สังคมไทยหนังสืออ่านนอกเวลา ม.1: รายชื่อ 12 เล่มตามประกาศ สพฐ. และวิธีเขียนรายงาน

หนังสืออ่านนอกเวลา ม.1: รายชื่อ 12 เล่มตามประกาศ สพฐ. และวิธีเขียนรายงาน

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: หนังสืออ่านนอกเวลาคือหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ในวิชาภาษาไทยเพิ่มจากหนังสือเรียน โดยให้นักเรียนอ่านนอกคาบ บัญชีที่อ้างถึงกันมากที่สุดคือประกาศของ สพฐ. ลงนามวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเพิ่มหนังสืออีก 44 รายการ ในจำนวนนั้นเป็นของชั้น ม.1 ถึง ม.3 จำนวน 12 เล่ม

หนังสืออ่านนอกเวลา ม.1 คือหนังสือที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อ่านนอกคาบเรียนตามที่ครูภาษาไทยกำหนด โดยบัญชีรายชื่อกลางที่โรงเรียนใช้อ้างอิงมากที่สุดคือประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. ลงนามเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 เพิ่มรายชื่อหนังสืออ่านนอกเวลากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยอีก 44 รายการ แบ่งเป็นชั้น ป.1 ถึง ป.3 จำนวน 10 เล่ม ป.4 ถึง ป.6 จำนวน 10 เล่ม ม.1 ถึง ม.3 จำนวน 12 เล่ม และ ม.4 ถึง ม.6 จำนวน 12 เล่ม

ประเด็นสำคัญ

  • บัญชีนี้ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2518 สะสมแล้ว 177 รายการ ก่อนเพิ่มอีก 44 รายการในปี 2554
  • ชุดปี 2554 กำหนดเป็นช่วงชั้น ม.1 ถึง ม.3 รวม 12 เล่ม นักเรียน ม.1 จึงเลือกจากบัญชีเดียวกับรุ่นพี่
  • หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 ระบุคำว่าหนังสืออ่านนอกเวลาไว้ในสาระการเรียนรู้แกนกลางของตัวชี้วัด ท 2.1 ม.1/6 โดยตรง
  • สิบสองเล่มของ ม.ต้น มีทั้งนวนิยายเยาวชน สารคดี ชีวประวัติ บันทึกประสบการณ์ และงานแปล ไม่ได้เป็นนิยายทั้งหมด
  • รายงานที่ได้คะแนนดีมักเรียงตามตัวชี้วัด ท 5.1 ม.1/1 ถึง ม.1/4 คือสรุป วิเคราะห์ อธิบายคุณค่า แล้วปิดด้วยข้อคิดที่ใช้ได้จริง

หนังสืออ่านนอกเวลา ม.1 คืออะไร และอยู่ตรงไหนของหลักสูตร?

เป็นหนังสือที่เรียนคู่กับวิชาภาษาไทยแต่ไม่ได้อ่านในคาบ รายงานของคมชัดลึกเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 อธิบายไว้ตรงตัวว่า หนังสืออ่านนอกเวลาภาษาไทยคือหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ในการเรียนการสอนตามหลักสูตร นอกเหนือจากหนังสือเรียน สำหรับให้ผู้เรียนอ่านนอกเวลาเรียน จุดที่มักเข้าใจสลับกันคือ หนังสือกลุ่มนี้ไม่ใช่หนังสือเรียนวรรณคดี เพราะวรรณคดีในบทเรียนเรียนกันในคาบอยู่แล้ว ส่วนหนังสืออ่านนอกเวลาเป็นเล่มเต็มที่ถือกลับบ้าน แล้วนำมาสรุปและแสดงความคิดเห็น

นิยาม: หนังสืออ่านนอกเวลา หมายถึงหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้ประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย เพิ่มจากหนังสือเรียน เพื่อให้ผู้เรียนอ่านนอกเวลาเรียน เป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านและปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ต่างจากหนังสือเรียนตรงที่โรงเรียนเลือกเล่มและวัดผลเองได้

ในเอกสารมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 คำว่าหนังสืออ่านนอกเวลาปรากฏในช่องสาระการเรียนรู้แกนกลางของชั้น ม.1 อยู่หนึ่งจุด คือตัวชี้วัด ท 2.1 ม.1/6 ที่ให้เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากสื่อที่ได้รับ โดยยกตัวอย่างสื่อไว้สี่อย่าง ได้แก่ บทความ หนังสืออ่านนอกเวลา ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน และเหตุการณ์สำคัญ

อีกจุดคือตัวชี้วัด ท 1.1 ม.1/8 ที่ให้วิเคราะห์คุณค่าที่ได้รับจากการอ่านเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิต โดยระบุสาระการเรียนรู้แกนกลางว่าเป็นการอ่านหนังสือตามความสนใจ ซึ่งรวมถึงหนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน ประโยคหลังสำคัญ เพราะแปลว่าหลักสูตรไม่ได้ปิดตายให้เลือกจากบัญชีราชการอย่างเดียว ส่วนตอนเขียนรายงาน สิ่งที่ครูมองคือมาตรฐาน ท 5.1 ซึ่งชั้น ม.1 มี 5 ตัวชี้วัด และข้อ 1 ถึง 4 คือโครงของรายงานแทบทุกแบบ

กระทรวงศึกษาธิการกำหนดรายชื่อหนังสืออ่านนอกเวลามาตั้งแต่ปีใด?

ตั้งแต่ปี 2518 รายงานของคมชัดลึกระบุว่าเดิมคณะกรรมการจัดทำหนังสือเรียนและคู่มือครูภาษาไทยเป็นผู้คัดเลือก โดยพิจารณาจากหนังสือที่ชนะการประกวดในแต่ละปีและหนังสือดีที่มีผู้เสนอเข้ามา จากนั้นทยอยประกาศเพิ่มเติมจนมีรายชื่อสะสม 177 รายการ

จุดเปลี่ยนเกิดหลังกระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 พร้อมกับที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการอ่าน สพฐ. จึงแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำเกณฑ์การคัดเลือกขึ้นใหม่ โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี เป็นประธาน ผลคือประกาศที่นายชินภัทร ภูมิรัตน ลงนามเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 เพิ่มรายชื่ออีก 44 รายการ นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการ กพฐ. ในขณะนั้น ให้ข่าวเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ว่า สพฐ. ได้แจ้งบัญชีรายชื่อและบรรณนิทัศน์ไปยังโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศแล้ว

ถึงวันที่เราตรวจสอบ เราไม่พบประกาศบัญชีชุดใหม่กว่าปี 2554 ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เมื่อครูพูดว่าหนังสือที่กระทรวงกำหนด จึงมักหมายถึงบัญชีสะสมที่มีชุดปี 2554 รวมอยู่ด้วย ทางที่แน่นอนที่สุดคือถามครูประจำวิชา ฝั่งนโยบายปัจจุบันยังไปทางเดียวกัน เอกสารหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกโรงเรียนส่งเสริมการอ่าน ปี 2569 ของ สพฐ. อ้างถึงนโยบายและจุดเน้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถึง 2570 ข้อ 4 ที่ให้ส่งเสริมการอ่านจนเป็นวิถีปฏิบัติ

รายชื่อหนังสืออ่านนอกเวลา ม.1 ตามประกาศ สพฐ. มีเล่มใดบ้าง?

ประกาศปี 2554 กำหนดหนังสือของช่วงชั้น ม.1 ถึง ม.3 ไว้ 12 เล่ม ไม่ได้แยกว่าเล่มใดของชั้นใด ตารางด้านล่างเรียงตามบัญชีที่เผยแพร่ พร้อมประเภทที่ระบุไว้ในหน้าข้อมูลของสำนักพิมพ์หรือระเบียนห้องสมุดที่เราเปิดตรวจสอบทีละเล่ม ข้อสังเกตหนึ่งคือบทความของคมชัดลึกพิมพ์ชื่อกลุ่มนี้ไว้เพียง 11 ชื่อ ขาดเรื่องเด็กแนวไป เราจึงยึดบัญชี 12 ชื่อของกระปุกที่ตรงกับตัวเลขในข่าว

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ฝัน ว่า อาบ น้ํา แก้ ผ้า มี คน เห็น
ลำดับชื่อหนังสือผู้แต่งหรือผู้แปลประเภทตามสำนักพิมพ์หรือห้องสมุด
1ขนมแม่เอ๊ยส.พลายน้อย (สมบัติ พลายน้อย)สารคดี ประวัติขนมไทย
2ขวัญสงฆ์ชมัยภร แสงกระจ่างวรรณกรรมเยาวชน
3ฃวดฅนอยู่หนใดชัยกร หาญไฟฟ้านวนิยายเยาวชน
4ความสุขของกะทิงามพรรณ เวชชาชีวะนวนิยายขนาดสั้น
5ช ช้าง กับ ฅ ฅนศรัณย์ ทองปานสารคดีความรู้เรื่องช้าง
6เด็กชายมะลิวัลย์ประภัสสร เสวิกุลวรรณกรรมเยาวชน 15 ตอนจบ
7เด็กแนวอาร์ม ตั้งนิรันดรหมวดความรู้ทั่วไป สำนักพิมพ์สารคดี
8เทพนิยายแอนเดอร์เสนฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เสน ผู้แปล สมพร วาร์นาโดวรรณกรรมเยาวชนแปล
9บ้านเล็กในป่าใหญ่ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์ ผู้แปล สุคนธรสวรรณกรรมเยาวชนแปล
10เรืองแสงอรุณวรวุฒิ ภักดีบุรุษยังไม่พบข้อมูลยืนยันประเภท
11เส้นเลือดสีขาวณิชชารีย์บันทึกประสบการณ์ผู้ป่วยลูคีเมีย
12อัลเฟรด โนเบลสิทธา พินิจภูวดลชีวประวัติ 80 หน้า

ตารางนี้บอกกลาย ๆ ว่าบัญชีของ สพฐ. ไม่ได้เลือกแต่นิยาย เพราะมีทั้งสารคดีสองเล่ม ชีวประวัติ บันทึกประสบการณ์จริง และงานแปลอีกสองเล่ม

อินโฟกราฟิกสรุป หนังสืออ่านนอกเวลา ม.1: รายชื่อ 12 เล่มตามประกาศ สพฐ. และวิธีเขียนรายงาน
สรุปเป็นภาพ: หนังสืออ่านนอกเวลา ม.1: รายชื่อ 12 เล่มตามประกาศ สพฐ. และวิธีเขียนรายงาน

ตัวเลข ชื่อบุคคล วันที่ และชื่อหนังสือในบทความนี้ อ้างจากแหล่งที่ระบุไว้ท้ายบทความ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 11 กันยายน 2569 การกำหนดหนังสืออ่านนอกเวลา วิธีวัดผล และกำหนดส่งงาน เป็นอำนาจของสถานศึกษาแต่ละแห่ง ก่อนซื้อหนังสือหรือทำรายงาน ควรยืนยันกับครูประจำวิชาหรือฝ่ายวิชาการของโรงเรียนอีกครั้ง บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำอย่างเป็นทางการของหน่วยงานราชการ

หนังสือแต่ละเล่มเล่าเรื่องอะไร และเหมาะกับใคร?

เด็ก ม.1 ส่วนใหญ่ยังไม่เคยอ่านหนังสือเล่มหนาจบด้วยตัวเอง การเลือกเล่มแรกจึงสำคัญ ด้านล่างเป็นเนื้อหาของเล่มที่หาข้อมูลยืนยันได้ชัดที่สุด

ความสุขของกะทิ และ ขวัญสงฆ์

ความสุขของกะทิเป็นเรื่องของเด็กหญิงวัย 9 ขวบที่เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยว และกำลังจะเผชิญการสูญเสียครั้งใหญ่ ข้อมูลจากแพรวเยาวชนในเครืออมรินทร์ระบุว่าพิมพ์ซ้ำครบหนึ่งร้อยครั้งภายในเวลา 13 ปี และได้รางวัลซีไรต์ประจำปี ค.ศ. 2549 เล่มนี้บางและภาษาเรียบง่าย แต่เนื้อเรื่องเศร้า ส่วนขวัญสงฆ์ของชมัยภร แสงกระจ่าง เล่าเรื่องเด็กน้อยที่ถูกทิ้งไว้หน้าวัดและเติบโตมากับหลวงตา หน้าข้อมูลหนังสือระบุว่าเคยตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารสกุลไทย ยาว 169 หน้า และได้รางวัลดีเด่นจากการประกวดหนังสือดีเด่นปี 2552 กลุ่มเด็กวัยรุ่นอายุ 12 ถึง 18 ปี ประเภทบันเทิงคดี

ฃวดฅนอยู่หนใด

เหมาะกับเด็กที่ชอบเรื่องผจญภัยมากกว่าเรื่องซึ้ง คำโปรยของนานมีบุ๊คส์อธิบายว่าผู้เขียนหยิบคำถามที่ว่าทำไม ฃ ขวด กับ ฅ คน จึงไม่ปรากฏใช้ในปัจจุบัน มาแต่งเป็นเรื่องผจญภัยของพยัญชนะไทยสี่สิบสี่ตัวในดินแดนชื่ออักขราพิภพ ที่พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ เป็นตัวละครที่มีความคิดของตัวเอง ระเบียนห้องสมุดของ สคบศ. ระบุว่าจัดพิมพ์โดยนานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ ปี 2552 จำนวน 198 หน้า และเป็นผลงานรางวัลแว่นแก้วปีเดียวกัน

ช ช้าง กับ ฅ ฅน และ ขนมแม่เอ๊ย

สองเล่มนี้เป็นสารคดี หน้าข้อมูลของร้านสารคดี เมืองโบราณ นายรอบรู้ ระบุว่า ช ช้าง กับ ฅ ฅน ของศรัณย์ ทองปาน รวบรวมเรื่องช้างที่ต่างจากหนังสือช้างทั่วไป เช่น กำเนิดช้าง ช้างในพระศาสนา และยศช้าง ยาว 112 หน้า และเป็นหนังสือรางวัลดีเด่นประเภทสารคดีสำหรับวัยรุ่นของ สพฐ. ส่วนขนมแม่เอ๊ยของ ส.พลายน้อย ระเบียนห้องสมุด TCDC ระบุหัวเรื่องว่าประวัติ ขนม และของหวาน ฉบับสำนักพิมพ์สารคดีปี 2564 ยาว 160 หน้า นักเรียนที่ไม่ชอบนิยายมักทำรายงานจากสองเล่มนี้ได้ลื่นกว่า

บ้านเล็กในป่าใหญ่ และ เทพนิยายแอนเดอร์เสน

สองเล่มนี้เป็นงานแปล บ้านเล็กในป่าใหญ่เขียนจากความทรงจำวัยเด็กของลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์ ในบ้านหลังเล็กกลางป่าที่รัฐวิสคอนซิน ข้อมูลจากแพรวเยาวชนระบุว่าหลังเล่มแรกสำเร็จ ผู้เขียนได้เขียนภาคต่ออีก 7 เล่ม ใช้เวลารวม 11 ปี ส่วนเทพนิยายแอนเดอร์เสนแปลโดยสมพร วาร์นาโด ฉบับของฟรีฟอร์มสำนักพิมพ์จัดอยู่ในหมวดวรรณกรรมเยาวชน ยาว 233 หน้า

ความเห็นของเราคือ ถ้าเป็นการอ่านนอกเวลาเล่มแรกในชีวิต ให้เลือกเล่มบางก่อนเสมอ ความภูมิใจจากการอ่านจบหนึ่งเล่มมีผลต่อเล่มถัดไปมากกว่าเล่มที่ดูดีแต่ค้างครึ่งทาง

เลือกหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างไรให้เหมาะกับเด็ก ม.1?

เริ่มจากคำถามเดียวคือครูล็อกเล่มไว้แล้วหรือให้เลือกเอง ถ้าให้เลือกเอง หลักสูตรเปิดช่องไว้ใน ท 1.1 ม.1/8 ว่าเป็นหนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย หรือหนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน คำว่าร่วมกันแปลว่าควรเสนอชื่อให้ครูรับทราบก่อน

จากนั้นดูสามอย่าง อย่างแรกคือความหนาเทียบกับเวลาจริง ถ้าครูให้เวลา 4 สัปดาห์ และอ่านได้วันละ 10 หน้า เท่ากับราว 280 หน้า เล่มอย่างขวัญสงฆ์ที่ 169 หน้า หรือ ฃวดฅนอยู่หนใดที่ 198 หน้า จึงอ่านจบได้สบาย อย่างที่สองคือเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องจริง ถ้ารายงานเน้นวิเคราะห์ตัวละคร นวนิยายเยาวชนเขียนง่ายกว่า แต่ถ้าเน้นสรุปความรู้ สารคดีให้เนื้อหาที่จับต้องได้มากกว่า อย่างที่สามคือหาเล่มจริงได้ที่ไหน หลายเล่มพิมพ์มาก่อนปี 2554 และบางเล่มเปลี่ยนสำนักพิมพ์ เช่น เด็กชายมะลิวัลย์ที่สำนักพิมพ์ดอกหญ้าพิมพ์ครั้งแรกถึงครั้งที่ 9 ก่อนแพรวสำนักพิมพ์จะพิมพ์เป็นครั้งที่ 10 จึงควรเช็กห้องสมุดโรงเรียนก่อนซื้อ

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  แม่ แตงโม ตาย แล้ว

ผู้ที่สนใจภาษาไทยเชิงลึกในระดับเดียวกัน อ่านต่อได้ที่บทความเรื่องสุภาษิตพระร่วงและคำอุทานเสริมบท

ครูวัดและประเมินผลรายงานอ่านนอกเวลาจากอะไร?

ประกาศของ สพฐ. ไม่ได้กำหนดแบบฟอร์มรายงานหรือเกณฑ์คะแนนกลาง ข่าวที่แจ้งการประกาศระบุว่าให้สถานศึกษาใช้หนังสือเสริมการเรียนรู้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และให้วัดและประเมินผลตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้เรียน แปลว่าคะแนนมาจากเกณฑ์ที่ครูตั้งเอง แต่เกณฑ์นั้นต้องพาไปถึงตัวชี้วัดของหลักสูตร ตารางด้านล่างจับคู่ตัวชี้วัดของ ม.1 กับสิ่งที่ควรมีในรายงาน

รหัสตัวชี้วัดสิ่งที่ตัวชี้วัดกำหนดสาระการเรียนรู้แกนกลางสิ่งที่ควรปรากฏในรายงาน
ท 1.1 ม.1/8วิเคราะห์คุณค่าที่ได้จากการอ่านเพื่อใช้แก้ปัญหาในชีวิตการอ่านหนังสือตามความสนใจย่อหน้าที่บอกว่าใช้กับสถานการณ์จริงข้อใดได้
ท 2.1 ม.1/6เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสาระจากสื่อที่ได้รับการเขียนแสดงความคิดเห็นจากสื่อ เช่น หนังสืออ่านนอกเวลาความคิดเห็นของตัวเองพร้อมเหตุผลรองรับ
ท 5.1 ม.1/1สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดีและสุภาษิตคำสอนเรื่องย่อที่เขียนด้วยสำนวนตัวเอง
ท 5.1 ม.1/2 และ ม.1/3วิเคราะห์เรื่องที่อ่านพร้อมเหตุผล และอธิบายคุณค่าการวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมวิเคราะห์ตัวละครหรือกลวิธีการเล่า พร้อมยกข้อความประกอบ
ท 5.1 ม.1/4สรุปความรู้และข้อคิดเพื่อใช้ในชีวิตจริงการวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมข้อคิดที่ระบุได้ว่าใช้เมื่อใดและอย่างไร

