ข่าวบันเทิงและซุบซิบกยศ หักเงินเดือน 2569: คำนวณยอดหักอย่างไร นายจ้างนำส่งเมื่อไหร่

กยศ หักเงินเดือน 2569: คำนวณยอดหักอย่างไร นายจ้างนำส่งเมื่อไหร่

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: ยอดที่ถูกหักมาจากกองทุน ไม่ใช่จากนายจ้าง โดยกองทุนนำยอดหนี้ที่ครบกำหนดชำระในงวดปีนั้นหารด้วย 12 เดือน แล้วแจ้งตัวเลขให้นายจ้างหักผ่านระบบ e-PaySLF นายจ้างต้องหักเป็นลำดับถัดจากภาษีและกองทุนตามกฎหมายอื่น และนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ใครมียอดค้างเก่าควรรีบชำระเอง

การคำนวณยอด กยศ หักเงินเดือน เป็นหน้าที่ของกองทุนไม่ใช่ของนายจ้าง โดยกองทุนจะนำยอดหนี้ที่ต้องชำระในงวดปีนั้นมาหารด้วย 12 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมของปีปัจจุบันไปจนถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไป แล้วแจ้งจำนวนเงินรายเดือนให้นายจ้างหักตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ส่วนผู้ที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ กองทุนจะแจ้งหักตามจำนวนรายเดือนที่ตกลงกันไว้ในสัญญา

ประเด็นสำคัญ

  • สูตรของกองทุนคือยอดหนี้ที่ครบกำหนดชำระในงวดปี หารด้วย 12 เดือน รอบการหักคือกรกฎาคมถึงมิถุนายนของปีถัดไป ตามคำถามที่พบบ่อยข้อ 24 ของ กยศ.
  • นายจ้างเริ่มหักได้ต่อเมื่อได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากกองทุนแล้ว และไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกจ้างซ้ำอีก
  • ลำดับการหักตามมาตรา 51 วรรคสอง คือภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากนั้นกลุ่มกองทุนตามกฎหมายอื่นรวมถึงประกันสังคม แล้วจึงเป็นเงินกู้ยืม กยศ.
  • นายจ้างรายใหม่กว่า 5,600 แห่งที่กองทุนแจ้งในปี 2569 เริ่มหักเดือนกรกฎาคม 2569 นำส่งครั้งแรกภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน
  • ถ้านายจ้างไม่หัก ไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือนำส่งเกินกำหนด ต้องชดใช้เงินก้อนนั้นและจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ตามมาตรา 51 วรรคสี่
  • ผิดนัดชำระหนี้เสียเบี้ยปรับร้อยละ 0.5 ต่อปีของเงินต้นงวดที่ค้าง และเงินที่ชำระจะถูกตัดเป็นเงินต้นก่อน ตามด้วยดอกเบี้ย แล้วจึงเป็นเบี้ยปรับ
  • การหักเพิ่มเดือนละ 3,000 บาทสำหรับผู้ค้างชำระถูกชะลอไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 แต่ยอดค้างอาจถูกนำมารวมในการแจ้งหักในภายหลัง

กยศ หักเงินเดือน คืออะไร และกฎหมายให้อำนาจไว้ในมาตราใด?

การหักเงินเดือนคืนกองทุนเขียนไว้ในมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 20 ก วันที่ 19 มีนาคม 2566 และมีผลใช้บังคับวันที่ 20 มีนาคม 2566 ใจความของวรรคหนึ่งคือให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน มีหน้าที่หักเงินได้ของลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมตามจำนวนที่กองทุนแจ้ง แล้วนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลาเดียวกับการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

นิยาม: เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หมายถึงเงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือนและค่าจ้าง ตามที่เอกสารสรุปสาระสำคัญของ กยศ. อธิบายไว้ หน้าที่หักเงินตามมาตรา 51 จึงผูกกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่นายจ้างจ่าย ไม่ใช่รายได้ทุกประเภทของผู้กู้ยืม

นายจ้างเริ่มหักได้เมื่อไร

เอกสารของกองทุนระบุชัดว่านายจ้างจะดำเนินการหักเงินเดือนได้ต่อเมื่อกองทุนแจ้งอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น โดยกองทุนส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงาน จากนั้นนายจ้างจึงสมัครใช้ระบบ e-PaySLF ที่ epayslf.studentloan.or.th แล้วหักตามรายชื่อและจำนวนเงินที่ปรากฏในระบบ ปัจจุบันหนังสือแจ้งหักเงินเดือนส่งถึงผู้กู้ยืม 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่ชำระหนี้ตามปกติ กลุ่มที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนฟ้องคดี และกลุ่มที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล

ลูกจ้างต้องแจ้งนายจ้างเองภายใน 30 วัน

มาตรา 42 (2) กำหนดให้ผู้กู้ยืมแจ้งสถานะการเป็นผู้กู้ยืมต่อหัวหน้าหน่วยงานที่ตนทำงานด้วยภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มปฏิบัติงาน และยินยอมให้หักเงินได้ตามมาตรา 51 ส่วนความยินยอมอีกชั้นหนึ่งให้ไว้ตั้งแต่วันทำสัญญากู้ยืมแล้วตามมาตรา 42 (1)

กองทุนคำนวณยอดหักเงินเดือนแต่ละเดือนอย่างไร?

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการหักเงินเดือนฉบับปี 2569 ของกองทุน ข้อ 24 ตอบเรื่องนี้ไว้ตรงที่สุด คือแยกผู้กู้ยืมเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่มีงวดการชำระเป็นรายปี กองทุนจะนำยอดหนี้ที่ต้องชำระในงวดปีนั้นมาหารด้วย 12 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมของปีปัจจุบันจนถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไป และทำต่อเนื่องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น กลุ่มที่สองคือผู้ที่มีงวดการชำระเป็นรายเดือนตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ กองทุนจะแจ้งหักตามจำนวนที่ตกลงไว้ทุกเดือน

สิ่งที่มักทำให้ผู้กู้ยืมงงคือปีแรก ข่าวกองทุนวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 อธิบายว่าผู้ที่เข้าสู่ระบบหักเงินเดือนครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2569 บางส่วนครบกำหนดชำระงวดแรกวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 คนกลุ่มนี้ต้องชำระงวดแรกด้วยตนเองก่อน เพราะการหักผ่านนายจ้างจะเริ่มจากงวดปีที่ 2 ซึ่งครบกำหนดวันที่ 5 กรกฎาคม 2570 แล้วนำยอดนั้นมาหารเฉลี่ย 12 เดือน

ยอดค้างเก่าถูกคิดรวมหรือไม่

ที่ผ่านมาระบบหักเงินเดือนหักเฉพาะยอดหนี้ของปีปัจจุบัน ไม่รวมยอดค้างของปีก่อนหน้า ต่อมาในเดือนเมษายน 2568 กองทุนเริ่มแจ้งหักเพิ่มอีกเดือนละ 3,000 บาทต่อบัญชีสำหรับผู้ที่มียอดค้าง แล้วประกาศเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ว่าจะชะลอการหักเพิ่มส่วนนี้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ชำระยอดค้างด้วยตนเองหรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แต่ข่าววันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ยังย้ำว่าถ้าไม่เร่งเคลียร์ยอดค้าง กองทุนอาจนำยอดค้างมาคำนวณรวมในการแจ้งให้นายจ้างหักเงินเดือน

เงินกู้ 100,000 บาท ผ่อน 15 ปี ถูกหักเดือนละเท่าไหร่?

กองทุนเผยแพร่ตารางคำนวณยอดหนี้ด้วยตัวเองไว้ในหน้าการวางแผนผ่อนชำระหนี้ เป็นไฟล์ที่มีทั้งแผน 15 ปี แผน 10 ปี และแผน 5 ปี ตัวอย่างด้านล่างคือแผน 15 ปีของเงินกู้ 100,000 บาท เงินต้นถูกแบ่งชำระเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ร้อยละ 1.5 ในปีแรกถึงร้อยละ 13 ในปีที่ 15 ดอกเบี้ยคิดร้อยละ 1 ต่อปีจากหนี้ตามสัญญาคงเหลือ โดยปีแรกไม่มีดอกเบี้ย คอลัมน์สุดท้ายคือยอดรายปีหารด้วย 12 ซึ่งตรงกับวิธีที่กองทุนใช้แจ้งหักเงินเดือน

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  สูตรอาหารเป็ดไข่ทำเองตามกรมปศุสัตว์ โปรตีนเท่าไหร่ กินวันละกี่กรัม
งวดปีที่หนี้ตามสัญญาคงเหลือ (บาท)เงินต้นที่ต้องชำระ (ร้อยละ)เงินต้น (บาท)ดอกเบี้ยร้อยละ 1 (บาท)รวมต่อปี (บาท)เฉลี่ยต่อเดือน (บาท)
1100,0001.51,50001,500125.00
298,5002.52,5009853,485290.42
396,00033,0009603,960330.00
493,0003.53,5009304,430369.17
589,50044,0008954,895407.92
685,5004.54,5008555,355446.25
781,00055,0008105,810484.17
876,00066,0007606,760563.33
970,00077,0007007,700641.67
1063,00088,0006308,630719.17
1155,00099,0005509,550795.83
1246,0001010,00046010,460871.67
1336,0001111,00036011,360946.67
1425,0001212,00025012,2501,020.83
1513,0001313,00013013,1301,094.17

รวมทั้งแผน 15 ปี ผู้กู้ยืมรายนี้ชำระเงินต้น 100,000 บาท บวกดอกเบี้ย 9,275 บาท เป็นเงิน 109,275 บาท ถ้าตัวเลขในสลิปเงินเดือนต่างจากตารางนี้มาก มักมาจากสามสาเหตุ คือยอดเงินกู้จริงไม่ใช่ 100,000 บาท มียอดค้างของปีก่อนถูกนำมารวม หรือเป็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งผ่อนรายเดือนด้วยวิธีคิดคนละแบบ

อินโฟกราฟิกสรุป กยศ หักเงินเดือน 2569: คำนวณยอดหักอย่างไร นายจ้างนำส่งเมื่อไหร่
สรุปเป็นภาพ: กยศ หักเงินเดือน 2569: คำนวณยอดหักอย่างไร นายจ้างนำส่งเมื่อไหร่

นายจ้างต้องหักเป็นลำดับใด นำส่งเมื่อไหร่ และถ้าไม่นำส่งมีโทษอย่างไร?

มาตรา 51 วรรคสองวางลำดับไว้ว่า ต้องหักให้กองทุนเป็นลำดับแรกถัดจากการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการหักเงินเข้ากองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การคุ้มครองแรงงาน และการประกันสังคม พูดง่าย ๆ คือเงินกู้ยืมกองทุนอยู่ในอันดับสาม ใครอยากเห็นภาพว่ารายการหักต่าง ๆ กระทบเงินสุทธิอย่างไร อ่านประกอบได้ที่ วิธีคำนวณเงินเดือนและรายการหัก

เอกสารสรุปของกองทุนตอบคำถามที่ฝ่ายบุคคลถามบ่อยที่สุดไว้ด้วยว่า นายจ้างหักเงินเดือนได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากพนักงาน เพราะถือเป็นการหักเพื่อชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา 76 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของข้อห้ามหักค่าจ้าง

ปฏิทินการทำงานในระบบ e-PaySLF

  • ตั้งแต่วันที่ 5 ของทุกเดือน: ตรวจสอบรายชื่อผู้กู้ยืมและจำนวนเงินที่ต้องหักในระบบ e-PaySLF
  • ภายในรอบเดือนนั้น: ระบุวันที่หักเงินเดือนของแต่ละราย หรือเลือกไม่หักนำส่งพร้อมสาเหตุ เช่น รหัส 01 กรณีผู้กู้ยืมพ้นสภาพ แล้วยืนยันรายการ
  • เมื่อถึงวันที่ระบุไว้: พิมพ์ชุดชำระเงินหรือ Pay-in Slip ใบล่าสุดไปชำระตามช่องทางธนาคารที่กองทุนกำหนด
  • ประมาณ 10 วันทำการหลังชำระ: พิมพ์ใบรับเงินซึ่งเป็นหลักฐานการชำระเงินจากระบบได้

