สังคมไทยคิดค่าล่วงเวลา 1.5 ถึง 3 เท่า สูตรลูกจ้างรายเดือน และใครไม่มีสิทธิได้ OT

คิดค่าล่วงเวลา 1.5 ถึง 3 เท่า สูตรลูกจ้างรายเดือน และใครไม่มีสิทธิได้ OT

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: ค่าล่วงเวลาในวันทำงานต้องไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ส่วนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุดต้องไม่น้อยกว่า 3 เท่า ลูกจ้างรายเดือนหาอัตราต่อชั่วโมงด้วยการเอาเงินเดือนหารด้วย 30 แล้วหารด้วยจำนวนชั่วโมงทำงานต่อวัน ส่วนการทำงานในวันหยุดภายในเวลาปกติได้เพิ่มอีก 1 เท่าสำหรับลูกจ้างรายเดือน และ 2 เท่าสำหรับลูกจ้างรายวัน

คิดค่าล่วงเวลาโดยหาอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงก่อน แล้วคูณด้วยตัวคูณที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ คือ 1.5 เท่าเมื่อทำล่วงเวลาในวันทำงานตามมาตรา 61 และ 3 เท่าเมื่อทำล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 สำหรับลูกจ้างรายเดือน มาตรา 68 ระบุว่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคือค่าจ้างรายเดือนหารด้วยผลคูณของ 30 กับจำนวนชั่วโมงทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย

ประเด็นสำคัญ

  • ค่าล่วงเวลาในวันทำงานไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ตามมาตรา 61
  • ค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่า 3 เท่า ตามมาตรา 63 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในกฎหมายฉบับนี้
  • ทำงานในวันหยุดภายในเวลาทำงานปกติ ลูกจ้างรายเดือนได้เพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่า ส่วนลูกจ้างรายวันได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่า ตามมาตรา 62
  • ลูกจ้างรายเดือนต้องหารเงินเดือนด้วย 30 ก่อนเสมอ ไม่ใช่หารด้วยจำนวนวันทำงานจริงในเดือนนั้น
  • ชั่วโมงล่วงเวลารวมกับชั่วโมงทำงานในวันหยุด รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ลูกจ้างที่มีอำนาจจ้างหรือเลิกจ้างแทนนายจ้างไม่มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาเลย ส่วนงานอีก 7 ประเภทได้ค่าตอบแทนเพียง 1 เท่า
  • ค้างจ่ายค่าล่วงเวลา นายจ้างเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และถ้าจงใจไม่จ่ายยังต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุก 7 วัน

คิดค่าล่วงเวลาอย่างไร และใช้สูตรไหน?

กฎหมายแรงงานไทยมีการแก้ไขล่าสุดคือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และบังคับใช้วันที่ 7 ธันวาคม 2568 แต่ฉบับนั้นแก้เรื่องวันลาคลอดและการคุ้มครองลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ไม่ได้แตะอัตราค่าล่วงเวลา ตัวเลขในบทความนี้จึงยังเป็นอัตราที่ใช้อยู่

การคิดค่าล่วงเวลามีสองขั้นตอนเท่านั้น ขั้นแรกคือหาอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ขั้นที่สองคือคูณอัตรานั้นด้วยตัวคูณตามกฎหมายและจำนวนชั่วโมงที่ทำจริง ปัญหาส่วนใหญ่ที่ทำให้ตัวเลขของลูกจ้างกับของฝ่ายบุคคลไม่ตรงกัน เกิดที่ขั้นแรก ไม่ใช่ขั้นที่สอง

การทำงานล่วงเวลา ตามนิยามในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมายถึงการทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติ หรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ไม่ว่าจะเป็นวันทำงานหรือวันหยุด ส่วน ค่าล่วงเวลา คือเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน และ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด คือเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ซึ่งเป็นคนละรายการกับ ค่าทำงานในวันหยุด

สูตรของลูกจ้างรายเดือน

มาตรา 68 เขียนไว้ชัดว่า ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานหมายถึงค่าจ้างรายเดือนหารด้วยผลคูณของ 30 และจำนวนชั่วโมงทำงานในวันทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย เขียนเป็นสูตรคือ เงินเดือน หารด้วย 30 หารด้วยชั่วโมงทำงานต่อวัน จากนั้นจึงคูณตัวคูณและจำนวนชั่วโมง

ตัวอย่าง เงินเดือน 18,000 บาท ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จะได้อัตราต่อชั่วโมง 18,000 หารด้วย 30 หารด้วย 8 เท่ากับ 75 บาท ถ้าทำล่วงเวลาในวันทำงาน 3 ชั่วโมง จะได้ 75 คูณ 1.5 คูณ 3 เท่ากับ 337.50 บาท

สูตรของลูกจ้างรายวันและรายชั่วโมง

ลูกจ้างรายวันไม่ต้องหารด้วย 30 ให้เอาค่าจ้างต่อวันหารด้วยชั่วโมงทำงานต่อวันโดยตรง เช่น วันละ 400 บาท ทำงาน 8 ชั่วโมง อัตราต่อชั่วโมงคือ 50 บาท ทำล่วงเวลา 2 ชั่วโมงได้ 150 บาท ส่วนลูกจ้างที่ได้ค่าจ้างตามผลงานเป็นหน่วย มาตรา 61 ให้ใช้อัตราค่าจ้างต่อหน่วยเป็นฐานแทน

ทำไมต้องหารด้วย 30 ไม่ใช่ 26 หรือจำนวนวันทำงานจริง

หลายบริษัทคุ้นกับการหารด้วย 26 ซึ่งเป็นวิธีคิดค่าจ้างรายวันในทางบัญชี แต่มาตรา 68 เขียนเลข 30 ไว้ตรงตัว และใช้เลขนี้ทุกเดือนไม่ว่าเดือนนั้นจะมี 28, 30 หรือ 31 วัน การหารด้วยเลขน้อยกว่า 30 ทำให้อัตราต่อชั่วโมงสูงขึ้น จึงทำได้ตามมาตรา 74 ที่เปิดให้จ่ายสูงกว่าอัตราตามกฎหมาย แต่หารด้วยเลขมากกว่า 30 เพื่อกดอัตราลงนั้นทำไม่ได้

ค่าล่วงเวลามีกี่อัตรา และ 1.5 เท่ากับ 3 เท่าต่างกันตรงไหน?

กฎหมายไม่ได้มีแค่ตัวคูณเดียว ตารางข้างล่างเรียงตามมาตราในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

กรณีมาตราอัตราขั้นต่ำฐานที่ใช้คูณเงื่อนไขที่ต้องดูด้วย
ทำงานล่วงเวลาในวันทำงานมาตรา 611.5 เท่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ตามมาตรา 24
ทำงานในวันหยุด ลูกจ้างที่มีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดมาตรา 62 (1)เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีก 1 เท่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานใช้กับลูกจ้างรายเดือนที่ได้ค่าจ้างวันหยุดอยู่แล้ว
ทำงานในวันหยุด ลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดมาตรา 62 (2)2 เท่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานใช้กับลูกจ้างรายวันในวันหยุดประจำสัปดาห์
ทำงานล่วงเวลาในวันหยุดมาตรา 633 เท่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานนับเฉพาะชั่วโมงที่เกินเวลาทำงานปกติของวันนั้น
นายจ้างไม่จัดวันหยุดให้ หรือจัดให้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดมาตรา 64ตามอัตรามาตรา 62 และ 63อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานถือเสมือนว่านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด
งาน 7 ประเภทตามมาตรา 65 (3) ถึง (9)มาตรา 651 เท่า และเรียกว่าค่าตอบแทน ไม่ใช่ค่าล่วงเวลาอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานเว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้
ทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงจากการเฉลี่ยเวลาทำงานมาตรา 23 วรรคสอง1.5 เท่าอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานใช้กับลูกจ้างรายวันและรายชั่วโมง เมื่อรวมแล้วไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  สวัสดีวันสงกรานต์: ความหมายและประเพณีของวันสงกรานต์ไทย

จุดที่สับสนบ่อยที่สุดคือมาตรา 62 (1) คำว่าเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีก 1 เท่า ไม่ได้แปลว่าได้เงินก้อนเดียวเท่าค่าจ้างปกติ แต่แปลว่าลูกจ้างรายเดือนได้ค่าจ้างของวันนั้นอยู่แล้ว บวกเพิ่มอีก 1 เท่าสำหรับชั่วโมงที่มาทำงาน ผลรวมจึงเทียบเท่า 2 เท่าเช่นเดียวกับลูกจ้างรายวัน

ตัวอย่างคิดค่าล่วงเวลาแต่ละระดับค่าจ้างได้เท่าไหร่?

ตารางนี้คำนวณจากสูตรมาตรา 68 โดยสมมติว่าทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ตัวเลขทุกช่องเป็นค่าตอบแทนต่อชั่วโมง ยังไม่ได้คูณจำนวนชั่วโมงที่ทำจริง และเป็นอัตราขั้นต่ำตามกฎหมาย นายจ้างจ่ายสูงกว่านี้ได้

ค่าจ้างอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงล่วงเวลาวันทำงาน 1.5 เท่าทำงานวันหยุดในเวลาปกติล่วงเวลาในวันหยุด 3 เท่า
เดือนละ 12,000 บาท50.00 บาท75.00 บาทเพิ่มอีก 50.00 บาท150.00 บาท
เดือนละ 15,000 บาท62.50 บาท93.75 บาทเพิ่มอีก 62.50 บาท187.50 บาท
เดือนละ 18,000 บาท75.00 บาท112.50 บาทเพิ่มอีก 75.00 บาท225.00 บาท
เดือนละ 20,000 บาท83.33 บาท125.00 บาทเพิ่มอีก 83.33 บาท250.00 บาท
เดือนละ 25,000 บาท104.17 บาท156.25 บาทเพิ่มอีก 104.17 บาท312.50 บาท
เดือนละ 40,000 บาท166.67 บาท250.00 บาทเพิ่มอีก 166.67 บาท500.00 บาท
วันละ 400 บาท (รายวัน)50.00 บาท75.00 บาท100.00 บาท150.00 บาท
วันละ 337 บาท (รายวัน)42.13 บาท63.19 บาท84.25 บาท126.38 บาท

สองแถวสุดท้ายใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง ฉบับที่ 14 ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งกำหนดอัตราไว้ 17 ระดับ ตั้งแต่วันละ 337 บาทในนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ไปจนถึงวันละ 400 บาทในกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา รายละเอียดรายจังหวัดอ่านต่อได้ในบทความ ค่าแรงขั้นต่ำล่าสุด

อินโฟกราฟิกสรุป คิดค่าล่วงเวลา 1.5 ถึง 3 เท่า สูตรลูกจ้างรายเดือน และใครไม่มีสิทธิได้ OT
สรุปเป็นภาพ: คิดค่าล่วงเวลา 1.5 ถึง 3 เท่า สูตรลูกจ้างรายเดือน และใครไม่มีสิทธิได้ OT

ทำงานวันหยุดได้ค่าแรงกี่เท่า และรายเดือนกับรายวันต่างกันตรงไหน?

คำตอบขึ้นกับวันนั้นเป็นวันหยุดประเภทใด และลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดนั้นหรือไม่ วันหยุดที่มาตรา 62 พูดถึงมีสามแบบ คือวันหยุดประจำสัปดาห์ตามมาตรา 28 วันหยุดตามประเพณีตามมาตรา 29 และวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 30

ลูกจ้างรายเดือนได้ค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์อยู่แล้ว จึงเข้าเงื่อนไขมาตรา 62 (1) คือได้เพิ่มอีก 1 เท่าตามจำนวนชั่วโมงที่มาทำ ส่วนลูกจ้างรายวันไม่ได้ค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ จึงเข้ามาตรา 62 (2) ได้ 2 เท่า แต่ในวันหยุดตามประเพณีและวันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างรายวันมีสิทธิได้ค่าจ้างด้วย จึงกลับไปใช้อัตราตามมาตรา 62 (1) ในวันเหล่านั้น

ถ้าวันหยุดนั้นทำงานเกินเวลาทำงานปกติเข้าไปอีก ชั่วโมงส่วนที่เกินจะเปลี่ยนอัตราเป็น 3 เท่าตามมาตรา 63 ทันที เช่น ลูกจ้างเงินเดือน 20,000 บาท ทำงานวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ตั้งแต่ 9 โมงถึง 2 ทุ่ม พักกลางวัน 1 ชั่วโมง เท่ากับทำงาน 10 ชั่วโมง จะได้ค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มอีก 1 เท่าสำหรับ 8 ชั่วโมงแรก คือ 83.33 คูณ 8 เท่ากับ 666.64 บาท และค่าล่วงเวลาในวันหยุดสำหรับ 2 ชั่วโมงหลัง คือ 250 คูณ 2 เท่ากับ 500 บาท รวมส่วนเพิ่มของวันนั้น 1,166.64 บาท

อีกกรณีที่คนมักลืมคือมาตรา 64 ถ้านายจ้างไม่จัดวันหยุดให้เลย หรือจัดให้น้อยกว่าที่มาตรา 28, 29 และ 30 กำหนด กฎหมายให้ถือเสมือนว่าให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด และต้องจ่ายตามอัตรามาตรา 62 และ 63 อ่านต่อได้ที่ วันลาพักร้อน

ทำโอทีได้สัปดาห์ละกี่ชั่วโมง และนายจ้างสั่งให้ทำได้ไหม?

มาตรา 24 ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป คำว่าเป็นคราว ๆ สำคัญ เพราะการเซ็นยินยอมครั้งเดียวตอนเข้างานแล้วใช้ผูกพันตลอดอายุสัญญาไม่ตรงกับถ้อยคำของกฎหมาย ข้อยกเว้นมีเฉพาะงานที่ต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน งานฉุกเฉิน หรืองานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ส่วนเพดานชั่วโมง มาตรา 26 ให้ชั่วโมงทำงานล่วงเวลาตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง รวมกับชั่วโมงทำงานในวันหยุดตามมาตรา 25 วรรคสองและวรรคสาม ต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งบริการข้อมูลของกระทรวงแรงงานระบุตัวเลขไว้ว่ารวมกันแล้วต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  กระบวนการ ออกแบบ เชิง วิศวกรรม มี ความ สำคัญ อย่างไร

มาตรา 27 ยังกำหนดว่าถ้าจะทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง นายจ้างต้องจัดเวลาพักไม่น้อยกว่า 20 นาทีก่อนเริ่มทำล่วงเวลา และเวลาพักที่รวมกันเกินวันละ 2 ชั่วโมง ให้นับส่วนที่เกินเป็นเวลาทำงานปกติ

อีกจุดที่คนคิดผิดคือการนับชั่วโมงล่วงเวลาในสัปดาห์ที่มีวันลาหรือวันหยุด มาตรา 69 ระบุว่าถ้านายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติเป็นสัปดาห์ ให้นับวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และวันลา เป็นวันทำงาน ชั่วโมงที่ทำเกินจึงคิดจากกรอบเดิม ไม่ใช่จากชั่วโมงที่มาทำงานจริงเท่านั้น

ใครไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา?

มาตรา 65 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ระบุลูกจ้าง 9 กลุ่มที่ไม่มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 แต่ทั้ง 9 กลุ่มไม่ได้ถูกปฏิบัติเหมือนกัน

กลุ่มแรกคือ (1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง กลุ่มนี้ไม่ได้อะไรเลย และมาตรา 66 ยังตัดสิทธิค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 ออกไปด้วย ข้อสังเกตคือกฎหมายวัดที่อำนาจจริง ไม่ได้วัดที่ชื่อตำแหน่ง การได้ชื่อว่าผู้จัดการแต่ไม่มีอำนาจจ้างหรือเลิกจ้างใคร จึงไม่เข้าข้อนี้

กลุ่มที่สองคือ (2) งานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้าซึ่งนายจ้างจ่ายค่านายหน้าให้ กลุ่มนี้ไม่ได้ค่าล่วงเวลา แต่ยังมีสิทธิได้ค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62

กลุ่มที่สามคืองานตาม (3) ถึง (9) ได้แก่ งานขบวนการจัดงานรถไฟ งานเปิดปิดประตูน้ำหรือประตูระบายน้ำ งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ งานดับเพลิงหรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะ งานที่ต้องออกไปทำงานนอกสถานที่และไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้ งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันมิใช่หน้าที่ปกติของลูกจ้าง และงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง กลุ่มนี้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ คือ 1 เท่า ไม่ใช่ 1.5 เท่า

ท้ายมาตรา 65 มีวรรคที่หลายคนอ่านข้าม คือคำว่าเว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้าง ถ้าสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือทางปฏิบัติของบริษัทเคยจ่ายให้กลุ่มเหล่านี้มาก่อน นายจ้างยกมาตรา 65 มาอ้างเพื่อเลิกจ่ายภายหลังไม่ได้

มาตรา 72 ยังเพิ่มอีกกรณีหนึ่ง คือลูกจ้างที่เดินทางไปทำงานในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่สำหรับการทำงานปกติ ไม่มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 ในระหว่างเดินทาง เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายให้

นายจ้างไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง?

มาตรา 70 (3) กำหนดให้จ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง และในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ต้องจ่ายเงินเหล่านี้ภายใน 3 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง

เมื่อเลยกำหนดแล้วยังไม่จ่าย มาตรา 9 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี และถ้านายจ้างจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้น 7 วันนับแต่วันถึงกำหนดจ่าย ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน

ช่องทางร้องเรียนอยู่ในมาตรา 123 คือลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแห่งท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ หรือท้องที่ที่นายจ้างมีภูมิลำเนา ตามแบบที่อธิบดีกำหนด มาตรา 124 ให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วันนับแต่วันรับคำร้อง ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วันเมื่อได้รับอนุญาต และเมื่อมีคำสั่งให้จ่าย นายจ้างต้องจ่ายภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งนำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วันตามมาตรา 125 โดยถ้านายจ้างเป็นฝ่ายฟ้อง ต้องวางเงินตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายต่อศาลก่อน

ในทางอาญา มาตรา 144 กำหนดโทษสำหรับนายจ้างที่ฝ่าฝืนมาตรา 61, 62, 63, 64 และ 70 ไว้ที่จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่มาตรา 124/1 ระบุว่าถ้านายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานหรือคำพิพากษาของศาลแล้ว การดำเนินคดีอาญาเป็นอันระงับไป

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจว่าโดนโกงหรือไม่ คือค่าล่วงเวลาไม่ใช่ค่าจ้าง มาตรา 5 นิยามค่าจ้างว่าเป็นเงินตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ค่าล่วงเวลาจึงไม่ถูกนำไปเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 ก็นิยามค่าจ้างว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติเช่นกัน ค่าล่วงเวลาจึงไม่ถูกนำไปคำนวณเงินสมทบและไม่ทำให้ฐานบำนาญชราภาพสูงขึ้น

ตัวเลข มาตรา และอัตราทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับที่เผยแพร่โดยกระทรวงแรงงาน และจากประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง ฉบับที่ 14 ตามที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กฎกระทรวงและอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีการปรับปรุงเป็นระยะ ก่อนใช้ตัวเลขในการเจรจาหรือยื่นคำร้อง ควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอีกครั้ง บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะราย

คำถามที่พบบ่อย

คิดค่าล่วงเวลาจากเงินเดือน 20,000 บาท ได้ชั่วโมงละเท่าไหร่?

ถ้าทำงานวันละ 8 ชั่วโมง อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคือ 20,000 หารด้วย 30 หารด้วย 8 เท่ากับ 83.33 บาท ค่าล่วงเวลาในวันทำงานจึงเท่ากับ 125 บาทต่อชั่วโมง และค่าล่วงเวลาในวันหยุดเท่ากับ 250 บาทต่อชั่วโมง

OT 1.5 เท่ากับ 3 เท่า ต่างกันตรงไหน?

1.5 เท่าคือค่าล่วงเวลาที่ทำเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงานตามมาตรา 61 ส่วน 3 เท่าคือค่าล่วงเวลาที่ทำเกินเวลาทำงานปกติในวันหยุดตามมาตรา 63 ถ้าทำงานในวันหยุดแต่ยังไม่เกินเวลาปกติ จะใช้อัตราของมาตรา 62 ไม่ใช่ 3 เท่า

ลูกจ้างรายเดือนทำงานวันหยุดได้ค่าแรงกี่เท่า?

ได้ค่าจ้างของวันนั้นตามปกติอยู่แล้ว บวกค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่าตามมาตรา 62 (1) ตามจำนวนชั่วโมงที่มาทำงาน ผลรวมจึงเทียบเท่า 2 เท่าของค่าจ้างในชั่วโมงนั้น

ทำไมกฎหมายให้หารด้วย 30 ทั้งที่บางเดือนมี 31 วัน?

เพราะมาตรา 68 เขียนเลข 30 ไว้เป็นตัวหารคงที่ ไม่ได้ให้ใช้จำนวนวันจริงของเดือนนั้น วิธีนี้ทำให้อัตราต่อชั่วโมงของลูกจ้างเท่ากันทุกเดือน

นายจ้างสั่งให้ทำโอทีโดยไม่ถามได้ไหม?

โดยหลักไม่ได้ มาตรา 24 กำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ยกเว้นงานที่ต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน งานฉุกเฉิน หรืองานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งให้ทำได้เท่าที่จำเป็น

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  อุทยานแห่งชาติ: ความงามของธรรมชาติในไทย

ทำโอทีได้มากที่สุดสัปดาห์ละกี่ชั่วโมง?

ชั่วโมงทำงานล่วงเวลารวมกับชั่วโมงทำงานในวันหยุด ต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา 26

บริษัทจ่าย OT แบบเหมาเดือนละก้อนเดียวได้ไหม?

มาตรา 74 เปิดให้นายจ้างจ่ายสูงกว่าอัตราตามมาตรา 61, 62 และ 63 ได้ แต่การเหมาจ่ายต้องไม่ทำให้ลูกจ้างได้น้อยกว่าที่คำนวณตามชั่วโมงจริง ถ้าเดือนใดคำนวณตามจริงแล้วมากกว่าเงินเหมา นายจ้างยังต้องจ่ายส่วนต่าง

ผู้จัดการมีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาหรือไม่?

ขึ้นกับอำนาจจริงไม่ใช่ชื่อตำแหน่ง มาตรา 65 (1) ตัดสิทธิเฉพาะลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ถ้าไม่มีอำนาจทั้งสามเรื่องนี้ ก็ยังมีสิทธิได้ค่าล่วงเวลาตามปกติ

พนักงานขับรถส่งของที่ออกนอกสถานที่ได้ OT ไหม?

ถ้างานนั้นเข้าลักษณะตามมาตรา 65 (7) คือต้องออกไปทำงานนอกสถานที่และไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้ จะได้ค่าตอบแทนเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง คือ 1 เท่า แทนค่าล่วงเวลา 1.5 เท่า เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้

ค่าล่วงเวลาถูกนำไปคิดเงินสมทบประกันสังคมด้วยไหม?

ไม่ เพราะพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 นิยามค่าจ้างว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ค่าล่วงเวลาจ่ายนอกเวลาทำงานปกติจึงไม่อยู่ในฐานคำนวณเงินสมทบ

นายจ้างค้างจ่ายค่าล่วงเวลา ต้องเสียดอกเบี้ยเท่าไหร่?

ร้อยละ 15 ต่อปีในระหว่างเวลาผิดนัดตามมาตรา 9 และถ้าจงใจไม่จ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้น 7 วันนับแต่วันถึงกำหนด ยังต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน

เริ่มตรวจสลิปเงินเดือนของตัวเองในรอบถัดไป

เปิดสลิปรอบล่าสุดแล้วทำสามอย่าง หนึ่ง คำนวณอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงด้วยสูตรมาตรา 68 สอง ดูว่าช่องค่าล่วงเวลาใช้ตัวคูณ 1.5, 2 หรือ 3 ถูกกรณีหรือไม่ สาม นับชั่วโมงล่วงเวลารวมกับชั่วโมงทำงานในวันหยุดของสัปดาห์ที่หนักที่สุดว่าเกิน 36 ชั่วโมงหรือเปล่า ถ้าพบส่วนต่าง ให้เก็บสลิปและบันทึกเวลาเข้าออกไว้เป็นหลักฐานก่อนคุยกับฝ่ายบุคคล เรื่องโครงสร้างเงินเดือนโดยรวมอ่านต่อได้ที่ คำนวณเงินเดือน

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด