วันลาพักร้อน ซึ่งกฎหมายเรียกว่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างมีสิทธิได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน เมื่อทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 56 (3) กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันหยุดนั้นเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ตัวเลข 6 วันเป็นขั้นต่ำที่ห้ามให้น้อยกว่า ส่วนบริษัทจะให้มากกว่านี้ก็ทำได้ตามมาตรา 30 วรรคสอง
ประเด็นสำคัญ
- มาตรา 30 วรรคหนึ่งใช้คำว่า “ไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน” และให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันให้ล่วงหน้า หรือกำหนดตามที่ตกลงกับลูกจ้าง
- ลูกจ้างที่ทำงานยังไม่ครบ 1 ปี มาตรา 30 วรรคสี่ใช้คำว่านายจ้าง “อาจ” คำนวณให้ตามส่วน จึงเป็นดุลพินิจของนายจ้าง ไม่ใช่หน้าที่
- การสะสมวันที่ยังไม่ได้หยุดไปรวมกับปีต่อ ๆ ไป ต้องเป็นการตกลงกันล่วงหน้าตามมาตรา 30 วรรคสาม กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานจำนวนวันไว้
- เมื่อสิ้นสุดการจ้าง มาตรา 67 วรรคสองบังคับให้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดสะสมเสมอ ส่วนวันตามส่วนของปีที่ออก วรรคหนึ่งให้เฉพาะคนที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดตามมาตรา 119
- ฝ่าฝืนมาตรา 30 วรรคหนึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาทตามมาตรา 146 ส่วนการไม่จ่ายเงินตามมาตรา 64 และมาตรา 67 มีโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
วันลาพักร้อนตามกฎหมายแรงงานได้ปีละกี่วัน?
ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี สำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี มาตรา 30 วรรคหนึ่งเขียนว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดให้ล่วงหน้า หรือกำหนดตามที่ตกลงกัน
คำสองคำในประโยคนี้ทำให้คนเข้าใจผิดบ่อย คำแรกคือ “ไม่น้อยกว่า” ซึ่งแปลว่า 6 วันเป็นพื้น ไม่ใช่เพดาน บริษัทที่ให้ 10 หรือ 15 วันจึงไม่ได้ทำเกินกฎหมาย แต่ใช้สิทธิตามวรรคสอง คำที่สองคือ “วันทำงาน” ซึ่งหมายถึงวันที่ต้องมาทำงานตามปกติ วันหยุดประจำสัปดาห์ที่คั่นอยู่จึงไม่ถูกนับกินโควตา
ได้ค่าจ้างเต็มทุกวันที่หยุด
มาตรา 56 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดสามประเภท คือ (1) วันหยุดประจำสัปดาห์ (2) วันหยุดตามประเพณี และ (3) วันหยุดพักผ่อนประจำปี ข้อสังเกตคือวงเล็บ (1) มีข้อยกเว้นสำหรับลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือรับค่าจ้างตามผลงาน แต่วงเล็บ (3) ไม่มีข้อยกเว้นนั้น
ลูกจ้างรายวันหลายคนไม่กล้าใช้สิทธิเพราะคิดว่าหยุดแล้วขาดรายได้ ทั้งที่วันนี้เป็นวันที่ต้องได้เงิน วิธีตั้งต้นคิดค่าจ้างต่อวันดูได้ที่บทความ วิธีคำนวณเงินเดือน ของเรา
วันหยุดอีกสองประเภทที่มักถูกนับปนกัน
มาตรา 28 กำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน และห่างกันไม่เกิน 6 วัน ส่วนมาตรา 29 ให้ประกาศวันหยุดตามประเพณีล่วงหน้าปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติ ทั้งสองอย่างนี้เป็นคนละกองกับ 6 วันพักผ่อนประจำปี จะเอาวันหยุดนักขัตฤกษ์มาหักออกจากโควตาพักร้อนไม่ได้
ทำงานไม่ครบหนึ่งปี ลาพักร้อนได้ไหม?
ได้ถ้านายจ้างยอม แต่กฎหมายไม่ได้บังคับ มาตรา 30 วรรคสี่เขียนว่า สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โดยคำนวณตามส่วนก็ได้ คำว่า “อาจ” กับ “ก็ได้” ทำให้เรื่องนี้เป็นดุลพินิจ ไม่ใช่หน้าที่แบบวรรคหนึ่ง
ในทางปฏิบัติบริษัทส่วนใหญ่ให้ตามส่วนอยู่แล้ว เช่น เข้าทำงานเดือนกรกฎาคมและสิ้นปีนับได้ 6 เดือน ก็ได้ครึ่งหนึ่งของโควตา คือ 3 วันถ้าโควตาเต็มปีเป็น 6 วัน แต่ถ้าข้อบังคับเขียนว่าต้องทำงานครบปีก่อนจึงใช้สิทธิได้ ข้อกำหนดแบบนั้นก็ไม่ขัดมาตรา 30 เพราะวรรคหนึ่งผูกสิทธิไว้กับการทำงานครบหนึ่งปีอยู่แล้ว
ความเห็นของเราคือ สิ่งที่ลูกจ้างควรเปิดอ่านไม่ใช่ตัวบท แต่เป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทตัวเอง เพราะกฎหมายวางแค่พื้น ส่วนจะให้กี่วันและเริ่มนับปีเมื่อไหร่ อยู่ในเอกสารฉบับที่ฝ่ายบุคคลใช้ตัดสินจริง
วันลาพักร้อนสะสมได้ไหม และสะสมได้มากที่สุดกี่วัน?
สะสมได้ แต่ต้องตกลงกันไว้ล่วงหน้า มาตรา 30 วรรคสามระบุว่า นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้ คำสำคัญคือ “ตกลงกันล่วงหน้า” ถ้าไม่มีการตกลงไว้ก่อน ไม่ว่าในสัญญาจ้าง ข้อบังคับ หรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง วันที่เหลือก็ไม่เดินข้ามปีเอง
คำถามที่ตามมาคือสะสมได้สูงสุดกี่วัน คำตอบคือกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนเพดานไว้เลย ตัวบทใช้คำว่า “ปีต่อ ๆ ไป” โดยไม่ระบุจำนวนวันหรือจำนวนปี เพดานที่หลายคนเคยได้ยิน เช่น สะสมได้ไม่เกินสองปี เป็นกติกาที่บริษัทตั้งเองในข้อบังคับ ซึ่งทำได้ตราบที่ยังให้ไม่น้อยกว่าขั้นต่ำของกฎหมายในแต่ละปี
ถ้าข้อบังคับเขียนไว้แต่แรกว่าไม่มีการสะสม วันที่ยังไม่ได้ใช้ก็จบลงเมื่อสิ้นปี ส่วนที่ให้สะสมได้แต่กำหนดให้ใช้หมดภายในไตรมาสแรกของปีถัดไป ก็ใช้บังคับได้ แต่ทั้งสองแบบไม่ลบความรับผิดตามมาตรา 64 ถ้านายจ้างไม่เคยจัดวันหยุดให้เลย
นายจ้างไม่ให้หยุดพักผ่อนประจำปีเลย ผิดกฎหมายไหม?
ผิด และกฎหมายวางผลไว้สองชั้น ชั้นแรกคือเงิน มาตรา 64 เขียนว่า ในกรณีที่นายจ้างมิได้จัดให้ลูกจ้างหยุดงาน หรือจัดให้หยุดน้อยกว่าที่กำหนดไว้ตามมาตรา 28 มาตรา 29 และมาตรา 30 ให้จ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามอัตราในมาตรา 62 และมาตรา 63 เสมือนว่าให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด
ผลคือวันที่ควรได้หยุดแล้วไม่ได้หยุด ไม่ถูกคิดเป็นค่าจ้างวันปกติ แต่คิดเป็นค่าทำงานในวันหยุด ซึ่งมาตรา 62 (1) ให้จ่ายเพิ่มจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าสำหรับลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่แล้ว อัตราส่วนพวกนี้อธิบายไว้ในบทความ วิธีคิดค่าล่วงเวลา ของเรา
ชั้นที่สองคือโทษอาญา มาตรา 146 ระบุว่านายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง รวมทั้งมาตรา 28 มาตรา 29 และมาตรา 56 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนการไม่จ่ายเงินตามมาตรา 64 และมาตรา 67 อยู่ในบัญชีของมาตรา 144 (1) ซึ่งหนักกว่า คือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ยื่นเรื่องได้ที่ไหน
ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ที่ทำงานอยู่หรือที่นายจ้างมีภูมิลำเนา ซึ่งสังกัดกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ควรเตรียมสัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และหลักฐานใบลาที่ถูกปฏิเสธ เพราะข้อพิพาทเรื่องนี้มักจบที่การพิสูจน์ว่านายจ้างเคยกำหนดวันให้ล่วงหน้าหรือไม่
ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง ได้เงินค่าวันลาพักร้อนที่เหลือเท่าไหร่?
ต้องแยกเป็นสองกอง กองแรกคือวันหยุดสะสมจากปีก่อน ๆ กองที่สองคือวันหยุดของปีที่ออกจากงาน มาตรา 67 ให้ผลไม่เหมือนกัน และนี่คือจุดที่คำตอบสั้น ๆ ตามเว็บทั่วไปมักผิด
วรรคหนึ่งเขียนว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 ให้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิตามมาตรา 30 ส่วนวรรคสองเขียนว่า ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาหรือนายจ้างเลิกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นกรณีตามมาตรา 119 หรือไม่ก็ตาม ให้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ
อ่านต่อกันจะได้ข้อสรุปว่า วันสะสมได้เงินคืนเสมอ ไม่ว่าจะลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง หรือถูกไล่ออกเพราะทำผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 ส่วนวันของปีที่ออกซึ่งคิดตามส่วน ได้เฉพาะคนที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดตามมาตรา 119
เหตุผลที่กฎหมายแยกสองกรณี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2544 อธิบายว่า ที่กฎหมายเอาความผิดตามมาตรา 119 มาประกอบการพิจารณา เพราะข้อเท็จจริงนั้นชี้ว่านายจ้างเลิกจ้างด้วยเจตนากลั่นแกล้งไม่ให้ลูกจ้างทำงานจนครบปีหรือไม่ ถ้าลูกจ้างไม่มีความผิดแต่ถูกเลิกจ้าง ถือว่าเสียสิทธิไปเพราะการกระทำของนายจ้าง นายจ้างจึงต้องชดใช้ด้วยการจ่ายตามส่วน ส่วนการลาออกโดยสมัครใจไม่ใช่การกลั่นแกล้ง จึงไม่ต้องจ่ายส่วนนี้
ต้องอ่านคดีนี้ด้วยความระวังข้อหนึ่ง คือเป็นคดีปี 2544 ที่วินิจฉัยมาตรา 67 ฉบับก่อนแก้ไข ต่อมาพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 แก้มาตรา 67 และเพิ่มวรรคสองที่บังคับให้จ่ายค่าวันหยุดสะสมในทุกกรณี หลักเรื่องวันตามส่วนจึงยังใช้ได้ตามคำพิพากษา แต่เรื่องวันสะสม ตัวบทปัจจุบันกว้างกว่าที่คดีนี้เคยวางไว้
อีกจุดที่คดีนี้ตอบไว้คือ ลูกจ้างที่ยื่นใบลาและได้หยุดจริงก่อนลาออก ศาลถือว่าเป็นการหยุดโดยสุจริตตามที่ตกลงกับนายจ้าง ต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน ในคดีนั้นนายจ้างกำหนดวันหยุดพักผ่อนให้ 13 วัน อนุญาตให้หยุดไป 8 วันก่อนลาออก ศาลให้จ่ายครบทั้ง 8 วัน
คิดเป็นเงินเท่าไหร่
มาตรา 67 ไม่ได้เขียนสูตรหารค่าจ้างรายวันไว้โดยตรง แต่มาตรา 68 วางหลักว่า สำหรับลูกจ้างรายเดือน อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานคือค่าจ้างรายเดือนหารด้วยผลคูณของสามสิบกับจำนวนชั่วโมงทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย ตัวหาร 30 ในสูตรนี้จึงเป็นที่มาของวิธีที่ฝ่ายบุคคลใช้กัน คือเอาเงินเดือนหารด้วย 30 แล้วคูณจำนวนวันที่ยังไม่ได้ใช้
ตารางด้านล่างคำนวณตามสูตรนั้น คอลัมน์สุดท้ายสมมติว่ามีวันสะสมยกมาจากปีก่อน 3 วัน รวมกับโควตาปีปัจจุบัน 6 วัน เป็น 9 วัน ตัวเลขปัดเป็นจำนวนเต็มบาท เป็นตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่อัตราที่หน่วยงานใดประกาศ
| ค่าจ้างเดือนละ (บาท) | ค่าจ้างต่อวัน (เงินเดือนหาร 30) | ค่าวันหยุดพักผ่อน 6 วัน (บาท) | ค่าวันหยุดรวมสะสมเป็น 9 วัน (บาท) |
|---|---|---|---|
| 12,000 | 400 | 2,400 | 3,600 |
| 15,000 | 500 | 3,000 | 4,500 |
| 18,000 | 600 | 3,600 | 5,400 |
| 25,000 | 833 | 5,000 | 7,500 |
| 30,000 | 1,000 | 6,000 | 9,000 |
| 45,000 | 1,500 | 9,000 | 13,500 |
ลูกจ้างรายวันใช้ค่าจ้างต่อวันที่ได้รับจริงเป็นฐาน ไม่ต้องหารอะไรอีก และค่าจ้างนั้นต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่ประกาศในพื้นที่ของตน ดูอัตราปัจจุบันได้ที่บทความ ค่าแรงขั้นต่ำล่าสุด ของเรา
วันลาแต่ละประเภทตามกฎหมายแรงงานต่างกันอย่างไร?
ต่างกันสามเรื่อง คือจำนวนวันที่ลาได้ จำนวนวันที่นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง และเงื่อนไขในการใช้สิทธิ ตารางด้านล่างรวบรวมจากตัวบทของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับแก้ไขถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 142 ตอนที่ 74 ก วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลบังคับตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568
| ประเภทวันหยุดหรือวันลา | สิทธิตามกฎหมาย | ค่าจ้างที่นายจ้างต้องจ่าย | มาตราที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|---|
| วันหยุดพักผ่อนประจำปี | ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี เมื่อทำงานครบ 1 ปี | จ่ายเท่าค่าจ้างในวันทำงานทุกวันที่หยุด | มาตรา 30 และมาตรา 56 (3) |
| ลาป่วย | เท่าที่ป่วยจริง ลาตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไปขอใบรับรองแพทย์ได้ | ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำงาน | มาตรา 32 และมาตรา 57 |
| ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น | ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน | ปีหนึ่งไม่เกิน 3 วันทำงาน | มาตรา 34 และมาตรา 57/1 |
| ลาเพื่อทำหมัน | ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนด | จ่ายตามวันที่ลาจริง ไม่มีเพดานในตัวบท | มาตรา 33 และมาตรา 57 วรรคสอง |
| ลาเพื่อคลอดบุตร | ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 120 วัน รวมวันลาไปตรวจครรภ์และวันหยุดที่คั่นอยู่ | ไม่เกิน 60 วัน | มาตรา 41 วรรคหนึ่ง และมาตรา 59 |
| ลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตร | ไม่เกิน 15 วัน เฉพาะกรณีบุตรเจ็บป่วยเสี่ยงโรคแทรกซ้อน ผิดปกติ หรือพิการ | ร้อยละ 50 ของค่าจ้างสำหรับวันที่ลา | มาตรา 41 วรรคสี่ และมาตรา 59/1 |
| ลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตร | ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 15 วัน ใช้สิทธิภายใน 90 วันนับแต่วันคลอด | ไม่เกิน 15 วัน | มาตรา 41/1 และมาตรา 59/2 |
| ลาเพื่อรับราชการทหาร | ตามการเรียกพล ฝึกวิชาทหาร หรือทดลองความพรั่งพร้อม | ปีหนึ่งไม่เกิน 60 วัน | มาตรา 35 และมาตรา 58 |
| ลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ | ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง | หมวดค่าจ้างไม่ได้กำหนดให้จ่าย | มาตรา 36 |

สิ่งที่ตารางนี้บอกและคนมักมองข้ามคือ วันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นรายการเดียวที่เหลือแล้วแปลงเป็นเงินได้ตามมาตรา 67 คำชี้แจงกระทรวงแรงงานเรื่องพระราชบัญญัติฉบับที่ 9 อธิบายว่า สิทธิลาเพื่อคลอดบุตรจัดอยู่ในประเภทวันลา มิใช่วันหยุดอย่างวันหยุดพักผ่อนประจำปี หากไม่ได้ใช้สิทธิหรือลาน้อยกว่าที่กฎหมายให้ ก็ขอให้จ่ายเป็นเงินแทนไม่ได้ หลักเดียวกันใช้กับลาป่วยและลากิจที่เหลือค้าง รายละเอียดอ่านต่อได้ที่บทความ สิทธิลาคลอด ของเรา
อีกเรื่องที่ควรแยกให้ออกคือ “ลากิจ” ในภาษาพูดของหลายบริษัทหมายถึงลาแบบไม่รับเงิน ส่วนลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นตามมาตรา 34 เป็นสิทธิที่ต้องได้ค่าจ้างไม่เกิน 3 วันทำงานต่อปีตามมาตรา 57/1 ซึ่งเพิ่มโดยฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562 ถ้าที่ทำงานยังหักเงินทุกครั้งที่ลากิจ นั่นคือจุดที่ควรเปิดตัวบทคุยกับฝ่ายบุคคล
ข้าราชการกับลูกจ้างเอกชนลาพักผ่อนต่างกันตรงไหน?
ต่างกันตั้งแต่ตัวกฎหมายที่ใช้ มาตรา 4 ระบุว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ใช้บังคับแก่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ข้าราชการจึงใช้ระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการแทน
เอกสารสรุประเบียบการลาของกองบริหารทรัพยากรบุคคล กรมควบคุมโรค ระบุว่าข้าราชการลาพักผ่อนได้ปีละ 10 วันทำการ ผู้บรรจุใหม่ต้องปฏิบัติงานครบ 6 เดือนก่อน ปีใดลาไม่ครบให้สะสมรวมกับปีต่อ ๆ ไปได้ โดยผู้ที่รับราชการไม่ถึง 10 ปี รวมวันสะสมกับปีปัจจุบันแล้วต้องไม่เกิน 20 วันทำการ ส่วนผู้ที่รับราชการ 10 ปีขึ้นไป รวมแล้วไม่เกิน 30 วันทำการ ขณะที่พนักงานราชการสะสมได้ไม่เกิน 5 วันทำการ และรวมกับปีปัจจุบันต้องไม่เกิน 15 วันทำการ
ข้อแตกต่างสำคัญมีสองข้อ ข้อแรกคือฝั่งราชการเขียนเพดานการสะสมไว้ชัด ส่วนฝั่งเอกชนกฎหมายเปิดไว้แต่ให้ไปตกลงกันเอง ข้อที่สองคือฝั่งเอกชนมีมาตรา 67 ที่แปลงวันสะสมเป็นเงินตอนออกจากงาน ซึ่งระเบียบการลาของข้าราชการไม่ได้วางไว้ในลักษณะเดียวกัน
กลุ่มที่เพิ่งได้สิทธินี้และกลุ่มที่ยังไม่ได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 เพิ่มมาตรา 4/1 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่จ้างบุคคลธรรมดาแบบจ้างเหมาบริการ โดยหน่วยงานเป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลการทำงาน ต้องจัดให้บุคคลนั้นมีวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย วันลาคลอด วันและเวลาทำงาน และเวลาพัก ไม่น้อยกว่าสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง และให้คดีพิพาทอยู่ในเขตอำนาจศาลแรงงาน
อีกกลุ่มที่ยังได้ไม่เท่ากันคือลูกจ้างทำงานบ้าน เอกสารขององค์การแรงงานระหว่างประเทศระบุว่ากฎกระทรวงฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2555) ซึ่งมีผลตั้งแต่ 9 พฤศจิกายน 2555 ขยายสิทธิให้แรงงานทำงานบ้านได้รับวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี สิทธิลาป่วย และค่าชดเชยวันหยุดที่ไม่ได้ใช้เมื่อสิ้นสุดการจ้าง แต่เอกสารฉบับเดียวกันระบุว่ายังไม่ได้ให้สิทธิลาคลอดแก่แรงงานกลุ่มนี้
คำถามที่พบบ่อย
วันลาพักร้อนตามกฎหมายได้ปีละกี่วัน?
ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี สำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บริษัทจะให้มากกว่านี้ก็ได้ตามวรรคสอง
วันลาพักร้อนได้ค่าจ้างไหม?
ได้ มาตรา 56 (3) กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และข้อนี้ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับลูกจ้างรายวันเหมือนวันหยุดประจำสัปดาห์
ทำงานยังไม่ครบ 1 ปี ขอลาพักร้อนได้ไหม?
ได้ถ้านายจ้างยอม มาตรา 30 วรรคสี่ใช้คำว่านายจ้าง “อาจ” กำหนดให้โดยคำนวณตามส่วนก็ได้ จึงเป็นดุลพินิจของนายจ้าง ไม่ใช่สิทธิที่บังคับได้เหมือนคนที่ทำงานครบปีแล้ว
วันลาพักร้อนสะสมข้ามปีได้กี่วัน?
มาตรา 30 วรรคสามให้สะสมได้โดยไม่กำหนดเพดานจำนวนวันไว้ แต่ต้องเป็นการตกลงกันล่วงหน้า เพดานที่บริษัทกำหนดเอง เช่น ไม่เกินสองปี ถือว่าใช้บังคับได้หากยังให้ไม่น้อยกว่าขั้นต่ำในแต่ละปี
ลาออกเองได้เงินค่าวันลาพักร้อนที่เหลือไหม?
ได้เฉพาะวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสม ตามมาตรา 67 วรรคสอง ส่วนวันหยุดตามส่วนของปีที่ลาออกนั้นไม่ได้ เพราะวรรคหนึ่งให้เฉพาะกรณีถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดตามมาตรา 119
คิดเงินค่าวันหยุดที่ไม่ได้ใช้อย่างไร?
วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือเอาเงินเดือนหารด้วย 30 เป็นค่าจ้างหนึ่งวัน แล้วคูณจำนวนวันที่เหลือ ตัวหาร 30 มาจากหลักการคำนวณอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในมาตรา 68 ส่วนลูกจ้างรายวันใช้ค่าจ้างต่อวันที่ได้รับจริงเป็นฐาน
นายจ้างไม่เคยจัดวันหยุดพักผ่อนให้เลย ต้องทำอย่างไร?
มาตรา 64 ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดเสมือนว่าให้ลูกจ้างมาทำงานในวันหยุดนั้น หากไม่จ่ายสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ได้ และนายจ้างมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาทตามมาตรา 146
ลากิจได้เงินไหม ลาได้กี่วัน?
ลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นตามมาตรา 34 ลาได้ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน และมาตรา 57/1 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างปีหนึ่งไม่เกิน 3 วันทำงาน มาตรานี้เพิ่มโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562
ลาคลอดตอนนี้ได้กี่วัน?
ไม่เกิน 120 วันต่อครรภ์ ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วันตามมาตรา 59
ข้าราชการลาพักผ่อนได้ปีละกี่วัน?
เอกสารสรุประเบียบการลาของกรมควบคุมโรคระบุว่าลาพักผ่อนได้ปีละ 10 วันทำการ ข้าราชการบรรจุใหม่ต้องปฏิบัติงานครบ 6 เดือนก่อน และวันสะสมรวมกับปีปัจจุบันต้องไม่เกิน 20 วันทำการ หรือ 30 วันทำการหากรับราชการติดต่อกัน 10 ปีขึ้นไป
สรุปสิทธิวันลาพักร้อนที่ควรเช็กกับฝ่ายบุคคล
เปิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทตัวเองแล้วหาสามบรรทัด คือปีนี้ได้กี่วัน ปีที่ใช้เริ่มนับเมื่อไหร่ และมีข้อตกลงให้สะสมข้ามปีหรือไม่ ถ้าหาข้อความเรื่องการสะสมไม่เจอ แปลว่าวันที่เหลือของคุณอาจจบลงเมื่อสิ้นปีโดยไม่มีใครแจ้ง
จากนั้นเทียบยอดคงเหลือในระบบกับที่จดไว้เอง แล้วยื่นใบลาก่อนถึงปลายปี ส่วนคนที่กำลังจะลาออก ให้ระบุจำนวนวันหยุดสะสมคงเหลือไว้ในหนังสือลาออกด้วย จะได้มีหลักฐานตรงกันตอนคำนวณเงินงวดสุดท้าย
ตัวเลขและข้อความทางกฎหมายในบทความนี้อ้างอิงจากแหล่งที่ระบุไว้ด้านล่าง ณ วันที่ตรวจสอบ 14 กันยายน 2569 กฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติอาจแก้ไขได้ตลอดเวลา ก่อนใช้อ้างอิงในเรื่องที่มีผลต่อสิทธิของตนเอง ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือปรึกษาทนายความ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ
แหล่งอ้างอิง
- สถาบันนิติธรรมาลัย: พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 2 การใช้แรงงานทั่วไป (มาตรา 23 ถึง 37)
- สถาบันนิติธรรมาลัย: หมวด 5 ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด (มาตรา 53 ถึง 77)
- สถาบันนิติธรรมาลัย: หมวด 3 การใช้แรงงานหญิง (มาตรา 38 ถึง 43)
- สถาบันนิติธรรมาลัย: หมวด 16 บทกำหนดโทษ (มาตรา 144 ถึง 159)
- สถาบันนิติธรรมาลัย: หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 4 และมาตรา 4/1
- กรมประชาสัมพันธ์: 7 ธันวาคมนี้ กฎหมายแรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้ เพิ่มวันลาคลอดให้แม่เป็น 120 วัน
- Deka.in.th (ThaiDeka): คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8324/2544 ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีกรณีลาออกและกรณีเลิกจ้าง
- กองบริหารทรัพยากรบุคคล กรมควบคุมโรค: ระเบียบ หลักเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการลาของข้าราชการและบุคลากรประเภทต่าง ๆ
- องค์การแรงงานระหว่างประเทศ: ประเทศไทย กฎกระทรวงฉบับใหม่ให้การคุ้มครองสิทธิแรงงานทำงานบ้านดียิ่งขึ้น


