บทความแนะนำสิวฮอร์โมน คืออะไร ขึ้นตรงไหน เกี่ยวกับ PCOS ไหม และรักษายังไง

สิวฮอร์โมน คืออะไร ขึ้นตรงไหน เกี่ยวกับ PCOS ไหม และรักษายังไง

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: สิวฮอร์โมนคือชื่อเรียกที่คนทั่วไปใช้กับสิวที่เห่อตามรอบเดือนหรือเป็นต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่ มักขึ้นที่ใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม และลำคอ ถ้ามีประจำเดือนผิดปกติ ขนดก หรือผมบางร่วมด้วย ควรตรวจหาภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ส่วนยาที่ใช้ได้ผล เช่น ยาคุมกำเนิด ยาต้านแอนโดรเจน และยาไอโซเตรติโนอิน เป็นการตัดสินใจของแพทย์ทั้งหมด

สิวฮอร์โมนคือสิวที่สัมพันธ์กับความผันผวนของฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจนที่กระตุ้นต่อมไขมัน จึงมักเห่อช่วงใกล้มีประจำเดือนและขึ้นซ้ำบริเวณใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม และลำคอ คำนี้ไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์ แต่เป็นคำที่ใช้กันทั่วไป หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าสิวที่เป็นมากช่วงใกล้มีประจำเดือนมักถูกเรียกว่าสิวฮอร์โมน และการรักษาต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรประเมินเป็นรายบุคคล

ประเด็นสำคัญ

  • สถาบันแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) ระบุว่าผู้หญิงเป็นสิวในวัยผู้ใหญ่บ่อยกว่าผู้ชาย และบางคนยังเป็นสิวต่อเนื่องถึงอายุ 30, 40 หรือ 50 ปี
  • ผู้หญิงที่มีสิวตามแนวกรามและใบหน้าส่วนล่างมักตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน ตามข้อมูลของ AAD
  • WHO (เอกสารข้อเท็จจริง 22 มกราคม 2026) ประเมินว่า PCOS พบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ราว 10 ถึง 13% และผู้ป่วยถึง 70% ยังไม่รู้ตัว
  • แนวทางการดูแลรักษาโรคสิวของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย (ฉบับปี 2554) แนะนำให้ตรวจเพิ่มเมื่อมีสัญญาณฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น ขนดก ประจำเดือนผิดปกติเป็นประจำ เสียงห้าว
  • ยาไอโซเตรติโนอินชนิดรับประทานเป็นยาควบคุมพิเศษตามข้อมูลทะเบียนตำรับยาของ อย. และห้ามใช้ในผู้ที่ตั้งครรภ์
  • อย. เตือนเมื่อ 28 มกราคม 2569 ว่าสเตียรอยด์เป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง และมักถูกลักลอบผสมในครีมที่โฆษณาว่ารักษาสิวฝ้าได้ทันใจ

สิวฮอร์โมนคืออะไร และเกิดจากอะไร?

สิวทุกชนิดเกิดที่หน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน แนวทางการดูแลรักษาโรคสิวของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้นิยามว่าสิวคือการอักเสบของหน่วยรูขนและต่อมไขมัน (pilosebaceous unit) มักพบบริเวณหน้า คอ และลำตัวส่วนบน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่อยู่หนาแน่น แนวทางฉบับเดียวกันระบุว่าสิวมักเริ่มในผู้หญิงช่วงอายุ 14 ถึง 17 ปี และในผู้ชายช่วงอายุ 16 ถึง 19 ปี โดยส่วนใหญ่หายไปในช่วงอายุ 20 ถึง 25 ปี แต่บางคนเป็น ๆ หาย ๆ จนอายุเลย 40 ปี

คำว่าสิวฮอร์โมนมักใช้กับกลุ่มหลังนี้ คือคนที่พ้นวัยรุ่นแล้วแต่สิวยังไม่หาย และสิวขึ้นตามจังหวะของรอบเดือน

นิยาม: สิวฮอร์โมน (hormonal acne) เป็นคำเรียกทั่วไปของสิวที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจนที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันขยายใหญ่และผลิตไขมันมากขึ้น ไม่ใช่ชื่อโรคแยกในแนวทางการรักษา แพทย์ยังวินิจฉัยว่าเป็นสิว (acne) แล้วประเมินต่อว่ามีปัจจัยทางฮอร์โมนหรือโรคต่อมไร้ท่อร่วมด้วยหรือไม่

กลไกที่ทำให้เกิดสิว

บทความของแพทย์ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่าฮอร์โมนแอนโดรเจนไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันใหญ่ขึ้นและสร้างไขมันมากขึ้น ไขมันที่เดินทางสู่ปากรูขุมขนไปผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและแบคทีเรีย จนรูขุมขนอุดตันกลายเป็นสิวอุดตัน จากนั้นเม็ดเลือดขาวเข้ามากำจัดแบคทีเรีย สิวจึงอักเสบเป็นตุ่มแดง บวม เจ็บ และเป็นหนองได้

ปัจจัยที่ทำให้สิวในผู้ใหญ่เห่อ

AAD รวบรวมสาเหตุที่พบบ่อยของสิวในผู้ใหญ่ไว้ดังนี้

  • ฮอร์โมนขึ้นลง: ช่วงมีประจำเดือน ช่วงตั้งครรภ์ ช่วงใกล้หมดประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน รวมถึงหลังหยุดหรือเริ่มกินยาเม็ดคุมกำเนิด
  • ความเครียด: ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดด้วยการสร้างแอนโดรเจนมากขึ้น ซึ่งไปกระตุ้นต่อมไขมัน
  • ประวัติครอบครัว: ถ้าพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นสิว โอกาสเป็นสิวในวัยผู้ใหญ่ก็สูงขึ้น
  • ผลข้างเคียงของยา: ถ้าสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่ทำให้เป็นสิว ไม่ควรหยุดยาเอง ให้ปรึกษาแพทย์ที่สั่งยา
  • โรคที่ยังไม่ได้วินิจฉัย: บางครั้งสิวเป็นสัญญาณของโรคอื่น เมื่อรักษาโรคนั้นแล้วสิวมักดีขึ้น

สิวฮอร์โมนขึ้นตรงไหน และสังเกตจากรอบเดือนได้อย่างไร?

ตำแหน่งที่พบบ่อยคือใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม คาง และลำคอ หน้าการรักษาด้วยฮอร์โมนของ AAD ระบุว่าผู้หญิงที่มีสิวตามแนวกรามและใบหน้าส่วนล่างมักได้ผลดีจากการรักษาด้วยฮอร์โมน และยกตัวอย่างสิวที่อยู่ลึก กดเจ็บ บริเวณใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม หรือลำคอ ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล

ลักษณะที่สองคือจังหวะเวลา บทความของศิริราชอธิบายว่าผู้หญิงบางคนมีสิวเห่อมากขึ้นในระยะก่อนมีประจำเดือน เพราะระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นทำให้รูขุมขนบวมและร่างกายคั่งน้ำ

วิธีสังเกตที่ทำได้เองคือจดบันทึกอย่างน้อย 2 ถึง 3 รอบเดือน ว่าสิวเห่อวันไหนเทียบกับวันแรกของประจำเดือน ขึ้นบริเวณใด และรอบเดือนมาห่างกันกี่วัน บันทึกนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินได้เร็วขึ้น

สิ่งที่ควรระวังคือไม่ใช่ทุกตุ่มบนใบหน้าเป็นสิว แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ ระบุโรคที่คล้ายสิวซึ่งต้องแยกออก เช่น รูขุมขนอักเสบจากเชื้อราหรือแบคทีเรียแกรมลบ โรคโรซาเชีย และผื่นคล้ายสิวจากยา

สิวฮอร์โมนเกี่ยวกับถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ไหม?

เกี่ยวได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน สิวเป็นอาการหนึ่งของ PCOS แต่คนส่วนใหญ่ที่เป็นสิวตามรอบเดือนไม่ได้เป็น PCOS เอกสารข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2026 อธิบายว่า PCOS เป็นความผิดปกติของฮอร์โมนที่ระดับแอนโดรเจนสูงกว่าปกติ ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ การตกไข่ผิดปกติ มีบุตรยาก ขนบนใบหน้าหรือลำตัวมากเกิน และหรือเป็นสิว

WHO ประเมินว่า PCOS พบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ราว 10 ถึง 13% และผู้ที่เป็น PCOS ทั่วโลกถึง 70% ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณระดับโลก ไม่ใช่ตัวเลขเฉพาะของประเทศไทย

WHO ใช้เกณฑ์ใดวินิจฉัย PCOS

ตามเอกสารของ WHO จะวินิจฉัย PCOS เมื่อพบอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อต่อไปนี้ หลังแยกสาเหตุอื่นออกแล้ว

  • อาการหรือสัญญาณของแอนโดรเจนสูง เช่น ขนบนหน้าหรือลำตัวมาก ผมร่วงจากหนังศีรษะ สิวหรือผิวมัน หรือระดับเทสโทสเตอโรนในเลือดสูง
  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือไม่มา
  • พบรังไข่ลักษณะถุงน้ำหลายใบจากอัลตราซาวด์

WHO ระบุว่าไม่จำเป็นต้องมีถุงน้ำในรังไข่ก็วินิจฉัย PCOS ได้ และประจำเดือนไม่สม่ำเสมออาจเป็นเรื่องปกติในช่วงเพิ่งเริ่มมีประจำเดือนหรือใกล้หมดประจำเดือน ผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยควรตรวจเลือดเพิ่มเพื่อประเมินภาวะดื้ออินซูลินและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ไมเกรนอาการเป็นยังไง เช็กเกณฑ์ ICHD-3 ออร่า และสัญญาณที่ต้องสแกนสมอง

สัญญาณที่แนวทางไทยให้ตรวจเพิ่ม

แนวทางการดูแลรักษาโรคสิวของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยระบุว่าโดยทั่วไปไม่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยกเว้นสิวในผู้ที่มีอาการของฮอร์โมนเพศชายสูง (hyperandrogenism) เช่น ผู้หญิงอ้วนที่มีขนดก ประจำเดือนผิดปกติเป็นประจำ เสียงห้าว หรือศีรษะล้านแบบผู้ชาย กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางนรีเวชและต่อมไร้ท่อด้วย ความผิดปกติของฮอร์โมนอื่นก็ทำให้รอบเดือนแปรปรวนได้ ถ้ามีอาการใจสั่น น้ำหนักเปลี่ยนเร็ว หรือขี้ร้อนขี้หนาวผิดปกติร่วมด้วย อ่านเพิ่มเรื่อง อาการไทรอยด์ที่ควรไปตรวจ

สิวฮอร์โมนรักษายังไง แพทย์มียากลุ่มใดบ้าง?

แพทย์เลือกยาตามความรุนแรง แล้วอาจเพิ่มยาที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมนในผู้หญิงที่เหมาะสม แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ แบ่งเป็นการรักษามาตรฐานตามความรุนแรง (สิวเล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง) และการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังเมื่อใช้ยามาตรฐานติดต่อกัน 2 ถึง 3 เดือนแล้วไม่ได้ผล ตารางด้านล่างสรุปเฉพาะกลุ่มยา ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้ยา ขนาดยา ความถี่ และระยะเวลาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

กลุ่มการรักษาบทบาทตามแหล่งอ้างอิงข้อควรระวังที่แหล่งอ้างอิงระบุที่มา (ปีของข้อมูล)
เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ (ยาทา)ยาทาอันดับแรกสำหรับสิวเล็กน้อย และใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาระคายเคือง แดง แห้ง หรือลอกได้ ควรเริ่มทีละน้อยสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554), ศิริราช (2560)
ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (topical retinoids)ลดการเกิดสิวอุดตันและช่วยให้สิวอุดตันหลุดง่ายระคายเคืองผิวได้ ใช้ตามแพทย์หรือเภสัชกรแนะนำสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554), ศิริราช (2560)
ยาปฏิชีวนะชนิดทาลดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวกับสิวไม่ควรใช้เดี่ยว ๆ เพราะเสี่ยงเชื้อดื้อยา ควรใช้ร่วมกับเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554)
ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน กลุ่มเตตราไซคลินใช้ร่วมกับยาทาในสิวระดับปานกลางต้องให้แพทย์สั่ง ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารักษาสิวเองสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554)
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมทางเลือกในผู้หญิงที่สิวปานกลางถึงรุนแรงไม่ตอบสนองยามาตรฐาน หรือมีอาการผิดปกติของต่อมไร้ท่อมีข้อห้ามหลายข้อ เช่น เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน หรืออายุเกิน 35 ปีร่วมกับสูบบุหรี่จัดสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554), AAD
ยาต้านแอนโดรเจน (สไปโรโนแลกโทน)ใช้ในผู้หญิงที่มีสิวลึกบริเวณหน้าส่วนล่าง แนวกราม หรือลำคอ ที่วิธีอื่นไม่ได้ผลต้องคุมกำเนิดระหว่างใช้ เพราะถ้าตั้งครรภ์ ทารกอาจพิการ ต้องตรวจเลือดก่อนเริ่ม ไม่ใช้รักษาสิวในผู้ชายAAD (ไม่อยู่ในแนวทางไทยฉบับ 2554)
ยาไอโซเตรติโนอินชนิดรับประทานสิวรุนแรงแบบปุ่มหรือสิวที่เสี่ยงเกิดแผลเป็นถาวร ที่ไม่ตอบสนองยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือยาทายาควบคุมพิเศษ ห้ามใช้ในผู้ตั้งครรภ์ ต้องคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพอย. ข้อมูลทะเบียนตำรับยา (แสดง ณ 30 ก.ย. 2569), สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554)
ฉีดสเตียรอยด์เข้าตุ่มสิวการรักษาเสริมโดยแพทย์ สำหรับตุ่มสิวอักเสบที่เพิ่งเกิด เพื่อลดการอักเสบและแผลเป็นทำโดยแพทย์เท่านั้น ต่างจากครีมผสมสเตียรอยด์ที่ขายเถื่อนสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554), ศิริราช (2560)

เรื่องระยะเวลา แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ ให้แพทย์อธิบายผู้ป่วยว่าโดยทั่วไปสิวจะเริ่มดีขึ้นในราว 2 ถึง 3 เดือน และดีขึ้นมากในราว 4 ถึง 8 เดือน ส่วน AAD ระบุว่าผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดรักษาสิวสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเฉลี่ยใน 2 ถึง 3 เดือน ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าโดยทั่วไป ไม่ใช่การรับประกันว่าทุกคนจะหายในเวลาเท่านี้

อินโฟกราฟิกสรุป สิวฮอร์โมน คืออะไร ขึ้นตรงไหน เกี่ยวกับ PCOS ไหม และรักษายังไง
สรุปเป็นภาพ: สิวฮอร์โมน คืออะไร ขึ้นตรงไหน เกี่ยวกับ PCOS ไหม และรักษายังไง

ยาคุมกำเนิดช่วยสิวฮอร์โมนได้อย่างไร

แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ อธิบายกลไกของยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมไว้ 3 ข้อ คือเพิ่มโปรตีนจับฮอร์โมนเพศ (SHBG) ทำให้เทสโทสเตอโรนอิสระลดลง กดการสร้างแอนโดรเจนจากรังไข่ และโปรเจสโตเจนบางชนิดมีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจนที่ตัวรับโดยตรง แนวทางแนะนำให้เลือกสูตรที่มีโปรเจสโตเจนฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน และระบุว่าได้ผลดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยารักษาสิวอื่น ทั้งยังควรพิจารณาเป็นทางเลือกในผู้หญิงก่อนใช้ยาไอโซเตรติโนอิน

ผลข้างเคียงที่แนวทางระบุ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักเปลี่ยน คัดตึงเต้านม และตกขาวเปลี่ยน มักเกิดใน 2 ถึง 3 เดือนแรกแล้วลดลง คำตอบของหน่วยคลังข้อมูลยา ม.มหิดล ก็ระบุทำนองเดียวกันว่าผลข้างเคียงพบบ่อยช่วง 1 ถึง 3 เดือนแรก และยาไม่เหมาะกับบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่และอายุมากกว่า 35 ปี หรือผู้ที่เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน

ข้อห้ามใช้ในแนวทางฉบับปี 2554 มี 14 ข้อ ตัวอย่างเช่น ความดันโลหิตสูงกว่า 160/100 มิลลิเมตรปรอท เคยเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน อายุเกิน 35 ปีโดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวัน ไมเกรนที่มีอาการทางระบบประสาทร่วม เลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ และการตั้งครรภ์ นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรซื้อยาคุมมากินเพื่อรักษาสิวเองโดยไม่ได้ซักประวัติ แนวทางยังแนะนำว่าแพทย์ผิวหนังที่ไม่คุ้นกับยานี้ควรส่งปรึกษาสูตินรีแพทย์

ทำไมยาไอโซเตรติโนอินรักษาสิวต้องมีใบสั่งแพทย์?

เพราะยานี้ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้และมีผลข้างเคียงที่ต้องติดตามด้วยผลเลือด ข้อมูลทะเบียนตำรับยาไอโซเตรติโนอินชนิดแคปซูลรายการหนึ่งในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งอนุมัติเมื่อ 3 กันยายน 2564 และใบสำคัญมีอายุถึง 2 กันยายน 2571 ระบุประเภทตามกฎหมายว่าเป็นยาควบคุมพิเศษ ข้อบ่งใช้คือสิวชนิดรุนแรงแบบปุ่มหรือคอนโกลเบต หรือสิวที่เสี่ยงทำให้เกิดแผลเป็นถาวร ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน บทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่ายาควบคุมพิเศษต้องมีใบสั่งแพทย์ก่อนจึงจะซื้อจากร้านขายยาได้

ข้อควรระวังที่แหล่งอ้างอิงไทยระบุ

  • การตั้งครรภ์: แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ ห้ามใช้ในผู้ตั้งครรภ์ และให้แนะนำผู้ป่วยหญิงคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพขณะกินยาและหลังหยุดยาอย่างน้อย 1 เดือน บทความของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล (2553) ระบุช่วงคุมกำเนิดก่อนและหลังใช้ยาที่ยาวกว่านั้น ระยะเวลาที่เหมาะกับแต่ละคนจึงต้องให้แพทย์ผู้สั่งยากำหนด
  • ผลเลือด: ยาอาจทำให้ค่าการทำงานของตับหรือไขมันในเลือด โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น จึงต้องตรวจเลือดตามนัด
  • ผิว ตา และปาก: ริมฝีปากแห้งพบเกือบทุกราย ผิวแห้ง ตาแห้ง และควรงดคอนแทคเลนส์ระหว่างใช้ยาตามที่แนวทางระบุ
  • ข้อและกล้ามเนื้อ: แนวทางระบุว่าพบอาการปวดข้อได้ประมาณ 15% มักเกิดหลังออกกำลังกายหนัก
  • ยาที่ห้ามใช้ร่วม: ไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่มเตตราไซคลิน เพราะเสี่ยงภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง และบทความของ ม.มหิดล แนะนำให้เลี่ยงวิตามินเอเสริมระหว่างใช้ยาด้วย
  • บริจาคเลือด: บทความของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ระบุว่าห้ามบริจาคเลือดระหว่างใช้ยาและจนถึง 1 เดือนหลังหยุดยา
  • อารมณ์: มีรายงานภาวะซึมเศร้าและความคิดทำร้ายตัวเองแม้พบน้อยมาก ผู้ใช้ยาควรแจ้งแพทย์ทันทีเมื่ออารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยน
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  กยศ หักเงินเดือน 2569: คำนวณยอดหักอย่างไร นายจ้างนำส่งเมื่อไหร่

ถ้ากำลังใช้ยานี้แล้วสงสัยว่าอาจตั้งครรภ์ ให้ติดต่อแพทย์ผู้สั่งยาทันที อ่านสัญญาณเบื้องต้นได้ที่ อาการคนท้องระยะแรก ส่วนอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หูอื้อหรือมีเสียงในหู ความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือหายใจลำบากและหน้าบวมหลังกินยา เป็นเหตุให้ไปพบแพทย์ทันที กรณีฉุกเฉินโทร 1669

ครีมแก้สิวผสมสเตียรอยด์อันตรายอย่างไร และ อย. เตือนอะไร?

อันตรายเพราะสเตียรอยด์เป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง และการใช้ต่อเนื่องทำให้ผิวเสียระยะยาว ข่าวแจกที่ 92 ปีงบประมาณ 2569 ของ อย. เผยแพร่เมื่อ 28 มกราคม 2569 เตือนว่าสเตียรอยด์มักถูกลักลอบผสมในเครื่องสำอางที่โฆษณาว่าขาวไวหรือรักษาสิวฝ้าได้ทันใจ การใช้ต่อเนื่องอาจทำให้ผิวบาง เกิดรอยแตก เส้นเลือดใต้ผิวหนังผิดปกติ หน้าแดงตลอดเวลา เกิดผื่นแพ้ เกิดสิวผด ผิวสีจางลง ใช้นานอาจเกิดด่างขาว และเสี่ยงภาวะดื้อสเตียรอยด์

วิธีสังเกตผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำของ อย.

  • ให้ผลขาวหรือหน้าใสผิดปกติในเวลาสั้น
  • บรรจุภัณฑ์ไม่มีฉลากภาษาไทยและไม่มีเลขที่ใบรับจดแจ้ง
  • โฆษณาเกินจริง เช่น ขาวใน 1 คืน หรือรักษาสิวฝ้าได้ทันใจ

อย. แนะนำให้ตรวจเลขที่ใบรับจดแจ้งที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือ Line @FDAThai ก่อนซื้อ ถ้าสงสัยว่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสเตียรอยด์ให้หยุดใช้ทันทีและปรึกษาแพทย์ผิวหนัง ร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 ข่าวของ อย. เมื่อ 30 เมษายน 2567 ยังแนะนำให้ทดสอบการแพ้ก่อนใช้เครื่องสำอางทุกครั้ง โดยทาปริมาณเล็กน้อยที่ท้องแขนหรือหลังใบหูแล้วทิ้งไว้ 24 ถึง 48 ชั่วโมง ถ้าแสบ ร้อน แดง หรือคัน ให้หยุดใช้และล้างออก

สิวฮอร์โมนแบบไหนควรไปหาหมอผิวหนัง?

ควรพบแพทย์เมื่อดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้น หรือเมื่อมีสัญญาณว่าสิวอาจเป็นส่วนหนึ่งของโรคอื่น จากแหล่งอ้างอิงที่ใช้ในบทความนี้ สรุปได้ดังนี้

  • ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์มาตรฐานติดต่อกัน 2 ถึง 3 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น: แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง
  • สิวรุนแรง เป็นตุ่มนูนลึก เจ็บ หรือเริ่มมีแผลเป็น: สิวรุนแรงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนังตั้งแต่แรก
  • มีประจำเดือนผิดปกติเป็นประจำ ขนดก ผมบาง หรือเสียงห้าว: ควรตรวจหาภาวะแอนโดรเจนสูงหรือ PCOS กับสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ต่อมไร้ท่อ
  • สิวเริ่มหลังเริ่มยาใหม่: อย่าหยุดยาเอง ให้ถามแพทย์ผู้สั่งยาว่าเป็นผลข้างเคียงหรือไม่
  • ผิวบาง แดง หรือมีสิวผดหลังใช้ครีมไม่มีเลขจดแจ้ง: หยุดใช้ทันทีและนำผลิตภัณฑ์ไปให้แพทย์ดูด้วย
  • ตั้งครรภ์หรือวางแผนมีบุตร: ยารักษาสิวบางกลุ่มห้ามใช้ ต้องให้แพทย์วางแผนการรักษา

ระหว่างรอพบแพทย์ บทความของศิริราชแนะนำให้ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ไม่ขัดถูแรง ไม่บีบหรือแกะสิวเองเพราะเสี่ยงติดเชื้อ รอยดำ และแผลเป็น และเลือกเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมันและไม่ก่อสิวอุดตัน ก่อนไปโรงพยาบาลรัฐ ตรวจสิทธิการรักษาของตัวเองได้ที่ วิธีเช็คสิทธิรักษาพยาบาล

คำถามที่พบบ่อย

สิวฮอร์โมนคืออะไร?

เป็นคำเรียกทั่วไปของสิวที่สัมพันธ์กับฮอร์โมน โดยเฉพาะแอนโดรเจนที่กระตุ้นต่อมไขมัน มักเห่อช่วงใกล้มีประจำเดือน ไม่ใช่ชื่อโรคแยกทางการแพทย์

สิวฮอร์โมนขึ้นตรงไหน?

มักขึ้นที่ใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม คาง และลำคอ AAD ระบุว่าผู้หญิงที่มีสิวบริเวณนี้มักตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน

ทำไมสิวเห่อก่อนมีประจำเดือน?

บทความของแพทย์ศิริราชอธิบายว่าระดับโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นช่วงก่อนมีประจำเดือนทำให้รูขุมขนบวมและร่างกายคั่งน้ำ สิวจึงเห่อได้ง่ายขึ้น

เป็นสิวฮอร์โมนแปลว่าเป็น PCOS หรือเปล่า?

ไม่เสมอไป สิวเป็นเพียงอาการหนึ่งของ PCOS ซึ่ง WHO ระบุว่าวินิจฉัยเมื่อมีอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ สัญญาณแอนโดรเจนสูง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ และรังไข่มีลักษณะถุงน้ำหลายใบ

PCOS พบบ่อยแค่ไหน?

WHO ประเมินในเอกสารข้อเท็จจริงวันที่ 22 มกราคม 2026 ว่าพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ราว 10 ถึง 13% และถึง 70% ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย

กินยาคุมรักษาสิวฮอร์โมนเองได้ไหม?

ไม่ควร ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมมีข้อห้ามหลายข้อ เช่น เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน หรืออายุเกิน 35 ปีและสูบบุหรี่ แพทย์ต้องซักประวัติและเลือกสูตรให้

ยาคุมต้องใช้นานแค่ไหนกว่าสิวจะดีขึ้น?

AAD ระบุว่าโดยเฉลี่ยผู้หญิงเห็นผลใน 2 ถึง 3 เดือน แต่เป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่การรับประกัน และแพทย์อาจใช้ร่วมกับยาทา

ยาไอโซเตรติโนอินซื้อเองได้ไหม?

ไม่ได้ ข้อมูลทะเบียนตำรับยาของ อย. ระบุว่าเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์ และห้ามใช้ในผู้ที่ตั้งครรภ์เพราะทำให้ทารกพิการได้

ผู้ชายเป็นสิวฮอร์โมนได้ไหม?

ได้ เพราะแอนโดรเจนมีในทั้งสองเพศ แต่ยาบางชนิด เช่น สไปโรโนแลกโทน AAD ระบุว่าไม่ใช้รักษาสิวในผู้ชายเพราะผลข้างเคียง

ครีมที่ทาแล้วสิวหายใน 1 คืนควรใช้ไหม?

ควรระวัง อย. เตือนเมื่อ 28 มกราคม 2569 ว่าโฆษณาทำนองนี้อาจเป็นเครื่องสำอางที่ลักลอบผสมสเตียรอยด์ ให้ตรวจเลขที่ใบรับจดแจ้งก่อนซื้อ

อาหารทำให้เป็นสิวฮอร์โมนไหม?

บทความของศิริราชระบุว่ายังไม่มีการศึกษาที่บ่งชี้ว่าอาหารเป็นสาเหตุของสิว ถ้าสังเกตว่าอาหารใดทำให้แย่ลง อาจลองงดแล้วดูผล

ดูแลสิวฮอร์โมนให้ปลอดภัยเริ่มจากบันทึกรอบเดือนและไม่ซื้อยาแรงเอง

ถ้าสิวขึ้นแนวกรามและเห่อตามรอบเดือน ให้จดบันทึก 2 ถึง 3 รอบเดือนแล้วนำไปคุยกับแพทย์ผิวหนัง บอกแพทย์ด้วยถ้ามีขนดก ผมบาง หรือประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ เพราะอาจต้องตรวจหา PCOS และอย่าซื้อยาไอโซเตรติโนอิน ยาคุม หรือครีมที่ไม่มีเลขที่ใบรับจดแจ้งมาใช้เอง

ข้อมูลในบทความนี้มาจากแหล่งอ้างอิงที่ระบุ ณ วันที่ตรวจสอบ 30 กันยายน 2569 ใช้เพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ใช่คำสั่งใช้ยา การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลารักษาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มหรือหยุดยาทุกชนิด และตรวจสอบสถานะผลิตภัณฑ์กับ อย. โดยตรง

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด