ลาคลอดของลูกจ้างภาคเอกชนตอนนี้คือครรภ์หนึ่งไม่เกิน 120 วัน ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งแก้ไขโดยฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลใช้บังคับวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เงินที่ได้ระหว่างลามาจากสองกระเป๋า คือค่าจ้างจากนายจ้างไม่เกิน 60 วันตามมาตรา 59 และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากสำนักงานประกันสังคมในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน
ประเด็นสำคัญ
- วันลาคลอดของลูกจ้างเอกชนเพิ่มจาก 98 วันเป็น 120 วันต่อครรภ์ ตัวเลข 98 วันที่ยังเห็นตามเว็บไซต์ทั่วไปเป็นของกฎหมายก่อนวันที่ 7 ธันวาคม 2568
- นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาคลอดเท่ากับวันทำงานปกติ แต่ไม่เกิน 60 วัน ตามมาตรา 59 ที่แก้ไขใหม่
- ประกันสังคมเหมาจ่ายค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อการคลอดหนึ่งครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และจ่ายค่าฝากครรภ์ตามจริงรวมไม่เกิน 1,500 บาท
- เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นสิทธิของผู้ประกันตนหญิงเท่านั้น จ่ายร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 90 วัน และบุตรคนที่ 3 ไม่ได้รับเงินก้อนนี้
- กฎหมายใหม่เพิ่มสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรไม่เกิน 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ต้องใช้สิทธิภายใน 90 วันนับแต่วันคลอด
- ข้าราชการพลเรือนลาคลอดได้ 90 วันตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2555 และลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อได้อีกไม่เกิน 150 วันทำการ แต่ช่วง 150 วันนั้นไม่ได้รับเงินเดือน
- ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ไม่มีสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร ไม่ว่าจะเลือกทางเลือกใด
ลาคลอดได้กี่วันในปี 2569?
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือเป็นข้าราชการ สองกลุ่มนี้ใช้กฎหมายคนละฉบับและตัวเลขไม่เท่ากัน
สำหรับลูกจ้างภาคเอกชน คำชี้แจงกระทรวงแรงงานเรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ระบุว่ามาตรา 41 วรรคหนึ่ง แก้ไขจำนวนวันลาเพื่อคลอดบุตรจากไม่เกิน 98 วัน เป็นไม่เกิน 120 วันต่อครรภ์ โดยวันลาดังกล่าวรวมวันลาเพื่อไปตรวจครรภ์ด้วย และนับต่อเนื่องรวมวันหยุดที่คั่นอยู่ กฎหมายฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนที่ 74 ก วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568
สำหรับข้าราชการพลเรือน ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 ข้อ 19 ยังกำหนดไว้เท่าเดิมว่า จะลาในวันที่คลอด ก่อน หรือหลังวันคลอดก็ได้ แต่เมื่อรวมวันลาแล้วต้องไม่เกิน 90 วัน ระเบียบข้อนี้ไม่ได้ถูกแก้ตามกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ ดังนั้นข่าวเรื่อง 120 วันจึงยังไม่ใช่สิทธิของข้าราชการ
ใครบ้างที่นับเป็นลูกจ้างและใช้สิทธิ 120 วันได้
คำชี้แจงกระทรวงแรงงานเขียนไว้ชัดว่า ลูกจ้างหญิงที่ใช้สิทธินี้จะมีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ จะเป็นลูกจ้างรายวัน รายเดือน หรือรับค่าจ้างตามผลงานก็ได้ และลูกจ้างที่มีกำหนดเวลาจ้างหรือยังอยู่ในสัญญาจ้างทดลองงานก็มีสิทธิลาตามมาตรานี้เช่นกัน
กฎหมายฉบับที่ 9 ยังเพิ่มมาตรา 4/1 ให้หน่วยงานของรัฐที่จ้างบุคคลธรรมดาในลักษณะจ้างเหมาบริการ ต้องจัดให้คนกลุ่มนี้ได้รับวันลาคลอด วันหยุด และวันลาป่วยไม่น้อยกว่าสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
คนที่ลาคาบเกี่ยววันที่กฎหมายเริ่มใช้
คำชี้แจงยกตัวอย่างไว้ว่า ถ้าลูกจ้างหญิงใช้สิทธิลา 98 วันตามกฎหมายเดิมต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 แล้วสิทธิยังไม่สิ้นสุด เธอมีสิทธิลาเพิ่มได้อีก 22 วันแต่รวมแล้วไม่เกิน 120 วัน เช่น ผู้ที่ลาตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2568 ถึง 8 ธันวาคม 2568 สามารถยื่นขอลาต่อไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ได้
แต่ถ้าวันลาตามกฎหมายเดิมสิ้นสุดลงก่อนวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เช่น ลาครบ 98 วันในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 คำชี้แจงระบุว่าจะขอลาเพิ่มตามกฎหมายใหม่ไม่ได้ เพราะตอนที่สิทธิสิ้นสุดกฎหมายยังไม่มีผลใช้บังคับ ความต่างของวันเดียวจึงเปลี่ยนผลลัพธ์ทั้งหมด
ค่าจ้างระหว่างลาคลอด ใครจ่ายเท่าไหร่?
เงินระหว่างลาคลอดของผู้ประกันตนมาจากสองทางแยกกัน และหลายคนสับสนเพราะคิดว่าเป็นเงินก้อนเดียว
ทางแรกคือนายจ้าง มาตรา 59 ที่แก้ไขใหม่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างหญิงในวันลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน คำชี้แจงระบุว่าหากนายจ้างไม่จ่าย อาจถูกใช้มาตรการบังคับตามกฎหมายต่อไป
ทางที่สองคือสำนักงานประกันสังคม คำชี้แจงอ้างมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ว่าลูกจ้างหญิงซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่ใช้สิทธิลาคลอดแล้ว ยังมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง
ความเห็นของเราคือ ตรงนี้คือจุดที่คำตอบสั้น ๆ มักพลาด เพราะ 120 วันไม่ได้แปลว่าได้ค่าจ้างเต็ม 120 วัน ช่วงที่นายจ้างรับผิดชอบคือ 60 วันแรกเท่านั้น ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นผู้ประกันตนหรือไม่ และนายจ้างจะจ่ายเพิ่มให้โดยสมัครใจหรือเปล่า
ลาต่อเนื่องอีก 15 วันเมื่อลูกมีปัญหาสุขภาพ
กฎหมายฉบับที่ 9 เพิ่มมาตรา 41 วรรคสี่ ให้ลูกจ้างหญิงที่ใช้สิทธิลาคลอดแล้ว ลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีกไม่เกิน 15 วัน เฉพาะกรณีที่บุตรมีภาวะการเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ และต้องแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันประกอบการลา
มาตรา 59/1 กำหนดว่าวันลาชุดนี้ได้ค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างสำหรับวันที่ลา คำชี้แจงระบุว่าลูกจ้างจะลารวดเดียวหรือแบ่งลาเป็นช่วง เช่น ครั้งละ 3 วันหรือ 5 วัน ก็ได้ตามความจำเป็น และหากนายจ้างตกลงจ่ายเต็มร้อยละ 100 ก็ทำได้
ข้อจำกัดที่ต้องระวังคือ ถ้าสิทธิลาคลอดสิ้นสุดลงแล้วและบุตรเพิ่งมาเจ็บป่วยด้วยสาเหตุอื่นที่ไม่ได้สืบเนื่องจากการคลอด คำชี้แจงระบุว่าลูกจ้างจะใช้สิทธิลาต่อเนื่องตามมาตรานี้ไม่ได้ และสิทธินี้เป็นของลูกจ้างหญิงที่คลอดเท่านั้น คู่สมรสต้องใช้วันลาประเภทอื่นหรือวันลาพักร้อนแทน
ประกันสังคมจ่ายค่าคลอดบุตรเท่าไหร่?
หน้าสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตรของสำนักงานประกันสังคมกำหนดเงื่อนไขการเกิดสิทธิไว้ว่า ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอดบุตร จากนั้นจึงจะเบิกได้ตามรายการต่อไปนี้
ค่าบริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อการคลอดหนึ่งครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนบุตรและจำนวนครั้ง ตัวเลขนี้เท่ากันทั้งคลอดธรรมชาติและผ่าคลอด ถ้าสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ ให้ใช้สิทธิเบิกค่าคลอดบุตรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ จ่ายเท่าที่จ่ายจริงจำนวน 5 ครั้ง รวมไม่เกิน 1,500 บาท โดยแบ่งตามอายุครรภ์ คือไม่เกิน 12 สัปดาห์ ไม่เกิน 500 บาท มากกว่า 12 ถึง 20 สัปดาห์ ไม่เกิน 300 บาท มากกว่า 20 ถึง 28 สัปดาห์ ไม่เกิน 300 บาท มากกว่า 28 ถึง 32 สัปดาห์ ไม่เกิน 200 บาท และมากกว่า 32 สัปดาห์ขึ้นไป ไม่เกิน 200 บาท อัตรานี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564
เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร เหมาจ่ายร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน เป็นสิทธิของผู้ประกันตนหญิงเท่านั้น และหน้าเดียวกันระบุว่าการใช้สิทธิบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับเงินก้อนนี้
เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเปลี่ยนไปแล้วในปี 2569
หน้าสิทธิประโยชน์ของสำนักงานประกันสังคมที่ปรับปรุงเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ยังหมายเหตุว่าค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณอยู่ระหว่างขั้นต่ำ 1,650 บาท และไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งจะได้เงินสงเคราะห์การหยุดงานสูงสุดราว 22,500 บาทต่อครั้ง
แต่ข้อมูลที่ใหม่กว่าคือกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเดือนธันวาคม 2568 และใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 กำหนดเพดานค่าจ้างไว้ที่ไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน สำหรับช่วงวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 จากนั้นขยับเป็น 20,000 บาทในช่วงปี 2572 ถึง 2574 และ 23,000 บาทตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป โดยขั้นต่ำคงไว้ที่ 1,650 บาท
ข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ไทยพีบีเอสรายงาน ระบุผลของการปรับเพดานระยะแรกไว้ว่า เงินช่วยเหลือกรณีคลอดบุตรจะเพิ่มจาก 22,500 บาทต่อครั้ง เป็น 26,250 บาทต่อครั้ง ซึ่งตรงกับการคำนวณจากเพดาน 17,500 บาท คูณร้อยละ 50 คูณ 3 เดือน เมื่อสองแหล่งขัดกัน ให้ยึดกฎกระทรวงปี 2568 ที่ใหม่กว่า และตรวจยอดจริงกับสำนักงานประกันสังคมอีกครั้ง เพราะหน้าเว็บสิทธิประโยชน์ยังไม่ได้แก้หมายเหตุเดิม
แต่ละกลุ่มได้สิทธิลาคลอดต่างกันอย่างไร?
ตารางด้านล่างสรุปจากตัวบทและหน้าสิทธิประโยชน์ที่อ้างไว้ท้ายบทความ ตัวเลขทั้งหมดเป็นสถานะ ณ วันที่ตรวจสอบข้อมูล คือ 14 กันยายน 2569
| กลุ่ม | วันลาคลอด | เงินจากนายจ้างหรือต้นสังกัด | เงินจากประกันสังคม | สิทธิของคู่สมรส |
|---|---|---|---|---|
| ลูกจ้างเอกชน ผู้ประกันตนมาตรา 33 | ไม่เกิน 120 วันต่อครรภ์ | ค่าจ้างเต็มไม่เกิน 60 วัน | ค่าคลอด 15,000 บาท และเงินสงเคราะห์หยุดงาน 50 เปอร์เซ็นต์ 90 วัน | ลาได้ไม่เกิน 15 วัน ได้ค่าจ้างเต็ม |
| ลูกจ้างจ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐ | ไม่น้อยกว่าสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน | ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง | ตามสถานะการเป็นผู้ประกันตน | ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง |
| ข้าราชการพลเรือน | ไม่เกิน 90 วัน | เงินเดือนระหว่างลาไม่เกิน 90 วัน | ไม่มี เพราะไม่ได้เป็นผู้ประกันตน | ลาช่วยเหลือภริยา 15 วันทำการ |
| ผู้ประกันตนมาตรา 39 | ไม่มีนายจ้าง จึงไม่มีวันลาตามกฎหมายแรงงาน | ไม่มี | ค่าคลอด 15,000 บาท และเงินสงเคราะห์หยุดงานคิดจากฐาน 4,800 บาท | เบิกค่าคลอดได้หากเข้าเงื่อนไขเงินสมทบ |
| ผู้ประกันตนมาตรา 40 | ไม่มีวันลาตามกฎหมายแรงงาน | ไม่มี | ไม่มีสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร | ไม่มี |

เรื่องมาตรา 39 มีรายละเอียดที่คนมักเข้าใจผิด หน้าข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมระบุว่าผู้ประกันตนโดยสมัครใจส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท และเงินที่ใช้เป็นฐานคำนวณคือเดือนละ 4,800 บาทเท่ากันทุกคน ความคุ้มครอง 6 กรณีของมาตรา 39 รวมกรณีคลอดบุตรไว้ด้วย เมื่อคิดจากฐาน 4,800 บาท เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 90 วันจะอยู่ที่ราว 7,200 บาท ต่ำกว่าผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ฐานค่าจ้างสูงกว่ามาก รายละเอียดการสมัครและเงื่อนไขอ่านเพิ่มได้ที่บทความประกันสังคมมาตรา 39
ส่วนมาตรา 40 ข้อมูลของกรมประชาสัมพันธ์อธิบายว่ามี 3 ทางเลือก คือจ่าย 70 บาท 100 บาท และ 300 บาทต่อเดือน คุ้มครอง 3 กรณี 4 กรณี และ 5 กรณีตามลำดับ โดยไม่มีทางเลือกใดที่ให้สิทธิกรณีคลอดบุตร สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 200 บาทต่อคน ไม่เกิน 2 คน ซึ่งมีเฉพาะทางเลือกที่ 3 และเป็นคนละเรื่องกับค่าคลอด อ่านสิทธิรักษาพยาบาลของกลุ่มนี้เพิ่มได้ที่บทความประกันสังคมมาตรา 40
ข้าราชการลาคลอดได้กี่วัน และได้เงินเดือนไหม?
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนพิเศษ 22 ง วันที่ 24 มกราคม 2555 แบ่งการลาออกเป็น 11 ประเภท โดยการลาคลอดบุตรอยู่ในข้อ 19
ข้อ 19 กำหนดว่าจะลาในวันที่คลอด ก่อน หรือหลังวันที่คลอดบุตรก็ได้ แต่เมื่อรวมวันลาแล้วต้องไม่เกิน 90 วัน และที่ต่างจากการลาป่วยคือ ไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์แนบใบลา คู่มือการลาของสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานีอธิบายเพิ่มว่า 90 วันนี้นับต่อเนื่องรวมวันหยุดราชการ และหากเด็กที่คลอดออกมาแล้วเสียชีวิต ก็ไม่กระทบสิทธิของการลาคลอดบุตร
เรื่องเงินเดือน พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 มาตรา 28 บัญญัติว่าข้าราชการลาเนื่องจากการคลอดบุตร ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 90 วัน หมายความว่าวันลาคลอดของข้าราชการได้เงินเดือนเต็มตลอดช่วง ต่างจากลูกจ้างเอกชนที่นายจ้างรับผิดชอบเพียง 60 วัน
ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรอีก 150 วันทำการ
ข้อ 22 ของระเบียบเดียวกันให้สิทธิข้าราชการที่ลาคลอดบุตรตามข้อ 19 แล้ว ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรได้อีกไม่เกิน 150 วันทำการ ฟังดูเป็นสิทธิที่ยาวกว่าภาคเอกชนมาก แต่มีเงื่อนไขสำคัญ
พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555 เพิ่มมาตรา 29/1 ว่าข้าราชการซึ่งลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตร ไม่ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา เอกสารเรื่องระเบียบและสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการลาของกรมควบคุมโรคก็สรุปตรงกัน ดังนั้น 150 วันทำการนี้คือการหยุดโดยไม่มีรายได้จากต้นสังกัด
อีกจุดที่ควรรู้คือ กฎ ก.พ. ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. 2552 ข้อ 8 (9) ไม่นับวันลาคลอดบุตรที่ไม่เกิน 90 วันรวมเข้ากับเพดานวันลา 23 วันที่ใช้พิจารณาเลื่อนเงินเดือน การลาคลอดตามสิทธิจึงไม่ทำให้เสียโอกาสเลื่อนเงินเดือนในรอบนั้น
สามีหรือคู่สมรสลาไปดูแลคนที่คลอดได้ไหม?
ได้ และนี่คือสิทธิใหม่ที่สุดสำหรับภาคเอกชน มาตรา 41/1 ที่เพิ่มโดยกฎหมายฉบับที่ 9 ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอดบุตร และมาตรา 59/2 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 15 วัน
คำชี้แจงกระทรวงแรงงานอธิบายว่า คำว่าคู่สมรสในที่นี้หมายถึงคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม จึงใช้ได้ไม่ว่าคู่สมรสจะเป็นชาย หญิง หรือบุคคลเพศหลากหลาย และไม่ว่าจะทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันหรือคนละราย
ตัวอย่างที่คำชี้แจงยกไว้คือ ถ้าลูกจ้างคลอดบุตรวันที่ 10 ธันวาคม 2568 คู่สมรสยื่นใบลาได้ตั้งแต่วันคลอด เช่น ยื่นวันที่ 11 ธันวาคม ขอลา 15 วันตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 27 ธันวาคม 2568 แต่ถ้ายื่นหลังวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายจ้างมีสิทธิปฏิเสธ เพราะเกิน 90 วันนับแต่วันคลอดแล้ว
ฝั่งข้าราชการมีกับดักเรื่องเงินเดือนซ่อนอยู่
ข้อ 20 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2555 ให้ข้าราชการลาไปช่วยเหลือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายที่คลอดบุตร ครั้งหนึ่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 15 วันทำการ และให้ยื่นใบลาก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอดบุตร ตรงนี้ตัวเลข 90 วันเหมือนภาคเอกชน
แต่เรื่องเงินเดือนใช้คนละกำหนดเวลา มาตรา 28/1 ที่เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนที่ 90 ก วันที่ 19 กันยายน 2555 บัญญัติว่า ข้าราชการซึ่งลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตร ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 15 วันทำการ แต่ถ้าเป็นการลาเมื่อพ้น 30 วันนับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตร ไม่ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไปเห็นสมควรจะให้จ่าย
สรุปให้จำง่ายคือ ข้าราชการชายยื่นใบลาได้ภายใน 90 วัน แต่ถ้าอยากได้เงินเดือนระหว่างลาแบบไม่ต้องลุ้น ต้องลาให้จบภายใน 30 วันแรกหลังภริยาคลอด ระยะเวลาสองชุดนี้ไม่เท่ากันและอยู่คนละฉบับกฎหมาย จึงเป็นจุดที่คำตอบสั้น ๆ ตามเว็บบอร์ดมักตกหล่น
ต้องยื่นเอกสารอะไร และภายในเมื่อไหร่?
ฝั่งวันลา ลูกจ้างเอกชนแจ้งการใช้สิทธิลาต่อนายจ้างตามระเบียบของที่ทำงาน ส่วนการลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตร 15 วัน ต้องแนบใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบัน ข้าราชการเสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต โดยการลาคลอดบุตรไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตรนั้น คู่มือการลาของสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานีระบุให้แนบสำเนาทะเบียนสมรสและสำเนาสูติบัตรประกอบการพิจารณา
ฝั่งเงินประกันสังคม เอกสารที่หน้าสิทธิประโยชน์ระบุไว้มี 3 รายการหลัก คือแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน สปส. 2-01 ที่กรอกครบถ้วนและลงลายมือชื่อ สำเนาสูติบัตรบุตร 1 ชุด โดยกรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ยื่นคำขอ สำหรับผู้ประกันตนชายให้แนบสำเนาทะเบียนสมรสเพิ่ม หรือหนังสือรับรองกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ยื่นได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขาที่สะดวก ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข หรือยื่นผ่านระบบ e-Self Service บนเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม เงินจะโอนเข้าบัญชีธนาคารตามที่แจ้งไว้ และถ้าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งจ่าย ยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
หลังคลอดแล้วยังมีเงินอีกก้อนที่แยกต่างหากจากค่าคลอด คือเงินสงเคราะห์บุตรรายเดือน ซึ่งมีเงื่อนไขและวิธีตรวจสอบคนละชุด อ่านต่อได้ที่บทความเงินสงเคราะห์บุตร
คำถามที่พบบ่อย
ลาคลอดได้กี่วันตามกฎหมายล่าสุด?
ลูกจ้างภาคเอกชนลาได้ครรภ์ละไม่เกิน 120 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ที่ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ส่วนข้าราชการยังลาได้ไม่เกิน 90 วันตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2555
120 วันนับรวมวันหยุดหรือนับเฉพาะวันทำงาน?
นับต่อเนื่องรวมวันหยุดที่คั่นอยู่ ไม่ใช่นับเฉพาะวันทำการ และคำชี้แจงกระทรวงแรงงานระบุว่าวันลาชุดนี้รวมวันลาเพื่อไปตรวจครรภ์ไว้ด้วยแล้ว
นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กี่วัน?
มาตรา 59 ที่แก้ไขใหม่กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน ส่วนวันที่เหลือผู้ประกันตนใช้สิทธิเงินสงเคราะห์การหยุดงานจากประกันสังคม
ประกันสังคมจ่ายค่าคลอดบุตรเท่าไหร่?
เหมาจ่าย 15,000 บาทต่อการคลอดหนึ่งครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และจ่ายค่าตรวจรับฝากครรภ์ตามจริง 5 ครั้ง รวมไม่เกิน 1,500 บาท เงื่อนไขคือต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอด
เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรได้เท่าไหร่?
ได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน เฉพาะผู้ประกันตนหญิง จากเพดานค่าจ้าง 17,500 บาทที่ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ข่าวมติคณะรัฐมนตรีระบุยอดสูงสุดที่ 26,250 บาทต่อครั้ง ควรตรวจยอดจริงกับสำนักงานประกันสังคมอีกครั้ง
คลอดลูกคนที่ 3 ยังเบิกได้ไหม?
ค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาทยังเบิกได้ เพราะไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่หน้าสิทธิประโยชน์ของสำนักงานประกันสังคมระบุว่าการใช้สิทธิบุตรคนที่ 3 จะไม่ได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน 90 วัน
สามีลาไปดูแลภรรยาที่คลอดได้กี่วัน?
ลูกจ้างเอกชนลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสได้ไม่เกิน 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็ม และต้องใช้สิทธิภายใน 90 วันนับแต่วันคลอด ส่วนข้าราชการลาไปช่วยเหลือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ไม่เกิน 15 วันทำการ
ข้าราชการชายลาช้ากว่า 30 วันจะเสียอะไร?
เสียเงินเดือนระหว่างลา มาตรา 28/1 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือนฯ กำหนดว่าถ้าลาเมื่อพ้น 30 วันนับแต่วันที่ภริยาคลอด จะไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างลา เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ตำแหน่งอธิบดีขึ้นไปเห็นสมควรจะให้จ่าย
ผู้ประกันตนมาตรา 39 เบิกค่าคลอดได้ไหม?
ได้ เพราะความคุ้มครอง 6 กรณีของมาตรา 39 รวมกรณีคลอดบุตรไว้ด้วย แต่เงินสงเคราะห์การหยุดงานคิดจากฐานค่าจ้างเดือนละ 4,800 บาทที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด จึงได้น้อยกว่าผู้ประกันตนมาตรา 33
ผู้ประกันตนมาตรา 40 เบิกค่าคลอดได้ไหม?
ไม่ได้ ทั้ง 3 ทางเลือกของมาตรา 40 ที่จ่าย 70 บาท 100 บาท และ 300 บาทต่อเดือน ไม่มีสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตร มีเพียงทางเลือกที่ 3 ที่ให้เงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 200 บาทต่อคน ไม่เกิน 2 คน
แท้งบุตรใช้สิทธิลาคลอดได้หรือเปล่า?
คำชี้แจงกระทรวงแรงงานระบุว่าสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการแท้งบุตร ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ กรณีนี้หากป่วยจนทำงานไม่ได้ ให้ใช้สิทธิลาป่วยตามมาตรา 32 แทน
ถ้าลูกเสียชีวิตหลังคลอด สิทธิลาคลอดหมดทันทีไหม?
ไม่หมด คำชี้แจงกระทรวงแรงงานอธิบายว่าสิทธิลาและค่าจ้างในวันลาไม่สิ้นสุดลงในวันที่บุตรเสียชีวิต เพราะกฎหมายต้องการให้มารดาได้พักฟื้นร่างกายด้วย แต่ถ้าพร้อมกลับมาทำงานก็แจ้งความประสงค์ต่อนายจ้างได้
สิ่งที่ควรทำก่อนยื่นใบลา
เปิดปฏิทินแล้ววางวันคลอดโดยประมาณกับวันที่จะเริ่มลา จากนั้นนับ 60 วันแรกที่นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง และดูว่าช่วงที่เหลือจะพึ่งเงินสงเคราะห์การหยุดงานจากประกันสังคมได้เต็มหรือไม่ ถ้าเพิ่งเปลี่ยนงานให้ตรวจก่อนว่าส่งเงินสมทบครบ 5 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอดแล้วหรือยัง
ถ้ามีคู่สมรสที่เป็นลูกจ้าง ให้แจ้งฝ่ายบุคคลตั้งแต่เนิ่นว่าจะใช้สิทธิลา 15 วัน เพราะมีเส้นตาย 90 วันนับแต่วันคลอด และถ้าเป็นข้าราชการ ให้เล็งวันลาไว้ในช่วง 30 วันแรกเพื่อไม่ให้เสียเงินเดือนระหว่างลา
ตัวเลขและกำหนดเวลาทั้งหมดในบทความนี้อ้างจากแหล่งที่ระบุไว้ด้านล่าง ณ วันที่ตรวจสอบข้อมูล 14 กันยายน 2569 อัตราเงินและระเบียบการลาเปลี่ยนได้ทุกปี ก่อนยื่นเรื่องจริงโปรดยืนยันกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม หรือฝ่ายบุคคลต้นสังกัดของคุณอีกครั้ง บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือทางการแพทย์เฉพาะราย
แหล่งอ้างอิง
- วุฒิสภา: เริ่มใช้แล้ว กฎหมายแรงงาน เพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน วันลาคลอดให้คุณแม่ 120 วัน
- กรมประชาสัมพันธ์: 7 ธันวาคมนี้ กฎหมายแรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้
- HR Center: สำเนาคำชี้แจงกระทรวงแรงงาน เรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568
- สำนักงานประกันสังคม: สิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม กรณีคลอดบุตร
- สำนักงานประกันสังคม: ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ มาตรา 39
- กรมประชาสัมพันธ์: ประกันสังคม ม.40 หลักประกันความมั่นคงสำหรับแรงงานอิสระ
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนพิเศษ 22 ง: ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนที่ 90 ก: พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555
- สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ: พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ พ.ศ. 2535
- กรมควบคุมโรค: ระเบียบ หลักเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการลาของข้าราชการ
- สำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี: คู่มือการลาและแนวทางปฏิบัติในการอนุญาตการลาประเภทต่าง ๆ
- ไทยโพสต์: ราชกิจจาฯ ประกาศปรับฐานค่าจ้างคำนวณเงินสมทบประกันสังคม ม.33 เริ่ม 1 ม.ค. 2569
- ไทยพีบีเอส: ครม. ไฟเขียวเพดานค่าจ้าง สปส. สูงสุด 17,500 บาท เริ่มปี 69