สังเกตว่าไม่มีช่องไหนให้คะแนนกับความสวยของปก รายงานเล่มสวยแต่เนื้อหาบางจึงมักได้คะแนนน้อยกว่าที่คาด

เขียนรายงานหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างไรให้ครบตามตัวชี้วัด?

วิธีง่ายที่สุดคือเขียนตามลำดับของตัวชี้วัด ท 5.1 ม.1/1 ถึง ม.1/4 แล้วปิดท้ายด้วยความคิดเห็นตาม ท 2.1 ม.1/6

เริ่มจากบรรณานุกรมและเรื่องย่อ

ขึ้นต้นด้วยชื่อเรื่อง ผู้แต่งหรือผู้แปล สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ และจำนวนหน้า ข้อมูลชุดนี้อยู่ที่หน้าลิขสิทธิ์ด้านในเล่ม ไม่ใช่ปกหลัง จากนั้นเขียนเรื่องย่อด้วยสำนวนตัวเองราว 10 ถึง 15 บรรทัด เล่าเฉพาะเหตุการณ์หลักตามลำดับ ถ้าลอกคำโปรยหลังปกมาทั้งย่อหน้า ครูจะจับได้ทันที

วิเคราะห์โดยยกข้อความประกอบ

เลือกหนึ่งประเด็นแล้วเจาะให้ลึก เช่น ตัวละครเปลี่ยนไปอย่างไรระหว่างต้นเรื่องกับท้ายเรื่อง แล้วยกข้อความจากหนังสือมาอ้างพร้อมเลขหน้าสองถึงสามจุด นั่นคือหลักฐานว่าอ่านจริง และตรงกับคำว่าพร้อมยกเหตุผลประกอบในตัวชี้วัด

แยกคุณค่าออกจากข้อคิด

คุณค่าคือสิ่งที่หนังสือให้กับผู้อ่านทั่วไป เช่น ด้านภาษา ด้านสังคม หรือด้านความรู้ ส่วนข้อคิดคือสิ่งที่ตัวเองได้ และควรผูกกับสถานการณ์จริง ประโยคอย่างทำให้รู้ว่าควรเป็นคนดีนั้นไม่ผ่าน เพราะไม่มีสถานการณ์ ให้เปลี่ยนเป็นเหตุการณ์จริงในห้องเรียนหรือที่บ้านแทน แล้วปิดท้ายด้วยความเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบตรงไหน พร้อมเหตุผล และแนะนำว่าเล่มนี้เหมาะกับใคร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

สามอย่างที่ทำให้เสียคะแนนโดยไม่จำเป็นคือ คัดลอกเรื่องย่อจากอินเทอร์เน็ตทั้งย่อหน้า เขียนข้อคิดลอย ๆ โดยไม่มีตัวอย่าง และเขียนชื่อหนังสือหรือผู้แต่งผิด อีกข้อคือเลือกเล่มหนาเกินเวลาที่มี แล้วเขียนรายงานจากเรื่องที่อ่านไม่จบ ซึ่งมักหลุดตอนวิเคราะห์ตอนจบ

คำถามที่พบบ่อย

หนังสืออ่านนอกเวลา ม.1 มีกี่เล่มให้เลือก?

ตามประกาศ สพฐ. วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 กลุ่มชั้น ม.1 ถึง ม.3 มี 12 เล่ม จากทั้งหมด 44 รายการที่เพิ่มในครั้งนั้น โดยไม่ได้แยกว่าเล่มใดของชั้นใด

ถ้าอยากอ่านเล่มที่ไม่อยู่ในบัญชีได้ไหม?

ขึ้นกับครูผู้สอน หลักสูตรระบุสาระการเรียนรู้แกนกลางของ ท 1.1 ม.1/8 ว่าเป็นการอ่านหนังสือตามความสนใจ ซึ่งรวมถึงหนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน จึงควรเสนอชื่อให้ครูอนุมัติก่อน

รายชื่อหนังสืออ่านนอกเวลาเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ตั้งแต่ปี 2518 และประกาศเพิ่มเรื่อยมาจนสะสมได้ 177 รายการ ก่อนที่ สพฐ. จะเพิ่มอีก 44 รายการในปี 2554

ใครเป็นผู้คัดเลือกหนังสือชุดปี 2554?

สพฐ. แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำเกณฑ์การคัดเลือกหนังสืออ่านนอกเวลากลุ่มสาระภาษาไทย โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี เป็นประธาน

หนังสืออ่านนอกเวลากับวรรณคดีในบทเรียนต่างกันอย่างไร?

วรรณคดีในบทเรียนเรียนในคาบตามหนังสือเรียน ส่วนหนังสืออ่านนอกเวลาเป็นเล่มเต็มที่อ่านเองนอกเวลาเรียน แล้วนำมาสรุปหรือแสดงความคิดเห็นตามที่ครูมอบหมาย

เล่มไหนในบัญชี ม.1 ถึง ม.3 ที่บางที่สุด?

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อัลเฟรด โนเบล ระบุความยาว 80 หน้า สั้นกว่าขวัญสงฆ์ที่ 169 หน้า และเทพนิยายแอนเดอร์เสนฉบับฟรีฟอร์มที่ 233 หน้า

มีเล่มที่ไม่ใช่นิยายในบัญชีหรือไม่?

มี เช่น ขนมแม่เอ๊ย ที่ห้องสมุดจัดหัวเรื่องว่าประวัติ ขนม ของหวาน และ ช ช้าง กับ ฅ ฅน ซึ่งเป็นสารคดีเรื่องช้าง ส่วนอัลเฟรด โนเบล เป็นชีวประวัติ

ความสุขของกะทิได้รางวัลอะไร?

ข้อมูลจากแพรวเยาวชนระบุว่าได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี ค.ศ. 2549 และพิมพ์ซ้ำครบหนึ่งร้อยครั้งภายในเวลา 13 ปี

รายงานอ่านนอกเวลาต้องเขียนกี่หน้า?

ไม่มีเกณฑ์กลางจาก สพฐ. เพราะให้สถานศึกษาวัดและประเมินผลตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่จัดเอง ความยาวจึงขึ้นกับครูประจำวิชา

ครูดูอะไรเป็นหลักในรายงาน?

ดูว่ารายงานพาไปถึงตัวชี้วัดหรือไม่ โดยเฉพาะการสรุปเนื้อหา การวิเคราะห์พร้อมเหตุผล การอธิบายคุณค่า และข้อคิดที่นำไปใช้จริงตามมาตรฐาน ท 5.1 ของชั้น ม.1

เริ่มจากยืนยันกับครูแล้วเลือกเล่มในสัปดาห์นี้

ถามครูภาษาไทยสองข้อก่อนคือใช้บัญชีชุดไหน และกำหนดส่งเมื่อใด สองคำตอบนี้ตัดตัวเลือกไปได้เกินครึ่ง จากนั้นจึงเลือกจาก 12 ชื่อในตารางด้านบน โดยดูความหนาเทียบกับเวลาที่เหลือจริง ไม่ใช่ดูจากปก

ระหว่างอ่านให้จดสองอย่าง คือเลขหน้าของข้อความที่สะดุดใจ และเหตุการณ์สำคัญตามลำดับ แค่นี้ก็เขียนได้ครบทั้งเรื่องย่อ การวิเคราะห์ และข้อคิด โดยไม่ต้องเปิดหาใหม่ทั้งเล่มในคืนก่อนส่ง

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด