นิทานอีสปเรื่องเด็กเลี้ยงแกะเล่าถึงเด็กเลี้ยงแกะที่ตะโกนหลอกชาวบ้านว่าหมาป่ามาสามถึงสี่ครั้ง จนวันที่หมาป่ามาจริงกลับไม่มีใครออกมาช่วย และฉบับแปลอังกฤษของ George Fyler Townsend ปิดเรื่องด้วยข้อคิดว่า “There is no believing a liar, even when he speaks the truth” หรือไม่มีทางเชื่อคนโกหกได้ แม้ในตอนที่เขาพูดความจริง ส่วนคำถามที่ข้อสอบชอบถามว่าอีสปเป็นชาวชาติใด คำตอบคือชาวกรีก
ประเด็นสำคัญ
- ข้อคิดของเรื่องเด็กเลี้ยงแกะไม่ใช่แค่ว่าโกหกไม่ดี แต่ระบุผลที่ตามมาชัดเจนว่าคนโกหกจะไม่ถูกเชื่อแม้ในวันที่พูดจริง
- อีสปเป็นนักเล่านิทานชาวกรีก มีชีวิตราว 620 ถึง 564 ปีก่อนคริสต์ศักราช Herodotus ในศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ. บันทึกว่าเขาเป็นทาส
- Britannica ระบุว่าอีสปแทบจะเป็นบุคคลในตำนาน และชื่อของเขาน่าจะถูกใช้เป็นที่รวมของนิทานสัตว์ที่ไม่รู้ผู้แต่ง
- ดัชนี Perry ซึ่ง Ben Edwin Perry จัดทำเมื่อ ค.ศ. 1952 ให้เลขเรื่องเด็กเลี้ยงแกะไว้ที่ 210 และมีรายการต่อเนื่องไปเกิน 580 เรื่อง
- คนไทยได้อ่านนิทานอีสปเป็นภาษาไทยครั้งแรก 2 เรื่องในหนังสือจดหมายเหตุบางกอกรีคอเดอร์ของหมอบรัดเลย์ สมัยรัชกาลที่ 3
- อิศปปกรณัม พระราชนิพนธ์แปลในรัชกาลที่ 5 ร่วมกับกวีราชสำนัก มีต้นฉบับสมุดไทย 27 เล่ม รวมนิทานมากกว่า 300 เรื่อง
- งานทดลองที่ NurtureShock อ้างถึงพบว่าเด็กที่ฟังเรื่องเด็กเลี้ยงแกะกลับโกหกมากขึ้น จึงควรเล่าพร้อมตั้งคำถาม ไม่ใช่เล่าจบแล้วปล่อย
นิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะเล่าว่าอย่างไร และข้อคิดคืออะไร?
ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่คนอ่านกันมากที่สุดคือสำนวนของบาทหลวง George Fyler Townsend ในหนังสือ Three Hundred Aesop’s Fables ซึ่งใช้ชื่อเรื่องว่า The Shepherd’s Boy and the Wolf เนื้อเรื่องยาวเพียงย่อหน้าเดียว และปิดท้ายด้วยประโยคข้อคิดหนึ่งบรรทัด
เรื่องมีอยู่ว่า เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งเฝ้าฝูงแกะอยู่ใกล้หมู่บ้าน เขาเรียกชาวบ้านออกมาถึงสามหรือสี่ครั้งด้วยการตะโกนว่า “หมาป่า หมาป่า” และเมื่อเพื่อนบ้านวิ่งมาช่วย เขาก็หัวเราะเยาะที่คนเหล่านั้นต้องเหนื่อยฟรี ต่อมาหมาป่ามาจริง เด็กร้องว่าหมาป่ากำลังฆ่าแกะอยู่ แต่ไม่มีใครสนใจ หมาป่าจึงจัดการฝูงแกะทั้งฝูงอย่างสบายใจ
ข้อคิดที่ต้นฉบับเขียนไว้จริง ๆ
บรรทัดสุดท้ายของสำนวน Townsend คือ “There is no believing a liar, even when he speaks the truth” แปลว่าไม่มีทางเชื่อคนโกหกได้ แม้ในตอนที่เขาพูดความจริง ข้อคิดนี้ต่างจากที่หลายคนจำกันว่าโกหกแล้วจะโดนลงโทษอยู่พอสมควร เพราะสิ่งที่เด็กเลี้ยงแกะสูญเสียคือความน่าเชื่อถือที่ใช้ไม่ได้อีกในวันที่เขาต้องการมันจริง ๆ
สำนวนกรีกโบราณให้ข้อคิดทำนองเดียวกัน ข้อคิดนี้พ้องกับคำตอบที่ Diogenes Laërtius บันทึกว่าเป็นของ Aristotle เมื่อมีคนถามว่าคนโกหกได้อะไรจากการโกหก คำตอบคือเมื่อเขาพูดความจริงจะไม่มีใครเชื่อ ส่วนฉบับของ William Caxton ปิดเรื่องว่าคนเราจะไม่เชื่อผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนโกหกโดยง่าย
สำนวน “เด็กเลี้ยงแกะ” กับ “cry wolf”
นิทานเรื่องนี้ฝากคำไว้ในสองภาษา ในภาษาอังกฤษกลายเป็นสำนวน to cry wolf ซึ่ง Oxford English Dictionary อธิบายว่าหมายถึงการกล่าวอ้างเท็จจนทำให้คำกล่าวที่จริงในภายหลังไม่ถูกเชื่อ ส่วนในภาษาไทยกลายเป็นคำว่า “เด็กเลี้ยงแกะ” ที่ใช้เรียกคนพูดโกหกจนหมดเครดิต ทั้งสองภาษาเน้นที่ความเสียหายของความน่าเชื่อถือตรงกัน
ความเห็นของเราคือ ควรสอนที่บรรทัดสุดท้ายมากกว่าที่เนื้อเรื่อง เพราะเด็กจำภาพหมาป่ากินแกะได้ง่าย แต่สิ่งที่ใช้ได้จริงตอนโตคือความเข้าใจว่าคำพูดของเราถูกคนอื่นเก็บสถิติไว้เสมอ
อีสปเป็นชาวชาติใด และมีตัวตนจริงหรือไม่?
คำตอบสำหรับข้อสอบคือ อีสปเป็นชาวกรีก Britannica ระบุไว้ตรง ๆ ว่าเป็น legendary Greek fabulist หรือนักแต่งนิทานชาวกรีกในตำนาน ส่วนเว็บไซต์ TruePlookpanya เขียนว่าอีสปเป็นนักเล่านิทานชาวกรีกโบราณ ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล
ส่วนคำถามว่ามีตัวตนจริงหรือไม่นั้นซับซ้อนกว่า Britannica เขียนว่าอีสป “almost certainly a legendary figure” หรือแทบจะแน่ใจได้ว่าเป็นบุคคลในตำนาน และสรุปว่าเขาน่าจะเป็นเพียงชื่อที่ถูกคิดขึ้นเพื่อให้นิทานสัตว์มีผู้แต่ง จนคำว่าเรื่องของอีสปกลายเป็นคำพ้องกับคำว่านิทานคติสอนใจไปเลย
หลักฐานที่คนโบราณเขียนถึงอีสป
Herodotus นักประวัติศาสตร์กรีกในศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ. เอ่ยถึงอีสปผู้เขียนนิทานว่าเป็นทาส และระบุว่าเขามีชีวิตในศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. Aristophanes ให้ตัวละครในบทละครตลกเรื่อง The Wasps เล่าว่าได้ยินเรื่องของอีสปจากวงสนทนาในงานเลี้ยง Plato เขียนใน Phaedo ว่า Socrates ใช้เวลาในคุกแปลงนิทานอีสปเท่าที่จำได้ให้เป็นบทกวี ต่อมา Plutarch ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ทำให้อีสปกลายเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ Croesus แห่ง Lydia
ประวัติชีวิตที่เล่ากันสนุกที่สุดมาจากงานเขียนชื่อ The Aesop Romance ซึ่งงานวิจัยของกรมศิลปากรระบุว่าน่าจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เนื้อหาว่าอีสปเป็นทาสรูปร่างอัปลักษณ์ที่ได้อิสรภาพด้วยสติปัญญา แล้วกลายเป็นผู้ถวายคำปรึกษาแก่กษัตริย์และนครรัฐต่าง ๆ บางตำนานว่าเขาเป็นชาวเอธิโอเปีย ส่วนชีวประวัติจากอียิปต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 วางตัวเขาไว้ที่เกาะ Samos ในฐานะทาสที่ได้รับอิสรภาพ แล้วเดินทางไปบาบิโลนในฐานะผู้แก้ปริศนา และไปจบชีวิตที่เมือง Delphi
ปีเกิดและปีตายของอีสปในบทความนี้อ้างจากแหล่งท้ายเรื่อง ซึ่งเขียนไม่ตรงกัน คำนำอิศปปกรณัมของกรมศิลปากรเขียนราว 620 ถึง 565 ปีก่อนคริสต์ศักราช บทที่ 3 ของเล่มเดียวกันเขียน 620 ถึง 564 ส่วนหน้า Perry Index ของวิกิพีเดียเขียน 620 ถึง 560 หากต้องอ้างอิงในงานวิชาการ ควรระบุแหล่งที่ใช้กำกับเสมอ
นิทานอีสปตกทอดมาถึงคนอ่านทุกวันนี้ได้อย่างไร?
อีสปไม่ได้เขียนหนังสือเอง คำนำของ Townsend ระบุว่าตอนแรกนิทานเหล่านี้ถูกเล่าปากต่อปากเท่านั้น การรวบรวมเป็นลายลักษณ์อักษรเกิดขึ้นหลังอีสปเสียชีวิตไปแล้วราวสามศตวรรษ นี่คือเหตุผลที่นิทานหลายเรื่องขัดแย้งกันเองในเชิงคติสอนใจ และเหตุผลที่นักวิชาการสมัยใหม่ไม่คิดว่าอีสปแต่งทุกเรื่องเอง
- ราว 320 ปีก่อน ค.ศ.: Demetrius of Phalerum นักปราศรัยและรัฐบุรุษชาวเอเธนส์ในศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. รวบรวมนิทานเป็นชุด 10 เล่มเพื่อให้นักพูดใช้ ฉบับนี้สูญหายไปหลังคริสต์ศตวรรษที่ 9
- คริสต์ศตวรรษที่ 1: Phaedrus กวีชาวโรมันผู้เกิดเป็นทาสและได้อิสรภาพในสมัยจักรพรรดิ Augustus เรียบเรียงนิทานเป็นกลอนภาษาละติน
- คริสต์ศตวรรษที่ 14: Maximus Planudes นักพรตชาวกรีกแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล รวบรวมไว้ราว 150 เรื่อง
- ค.ศ. 1475 ถึง 1480: Bonus Accursius พิมพ์ชุดของ Planudes ออกเผยแพร่ ทำให้นิทานอีสปเป็นหนังสือชุดแรก ๆ ที่เข้าสู่แท่นพิมพ์
- คริสต์ศตวรรษที่ 17: Jean de La Fontaine กวีชาวฝรั่งเศสเรียบเรียงใหม่เป็นร้อยกรอง TruePlookpanya ระบุปีไว้ที่ พ.ศ. 2211 หรือ ค.ศ. 1668
- ค.ศ. 1952: Ben Edwin Perry ศาสตราจารย์ด้านคลาสสิกแห่ง University of Illinois จัดทำดัชนีเลขเรื่องที่ยังใช้อ้างอิงจนถึงวันนี้
ฉบับภาษาอังกฤษของ William Caxton เป็นอีกหมุดหมายสำคัญ แต่ปีที่ระบุไว้ไม่ตรงกัน วิกิพีเดียและงานวิจัยของกรมศิลปากรเขียนว่า ค.ศ. 1484 ส่วนคำนำของ Townsend เขียนว่า ค.ศ. 1485 ผู้ที่ต้องอ้างอิงควรเลือกแหล่งใดแหล่งหนึ่งแล้วระบุกำกับ
เฉพาะเรื่องเด็กเลี้ยงแกะยังถูกบันทึกไว้ในภาษากรีกเท่านั้น และไม่ถูกแปลเป็นภาษาละตินจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชื่อเรื่องในแต่ละฉบับจึงต่างกัน Caxton เรียกว่า Of the child whiche kepte the sheep ส่วนชื่อ The shepherd boy and the wolf ที่เราคุ้นกัน Townsend เพิ่งมาใช้เมื่อ ค.ศ. 1867
นิทานอีสปมีกี่เรื่อง และเรื่องไหนที่คนรู้จักมากที่สุด?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ถูกต้อง เพราะนิทานอีสปคือกลุ่มเรื่องที่ยังถูกเติมเข้ามาเรื่อย ๆ คำนำอิศปปกรณัมของกรมศิลปากรใช้คำว่ากว่าพันเรื่อง ดัชนี Perry มีรายการเรียงเลขต่อเนื่องเกิน 580 เรื่อง ส่วนฉบับ Townsend รวบรวมไว้ 300 เรื่อง
ตารางด้านล่างคัดสิบเรื่องที่คนไทยคุ้นที่สุด เนื้อเรื่องและข้อคิดถอดจากสำนวน Townsend ฉบับ Project Gutenberg ที่เราเปิดอ่านจริง ส่วนเลขมาจากหน้าดัชนี Perry Index โปรดสังเกตว่าไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้นฉบับเขียนบรรทัดข้อคิดแยกไว้ บางเรื่องปล่อยให้บทสนทนาของตัวละครทำหน้าที่นั้นแทน
| ชื่อเรื่องภาษาไทย | ชื่อในฉบับ Townsend | เลข Perry | เนื้อเรื่องหนึ่งบรรทัด | ข้อคิด |
|---|---|---|---|---|
| เด็กเลี้ยงแกะกับหมาป่า | The Shepherd’s Boy and the Wolf | 210 | เด็กตะโกนหลอกสามถึงสี่ครั้ง พอหมาป่ามาจริงไม่มีใครออกมา | มีบรรทัดข้อคิด คือไม่มีทางเชื่อคนโกหกได้ แม้ในตอนที่เขาพูดความจริง |
| กระต่ายกับเต่า | The Hare and the Tortoise | 226 | กระต่ายเยาะเย้ยเต่าแล้วนอนหลับข้างทาง เต่าเดินไม่หยุดจนถึงเส้นชัยก่อน | มีบรรทัดข้อคิด คือช้าแต่สม่ำเสมอย่อมชนะการแข่งขัน |
| สุนัขจิ้งจอกกับองุ่น | The Fox and the Grapes | 15 | จิ้งจอกใช้ทุกวิธีเพื่อคว้าองุ่นแต่ไม่ถึง จึงเดินจากไปพร้อมบอกว่าองุ่นเปรี้ยว | ต้นฉบับไม่เขียนบรรทัดข้อคิด ปล่อยให้คำแก้ตัวของจิ้งจอกพูดแทน |
| มดกับจักจั่น | The Ants and the Grasshopper | 373 | จักจั่นร้องเพลงทั้งหน้าร้อน พอหนาวมาก็ขออาหารจากมดที่ตากเมล็ดพืชอยู่ | ข้อคิดอยู่ในคำตอบของมด ว่าร้องเพลงทั้งหน้าร้อนก็ต้องอดข้าวเย็นในหน้าหนาว |
| ราชสีห์กับหนู | The Lion And The Mouse | 150 | ราชสีห์ไว้ชีวิตหนู ต่อมาหนูกัดเชือกช่วยราชสีห์ที่ถูกนายพรานมัดไว้ | ข้อคิดอยู่ในคำพูดของหนู ว่าแม้แต่หนูก็ตอบแทนบุญคุณราชสีห์ได้ |
| แม่ไก่กับไข่ทองคำ | The Hen and the Golden Eggs | 87 | สองสามีภรรยาฆ่าแม่ไก่เพื่อเอาทองในท้อง แต่พบว่าข้างในไม่ต่างจากไก่ตัวอื่น | ต้นฉบับปิดเรื่องว่าคนที่หวังรวยทันทีกลับตัดรายได้ที่แน่นอนรายวันของตัวเองทิ้ง |
| กากับเหยือกน้ำ | The Crow and the Pitcher | 390 | กาที่กระหายน้ำจนจะตายหย่อนก้อนหินลงเหยือกทีละก้อนจนน้ำสูงพอดื่ม | มีบรรทัดข้อคิด คือความจำเป็นเป็นแม่ของการคิดค้น |
| หมาป่าในคราบแกะ | The Wolf in Sheep’s Clothing | 451 | หมาป่าคลุมหนังแกะปนเข้าฝูง แต่คืนนั้นคนเลี้ยงหยิบมันไปเชือดแทนแกะ | มีบรรทัดข้อคิด คือผู้ที่ออกไปหาทางทำร้ายคนอื่นย่อมพบอันตรายนั้นเอง |
| ลมเหนือกับดวงอาทิตย์ | The North Wind and the Sun | 46 | ลมยิ่งพัดแรง คนเดินทางยิ่งรัดเสื้อคลุม พอแดดส่องอุ่นเขาก็ถอดเสื้อเอง | มีบรรทัดข้อคิด คือการโน้มน้าวได้ผลดีกว่าการบังคับ |
| สุนัขกับเงาในน้ำ | The Dog and the Shadow | 133 | สุนัขคาบเนื้อเห็นเงาตัวเอง นึกว่าสุนัขอีกตัวคาบชิ้นใหญ่กว่า จึงอ้าปากจะแย่ง | ต้นฉบับไม่เขียนบรรทัดข้อคิด แต่ลงท้ายว่ามันเสียทั้งเนื้อจริงและเนื้อในเงา |
สิบเรื่องนี้เห็นรูปแบบร่วมกันได้ชัด คือสั้นมาก ตัวละครน้อย เหตุการณ์เดียว และคุณสมบัติของสัตว์ถูกกำหนดตายตัว คำนำของ Townsend เขียนไว้ว่าสุนัขจิ้งจอกต้องเจ้าเล่ห์ กระต่ายต้องขี้กลัว สิงโตต้องกล้า หมาป่าต้องโหดร้าย ม้าต้องหยิ่ง และลาต้องอดทน ความคงเส้นคงวานี้ทำให้เด็กจับใจความได้เร็ว

นิทานอีสปเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไหร่?
หลักฐานที่ชัดที่สุดอยู่ในงานวิจัยเรื่องอิศปปกรณัมของสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ซึ่งอธิบดีลงนามในคำนำเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2561 งานชิ้นนี้สรุปว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่านิทานอีสปเข้ามาเมื่อใด แต่หลักฐานการเผยแพร่ที่ชัดเจนปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 6
รัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 ฉบับหมอบรัดเลย์
นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ ชาวอเมริกัน ออกหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับแรกชื่อจดหมายเหตุบางกอกรีคอเดอร์ และในฉบับที่ 7 เขาเรียบเรียงนิทานอีสปลงพิมพ์ 2 เรื่อง โดยไม่ได้บอกว่าเป็นนิทานอีสป แต่ตั้งชื่อว่าคำเปรียบข้อหนึ่ง คือเรื่องสุนัขคาบเนื้อ และคำเปรียบข้อสอง คือสุนัขจิ้งจอกกับพวงองุ่น
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 หมอบรัดเลย์กลับมาออกหนังสือพิมพ์อีกครั้งและลงนิทานอีสปเพิ่ม รวมทั้งสิ้น 44 เรื่องโดยนับสองเรื่องเดิมรวมอยู่ด้วย ในจำนวนนี้มีบทอุทาหรณ์สอนใจทำนองว่านิทานเรื่องนี้สอนไว้ให้รู้ว่า ซึ่งหมอบรัดเลย์เรียกว่าความเปรียบ อยู่เพียง 35 เรื่อง
รัชกาลที่ 5 อิศปปกรณัม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์แปลนิทานอีสปจากภาษาอังกฤษร่วมกับนักปราชญ์ราชบัณฑิตและกวีในราชสำนัก เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร พระยาศรีสุนทรโวหาร พระเทพกระวี และขุนท่องสื่อ เอกลักษณ์ของฉบับนี้คือหลังนิทานร้อยแก้วสั้น ๆ จะมีโคลงสี่สุภาพปิดท้ายเป็นสุภาษิตสอนใจ
ต้นฉบับเป็นหนังสือสมุดไทยดำ เขียนด้วยเส้นดินสอขาว เส้นรง และเส้นหรดาล รวม 27 เล่ม มีนิทานมากกว่า 300 เรื่อง เก็บรักษาที่กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ ในจำนวนนี้มีโคลงสุภาษิตพระราชนิพนธ์ 4 เรื่อง คือ ราชสีห์กับหนู บิดากับบุตรทั้งหลาย สุนัขป่ากับลูกแกะ และกระต่ายกับเต่า เรื่องจากอิศปปกรณัมยังเคยถูกปักเป็นภาพประดับพระเมรุที่ท้องสนามหลวงเมื่อรัตนโกสินทรศก 108 ส่วนภาคนิทาน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเคยพิมพ์ภาพสำเนาสมุดไทย 100 เรื่องเมื่อ พ.ศ. 2552
รัชกาลที่ 6 เข้าสู่แบบเรียน
สมัยรัชกาลที่ 6 มีฉบับภาษาไทยเพิ่มอีก 2 สำนวน สำนวนแรกคือนิทานอีสปของพระจรัสชวนะพันธ์ หรือพระยาเมธาธิบดี เมื่อ พ.ศ. 2455 ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงแนะนำให้แต่งเป็นหนังสือหัดอ่านสำหรับเด็กชั้นมูลศึกษา และสำนวนที่สองคือนิทานอีสปของภราดา ฟ. ฮีแลร์ ระหว่าง พ.ศ. 2461 ถึง 2463 ซึ่งลงพิมพ์ในแบบเรียนดรุณศึกษา หนังสือทั้งสองชุดยังใช้เป็นหนังสือหัดอ่านระดับประถมศึกษามาจนถึงวันนี้
ถ้าสนใจวรรณกรรมคำสอนของไทยที่ทำหน้าที่คล้ายกันแต่มาจากคนละสาย อ่านต่อได้ที่ สุภาษิตพระร่วงสอนอะไรบ้าง และถ้ากำลังเลือกหนังสือให้เด็กอ่านนอกห้องเรียน ดูรายการได้ที่ หนังสืออ่านนอกเวลาชั้น ม.1
ควรใช้นิทานอีสปสอนเด็กอย่างไรให้ได้ผล?
คำชี้แจงของพระจรัสชวนะพันธ์ในการพิมพ์ครั้งแรกให้วิธีที่ยังใช้ได้จริง ท่านเขียนว่าเมื่อนักเรียนอ่านจบบทหนึ่ง ครูไม่ควรถือว่าหมดหน้าที่ แต่ควรซักถามให้นักเรียนคิดตอบด้วยความเห็นของตัวเอง ตัวอย่างที่ท่านยกคือเรื่องราชสีห์กับหนู ให้เด็กคนหนึ่งลุกขึ้นเล่าใหม่ทั้งเรื่อง แล้วครูถามรายคนว่าราชสีห์ในภาพหน้าตาเป็นอย่างไร
เป้าหมายที่ท่านตั้งไว้มีสองข้อ ข้อแรกคือให้เด็กอ่านคล่องและจำตัวสะกดการันต์ได้ ข้อที่สองซึ่งท่านเขียนว่าสำคัญกว่าและครูมักละเลย คือให้นักเรียนตริตรองจนเห็นเองว่าภาษิตที่ผู้ใหญ่บอกเป็นของดีจริง ไม่ใช่ท่องจำตามคำสั่ง ทักษะอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่นี้ต่อยอดไปถึงการตีความในภาษาไทยระดับสูงขึ้น เช่น ความหมายโดยนัยของคำว่าดาว
อ่านเรื่องเด็กเลี้ยงแกะแล้วเด็กจะโกหกน้อยลงจริงไหม?
ไม่แน่เสมอไป หน้าวิกิพีเดียของ The Boy Who Cried Wolf อ้างหนังสือ NurtureShock ของ Po Bronson และ Ashley Merryman ฉบับปี 2009 หน้า 83 ถึง 84 ว่ามีการทดลองในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 พบว่าเด็กที่ได้ฟังเรื่องเด็กเลี้ยงแกะกลับมีแนวโน้มโกหกมากขึ้น ขณะที่เด็กที่ได้อ่านเรื่อง George Washington กับต้นเชอร์รีแสดงความซื่อสัตย์มากกว่า ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าห้ามเล่าเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ แต่แปลว่าการเล่าเฉย ๆ ไม่พอ ต้องพาเด็กคุยจนเห็นว่าราคาที่เด็กในเรื่องจ่ายคืออะไร
อีกด้านหนึ่ง เรื่องนี้ใช้ได้ดีกับผู้ใหญ่ Samuel Croxall ตั้งคำถามเชิงการเมืองไว้ว่าถ้าเราถูกปลุกให้ตื่นตระหนกด้วยภัยที่ไม่มีจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียงเตือนนั้นเฝือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ควรระวังภัยจริง แนวคิดนี้ปัจจุบันเรียกว่า alert fatigue หรือความล้าจากการแจ้งเตือน โดยวิกิพีเดียอ้างบทความใน The Lancet Respiratory Medicine ฉบับเดือนมีนาคม ค.ศ. 2018 ชื่อ Crying wolf ที่พูดถึงความล้าจากสัญญาณเตือนภาวะติดเชื้อในโรงพยาบาล นิทานอายุกว่าสองพันปีเรื่องนี้จึงยังอธิบายเรื่องการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์ที่เราปัดทิ้งโดยไม่อ่านได้
คำถามที่พบบ่อย
นิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะให้ข้อคิดว่าอย่างไร?
ฉบับ Townsend ปิดเรื่องว่าไม่มีทางเชื่อคนโกหกได้ แม้ในตอนที่เขาพูดความจริง ใจความสำคัญจึงอยู่ที่การสูญเสียความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่การถูกลงโทษ
อีสปเป็นชาวชาติใด?
ชาวกรีก Britannica เรียกเขาว่านักแต่งนิทานชาวกรีกในตำนาน ส่วน TruePlookpanya ระบุว่าเป็นนักเล่านิทานชาวกรีกโบราณในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล
อีสปมีชีวิตอยู่ช่วงไหน?
ราว 620 ถึง 564 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่ละแหล่งเขียนปีสิ้นสุดต่างกันเล็กน้อยที่ 565 หรือ 560 เพราะไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยัน
อีสปมีตัวตนจริงหรือเป็นเพียงตำนาน?
Britannica ระบุว่าแทบจะแน่ใจได้ว่าเขาเป็นบุคคลในตำนาน และน่าจะเป็นเพียงชื่อที่ถูกใช้เป็นที่รวมของนิทานสัตว์ที่ไม่ทราบผู้แต่ง
นิทานอีสปมีทั้งหมดกี่เรื่อง?
ไม่มีตัวเลขตายตัว กรมศิลปากรใช้คำว่ากว่าพันเรื่อง ดัชนี Perry มีรายการต่อเนื่องเกิน 580 เรื่อง ส่วนฉบับ Townsend รวบรวมไว้ 300 เรื่อง
เลข Perry ที่เห็นในหนังสือคืออะไร?
คือเลขอ้างอิงจากดัชนีที่ Ben Edwin Perry จัดทำเมื่อ ค.ศ. 1952 เรียงตามภาษาและลำดับเวลา เรื่องเด็กเลี้ยงแกะอยู่ที่หมายเลข 210
ใครรวบรวมนิทานอีสปเป็นลายลักษณ์อักษรคนแรก?
Demetrius of Phalerum ชาวเอเธนส์ในศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. รวบรวมไว้เป็นชุด 10 เล่มสำหรับนักพูด แต่ฉบับนั้นสูญหายไปหลังคริสต์ศตวรรษที่ 9
คนไทยได้อ่านนิทานอีสปเป็นภาษาไทยครั้งแรกเมื่อไหร่?
สมัยรัชกาลที่ 3 ในจดหมายเหตุบางกอกรีคอเดอร์ฉบับที่ 7 ของหมอบรัดเลย์ ซึ่งลงไว้ 2 เรื่องโดยใช้ชื่อว่าคำเปรียบข้อหนึ่งและคำเปรียบข้อสอง
อิศปปกรณัมคืออะไร?
คือนิทานอีสปฉบับภาษาไทยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์แปลร่วมกับกวีราชสำนัก ต้นฉบับสมุดไทย 27 เล่ม มีนิทานมากกว่า 300 เรื่อง
นิทานอีสปสั้น ๆ พร้อมข้อคิดมีเรื่องอะไรบ้าง?
ที่คนไทยคุ้นที่สุดคือกระต่ายกับเต่า สุนัขจิ้งจอกกับองุ่น ราชสีห์กับหนู กากับเหยือกน้ำ ลมเหนือกับดวงอาทิตย์ และหมาป่าในคราบแกะ ดูข้อคิดของแต่ละเรื่องได้ในตารางด้านบน
ทำไมนิทานอีสปบางเรื่องไม่มีบรรทัดข้อคิดปิดท้าย?
เพราะนิทานเหล่านี้ถูกเล่าปากต่อปากก่อนจะถูกบันทึก แต่ละฉบับจึงเติมหรือไม่เติมข้อคิดต่างกัน บางเรื่องปล่อยให้บทสนทนาของตัวละครสรุปแทน
เล่าเรื่องเด็กเลี้ยงแกะให้ลูกฟังแล้วได้ผลไหม?
งานทดลองที่ NurtureShock อ้างถึงพบว่าเด็กที่ฟังเรื่องนี้กลับโกหกมากขึ้น จึงควรเล่าพร้อมตั้งคำถามให้เด็กคิดถึงสิ่งที่ตัวละครสูญเสีย ไม่ใช่เล่าจบแล้วปล่อย
สรุปสิ่งที่ควรจำจากนิทานอีสป
ถ้าต้องตอบข้อสอบ ให้จำสองข้อ คืออีสปเป็นชาวกรีก และเรื่องเด็กเลี้ยงแกะสอนว่าคนโกหกจะไม่ถูกเชื่อแม้ในวันที่พูดจริง ถ้าจะเล่าให้เด็กฟัง ให้เผื่อเวลาถามต่ออีกสองสามคำถามหลังเล่าจบ เพราะข้อคิดที่เด็กคิดได้เองจะอยู่นานกว่าข้อคิดที่ถูกบอก ส่วนต้นฉบับนั้น ฉบับ Townsend อยู่บน Project Gutenberg และอิศปปกรณัมอยู่บนเว็บไซต์วชิรญาณ เปิดอ่านฟรีทั้งคู่
แหล่งอ้างอิง
- Project Gutenberg: Three Hundred Aesop’s Fables แปลโดย George Fyler Townsend (คำนำ ประวัติอีสป และตัวบทนิทานทุกเรื่องที่อ้างถึง)
- Encyclopaedia Britannica: Aesop, legendary Greek fabulist
- วชิรญาณ กรมศิลปากร: อิศปปกรณัม คำนำ ลงนาม 8 สิงหาคม 2561
- วชิรญาณ กรมศิลปากร: บทที่ 3 นิทานอีสปยุคเริ่มแรกในประเทศไทย
- Wikipedia: The Boy Who Cried Wolf (ชื่อเรื่องในแต่ละฉบับ ข้อคิดฉบับกรีก และงานทดลองที่ NurtureShock อ้างถึง)
- Wikipedia: Perry Index ดัชนีเลขเรื่องนิทานอีสปของ Ben Edwin Perry
- Wikipedia: Aesop’s Fables (การส่งต่อ การรวบรวมของ Demetrius of Phalerum และหลักฐานจาก Herodotus, Aristophanes, Plato)
- TruePlookpanya: อีสป นักเล่านิทานชาวกรีก


