การคำนวณเงินเดือนสุทธิทำได้โดยนำเงินเดือนมาหักเงินสมทบประกันสังคม 5% ของค่าจ้าง ซึ่งปี 2569 หักได้สูงสุด 875 บาทต่อเดือนเพราะเพดานค่าจ้างใหม่คือ 17,500 บาท แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายที่นายจ้างคำนวณโดยคูณเงินเดือนด้วย 12 หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คิดภาษีขั้นบันได แล้วหารด้วย 12 ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 30,000 บาทของคนโสดที่ไม่มีค่าลดหย่อนอื่น จะถูกหักประกันสังคม 875 บาทและภาษีราว 164.58 บาท เหลือรับจริงประมาณ 28,960 บาท
ประเด็นสำคัญ
- กฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 ปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมมาตรา 33 จาก 15,000 บาทเป็น 17,500 บาท มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571
- ลูกจ้างจ่ายเงินสมทบ 5% ของค่าจ้าง เงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปจึงถูกหักเท่ากันที่ 875 บาท จากเดิม 750 บาท
- เพดานจะขยับเป็น 20,000 บาทในปี 2572 ถึง 2574 และ 23,000 บาทตั้งแต่ปี 2575
- ภาษีเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น
- กรมสรรพากรให้นายจ้างคูณเงินเดือนด้วย 12 คิดภาษีทั้งปี แล้วหารด้วย 12 เพื่อหักรายเดือน
- คนโสดที่มีแค่ค่าลดหย่อนส่วนตัวและประกันสังคม เงินเดือนไม่เกินราว 26,708 บาทยังไม่ถูกหักภาษี
คำนวณเงินเดือนสุทธิมีขั้นตอนอย่างไร?
สลิปเงินเดือนของลูกจ้างบริษัทส่วนใหญ่มีรายการหักหลักอยู่สามตัว คือ เงินสมทบประกันสังคม ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับคนที่เป็นสมาชิก สูตรที่ใช้คิดจึงสั้นมาก
เงินเดือนสุทธิ = เงินเดือน ลบ ประกันสังคม ลบ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลบ เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้ามี)
ส่วนที่ยากคือตัวเลขภาษี เพราะภาษีไม่ได้คิดจากเงินเดือนเดือนเดียว แต่คิดจากรายได้ทั้งปีหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วค่อยเฉลี่ยกลับมาเป็นรายเดือน บทความนี้จะเดินทีละขั้นตามลำดับที่นายจ้างใช้จริง
- คิดเงินสมทบประกันสังคมจากค่าจ้างรายเดือน
- คูณเงินเดือนด้วย 12 เป็นรายได้ทั้งปี
- หักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- หักค่าลดหย่อน เช่น ส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคมทั้งปี
- นำเงินได้สุทธิไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได
- หารภาษีทั้งปีด้วย 12 ได้ภาษีที่หักในแต่ละเดือน
เงินเดือนหักประกันสังคมเท่าไหร่ในปี 2569?
ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ถูกหัก 5% ของค่าจ้าง โดยค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณมีทั้งขั้นต่ำและขั้นสูง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ฐานขั้นต่ำคือ 1,650 บาทและขั้นสูงคือ 17,500 บาทต่อเดือน เงินที่ถูกหักจึงอยู่ระหว่าง 82.50 บาทถึง 875 บาทต่อเดือน
เพดานนี้มาจากกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ซึ่งลงราชกิจจานุเบกษาเล่ม 142 ตอนที่ 81 ก วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ไทยรัฐรายงานรายละเอียดแบบขั้นบันไดไว้ดังนี้
- 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571: ฐานไม่ต่ำกว่า 1,650 บาทและไม่เกิน 17,500 บาท หักสูงสุด 875 บาท
- ปี 2572 ถึง 2574: เพดาน 20,000 บาท หักสูงสุด 1,000 บาท
- ตั้งแต่ปี 2575: เพดาน 23,000 บาท หักสูงสุด 1,150 บาท
ก่อนปี 2569 เพดานอยู่ที่ 15,000 บาท คนเงินเดือนเกินเพดานจึงเคยถูกหักเท่ากันที่ 750 บาท ตอนนี้เพิ่มขึ้น 125 บาทต่อเดือน ส่วนคนที่เงินเดือนต่ำกว่า 17,500 บาทจ่าย 5% ของเงินเดือนจริง เช่น เงินเดือน 15,000 บาทถูกหัก 750 บาท เงินเดือน 12,000 บาทถูกหัก 600 บาท เท่าเดิมกับปีก่อน
ทำไมต้องขึ้นเพดาน เอกสารสรุปผลรับฟังความคิดเห็นของสำนักงานประกันสังคมอธิบายว่า เพดานที่สูงขึ้นทำให้สิทธิเงินทดแทนที่คิดจากฐานค่าจ้างสูงขึ้นตาม เช่น ที่เพดาน 17,500 บาท เงินทดแทนสูงสุดเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน การรับฟังรอบที่ 2 ปลายปี 2567 มีผู้ตอบ 268,913 คน เห็นด้วย 94.56%
ในทางปฏิบัติ นายจ้างเป็นคนหักเงินส่วนนี้จากเงินเดือนแล้วนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้าง หน้าเว็บของสำนักงานประกันสังคมระบุกำหนดนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ลูกจ้างจึงไม่ต้องไปจ่ายเอง
ภาษีเงินเดือนคำนวณจากอะไรบ้าง?
เงินเดือนเป็นเงินได้ประเภทมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร ก่อนคิดภาษีต้องแปลงเงินเดือนเป็นรายได้ทั้งปี แล้วหักสองก้อนออกก่อน คือค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน สูตรที่ธนาคารกรุงศรีสรุปไว้คือ เงินได้ทั้งปี ลบค่าใช้จ่าย ลบค่าลดหย่อน เท่ากับเงินได้สุทธิ
ค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายของเงินเดือนหักได้ 50% ของเงินได้ แต่รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท คนที่รายได้ทั้งปีตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป หรือเงินเดือนราว 16,667 บาทขึ้นไป จะชนเพดานนี้พอดี เงินเดือนสูงกว่านั้นก็หักได้แค่ 100,000 บาทเท่ากัน
ค่าลดหย่อนพื้นฐานที่ลูกจ้างทุกคนมี
ตารางสรุปค่าลดหย่อนของกรมสรรพากรกำหนดค่าลดหย่อนส่วนตัวไว้ 60,000 บาท เป็นสิทธิของผู้มีเงินได้ทุกคน อีกรายการที่ลูกจ้างมาตรา 33 ได้แน่นอนคือเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งกรมสรรพากรให้หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินที่กฎหมายประกันสังคมกำหนด
จุดนี้ต้องระวัง ตารางของกรมสรรพากรและบทความหลายแห่งยังเขียนว่าลดหย่อนประกันสังคมได้ไม่เกิน 9,000 บาท ตัวเลขนั้นมาจาก 750 บาทคูณ 12 เดือนตามเพดานเดิม เมื่อปี 2569 เพดานขึ้นเป็น 17,500 บาท ยอดที่จ่ายจริงทั้งปีสูงสุดจะเป็น 875 คูณ 12 เท่ากับ 10,500 บาท FlowAccount สรุปตัวเลขนี้ไว้สำหรับปีภาษี 2569 แต่บทความของ Promise ที่อัปเดตเดือนมิถุนายน 2569 ยังระบุ 9,000 บาท ตัวอย่างในบทความนี้ใช้ยอดที่จ่ายจริง 10,500 บาทตามหลักของกรมสรรพากร ถ้าจะใช้ยื่นแบบจริงให้ตรวจยอดกับหนังสือรับรองหรือข้อมูลใน My Tax Account อีกครั้ง
ค่าลดหย่อนอื่นยังมีอีกหลายรายการ เช่น คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท บุตรคนละ 30,000 บาท เบี้ยประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาท แต่นายจ้างจะนำมาหักตอนคำนวณภาษีรายเดือนก็ต่อเมื่อลูกจ้างแจ้งไว้ในแบบ ล.ย.01 พร้อมหลักฐาน ถ้าไม่ได้แจ้ง ภาษีที่ถูกหักรายเดือนจะสูงกว่าที่ต้องเสียจริง แล้วค่อยไปขอคืนตอนยื่นแบบปลายปี
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีกี่ขั้น?
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามี 8 ขั้น ตั้งแต่ยกเว้นไปจนถึง 35% ตารางด้านล่างมาจากหน้าอัตราภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2560 และเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 470
| เงินได้สุทธิทั้งปี (บาท) | ช่วงเงินได้ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดในขั้น (บาท) | ภาษีสะสม (บาท) |
|---|---|---|---|---|
| 0 ถึง 150,000 | 150,000 | ยกเว้น | 0 | 0 |
| 150,001 ถึง 300,000 | 150,000 | 5% | 7,500 | 7,500 |
| 300,001 ถึง 500,000 | 200,000 | 10% | 20,000 | 27,500 |
| 500,001 ถึง 750,000 | 250,000 | 15% | 37,500 | 65,000 |
| 750,001 ถึง 1,000,000 | 250,000 | 20% | 50,000 | 115,000 |
| 1,000,001 ถึง 2,000,000 | 1,000,000 | 25% | 250,000 | 365,000 |
| 2,000,001 ถึง 5,000,000 | 3,000,000 | 30% | 900,000 | 1,265,000 |
| 5,000,001 ขึ้นไป | ไม่จำกัด | 35% | ไม่จำกัด | ไม่จำกัด |
วิธีใช้ตารางคือหาว่าเงินได้สุทธิตกอยู่ขั้นไหน แล้วเอาภาษีสะสมของขั้นก่อนหน้าบวกกับส่วนที่เกินคูณอัตราของขั้นนั้น เช่น เงินได้สุทธิ 429,500 บาท อยู่ขั้น 10% ภาษีคือ 7,500 บวก (429,500 ลบ 300,000) คูณ 10% เท่ากับ 20,450 บาท
ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยคือคิดว่าพอรายได้ขึ้นไปอยู่ขั้น 10% แล้ว เงินทั้งก้อนต้องเสีย 10% ความจริงอัตราที่สูงขึ้นใช้กับเฉพาะส่วนที่เกินเส้นแบ่งขั้นเท่านั้น การขึ้นเงินเดือนจึงไม่มีทางทำให้เงินที่รับจริงลดลงเพราะภาษี
นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายรายเดือนอย่างไร?
คำชี้แจงท้ายแบบ ภ.ง.ด.1 ของกรมสรรพากรกำหนดวิธีไว้เป็นข้อ ๆ สรุปได้ดังนี้
- ข้อ 2.1 ประมาณรายได้ทั้งปี: นำเงินได้ที่จ่ายแต่ละคราวคูณจำนวนคราวต่อปี จ่ายรายเดือนคูณ 12 จ่ายเดือนละ 2 ครั้งคูณ 24 จ่ายรายสัปดาห์คูณ 52 คนที่เข้างานระหว่างปีให้คูณตามจำนวนคราวที่จ่ายจริง เช่น เข้างาน 1 เมษายนและรับเงินรายเดือน ให้คูณ 9
- ข้อ 2.2 คิดภาษีทั้งปี: หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามที่ลูกจ้างแจ้งในแบบ ล.ย.01 แล้วคิดภาษีตามอัตรา
- ข้อ 2.3 เฉลี่ยเป็นรายเดือน: หารภาษีทั้งปีด้วยจำนวนคราว ถ้าหารไม่ลงตัวให้นำเศษไปรวมกับการหักครั้งสุดท้ายของปี
- ข้อ 2.4 เงินเดือนเปลี่ยน: ถ้าเงินได้เปลี่ยนระหว่างปี ต้องคำนวณใหม่ทุกครั้ง
- ข้อ 2.5 โบนัสหรือค่าล่วงเวลา: นำเงินพิเศษคูณจำนวนคราวต่อปี รวมกับรายได้ปกติทั้งปี คิดภาษีใหม่ แล้วนำส่วนต่างจากภาษีเดิมมาหักในเดือนที่จ่ายเงินพิเศษนั้น
- ข้อ 2.9 เดือนธันวาคม: นายจ้างมีสิทธิปรับยอดหักครั้งสุดท้ายให้ภาษีที่หักทั้งปีเท่ากับภาษีที่ต้องเสียจริง
ผลของข้อ 2.5 คือเดือนที่ได้โบนัสมักเห็นภาษีในสลิปพุ่งสูงผิดปกติ ไม่ได้แปลว่านายจ้างคิดผิด เพราะวิธีนี้สมมติว่ารายได้ส่วนพิเศษเกิดขึ้นทุกเดือนแล้วค่อยคิดส่วนต่าง ภาษีที่หักเกินในเดือนนั้นจะไปเคลียร์กันตอนยื่นแบบประจำปี
เงินเดือน 15,000, 30,000, 50,000 และ 100,000 บาท ได้รับสุทธิเท่าไหร่?
เราคำนวณด้วยสคริปต์ Python ตามวิธีของกรมสรรพากรข้างต้น สมมติฐานคือคนโสด รับเงินเดือนรายเดือนเท่ากันทั้งปี ไม่มีโบนัส ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และใช้ค่าลดหย่อนแค่สองรายการ คือส่วนตัว 60,000 บาทกับประกันสังคมที่จ่ายจริงทั้งปี
| รายการ (บาท) | 15,000 | 30,000 | 50,000 | 100,000 |
|---|---|---|---|---|
| ประกันสังคมต่อเดือน (5%) | 750 | 875 | 875 | 875 |
| รายได้ทั้งปี (คูณ 12) | 180,000 | 360,000 | 600,000 | 1,200,000 |
| หักค่าใช้จ่าย | 90,000 | 100,000 | 100,000 | 100,000 |
| หักลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 | 60,000 | 60,000 | 60,000 |
| หักประกันสังคมทั้งปี | 9,000 | 10,500 | 10,500 | 10,500 |
| เงินได้สุทธิทั้งปี | 21,000 | 189,500 | 429,500 | 1,029,500 |
| ภาษีทั้งปี | 0 | 1,975 | 20,450 | 122,375 |
| ภาษีหักต่อเดือน (หาร 12) | 0 | 164.58 | 1,704.17 | 10,197.92 |
| เงินเดือนสุทธิที่ได้รับ | 14,250 | 28,960.42 | 47,420.83 | 88,927.08 |

อ่านตัวเลขในตารางอย่างไร
เงินเดือน 15,000 บาท: เงินได้สุทธิเหลือเพียง 21,000 บาท ยังไม่ถึง 150,000 บาทที่ได้รับยกเว้น จึงไม่มีภาษี รายการหักมีแค่ประกันสังคม 750 บาท รับจริง 14,250 บาท
เงินเดือน 30,000 บาท: เงินได้สุทธิ 189,500 บาท เกินส่วนยกเว้นมา 39,500 บาท เสียภาษี 5% ของส่วนนี้ ได้ 1,975 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 164.58 บาทต่อเดือน เมื่อหารด้วย 12 ไม่ลงตัว นายจ้างจะเก็บเศษไปรวมในเดือนสุดท้ายตามข้อ 2.3
เงินเดือน 50,000 บาท: เงินได้สุทธิ 429,500 บาท อยู่ในขั้น 10% ภาษีทั้งปี 20,450 บาท รวมรายการหักต่อเดือน 2,579.17 บาท รับจริงราว 47,421 บาท
เงินเดือน 100,000 บาท: เงินได้สุทธิ 1,029,500 บาท ข้ามเส้น 1 ล้านบาทมา 29,500 บาท ส่วนนี้เสีย 25% ภาษีทั้งปีจึงเป็น 115,000 บวก 7,375 เท่ากับ 122,375 บาท หรือราว 10,198 บาทต่อเดือน
เพดานประกันสังคมใหม่ทำให้รับเงินน้อยลงเท่าไหร่
ลองเทียบเงินเดือน 50,000 บาทระหว่างกติกาเดิมกับกติกาปี 2569 ถ้าใช้เพดาน 15,000 บาท ประกันสังคมจะหัก 750 บาท ลดหย่อนได้ 9,000 บาท เงินได้สุทธิ 431,000 บาท ภาษีทั้งปี 20,600 บาท ตรงกับตัวอย่างในบทความของกรุงศรี เฉลี่ยเดือนละ 1,716.67 บาท
พอเป็นกติกาปี 2569 ประกันสังคมเพิ่มเป็น 875 บาท แต่ภาษีลดลงเหลือ 1,704.17 บาท เพราะหักลดหย่อนได้มากขึ้น 1,500 บาทต่อปี ผลสุทธิคือเงินที่รับจริงลดลง 112.50 บาทต่อเดือน ไม่ใช่ 125 บาทเต็ม สำหรับคนเงินเดือน 100,000 บาทที่อยู่ขั้น 25% ภาษีจะลดลงราว 31.25 บาทต่อเดือน เงินที่รับจริงจึงลดลงราว 93.75 บาท
เงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มถูกหักภาษี
จากสูตรเดียวกัน คนโสดที่มีแค่ค่าลดหย่อนส่วนตัวและประกันสังคม จะเริ่มมีภาษีเมื่อเงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาท ย้อนกลับได้ว่ารายได้ทั้งปีต้องเกิน 150,000 บวก 100,000 บวก 60,000 บวก 10,500 เท่ากับ 320,500 บาท หรือเงินเดือนประมาณ 26,709 บาทขึ้นไป ใครเงินเดือนไม่เกิน 26,708 บาทและไม่มีรายได้อื่น จะยังไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่ม เส้นนี้จะขยับสูงขึ้นอีก
ถ้ากำลังเทียบเงินเดือนตามบัญชีของอาชีพที่มีโครงสร้างเงินเดือนตายตัว อ่านต่อได้ที่ ขั้นเงินเดือนครู แล้วนำตัวเลขมาเข้าสูตรในบทความนี้ แต่ต้องตรวจก่อนว่าตำแหน่งนั้นอยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 หรือระบบอื่น เพราะรายการหักจะไม่เหมือนกัน
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทำให้เงินเดือนสุทธิเปลี่ยนไปอย่างไร?
เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทำให้เงินที่โอนเข้าบัญชีลดลง แต่เงินก้อนนี้ไม่ได้หายไป มันเป็นเงินออมของลูกจ้างเอง และยังช่วยลดภาษีด้วย เอกสารสรุปค่าลดหย่อนของกรมสรรพากรระบุว่าเงินสะสมหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาทได้อีกไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 490,000 บาท รวมแล้วสูงสุด 500,000 บาทต่อปี
บลจ.กรุงไทยอธิบายส่วนที่เกิน 10,000 บาทว่าได้รับยกเว้น ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเงินได้ ผลในการคิดภาษีเหมือนกับการหักออก และสิทธินี้ใช้กับเงินได้ตามมาตรา 40(1) เท่านั้น ตามคำตอบในหน้าคำถามถามบ่อยของกรมสรรพากร
ตัวอย่างเงินเดือน 50,000 บาทที่สะสมเข้ากองทุน 5% หรือเดือนละ 2,500 บาท ปีหนึ่งจะสะสม 30,000 บาท แยกเป็นลดหย่อน 10,000 บาทและยกเว้น 20,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 15% ของค่าจ้างทั้งปีที่เท่ากับ 90,000 บาท เงินได้สุทธิลดจาก 429,500 เหลือ 399,500 บาท ภาษีทั้งปีลดจาก 20,450 เหลือ 17,450 บาท หรือเหลือเดือนละ 1,454.17 บาท
เงินที่โอนเข้าบัญชีจะเหลือ 45,170.83 บาท น้อยกว่ากรณีไม่สะสม 2,250 บาท ทั้งที่ส่งเข้ากองทุน 2,500 บาท ส่วนต่าง 250 บาทต่อเดือนคือภาษีที่ประหยัดได้ ความเห็นของเราคือ ถ้านายจ้างเปิดให้สมัครและไม่ได้ต้องใช้เงินสดทุกบาทในแต่ละเดือน การสะสมคุ้มกว่าการรับเป็นเงินเดือนเต็ม เพราะภาษีเท่ากับอุดหนุนเงินออมให้ส่วนหนึ่ง ยิ่งอยู่ขั้นภาษีสูงยิ่งได้ประโยชน์มาก
ตัวเลขอัตราเงินสมทบ เพดานค่าจ้าง ค่าลดหย่อน และอัตราภาษีในบทความนี้มาจากแหล่งอ้างอิงด้านล่าง ณ วันที่ตรวจสอบ 11 กันยายน 2569 ตัวอย่างการคำนวณใช้สมมติฐานอย่างง่ายเพื่อการศึกษา กรณีจริงอาจต่างไปตามค่าลดหย่อนและรายได้อื่นของแต่ละคน โปรดตรวจสอบกับกรมสรรพากร (สายด่วน 1161) และสำนักงานประกันสังคมอีกครั้ง บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือการเงินเฉพาะบุคคล
คำถามที่พบบ่อย
คำนวณเงินเดือนสุทธิใช้สูตรอะไร?
เงินเดือนสุทธิเท่ากับเงินเดือน ลบเงินสมทบประกันสังคม ลบภาษีหัก ณ ที่จ่าย และลบเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถ้าเป็นสมาชิก รายการอื่นที่อาจมี เช่น เงินกู้สวัสดิการ จะขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละบริษัท
ปี 2569 เงินเดือนหักประกันสังคมเท่าไหร่?
ลูกจ้างมาตรา 33 ถูกหัก 5% ของค่าจ้าง โดยใช้ฐานไม่ต่ำกว่า 1,650 บาทและไม่เกิน 17,500 บาท จึงถูกหักตั้งแต่ 82.50 บาทถึงสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
เพดานประกันสังคม 17,500 บาทเริ่มใช้เมื่อไหร่?
เริ่มใช้ 1 มกราคม 2569 ตามกฎกระทรวงที่ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 และใช้ถึง 31 ธันวาคม 2571 ก่อนขยับเป็น 20,000 บาทในปี 2572
เงินเดือน 15,000 บาทต้องเสียภาษีไหม?
ไม่ต้อง ถ้าไม่มีรายได้อื่น เพราะหลังหักค่าใช้จ่าย 90,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคม 9,000 บาท เงินได้สุทธิเหลือ 21,000 บาท ต่ำกว่า 150,000 บาทที่ได้รับยกเว้น
เงินเดือน 30,000 บาทหักภาษีเท่าไหร่?
สำหรับคนโสดที่ไม่มีค่าลดหย่อนอื่น ภาษีทั้งปีคือ 1,975 บาท หรือเฉลี่ยราว 164.58 บาทต่อเดือน รวมกับประกันสังคม 875 บาทแล้วเหลือรับจริงประมาณ 28,960 บาท
เงินเดือน 50,000 บาทได้รับสุทธิเท่าไหร่?
ถ้าไม่มีค่าลดหย่อนอื่นและไม่สะสมกองทุน จะถูกหักประกันสังคม 875 บาทและภาษีราว 1,704.17 บาท เหลือรับจริงประมาณ 47,420.83 บาท
เงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มถูกหักภาษี?
สำหรับคนโสดที่มีแค่ค่าลดหย่อนส่วนตัวและประกันสังคม เงินเดือนประมาณ 26,709 บาทขึ้นไปจึงเริ่มมีภาษี เพราะรายได้ทั้งปีต้องเกิน 320,500 บาท
ค่าใช้จ่ายจากเงินเดือนหักได้เท่าไหร่?
หักได้ 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี คนที่รายได้ทั้งปีตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไปจะหักได้เต็ม 100,000 บาท
ลดหย่อนประกันสังคมปีภาษี 2569 ได้เท่าไหร่?
กรมสรรพากรให้หักตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินที่กฎหมายประกันสังคมกำหนด เมื่อเพดานเงินสมทบเป็น 875 บาทต่อเดือน ยอดจ่ายจริงสูงสุดทั้งปีคือ 10,500 บาท แต่บางแหล่งยังระบุ 9,000 บาทตามเพดานเดิม ควรตรวจยอดกับหลักฐานจริงก่อนยื่นแบบ
ทำไมเดือนที่ได้โบนัสถูกหักภาษีเยอะ?
เพราะวิธีของกรมสรรพากรให้นำโบนัสคูณจำนวนคราวต่อปีแล้วคิดภาษีส่วนต่าง ทำให้ภาษีเดือนนั้นสูงกว่าปกติ ยอดที่หักเกินจะปรับกันตอนเดือนธันวาคมหรือตอนยื่นแบบประจำปี
เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพช่วยลดภาษีได้อย่างไร?
ส่วนแรกไม่เกิน 10,000 บาทใช้เป็นค่าลดหย่อน ส่วนที่เกินได้รับยกเว้นอีกไม่เกิน 15% ของค่าจ้างและไม่เกิน 490,000 บาท เงินเดือน 50,000 บาทที่สะสม 5% จะประหยัดภาษีได้ราว 250 บาทต่อเดือน
ถ้าไม่ได้แจ้งค่าลดหย่อนกับนายจ้างจะเสียสิทธิไหม?
ไม่เสียสิทธิ ภาษีที่ถูกหักรายเดือนอาจสูงกว่าที่ต้องเสียจริง แต่สามารถใช้ค่าลดหย่อนตอนยื่นแบบประจำปีแล้วขอคืนส่วนที่หักเกินได้
สรุป: เริ่มคำนวณเงินเดือนของตัวเองจากสลิปเดือนนี้
หยิบสลิปเงินเดือนเดือนล่าสุดขึ้นมาดูสามช่อง ถ้าเงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ช่องประกันสังคมควรเป็น 875 บาท ถ้ายังเป็น 750 บาทให้ถามฝ่ายบุคคล จากนั้นลองคูณเงินเดือนด้วย 12 หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคมทั้งปี แล้วคิดภาษีตามตาราง หาร 12 ถ้าตัวเลขที่ได้ต่ำกว่าช่องภาษีในสลิปมาก อาจเป็นเพราะมีรายได้พิเศษในเดือนนั้น หรือยังไม่ได้ส่งแบบ ล.ย.01 แจ้งค่าลดหย่อนอื่นให้นายจ้าง
ถ้ามีประกันชีวิต บุตร หรือเงินสะสมกองทุน การแจ้งนายจ้างตั้งแต่ต้นปีช่วยให้เงินเดือนสุทธิแต่ละเดือนสูงขึ้นทันที ไม่ต้องรอขอคืนภาษีในปีถัดไป
แหล่งอ้างอิง
- ราชกิจจานุเบกษา: กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 (เล่ม 142 ตอนที่ 81 ก, 12 ธันวาคม 2568)
- ไทยรัฐ: ราชกิจจาฯ ประกาศปรับเพดานค่าจ้าง ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคม ม.33 เริ่ม 1 ม.ค. 2569
- สำนักงานประกันสังคม: สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ
- สำนักงานประกันสังคม: เงินสมทบและการชำระเงิน (กำหนดนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป)
- กรุงศรี: อัปเดต เงินสมทบประกันสังคม ม.33 สูตรใหม่ ปี 2569
- FlowAccount: ประกันสังคมเพดานใหม่ ปี 2569 ลูกจ้างจ่ายเพิ่มกี่บาท
- Promise: ประกันสังคมลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ อัปเดตปี 2569
- กรมสรรพากร: อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2560
- กรมสรรพากร: ตารางสรุปการหักลดหย่อนและยกเว้นภาษีเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- กรมสรรพากร: หมวดค่าลดหย่อนประกันสังคม
- กรมสรรพากร: แบบ ภ.ง.ด.1 และคำชี้แจงวิธีคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: รายการหักค่าลดหย่อนและหลักฐานใช้หักค่าลดหย่อน
- กรมสรรพากร: คำถามถามบ่อย ยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (สิทธิลดหย่อนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพใช้กับเงินได้มาตรา 40(1))
- บลจ.กรุงไทย: สิทธิประโยชน์ทางภาษีของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- กรุงศรี: วิธีคำนวณภาษีขั้นบันได 2569