กำหนดเวลานำส่งนั้นกฎหมายผูกไว้กับกำหนดนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ส่วนในทางปฏิบัติ ข่าววันที่ 3 กรกฎาคม 2569 แจ้งนายจ้างรายใหม่กว่า 5,600 แห่งให้เริ่มหักตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 นำส่งครั้งแรกภายในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน ทั้งนี้คำถามที่พบบ่อยข้อ 17 ยืนยันว่าไม่ต้องชำระพร้อมการนำส่งภาษีของหน่วยงาน ขอเพียงไม่เกินวันครบกำหนดบนชุดชำระเงิน

บทลงโทษอยู่ในมาตรา 51 วรรคสี่ ถ้านายจ้างไม่ได้หักเงินได้พึงประเมิน หักแล้วไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือนำส่งเกินกำหนดเวลา นายจ้างต้องรับผิดชดใช้เงินในส่วนของผู้กู้ยืมตามจำนวนที่กองทุนแจ้ง และต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดไป นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนด อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 เพิ่มวรรคหกเปิดช่องให้กองทุนยกเว้นหรือลดหย่อนเงินเพิ่มส่วนนี้ให้นายจ้างได้เมื่อมีเหตุอันสมควร

ผู้กู้ยืมตรวจสอบยอดหนี้และเงินที่ถูกหักได้ที่ไหน?

ช่องทางหลักคือแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ซึ่งใช้ได้ทั้งระบบ iOS และ Android โดยผู้กู้ยืมต้องลงทะเบียนด้วยตนเอง อีกช่องทางคือเว็บไซต์ wsa.dsl.studentloan.or.th ที่แก้ไขชื่อ นามสกุล อีเมล และที่อยู่ได้ด้วย ยกเว้นการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งต้องทำหนังสือแจ้งกองทุนพร้อมสำเนาบัตรประชาชน

สำหรับคนที่ถูกหักเงินเดือนแล้วเปิดแอปดูแล้วยอดยังไม่ลด กองทุนชี้แจงเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ว่าเงินไม่ได้สูญหายและผู้กู้ยืมไม่เสียสิทธิตามกฎหมาย เพราะระบบจะบันทึกวันที่ชำระหนี้ย้อนหลังให้เป็นวันที่ถูกหักจริง ระหว่างรอให้ตรวจการนำส่งของนายจ้างที่เมนูบริการแล้วเลือกรายการชำระเงินย้อนหลัง ซึ่งข้อมูลแสดงภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่นายจ้างนำส่ง ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2569 กองทุนอธิบายเพิ่มว่าการปรับยอดหนี้ให้เป็นปัจจุบันใช้เวลาไม่เกิน 2 วันนับจากวันที่ได้รับข้อมูลการชำระเงิน

การคำนวณยอดหนี้ใหม่ตามกฎหมายฉบับแก้ไข

กฎหมายฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 ทำให้ต้องคำนวณยอดหนี้เดิมใหม่ทั้งระบบ ข่าววันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ระบุว่ารอบนั้นคำนวณให้บัญชีที่อยู่ระหว่างชำระเงินคืน 3,835,213 บัญชี ผลคือยอดหนี้ลดลง 3,548,016 บัญชี เท่าเดิม 755 บัญชี และไม่มีหนี้คงเหลือจนปิดบัญชีได้ 80 บัญชี อีกทั้งมีผู้มีสิทธิขอคืนเงินที่ชำระเกิน 286,362 บัญชี ซึ่งกองทุนคืนผ่านพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน โดยคืนส่วนแรกร้อยละ 70 ของยอดที่คำนวณได้ ต่อมาข่าววันที่ 8 กรกฎาคม 2569 รายงานว่าการคำนวณยอดหนี้ใหม่เสร็จแล้ว 4,157,175 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 99.56 จากทั้งหมด 4,175,475 บัญชี เหลือกลุ่มข้อมูลซับซ้อนอีกราว 18,300 บัญชี

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  สมเด็จ เจ้าฟ้า มงกุฎ ได้ จัดตั้ง คณะ สงฆ์ นิกาย ใหม่ ขึ้น ใน ประเทศไทย คือ นิกาย ใด

ผิดนัดชำระหนี้แล้วเสียเบี้ยปรับเท่าไหร่ และเงินที่จ่ายตัดอะไรก่อน?

หน้ากรณีผิดนัดชำระหนี้ของกองทุนระบุว่าเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียมจัดการคิดร้อยละ 0.5 ต่อปีของเงินต้นงวดที่ค้างชำระ สูตรคือนำเงินต้นงวดที่ค้างคูณร้อยละ 0.5 แล้วคูณจำนวนวันที่ค้างชำระ หารด้วย 365 วัน ตัวอย่างของกองทุนคือเงินต้นค้าง 10,000 บาท เบี้ยปรับทั้งปี 50 บาท หรือราววันละ 0.13 บาท นับถัดจากวันที่ผิดนัด

อัตรานี้เป็นผลจากมาตรา 44 วรรคแปดของกฎหมายฉบับแก้ไข ซึ่งกำหนดเพดานเงินเพิ่มไว้ไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 ส่วนอัตราเดิมนั้นเอกสารสองชิ้นของกองทุนระบุไม่ตรงกัน หน้ากรณีผิดนัดชำระหนี้เขียนว่าเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี ขณะที่ข่าววันที่ 21 พฤษภาคม 2568 เขียนว่าเดิมสูงสุดร้อยละ 18 ต่อปี ใครต้องใช้ตัวเลขอัตราเดิมจึงควรสอบถามกองทุนโดยตรงประกอบสัญญาของตนเอง

ลำดับการตัดชำระที่เปลี่ยนไป

มาตรา 44/1 (3) กำหนดว่าถ้าผู้กู้ยืมมีหนี้ค้างทั้งต้นเงิน ดอกเบี้ย และเงินเพิ่ม เงินที่ชำระเข้ามาให้หักต้นเงินเฉพาะส่วนที่ครบกำหนดก่อน ตามด้วยดอกเบี้ย แล้วจึงเป็นเงินเพิ่ม ลำดับใหม่นี้เป็นสาระสำคัญของกฎหมายปี 2566 เพราะของเดิมเงินที่จ่ายจะถูกตัดเบี้ยปรับก่อน ทำให้เงินต้นลดช้า นอกจากนี้มาตรา 44/1 (1) กำหนดกรอบผ่อนชำระไม่เกิน 15 ปี และมาตรา 44 วรรคสามให้สิทธิปลอดหนี้ 2 ปีนับแต่วันสำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษา

หักบัญชีอัตโนมัติเมื่อพ้นวันครบกำหนด

วันครบกำหนดชำระหนี้ประจำปีคือวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี กองทุนชี้แจงเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่าถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ กองทุนจะหักบัญชีอัตโนมัติจากบัญชีออมทรัพย์ที่ใช้รับโอนเงินค่าครองชีพตามเงื่อนไขในสัญญากู้ยืม โดยปีนี้ดำเนินการวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จำนวน 74,337 บัญชี ผู้ที่ออกจากงานระหว่างปีแล้วกังวลเรื่องรายได้ อ่านสิทธิที่เกี่ยวข้องประกอบได้ที่ เงินว่างงานประกันสังคมและการรายงานตัว

ถ้ายอดหักสูงเกินไป ขอปรับลดหรือปรับโครงสร้างหนี้ได้อย่างไร?

กรณีอยากปรับเพิ่มหรือลดจำนวนเงินที่ถูกหักแต่ละเดือน คำถามที่พบบ่อยข้อ 25 ให้ติดต่อกองทุนโดยตรงที่ 02-080-5099 ไลน์บัญชีทางการ กยศ. หักเงินเดือน หรืออีเมล slf-debt@studentloan.or.th ไม่ใช่ไปเจรจากับฝ่ายบุคคล เพราะนายจ้างหักตามจำนวนที่กองทุนแจ้งเท่านั้น ส่วนกรณีถูกหักเกิน ขอรับเงินคืนได้โดยผูกพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนตามแบบที่กองทุนกำหนด

ทางเลือกที่ช่วยลดภาระรายเดือนได้มากกว่าคือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เงื่อนไขตามข่าวกองทุนคือผ่อนเป็นรายเดือนในจำนวนเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ขยายเวลาได้ถึง 15 ปี โดยงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีหลังทำสัญญา และเมื่อชำระงวดสุดท้ายเสร็จสิ้นจะได้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมดร้อยละ 100 ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 กองทุนเปิดให้ทำสัญญาออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ กยศ. และยืนยันตัวตนด้วยแอปพลิเคชัน ThaiD โดยผู้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ ผู้ที่ถูกฟ้องคดีแล้ว และผู้ที่อยู่ระหว่างการบังคับคดี มีสิทธิทุกราย

ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 มีผู้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 662,710 บัญชี แบ่งเป็นแบบออนไลน์ 401,248 บัญชีและแบบกระดาษ 261,462 บัญชี ข้อควรระวังคือวินัยหลังทำสัญญา ข่าววันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เตือนว่าถ้าผิดนัดชำระสะสมถึง 6 งวด ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ หรือเหลืองวดผ่อนน้อยกว่า 6 งวดแล้วผิดนัดเพียงงวดเดียว จะถือว่าผิดนัดทั้งหมด สัญญาสิ้นสุดทันที กองทุนจะนำเบี้ยปรับที่ตั้งพักไว้กลับมาเป็นทุนทรัพย์ และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

ตัวเลข อัตรา และกำหนดเวลาทั้งหมดอ้างอิงจากเอกสารและข่าวของหน่วยงานตามแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 11 กันยายน 2569 หลักเกณฑ์การหักเงินเดือนและกำหนดวันนำส่งอาจเปลี่ยนตามประกาศของคณะกรรมการกองทุน ก่อนดำเนินการจริงโปรดยืนยันกับ กยศ. Call Center 0 2016 4888 วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.30 ถึง 20.00 น. อีกครั้ง บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือการเงินเฉพาะราย

คำถามที่พบบ่อย

กยศ หักเงินเดือน คำนวณยอดรายเดือนอย่างไร?

กองทุนนำยอดหนี้ที่ต้องชำระในงวดปีนั้นหารด้วย 12 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมของปีปัจจุบันถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไป ส่วนผู้มีสัญญาประนีประนอมยอมความหรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ จะถูกแจ้งหักตามจำนวนรายเดือนในสัญญา

นายจ้างหักเงินเดือนได้เลยหรือต้องรอหนังสือจากกองทุน?

ต้องรอ เอกสารของกองทุนระบุว่านายจ้างหักเงินเดือนได้ต่อเมื่อกองทุนแจ้งอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น โดยส่งหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานก่อน แล้วรายชื่อกับจำนวนเงินจึงปรากฏในระบบ e-PaySLF

ลูกจ้างต้องเซ็นยินยอมให้หักเงินเดือนอีกครั้งไหม?

ไม่ต้อง เพราะเป็นการหักเพื่อชำระเงินอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามมาตรา 76 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และผู้กู้ยืมให้ความยินยอมไว้แล้วตั้งแต่วันทำสัญญากู้ยืม

เงินเดือนถูกหักหลายรายการ กยศ. อยู่ลำดับที่เท่าไหร่?

ลำดับที่สาม ตามมาตรา 51 วรรคสอง เรียงจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากนั้นกลุ่มกองทุนตามกฎหมายอื่นรวมถึงประกันสังคม แล้วจึงเป็นเงินกู้ยืมกองทุน

นายจ้างหักแล้วแต่ไม่นำส่ง ลูกจ้างเสียสิทธิไหม?

ไม่เสีย มาตรา 51 วรรคห้าระบุว่าเมื่อนายจ้างหักเงินได้ไว้แล้ว ให้ถือว่าผู้กู้ยืมชำระตามจำนวนที่ถูกหักแล้ว ส่วนนายจ้างต้องชดใช้เงินและจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน

เพิ่งเริ่มงานใหม่ ต้องแจ้งนายจ้างภายในกี่วัน?

ภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มปฏิบัติงาน ตามมาตรา 42 (2) โดยแจ้งสถานะการเป็นผู้กู้ยืมต่อหัวหน้าหน่วยงานที่ตนทำงานด้วย

ถูกหักเงินเดือนแล้วทำไมยอดหนี้ในแอปยังไม่ลด?

กองทุนชี้แจงเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ว่าอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบรับชำระหนี้ จึงแสดงผลช้ากว่าปกติ แต่ระบบบันทึกวันที่ชำระย้อนหลังตามวันที่ถูกหักจริง และดูรายการชำระเงินย้อนหลังได้ภายใน 3 วันทำการ

การหักเพิ่มเดือนละ 3,000 บาทยังมีอยู่ไหม?

กองทุนชะลอการหักเพิ่ม 3,000 บาทต่อเดือนสำหรับผู้ค้างชำระตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 แต่ข่าววันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เตือนว่าถ้าไม่เร่งชำระยอดค้างเอง ยอดค้างอาจถูกนำมารวมในการแจ้งหัก

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  รวมความหมาย นามสกุล เพราะ ๆ ความ หมาย ดีๆ

ผิดนัดชำระหนี้เสียเบี้ยปรับเท่าไหร่?

ร้อยละ 0.5 ต่อปีของเงินต้นงวดที่ค้างชำระ คิดเป็นรายวันโดยหารด้วย 365 วัน ตัวอย่างของกองทุนคือเงินต้นค้าง 10,000 บาท เบี้ยปรับทั้งปี 50 บาท หรือราววันละ 0.13 บาท

เงินที่ชำระเข้าไปถูกตัดเป็นอะไรก่อน?

ตัดต้นเงินเฉพาะส่วนที่ครบกำหนดก่อน ตามด้วยดอกเบี้ย แล้วจึงเป็นเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับ ตามมาตรา 44/1 (3) ซึ่งเพิ่มโดยพระราชบัญญัติฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566

ถูกหักเงินเกินยอดหนี้ ขอคืนได้ไหม?

ได้ โดยยื่นแบบขอรับเงินคืนในส่วนที่หน่วยงานต้นสังกัดหักเกิน และต้องผูกพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนของตนเอง เพราะกองทุนคืนเงินผ่านพร้อมเพย์เท่านั้น

อยากลดยอดหักรายเดือนต้องคุยกับใคร?

ติดต่อกองทุนโดยตรงที่ 02-080-5099 ไลน์บัญชีทางการ กยศ. หักเงินเดือน หรืออีเมล slf-debt@studentloan.or.th ไม่ใช่ขอให้ฝ่ายบุคคลลดให้ เพราะนายจ้างต้องหักตามจำนวนที่กองทุนแจ้ง

ตรวจยอดหนี้ของตัวเองก่อนรอบหักเดือนหน้า

สิ่งที่ทำได้ทันทีมีสามอย่าง เปิดแอป กยศ. Connect ดูยอดหนี้ที่ผ่านการคำนวณใหม่และตารางงวดชำระของตนเอง เทียบตัวเลขในสลิปเงินเดือนกับยอดรายปีหารด้วย 12 ว่าตรงกันหรือไม่ และถ้ามียอดค้างของปีก่อนให้รีบชำระเองหรือดูเงื่อนไขสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนฝ่ายบุคคลควรทำเครื่องหมายวันที่ 5 ซึ่งรายชื่อขึ้นในระบบ e-PaySLF และวันที่ 15 ซึ่งเป็นกำหนดนำส่งเงินไว้ในปฏิทินงานทุกเดือน

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด