สิวฮอร์โมนคือสิวที่สัมพันธ์กับความผันผวนของฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจนที่กระตุ้นต่อมไขมัน จึงมักเห่อช่วงใกล้มีประจำเดือนและขึ้นซ้ำบริเวณใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม และลำคอ คำนี้ไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์ แต่เป็นคำที่ใช้กันทั่วไป หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าสิวที่เป็นมากช่วงใกล้มีประจำเดือนมักถูกเรียกว่าสิวฮอร์โมน และการรักษาต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรประเมินเป็นรายบุคคล
ประเด็นสำคัญ
- สถาบันแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) ระบุว่าผู้หญิงเป็นสิวในวัยผู้ใหญ่บ่อยกว่าผู้ชาย และบางคนยังเป็นสิวต่อเนื่องถึงอายุ 30, 40 หรือ 50 ปี
- ผู้หญิงที่มีสิวตามแนวกรามและใบหน้าส่วนล่างมักตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน ตามข้อมูลของ AAD
- WHO (เอกสารข้อเท็จจริง 22 มกราคม 2026) ประเมินว่า PCOS พบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ราว 10 ถึง 13% และผู้ป่วยถึง 70% ยังไม่รู้ตัว
- แนวทางการดูแลรักษาโรคสิวของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย (ฉบับปี 2554) แนะนำให้ตรวจเพิ่มเมื่อมีสัญญาณฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น ขนดก ประจำเดือนผิดปกติเป็นประจำ เสียงห้าว
- ยาไอโซเตรติโนอินชนิดรับประทานเป็นยาควบคุมพิเศษตามข้อมูลทะเบียนตำรับยาของ อย. และห้ามใช้ในผู้ที่ตั้งครรภ์
- อย. เตือนเมื่อ 28 มกราคม 2569 ว่าสเตียรอยด์เป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง และมักถูกลักลอบผสมในครีมที่โฆษณาว่ารักษาสิวฝ้าได้ทันใจ
สิวฮอร์โมนคืออะไร และเกิดจากอะไร?
สิวทุกชนิดเกิดที่หน่วยรูขุมขนและต่อมไขมัน แนวทางการดูแลรักษาโรคสิวของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้นิยามว่าสิวคือการอักเสบของหน่วยรูขนและต่อมไขมัน (pilosebaceous unit) มักพบบริเวณหน้า คอ และลำตัวส่วนบน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมันขนาดใหญ่อยู่หนาแน่น แนวทางฉบับเดียวกันระบุว่าสิวมักเริ่มในผู้หญิงช่วงอายุ 14 ถึง 17 ปี และในผู้ชายช่วงอายุ 16 ถึง 19 ปี โดยส่วนใหญ่หายไปในช่วงอายุ 20 ถึง 25 ปี แต่บางคนเป็น ๆ หาย ๆ จนอายุเลย 40 ปี
คำว่าสิวฮอร์โมนมักใช้กับกลุ่มหลังนี้ คือคนที่พ้นวัยรุ่นแล้วแต่สิวยังไม่หาย และสิวขึ้นตามจังหวะของรอบเดือน
กลไกที่ทำให้เกิดสิว
บทความของแพทย์ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่าฮอร์โมนแอนโดรเจนไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันใหญ่ขึ้นและสร้างไขมันมากขึ้น ไขมันที่เดินทางสู่ปากรูขุมขนไปผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและแบคทีเรีย จนรูขุมขนอุดตันกลายเป็นสิวอุดตัน จากนั้นเม็ดเลือดขาวเข้ามากำจัดแบคทีเรีย สิวจึงอักเสบเป็นตุ่มแดง บวม เจ็บ และเป็นหนองได้
ปัจจัยที่ทำให้สิวในผู้ใหญ่เห่อ
AAD รวบรวมสาเหตุที่พบบ่อยของสิวในผู้ใหญ่ไว้ดังนี้
- ฮอร์โมนขึ้นลง: ช่วงมีประจำเดือน ช่วงตั้งครรภ์ ช่วงใกล้หมดประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน รวมถึงหลังหยุดหรือเริ่มกินยาเม็ดคุมกำเนิด
- ความเครียด: ร่างกายตอบสนองต่อความเครียดด้วยการสร้างแอนโดรเจนมากขึ้น ซึ่งไปกระตุ้นต่อมไขมัน
- ประวัติครอบครัว: ถ้าพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นสิว โอกาสเป็นสิวในวัยผู้ใหญ่ก็สูงขึ้น
- ผลข้างเคียงของยา: ถ้าสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่ทำให้เป็นสิว ไม่ควรหยุดยาเอง ให้ปรึกษาแพทย์ที่สั่งยา
- โรคที่ยังไม่ได้วินิจฉัย: บางครั้งสิวเป็นสัญญาณของโรคอื่น เมื่อรักษาโรคนั้นแล้วสิวมักดีขึ้น
สิวฮอร์โมนขึ้นตรงไหน และสังเกตจากรอบเดือนได้อย่างไร?
ตำแหน่งที่พบบ่อยคือใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม คาง และลำคอ หน้าการรักษาด้วยฮอร์โมนของ AAD ระบุว่าผู้หญิงที่มีสิวตามแนวกรามและใบหน้าส่วนล่างมักได้ผลดีจากการรักษาด้วยฮอร์โมน และยกตัวอย่างสิวที่อยู่ลึก กดเจ็บ บริเวณใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม หรือลำคอ ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
ลักษณะที่สองคือจังหวะเวลา บทความของศิริราชอธิบายว่าผู้หญิงบางคนมีสิวเห่อมากขึ้นในระยะก่อนมีประจำเดือน เพราะระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นทำให้รูขุมขนบวมและร่างกายคั่งน้ำ
วิธีสังเกตที่ทำได้เองคือจดบันทึกอย่างน้อย 2 ถึง 3 รอบเดือน ว่าสิวเห่อวันไหนเทียบกับวันแรกของประจำเดือน ขึ้นบริเวณใด และรอบเดือนมาห่างกันกี่วัน บันทึกนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินได้เร็วขึ้น
สิ่งที่ควรระวังคือไม่ใช่ทุกตุ่มบนใบหน้าเป็นสิว แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ ระบุโรคที่คล้ายสิวซึ่งต้องแยกออก เช่น รูขุมขนอักเสบจากเชื้อราหรือแบคทีเรียแกรมลบ โรคโรซาเชีย และผื่นคล้ายสิวจากยา
สิวฮอร์โมนเกี่ยวกับถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ไหม?
เกี่ยวได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน สิวเป็นอาการหนึ่งของ PCOS แต่คนส่วนใหญ่ที่เป็นสิวตามรอบเดือนไม่ได้เป็น PCOS เอกสารข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2026 อธิบายว่า PCOS เป็นความผิดปกติของฮอร์โมนที่ระดับแอนโดรเจนสูงกว่าปกติ ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ การตกไข่ผิดปกติ มีบุตรยาก ขนบนใบหน้าหรือลำตัวมากเกิน และหรือเป็นสิว
WHO ประเมินว่า PCOS พบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ราว 10 ถึง 13% และผู้ที่เป็น PCOS ทั่วโลกถึง 70% ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณระดับโลก ไม่ใช่ตัวเลขเฉพาะของประเทศไทย
WHO ใช้เกณฑ์ใดวินิจฉัย PCOS
ตามเอกสารของ WHO จะวินิจฉัย PCOS เมื่อพบอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อต่อไปนี้ หลังแยกสาเหตุอื่นออกแล้ว
- อาการหรือสัญญาณของแอนโดรเจนสูง เช่น ขนบนหน้าหรือลำตัวมาก ผมร่วงจากหนังศีรษะ สิวหรือผิวมัน หรือระดับเทสโทสเตอโรนในเลือดสูง
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือไม่มา
- พบรังไข่ลักษณะถุงน้ำหลายใบจากอัลตราซาวด์
WHO ระบุว่าไม่จำเป็นต้องมีถุงน้ำในรังไข่ก็วินิจฉัย PCOS ได้ และประจำเดือนไม่สม่ำเสมออาจเป็นเรื่องปกติในช่วงเพิ่งเริ่มมีประจำเดือนหรือใกล้หมดประจำเดือน ผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยควรตรวจเลือดเพิ่มเพื่อประเมินภาวะดื้ออินซูลินและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
สัญญาณที่แนวทางไทยให้ตรวจเพิ่ม
แนวทางการดูแลรักษาโรคสิวของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยระบุว่าโดยทั่วไปไม่ต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยกเว้นสิวในผู้ที่มีอาการของฮอร์โมนเพศชายสูง (hyperandrogenism) เช่น ผู้หญิงอ้วนที่มีขนดก ประจำเดือนผิดปกติเป็นประจำ เสียงห้าว หรือศีรษะล้านแบบผู้ชาย กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางนรีเวชและต่อมไร้ท่อด้วย ความผิดปกติของฮอร์โมนอื่นก็ทำให้รอบเดือนแปรปรวนได้ ถ้ามีอาการใจสั่น น้ำหนักเปลี่ยนเร็ว หรือขี้ร้อนขี้หนาวผิดปกติร่วมด้วย อ่านเพิ่มเรื่อง อาการไทรอยด์ที่ควรไปตรวจ
สิวฮอร์โมนรักษายังไง แพทย์มียากลุ่มใดบ้าง?
แพทย์เลือกยาตามความรุนแรง แล้วอาจเพิ่มยาที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมนในผู้หญิงที่เหมาะสม แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ แบ่งเป็นการรักษามาตรฐานตามความรุนแรง (สิวเล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง) และการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังเมื่อใช้ยามาตรฐานติดต่อกัน 2 ถึง 3 เดือนแล้วไม่ได้ผล ตารางด้านล่างสรุปเฉพาะกลุ่มยา ไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้ยา ขนาดยา ความถี่ และระยะเวลาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
| กลุ่มการรักษา | บทบาทตามแหล่งอ้างอิง | ข้อควรระวังที่แหล่งอ้างอิงระบุ | ที่มา (ปีของข้อมูล) |
|---|---|---|---|
| เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ (ยาทา) | ยาทาอันดับแรกสำหรับสิวเล็กน้อย และใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทา | ระคายเคือง แดง แห้ง หรือลอกได้ ควรเริ่มทีละน้อย | สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554), ศิริราช (2560) |
| ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (topical retinoids) | ลดการเกิดสิวอุดตันและช่วยให้สิวอุดตันหลุดง่าย | ระคายเคืองผิวได้ ใช้ตามแพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ | สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554), ศิริราช (2560) |
| ยาปฏิชีวนะชนิดทา | ลดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวกับสิว | ไม่ควรใช้เดี่ยว ๆ เพราะเสี่ยงเชื้อดื้อยา ควรใช้ร่วมกับเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ | สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554) |
| ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน กลุ่มเตตราไซคลิน | ใช้ร่วมกับยาทาในสิวระดับปานกลาง | ต้องให้แพทย์สั่ง ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมารักษาสิวเอง | สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554) |
| ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม | ทางเลือกในผู้หญิงที่สิวปานกลางถึงรุนแรงไม่ตอบสนองยามาตรฐาน หรือมีอาการผิดปกติของต่อมไร้ท่อ | มีข้อห้ามหลายข้อ เช่น เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน หรืออายุเกิน 35 ปีร่วมกับสูบบุหรี่จัด | สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554), AAD |
| ยาต้านแอนโดรเจน (สไปโรโนแลกโทน) | ใช้ในผู้หญิงที่มีสิวลึกบริเวณหน้าส่วนล่าง แนวกราม หรือลำคอ ที่วิธีอื่นไม่ได้ผล | ต้องคุมกำเนิดระหว่างใช้ เพราะถ้าตั้งครรภ์ ทารกอาจพิการ ต้องตรวจเลือดก่อนเริ่ม ไม่ใช้รักษาสิวในผู้ชาย | AAD (ไม่อยู่ในแนวทางไทยฉบับ 2554) |
| ยาไอโซเตรติโนอินชนิดรับประทาน | สิวรุนแรงแบบปุ่มหรือสิวที่เสี่ยงเกิดแผลเป็นถาวร ที่ไม่ตอบสนองยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือยาทา | ยาควบคุมพิเศษ ห้ามใช้ในผู้ตั้งครรภ์ ต้องคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพ | อย. ข้อมูลทะเบียนตำรับยา (แสดง ณ 30 ก.ย. 2569), สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554) |
| ฉีดสเตียรอยด์เข้าตุ่มสิว | การรักษาเสริมโดยแพทย์ สำหรับตุ่มสิวอักเสบที่เพิ่งเกิด เพื่อลดการอักเสบและแผลเป็น | ทำโดยแพทย์เท่านั้น ต่างจากครีมผสมสเตียรอยด์ที่ขายเถื่อน | สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ (2554), ศิริราช (2560) |
เรื่องระยะเวลา แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ ให้แพทย์อธิบายผู้ป่วยว่าโดยทั่วไปสิวจะเริ่มดีขึ้นในราว 2 ถึง 3 เดือน และดีขึ้นมากในราว 4 ถึง 8 เดือน ส่วน AAD ระบุว่าผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดรักษาสิวสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเฉลี่ยใน 2 ถึง 3 เดือน ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าโดยทั่วไป ไม่ใช่การรับประกันว่าทุกคนจะหายในเวลาเท่านี้

ยาคุมกำเนิดช่วยสิวฮอร์โมนได้อย่างไร
แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ อธิบายกลไกของยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมไว้ 3 ข้อ คือเพิ่มโปรตีนจับฮอร์โมนเพศ (SHBG) ทำให้เทสโทสเตอโรนอิสระลดลง กดการสร้างแอนโดรเจนจากรังไข่ และโปรเจสโตเจนบางชนิดมีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจนที่ตัวรับโดยตรง แนวทางแนะนำให้เลือกสูตรที่มีโปรเจสโตเจนฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน และระบุว่าได้ผลดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยารักษาสิวอื่น ทั้งยังควรพิจารณาเป็นทางเลือกในผู้หญิงก่อนใช้ยาไอโซเตรติโนอิน
ผลข้างเคียงที่แนวทางระบุ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักเปลี่ยน คัดตึงเต้านม และตกขาวเปลี่ยน มักเกิดใน 2 ถึง 3 เดือนแรกแล้วลดลง คำตอบของหน่วยคลังข้อมูลยา ม.มหิดล ก็ระบุทำนองเดียวกันว่าผลข้างเคียงพบบ่อยช่วง 1 ถึง 3 เดือนแรก และยาไม่เหมาะกับบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่และอายุมากกว่า 35 ปี หรือผู้ที่เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน
ข้อห้ามใช้ในแนวทางฉบับปี 2554 มี 14 ข้อ ตัวอย่างเช่น ความดันโลหิตสูงกว่า 160/100 มิลลิเมตรปรอท เคยเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน อายุเกิน 35 ปีโดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวัน ไมเกรนที่มีอาการทางระบบประสาทร่วม เลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ และการตั้งครรภ์ นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรซื้อยาคุมมากินเพื่อรักษาสิวเองโดยไม่ได้ซักประวัติ แนวทางยังแนะนำว่าแพทย์ผิวหนังที่ไม่คุ้นกับยานี้ควรส่งปรึกษาสูตินรีแพทย์
ทำไมยาไอโซเตรติโนอินรักษาสิวต้องมีใบสั่งแพทย์?
เพราะยานี้ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้และมีผลข้างเคียงที่ต้องติดตามด้วยผลเลือด ข้อมูลทะเบียนตำรับยาไอโซเตรติโนอินชนิดแคปซูลรายการหนึ่งในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งอนุมัติเมื่อ 3 กันยายน 2564 และใบสำคัญมีอายุถึง 2 กันยายน 2571 ระบุประเภทตามกฎหมายว่าเป็นยาควบคุมพิเศษ ข้อบ่งใช้คือสิวชนิดรุนแรงแบบปุ่มหรือคอนโกลเบต หรือสิวที่เสี่ยงทำให้เกิดแผลเป็นถาวร ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน บทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่ายาควบคุมพิเศษต้องมีใบสั่งแพทย์ก่อนจึงจะซื้อจากร้านขายยาได้
ข้อควรระวังที่แหล่งอ้างอิงไทยระบุ
- การตั้งครรภ์: แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ ห้ามใช้ในผู้ตั้งครรภ์ และให้แนะนำผู้ป่วยหญิงคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพขณะกินยาและหลังหยุดยาอย่างน้อย 1 เดือน บทความของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล (2553) ระบุช่วงคุมกำเนิดก่อนและหลังใช้ยาที่ยาวกว่านั้น ระยะเวลาที่เหมาะกับแต่ละคนจึงต้องให้แพทย์ผู้สั่งยากำหนด
- ผลเลือด: ยาอาจทำให้ค่าการทำงานของตับหรือไขมันในเลือด โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น จึงต้องตรวจเลือดตามนัด
- ผิว ตา และปาก: ริมฝีปากแห้งพบเกือบทุกราย ผิวแห้ง ตาแห้ง และควรงดคอนแทคเลนส์ระหว่างใช้ยาตามที่แนวทางระบุ
- ข้อและกล้ามเนื้อ: แนวทางระบุว่าพบอาการปวดข้อได้ประมาณ 15% มักเกิดหลังออกกำลังกายหนัก
- ยาที่ห้ามใช้ร่วม: ไม่ควรใช้ร่วมกับยากลุ่มเตตราไซคลิน เพราะเสี่ยงภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง และบทความของ ม.มหิดล แนะนำให้เลี่ยงวิตามินเอเสริมระหว่างใช้ยาด้วย
- บริจาคเลือด: บทความของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล ระบุว่าห้ามบริจาคเลือดระหว่างใช้ยาและจนถึง 1 เดือนหลังหยุดยา
- อารมณ์: มีรายงานภาวะซึมเศร้าและความคิดทำร้ายตัวเองแม้พบน้อยมาก ผู้ใช้ยาควรแจ้งแพทย์ทันทีเมื่ออารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยน
ถ้ากำลังใช้ยานี้แล้วสงสัยว่าอาจตั้งครรภ์ ให้ติดต่อแพทย์ผู้สั่งยาทันที อ่านสัญญาณเบื้องต้นได้ที่ อาการคนท้องระยะแรก ส่วนอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หูอื้อหรือมีเสียงในหู ความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือหายใจลำบากและหน้าบวมหลังกินยา เป็นเหตุให้ไปพบแพทย์ทันที กรณีฉุกเฉินโทร 1669
ครีมแก้สิวผสมสเตียรอยด์อันตรายอย่างไร และ อย. เตือนอะไร?
อันตรายเพราะสเตียรอยด์เป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง และการใช้ต่อเนื่องทำให้ผิวเสียระยะยาว ข่าวแจกที่ 92 ปีงบประมาณ 2569 ของ อย. เผยแพร่เมื่อ 28 มกราคม 2569 เตือนว่าสเตียรอยด์มักถูกลักลอบผสมในเครื่องสำอางที่โฆษณาว่าขาวไวหรือรักษาสิวฝ้าได้ทันใจ การใช้ต่อเนื่องอาจทำให้ผิวบาง เกิดรอยแตก เส้นเลือดใต้ผิวหนังผิดปกติ หน้าแดงตลอดเวลา เกิดผื่นแพ้ เกิดสิวผด ผิวสีจางลง ใช้นานอาจเกิดด่างขาว และเสี่ยงภาวะดื้อสเตียรอยด์
วิธีสังเกตผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำของ อย.
- ให้ผลขาวหรือหน้าใสผิดปกติในเวลาสั้น
- บรรจุภัณฑ์ไม่มีฉลากภาษาไทยและไม่มีเลขที่ใบรับจดแจ้ง
- โฆษณาเกินจริง เช่น ขาวใน 1 คืน หรือรักษาสิวฝ้าได้ทันใจ
อย. แนะนำให้ตรวจเลขที่ใบรับจดแจ้งที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือ Line @FDAThai ก่อนซื้อ ถ้าสงสัยว่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสเตียรอยด์ให้หยุดใช้ทันทีและปรึกษาแพทย์ผิวหนัง ร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 ข่าวของ อย. เมื่อ 30 เมษายน 2567 ยังแนะนำให้ทดสอบการแพ้ก่อนใช้เครื่องสำอางทุกครั้ง โดยทาปริมาณเล็กน้อยที่ท้องแขนหรือหลังใบหูแล้วทิ้งไว้ 24 ถึง 48 ชั่วโมง ถ้าแสบ ร้อน แดง หรือคัน ให้หยุดใช้และล้างออก
สิวฮอร์โมนแบบไหนควรไปหาหมอผิวหนัง?
ควรพบแพทย์เมื่อดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้น หรือเมื่อมีสัญญาณว่าสิวอาจเป็นส่วนหนึ่งของโรคอื่น จากแหล่งอ้างอิงที่ใช้ในบทความนี้ สรุปได้ดังนี้
- ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์มาตรฐานติดต่อกัน 2 ถึง 3 เดือนแล้วไม่ดีขึ้น: แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังฯ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง
- สิวรุนแรง เป็นตุ่มนูนลึก เจ็บ หรือเริ่มมีแผลเป็น: สิวรุนแรงควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนังตั้งแต่แรก
- มีประจำเดือนผิดปกติเป็นประจำ ขนดก ผมบาง หรือเสียงห้าว: ควรตรวจหาภาวะแอนโดรเจนสูงหรือ PCOS กับสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ต่อมไร้ท่อ
- สิวเริ่มหลังเริ่มยาใหม่: อย่าหยุดยาเอง ให้ถามแพทย์ผู้สั่งยาว่าเป็นผลข้างเคียงหรือไม่
- ผิวบาง แดง หรือมีสิวผดหลังใช้ครีมไม่มีเลขจดแจ้ง: หยุดใช้ทันทีและนำผลิตภัณฑ์ไปให้แพทย์ดูด้วย
- ตั้งครรภ์หรือวางแผนมีบุตร: ยารักษาสิวบางกลุ่มห้ามใช้ ต้องให้แพทย์วางแผนการรักษา
ระหว่างรอพบแพทย์ บทความของศิริราชแนะนำให้ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ไม่ขัดถูแรง ไม่บีบหรือแกะสิวเองเพราะเสี่ยงติดเชื้อ รอยดำ และแผลเป็น และเลือกเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมันและไม่ก่อสิวอุดตัน ก่อนไปโรงพยาบาลรัฐ ตรวจสิทธิการรักษาของตัวเองได้ที่ วิธีเช็คสิทธิรักษาพยาบาล
คำถามที่พบบ่อย
สิวฮอร์โมนคืออะไร?
เป็นคำเรียกทั่วไปของสิวที่สัมพันธ์กับฮอร์โมน โดยเฉพาะแอนโดรเจนที่กระตุ้นต่อมไขมัน มักเห่อช่วงใกล้มีประจำเดือน ไม่ใช่ชื่อโรคแยกทางการแพทย์
สิวฮอร์โมนขึ้นตรงไหน?
มักขึ้นที่ใบหน้าส่วนล่าง แนวกราม คาง และลำคอ AAD ระบุว่าผู้หญิงที่มีสิวบริเวณนี้มักตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน
ทำไมสิวเห่อก่อนมีประจำเดือน?
บทความของแพทย์ศิริราชอธิบายว่าระดับโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นช่วงก่อนมีประจำเดือนทำให้รูขุมขนบวมและร่างกายคั่งน้ำ สิวจึงเห่อได้ง่ายขึ้น
เป็นสิวฮอร์โมนแปลว่าเป็น PCOS หรือเปล่า?
ไม่เสมอไป สิวเป็นเพียงอาการหนึ่งของ PCOS ซึ่ง WHO ระบุว่าวินิจฉัยเมื่อมีอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ สัญญาณแอนโดรเจนสูง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ และรังไข่มีลักษณะถุงน้ำหลายใบ
PCOS พบบ่อยแค่ไหน?
WHO ประเมินในเอกสารข้อเท็จจริงวันที่ 22 มกราคม 2026 ว่าพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ราว 10 ถึง 13% และถึง 70% ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
กินยาคุมรักษาสิวฮอร์โมนเองได้ไหม?
ไม่ควร ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมมีข้อห้ามหลายข้อ เช่น เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน หรืออายุเกิน 35 ปีและสูบบุหรี่ แพทย์ต้องซักประวัติและเลือกสูตรให้
ยาคุมต้องใช้นานแค่ไหนกว่าสิวจะดีขึ้น?
AAD ระบุว่าโดยเฉลี่ยผู้หญิงเห็นผลใน 2 ถึง 3 เดือน แต่เป็นค่าเฉลี่ย ไม่ใช่การรับประกัน และแพทย์อาจใช้ร่วมกับยาทา
ยาไอโซเตรติโนอินซื้อเองได้ไหม?
ไม่ได้ ข้อมูลทะเบียนตำรับยาของ อย. ระบุว่าเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์ และห้ามใช้ในผู้ที่ตั้งครรภ์เพราะทำให้ทารกพิการได้
ผู้ชายเป็นสิวฮอร์โมนได้ไหม?
ได้ เพราะแอนโดรเจนมีในทั้งสองเพศ แต่ยาบางชนิด เช่น สไปโรโนแลกโทน AAD ระบุว่าไม่ใช้รักษาสิวในผู้ชายเพราะผลข้างเคียง
ครีมที่ทาแล้วสิวหายใน 1 คืนควรใช้ไหม?
ควรระวัง อย. เตือนเมื่อ 28 มกราคม 2569 ว่าโฆษณาทำนองนี้อาจเป็นเครื่องสำอางที่ลักลอบผสมสเตียรอยด์ ให้ตรวจเลขที่ใบรับจดแจ้งก่อนซื้อ
อาหารทำให้เป็นสิวฮอร์โมนไหม?
บทความของศิริราชระบุว่ายังไม่มีการศึกษาที่บ่งชี้ว่าอาหารเป็นสาเหตุของสิว ถ้าสังเกตว่าอาหารใดทำให้แย่ลง อาจลองงดแล้วดูผล
ดูแลสิวฮอร์โมนให้ปลอดภัยเริ่มจากบันทึกรอบเดือนและไม่ซื้อยาแรงเอง
ถ้าสิวขึ้นแนวกรามและเห่อตามรอบเดือน ให้จดบันทึก 2 ถึง 3 รอบเดือนแล้วนำไปคุยกับแพทย์ผิวหนัง บอกแพทย์ด้วยถ้ามีขนดก ผมบาง หรือประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ เพราะอาจต้องตรวจหา PCOS และอย่าซื้อยาไอโซเตรติโนอิน ยาคุม หรือครีมที่ไม่มีเลขที่ใบรับจดแจ้งมาใช้เอง
ข้อมูลในบทความนี้มาจากแหล่งอ้างอิงที่ระบุ ณ วันที่ตรวจสอบ 30 กันยายน 2569 ใช้เพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ใช่คำสั่งใช้ยา การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลารักษาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มหรือหยุดยาทุกชนิด และตรวจสอบสถานะผลิตภัณฑ์กับ อย. โดยตรง
แหล่งอ้างอิง
- สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย: แนวทางการดูแลรักษาโรคสิว (Clinical Practice Guideline for Acne) ฉบับปี 2554
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล: เป็นสิว…ไม่ธรรมดา (21 สิงหาคม 2560)
- หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: ตอบคำถามเรื่องสิวที่เป็นมากช่วงมีรอบเดือนและยาคุมกำเนิด
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: ยารักษาสิว isotretinoin อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม (2553)
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา: ระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทะเบียนตำรับยาไอโซเตรติโนอิน ประเภทยาควบคุมพิเศษ
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา: อย. เตือน ระวังเครื่องสำอาง อ้าง ขาวไว อาจผสม สเตียรอยด์ ทำผิวพัง (28 มกราคม 2569)
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา: อย. เตือนอย่าเห็นแก่ของถูก สั่งครีมออนไลน์ ไม่มีเลขที่จดแจ้ง ระวังเสียโฉม (30 เมษายน 2567)
- World Health Organization: Polycystic ovary syndrome fact sheet (22 January 2026)
- American Academy of Dermatology: Adult acne, why it happens and what you can do for it
- American Academy of Dermatology: Hormonal therapy for acne


