใส่เครื่องหมาย ! ไหม?

ไม่ต้อง เครื่องหมาย ! ใช้กับคำอุทานที่แสดงอารมณ์ คำเลียนเสียงธรรมชาติ และคำสั่งหรือคำเตือนสั้น ๆ ส่วนอุทานเสริมบทไม่ใช้

คำอุทานบอกอาการกับคำอุทานเสริมบทต่างกันอย่างไร?

อุทานบอกอาการบอกอารมณ์ เช่น โอ๊ย! ว้าย! อนิจจา! และตามด้วย ! ส่วนอุทานเสริมบทไม่บอกอารมณ์ ติดอยู่กับคำหลัก เช่น วัดวาอาราม และไม่ใช้ !

หนังสือหนังหา เป็นคำซ้อนหรือคำอุทานเสริมบท?

เป็นคำอุทานเสริมบท เพราะ หนังหา ไม่มีความหมาย และตัดออกแล้วความหมายยังเป็น หนังสือ เหมือนเดิม

ปิดบัง เป็นคำอุทานเสริมบทหรือไม่?

ไม่ใช่ ปิดบัง เป็นคำซ้อนเพื่อความหมาย เพราะ ปิด และ บัง มีความหมายใกล้เคียงกันทั้งคู่

เอย เอ๋ย เอ่ย เป็นคำอุทานชนิดใด?

เป็นคำอุทานเสริมบท ถ้าอยู่ท้ายบทโคลงหรือร่ายจัดเป็นคำสร้อย ถ้าแทรกในข้อความ เช่น เด็กเอ๋ยเด็กน้อย จัดเป็นคำแทรก

ในคำว่า วัดวาอาราม คำไหนคือส่วนที่เสริม?

คำว่า วา เป็นส่วนที่สอดเข้ามาเป็นสะพานเสียง ส่วน วัด และ อาราม เป็นคำที่มีความหมาย

คำอุทานเสริมบทเรียนชั้นไหน?

เริ่มพบตั้งแต่ ป.2 ใน DLTV แล้วเรียนต่อใน ป.4 ป.6 และ ม.1 ซึ่งอยู่ในตัวชี้วัด ท 4.1 ม.1/3 เรื่องชนิดและหน้าที่ของคำ

ควรใช้คำอุทานเสริมบทในงานเขียนทางการไหม?

ไม่ควร หน้าคำอุทานของ NECTEC SchoolNet ระบุว่าคำเสริมแบบนี้ส่วนมากใช้ในภาษาพูด งานทางการควรใช้คำหลักคำเดียว เช่น หนังสือ แทน หนังสือหนังหา

คำอุทานเป็นวลีหรือประโยคได้ไหม?

ได้ NECTEC SchoolNet ระบุว่าคำอุทานอาจเป็นคำ วลี หรือประโยค เช่น แหม! เวรกรรมจริงหนอ! และ ไฟไหม้เจ้าข้า!

สรุป: คำอุทานเสริมบทคือคำที่เติมเพื่อเสียง ไม่ใช่เพื่อความหมาย

ถ้าจำได้เพียงข้อเดียว ให้จำว่าคำอุทานเสริมบทมีคำหลักที่มีความหมายอยู่แล้ว และมีส่วนที่เติมเข้ามาเพื่อเสียงหรือเพื่อจังหวะเท่านั้น จะเติมข้างหน้า ข้างหลัง แทรกกลาง หรือเป็นคำสร้อยท้ายบทกลอนก็ได้ และเพราะไม่ได้บอกอารมณ์ จึงไม่ต้องใส่เครื่องหมาย ! ต่างจากคำอุทานบอกอาการ

ก่อนสอบ ลองฝึกด้วยการเขียนตัวอย่างในตารางใส่บัตรคำ แล้วแยกเป็น 3 กอง คือ คำสร้อย คำแทรก และคำเสริม จากนั้นหยิบคำซ้อนอย่าง ปิดบัง ดีร้าย งอแง มาปนแล้วลองคัดออก ถ้าคัดได้ถูกทุกใบ แปลว่าพร้อมรับมือกับข้อสอบเรื่องนี้แล้ว และถ้าหนังสือเรียนของโรงเรียนจัดคำใดไว้ต่างจากบทความนี้ ให้ยึดตามหนังสือเรียนเป็นหลัก

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด