น้ำกัดเท้าเกิดจากผิวหนังที่เท้าแช่น้ำหรืออยู่ในความอับชื้นนานจนเปื่อยยุ่ยและระคายเคือง โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสสิ่งสกปรกในน้ำท่วมขัง ผิวที่เปื่อยนี้เป็นทางให้เชื้อราและแบคทีเรียเข้ามาซ้ำได้ กรมควบคุมโรคระบุว่าคนทั่วไปเรียกอาการนี้ว่าฮ่องกงฟุต และทางวิชาการเรียกว่าโรคเชื้อราที่เท้า ส่วนประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2568 มียาขี้ผึ้ง 1 รายการที่ระบุสรรพคุณว่ารักษากลากเกลื้อนและโรคน้ำกัดเท้า
ประเด็นสำคัญ
- ระยะแรกผิวชั้นบนสุดขึ้นเป็นขุยขาวและยุ่ย ต่อมาลอกเป็นแผ่น แตกเป็นร่อง มีกลิ่น และคัน ตามคำอธิบายของกรมควบคุมโรค (กันยายน 2567)
- คำเตือนของกรมควบคุมโรควันที่ 27 กันยายน 2569 ให้สวมรองเท้าบูท เลี่ยงเดินเท้าเปล่า ปิดแผลให้มิดชิด และล้างเท้าด้วยสบู่หลังสัมผัสน้ำท่วม
- บัญชียาสามัญประจำบ้าน พ.ศ. 2568 กลุ่มที่ 15 มี 6 รายการ ในนั้นมีขี้ผึ้งกรดเบนโซอิกกับกรดซาลิไซลิกสำหรับกลากเกลื้อนและน้ำกัดเท้า
- การเลือกยา วิธีใช้ และระยะเวลาใช้ ให้เภสัชกรหรือแพทย์เป็นผู้ตัดสิน โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีผิวหนังอักเสบ หรือเป็นเบาหวาน
- บวม แดง ร้อนลามขึ้นขา มีหนอง มีไข้ หรือไม่ดีขึ้น ต้องไปพบแพทย์ ถ้ามีไข้สูงร่วมกับใจเต้นเร็ว หน้ามืด หรือซึมลง ให้โทร 1669
น้ำกัดเท้าเกิดจากอะไร และเกี่ยวข้องกับเชื้อราที่เท้าอย่างไร?
น้ำกัดเท้าเริ่มจากน้ำและความอับชื้น เมื่อเท้าแช่น้ำหรือใส่ถุงเท้ารองเท้าที่เปียกนาน ผิวชั้นบนสุดจะดูดน้ำจนนิ่ม เปื่อย และลอกง่าย สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี กรมควบคุมโรค เขียนไว้เมื่อ 18 กันยายน 2567 ว่าสาเหตุมาจากการเดินย่ำน้ำหรือแช่น้ำนาน ๆ บ่อย ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคเชื้อราที่เท้าได้
คำว่า “น้ำกัดเท้า” ในภาษาไทยจึงใช้เรียกทั้งผิวที่เปื่อยจากน้ำและการติดเชื้อที่ตามมา แหล่งข้อมูลของรัฐอธิบายต่างกันเล็กน้อย
- กรมควบคุมโรค (กันยายน 2567): เรียกรวมว่าโรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต ทางวิชาการคือโรคเชื้อราที่เท้า ผิวที่แช่น้ำนานจะอับชื้นแล้วเชื้อราสะสมในชั้นผิวหนัง
- สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ (ข่าว 9 กันยายน 2565): ผู้อำนวยการสถาบันฯ ในขณะนั้นระบุว่าโรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s foot หรือ Hong Kong foot) เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดกลาก ความอับชื้นจากการลุยฝนลุยน้ำช่วยให้เชื้อเจริญ และอาจติดจากของใช้ที่มีเชื้อ
- แพทย์สถาบันโรคผิวหนัง (ข่าว 22 กรกฎาคม 2566): อธิบายว่าน้ำกัดเท้าคือการระคายเคืองผิวหนังจากความอับชื้นเมื่อสัมผัสสิ่งสกปรกในน้ำขัง เกิดผื่นที่เท้าและซอกนิ้วเท้า บางรายอาจติดเชื้อรา แบคทีเรียซ้ำซ้อน
ข้อมูลที่ใหม่ที่สุดคือของกรมควบคุมโรคปี 2567 แต่ทั้งสามแหล่งไม่ได้ขัดกันจริง อ่านรวมกันแล้วได้ภาพเดียวกัน คือน้ำทำให้ผิวเปื่อยก่อน แล้วผิวที่เปื่อยเปิดทางให้เชื้อ ความเห็นของเราคือการแยกสองขั้นนี้มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ เพราะขั้นแรกดีขึ้นได้ด้วยการทำให้เท้าแห้ง ส่วนขั้นที่ติดเชื้อแล้วต้องใช้ยาที่ตรงกับเชื้อ
ช่วงน้ำท่วมจึงพบมาก ในอุทกภัยปี 2565 มติชนรายงานคำให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการสาธารณสุข สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ว่าข้อมูลเครือข่ายเฝ้าระวังสาธารณภัย ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2565 พบประชาชนเป็นโรคน้ำกัดเท้าสะสมตั้งแต่เดือนสิงหาคมมากกว่า 35,000 ราย ตัวเลขนี้เป็นของปี 2565 ไม่ใช่ปี 2569 ส่วนปี 2569 กรมควบคุมโรคเตือนเมื่อ 27 กันยายน 2569 ว่าหลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง และจัดโรคผิวหนังเป็น 1 ใน 6 กลุ่มโรคที่ต้องระวัง เพราะการสัมผัสน้ำนานทำให้ผิวหนังเปื่อยและระคายเคือง
อาการน้ำกัดเท้าระยะแรกกับระยะติดเชื้อต่างกันอย่างไร?
กรมควบคุมโรคอธิบายลำดับอาการว่า เริ่มแรกผิวหนังชั้นบนสุดขึ้นเป็นขุยขาว ๆ และยุ่ย ต่อมาลอกเป็นแผ่นหรือสะเก็ด แตกเป็นร่องและมีกลิ่น ถ้าแกะขุยขาวออก ผิวข้างใต้จะแดงและมีน้ำเหลืองซึม มักคันยิบ ๆ ร่วมด้วย อาการอาจลามไปฝ่าเท้าหรือเล็บเท้า เป็นตุ่มพองใหญ่และคันมาก ถ้าอักเสบเป็นหนอง แสดงว่าอาจติดเชื้อแบคทีเรียจากการแกะเกา
NHS ของสหราชอาณาจักรบรรยายโรคเชื้อราที่เท้าไว้ใกล้เคียงกัน คือผื่นขาวคันระหว่างนิ้วเท้า ผิวแดง ลอก แตกหรือมีเลือดออก และถ้าไม่รักษา เชื้ออาจลามไปที่เล็บ ตารางด้านล่างใช้เป็นแนวสังเกตเท่านั้น การแยกชนิดของเชื้อให้แน่นอนต้องให้แพทย์ตรวจ
| ประเด็น | ระยะผิวเปื่อยจากน้ำ | ระยะติดเชื้อรา | ระยะติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ |
|---|---|---|---|
| ลักษณะผิว | ขุยขาว ยุ่ย ซอกนิ้วเท้าเปื่อย | ลอกเป็นแผ่น แตกเป็นร่อง อาจมีตุ่มพอง | อักเสบเป็นหนอง บวม แดง ร้อน |
| ความรู้สึก | แสบ คันเล็กน้อย | คันยิบ ๆ หรือคันมาก | ปวดมากขึ้น เจ็บเมื่อกด |
| กลิ่นและน้ำเหลือง | ยังไม่เด่น | มีกลิ่น ใต้ขุยแดงและมีน้ำเหลืองซึม | น้ำเหลืองเยิ้มหรือมีหนอง |
| ตำแหน่งที่พบบ่อย | ซอกนิ้วเท้า ผิวที่แช่น้ำ | ซอกนิ้วเท้า ลามไปฝ่าเท้าหรือเล็บ | รอบรอยแกะเกา อาจลามขึ้นขา |
| สิ่งที่ควรทำ | ล้าง เช็ดให้แห้ง เลี่ยงการแช่น้ำ | ปรึกษาเภสัชกรเรื่องยาทาฆ่าเชื้อรา | ไปพบแพทย์ ไม่ซื้อยามาใช้เอง |
| ที่มา | กรมควบคุมโรค 2567 และ 2569 | กรมควบคุมโรค 2567, NHS 2567 | กรมควบคุมโรค 2567, NHS 2567 |
อีกโรคที่มักสับสนคือเท้าเหม็น แพทย์สถาบันโรคผิวหนังอธิบายในข่าวปี 2566 ว่าเท้าเหม็นเกิดจากแบคทีเรียที่ผิวหนังชั้นบน เห็นเป็นหลุมเล็ก ๆ ที่ฝ่าเท้ากับง่ามเท้า ต่างจากน้ำกัดเท้าที่เป็นการระคายเคืองจากน้ำและอาจไม่มีแบคทีเรีย ส่วนผื่นเชื้อราที่ขาหนีบซึ่งเกิดจากเชื้อกลุ่มเดียวกัน อ่านต่อได้ที่ สังคังมีอาการอย่างไร
ลุยน้ำท่วมแล้วดูแลเท้าอย่างไรไม่ให้เป็นน้ำกัดเท้า?
หลักใหญ่คือให้เท้าเปียกน้อยที่สุดและแห้งเร็วที่สุด คำแนะนำของกรมควบคุมโรคฉบับ 1 สิงหาคม 2567 และฉบับ 27 กันยายน 2569 ตรงกันเป็นส่วนใหญ่
- เลี่ยงเดินเท้าเปล่าลุยน้ำ: ถ้าจำเป็นให้สวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าที่ป้องกันน้ำได้ ฉบับปี 2567 แนะนำว่าถ้าไม่มีบูท ให้ใช้ถุงพลาสติกที่สะอาดสวมไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง
- ล้างเท้าด้วยสบู่ทันทีที่ขึ้นจากน้ำ: ล้างมือ ล้างเท้าด้วยน้ำและสบู่ และอาบน้ำทันทีหลังทำงานหรือลุยน้ำเสร็จ
- เช็ดซอกนิ้วเท้าให้แห้ง: NHS แนะนำให้ซับแทนการถูแรง และใช้ผ้าเช็ดเท้าแยกจากผืนอื่น
- เปลี่ยนถุงเท้าที่แห้งและสะอาด: NHS แนะนำถุงเท้าผ้าฝ้ายทุกวัน และไม่ใส่รองเท้าคู่เดิมติดกันเกิน 2 ถึง 3 วัน
- ปิดแผลก่อนลงน้ำ: กรมควบคุมโรคให้ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำหรือปิดให้มิดชิด
- ลดการเปื่อยของผิว: อาจโรยแป้งเด็กที่เท้าบาง ๆ หรือใช้สารส้มถูผิวที่ต้องถูกน้ำบ่อย ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคปี 2567
น้ำท่วมไม่ได้เสี่ยงแค่ผิวหนัง กรมควบคุมโรคเตือนในปี 2569 ว่าถ้าหลังสัมผัสน้ำประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะน่องและหลัง ให้รีบพบแพทย์และแจ้งว่าเคยลุยน้ำ เพราะอาจเป็น โรคฉี่หนู ถ้าเหยียบของมีคมจนเป็นแผล ควรอ่านเรื่อง วัคซีนบาดทะยัก แล้วปรึกษาสถานพยาบาลใกล้บ้าน
น้ำกัดเท้ารักษาอย่างไร และดูแลเองที่บ้านได้แค่ไหน?
ถ้ายังเป็นแค่ผิวเปื่อย ไม่มีหนองหรือบวมแดง การทำให้เท้าแห้งคือการรักษาหลัก กรมควบคุมโรคปี 2569 ระบุว่าหากมีผื่นแดง คัน แผลพุพอง หรือหนังลอก ให้ทำความสะอาดและดูแลให้แห้ง หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์
ถ้ามีน้ำเหลืองเยิ้ม กรมควบคุมโรคปี 2567 แนะนำให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเกลืออ่อน ๆ หรือน้ำด่างทับทิมโปะจนผ้าหมาดหรือใกล้แห้ง ทำซ้ำจนผื่นแห้ง แล้วจึงใช้ยารักษากลากเกลื้อน ถ้าจะใช้ด่างทับทิม ควรให้เภสัชกรบอกวิธีผสมให้เจือจางพอ เพราะแหล่งที่เราอ่านไม่ได้ระบุความเข้มข้น
เมื่อผิวแห้งแล้วแต่ยังลอก คัน แตกเป็นร่อง หรือมีกลิ่น ซึ่งเข้ากับการติดเชื้อรา จึงเป็นเวลาของยาทาฆ่าเชื้อรา ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังในข่าวปี 2565 ระบุว่ารักษาได้ด้วยยาทาฆ่าเชื้อราภายนอก หรือแพทย์อาจพิจารณายารับประทาน ขึ้นกับตำแหน่ง ความกว้างของบริเวณที่ติดเชื้อ และภูมิต้านทานของผู้ป่วย ยากินต้องให้แพทย์สั่งเท่านั้น และยาทาไม่ได้แทนการทำให้เท้าแห้ง ถ้ายังแช่น้ำทั้งวันแล้วทายาทับ ผิวก็จะเปื่อยซ้ำ
ยารักษาน้ำกัดเท้าในบัญชียาสามัญประจำบ้าน พ.ศ. 2568 มีตัวไหนบ้าง?
มี 1 รายการที่ระบุชื่อน้ำกัดเท้าไว้ตรง ๆ คือรายการ 15.3 “ยารักษากลากเกลื้อน น้ำกัดเท้า” ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2568 ลงราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 273 ง วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ประกาศนี้ใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศ และยกเลิกประกาศเดิม 9 ฉบับตั้งแต่ปี 2542 ถึง 2563 จึงเป็นบัญชีที่ใช้อยู่ในปี 2569
ภาคผนวก 1 แบ่งยาสามัญประจำบ้านเป็น 16 กลุ่ม กลุ่มที่ 15 ยาสำหรับโรคผิวหนังมี 6 รายการ ตามตารางด้านล่าง เราไม่ใส่ขนาดและความถี่ในการใช้ เพราะต้องอ่านจากฉลากและถามเภสัชกร
| รายการ | ชื่อในประกาศ | ตัวยาสำคัญ | สรรพคุณตามประกาศ | เกี่ยวกับน้ำกัดเท้าไหม |
|---|---|---|---|---|
| 15.1 | ยารักษาหิดเหา เบนซิล เบนโซเอต | Benzyl Benzoate 25% w/v | รักษาหิด เหา และโลน | ไม่เกี่ยว |
| 15.2 | ยารักษาหิด ขี้ผึ้งกำมะถัน | Sublimed Sulphur 10% w/w | รักษาโรคหิด | ไม่เกี่ยว |
| 15.3 | ยารักษากลากเกลื้อน น้ำกัดเท้า | Benzoic Acid 2.5 ถึง 6.5% w/w และ Salicylic Acid 3.0 ถึง 5.0% w/w | รักษากลากเกลื้อน และโรคน้ำกัดเท้า | เกี่ยวโดยตรง |
| 15.4 | ยารักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง | Coal Tar 1% w/w | โรคผิวหนังเรื้อรังบางชนิด เช่น เรื้อนกวาง | ไม่เกี่ยว |
| 15.5 | ยาทาแก้ผดผื่นคัน คาลาไมน์ | Calamine 8 ถึง 15% w/v และ Zinc Oxide 3 ถึง 12% w/v | บรรเทาผดผื่นคัน ระคายเคืองผิวหนังที่ไม่รุนแรง | ไม่ได้ระบุ |
| 15.6 | ยารักษาเกลื้อน โซเดียม ไทโอซัลเฟต | Sodium Thiosulfate 100% w/w | รักษาเกลื้อน | ไม่ได้ระบุ |

เอกสารกำกับยาของรายการ 15.3 เตือนอะไรไว้
ภาคผนวก 2 ของประกาศเดียวกันมีเอกสารกำกับยาสำหรับประชาชนของขี้ผึ้งตัวนี้ ปรับปรุงครั้งล่าสุด 15 มีนาคม 2567 สาระสำคัญคือ
- เป็นยาใช้ภายนอก ห้ามรับประทาน ถ้ากินเข้าไปอาจอาเจียน ท้องเสีย หรือส่งผลต่อระบบประสาท ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
- ห้ามใช้ถ้าเคยแพ้ยานี้ และให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนถ้ามีโรคผิวหนังอักเสบ โรคสะเก็ดเงิน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หรือใช้ยา สมุนไพร อาหารเสริมอื่นอยู่
- ถ้าหน้า เปลือกตา ริมฝีปากบวม มีลมพิษ หายใจลำบาก หรือผิวลอก ตุ่มพอง ให้หยุดยาแล้วรีบไปพบแพทย์ ส่วนอาการแสบร้อนบริเวณที่ทา ถ้ารุนแรงให้ไปพบแพทย์
- ห้ามนำบริเวณที่ทายาเข้าใกล้เปลวไฟ เก็บที่อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียสให้พ้นมือเด็ก ขนาดบรรจุไม่เกิน 15 กรัม
ร้านยายังมียาฆ่าเชื้อราชนิดอื่นที่ไม่อยู่ในบัญชีนี้ NHS ระบุว่ามีทั้งครีม สเปรย์ และแป้ง และไม่ใช่ทุกตัวเหมาะกับทุกคน จึงควรให้เภสัชกรช่วยเลือก ดูยากลุ่มอื่นได้ที่ ยาสามัญประจำบ้าน
ถ้ามีรอยถลอก กลุ่มที่ 12 ยาใส่แผล ล้างแผล มี 7 รายการ เช่น น้ำเกลือล้างแผล Sodium Chloride 0.9% w/v สำหรับทำความสะอาดบาดแผล ข้อที่ควรรู้คือกลุ่มที่ 13 ยารักษาแผลติดเชื้อ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ระบุว่าไม่มีรายการ แผลที่ติดเชื้อแล้วจึงไม่มียาสามัญประจำบ้านให้เลือกใช้เอง
ทำไมไม่ควรซื้อสเตียรอยด์หรือยาปฏิชีวนะมาใช้เอง
แพทย์สถาบันโรคผิวหนังเล่าในข่าวปี 2566 ว่ามีกรณีที่ได้ยาสเตียรอยด์มาทาเองแล้วกลากแย่ลงและกำเริบ จนต้องมารักษาที่โรงพยาบาล เชื้อราที่เท้าเป็นกลุ่มเดียวกับกลาก ความเสี่ยงนี้จึงใช้กับน้ำกัดเท้าด้วย NHS ระบุว่าแพทย์อาจสั่งครีมสเตียรอยด์ร่วมกับครีมฆ่าเชื้อราในบางราย แต่เป็นการตัดสินใจหลังตรวจ ส่วนเซลลูไลติส ซึ่ง NHS บอกว่าอาจเกิดที่เท้าใกล้นิ้วเท้าในผู้ที่เป็นเชื้อราที่เท้า ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่ง ไม่ใช่ซื้อมากินเอง
น้ำกัดเท้ากี่วันหาย?
ไม่มีแหล่งทางการที่เราเปิดอ่านระบุจำนวนวันแน่นอน เพราะขึ้นกับระยะ ระยะผิวเปื่อยมักดีขึ้นเมื่อเท้าได้แห้งจริง แต่ถ้ายังลุยน้ำทุกวันก็จะไม่หาย เกณฑ์ของกรมควบคุมโรคปี 2569 คือถ้าดูแลให้แห้งแล้วไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์
ถ้าติดเชื้อราแล้วต้องนับเป็นสัปดาห์ กรมควบคุมโรคระบุในปี 2567 ว่าการทายารักษากลากเกลื้อนควรทำต่อเนื่องนาน 3 ถึง 4 สัปดาห์ NHS ระบุว่ายาจากร้านยามักใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะได้ผล และโรคนี้มักไม่หายเอง ระยะเวลาที่เหมาะกับแต่ละคนให้เภสัชกรหรือแพทย์กำหนด หลายคนเป็นซ้ำเพราะหยุดยาเมื่อคันน้อยลง หรือกลับไปใส่รองเท้าคู่เดิมที่อับชื้น NHS จึงแนะนำให้รักษาความสะอาดและความแห้งต่อแม้รักษาเสร็จแล้ว
น้ำกัดเท้าแบบไหนต้องไปหาหมอ และทำไมผู้ป่วยเบาหวานต้องระวังเป็นพิเศษ?
ควรหยุดดูแลเองแล้วไปพบแพทย์เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ตามข้อมูลของกรมควบคุมโรคปี 2567 และ 2569 และ NHS
- ดูแลให้แห้งหรือใช้ยาจากร้านยาแล้วไม่ดีขึ้น
- มีหนอง น้ำเหลืองเยิ้มมากขึ้น หรือเท้าและขาบวม แดง ร้อน ปวด ซึ่ง NHS ระบุว่าอาจเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงกว่า
- ปวดมาก หรือผื่นลามไปส่วนอื่น เช่น มือ
- มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวหลังลุยน้ำ
- เป็นเบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเคมีบำบัด
NHS ระบุว่าผู้ที่มีการติดเชื้อผิวหนังแบบเซลลูไลติสต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีเมื่อมีไข้สูงมาก หนาวสั่น ใจเต้นเร็วหรือหายใจเร็ว มีจ้ำสีม่วงที่ผิว เวียนศีรษะจะเป็นลม สับสน หรือไม่รู้สึกตัว ในประเทศไทยให้โทร 1669 ซึ่งเป็นหมายเลขที่กรมควบคุมโรคใช้ในคำเตือนช่วงน้ำท่วมปี 2569 ด้วย
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน NHS จัดให้ผู้ที่เป็นเบาหวานและเป็นเชื้อราที่เท้าเป็นกลุ่มที่ควรพบแพทย์แทนการรักษาเอง เพราะปัญหาที่เท้าอาจรุนแรงกว่า ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังในข่าวปี 2565 ก็ระบุว่าการเลือกวิธีรักษาขึ้นกับภูมิต้านทานของผู้ป่วย ช่วงน้ำท่วมกรมควบคุมโรคขอให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเตรียมยาให้พอ เก็บยาในที่แห้ง และถ้ายาเปียกน้ำไม่ควรนำมารับประทาน ในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยเบาหวานควรดูเท้าตัวเองทุกครั้งหลังลุยน้ำ ถ้าพบแผล รอยแตก หรือผิวเปื่อยที่ไม่ดีขึ้น ให้ติดต่อสถานพยาบาลที่ดูแลประจำ
ตัวเลข รายการยา และคำแนะนำในบทความนี้มาจากแหล่งที่ระบุไว้ท้ายเรื่อง ณ วันตรวจสอบข้อมูล 30 กันยายน 2569 และระบุปีของข้อมูลแต่ละชุดไว้ในเนื้อหาแล้ว บัญชียาสามัญประจำบ้านและแนวทางด้านสาธารณสุขมีการปรับปรุงเป็นระยะ ก่อนใช้ยาใด ๆ ควรยืนยันกับเภสัชกรหรือแพทย์ และติดตามประกาศล่าสุดของกรมควบคุมโรค กรมการแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สอบถามกรมควบคุมโรคได้ที่สายด่วน 1422 บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ไม่ใช่คำสั่งใช้ยา และไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย
คำถามที่พบบ่อย
น้ำกัดเท้าเกิดจากอะไร?
เกิดจากผิวเท้าแช่น้ำหรืออับชื้นนานจนเปื่อยและระคายเคือง โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสสิ่งสกปรกในน้ำขัง จากนั้นอาจติดเชื้อราหรือแบคทีเรียซ้ำ
น้ำกัดเท้ากับฮ่องกงฟุตเป็นโรคเดียวกันไหม?
กรมควบคุมโรคระบุว่าคนทั่วไปเรียกโรคน้ำกัดเท้าว่าฮ่องกงฟุต และทางวิชาการเรียกว่าโรคเชื้อราที่เท้า แต่ระยะที่ผิวเพิ่งเปื่อยจากน้ำอาจยังไม่มีเชื้อรา
น้ำกัดเท้าติดต่อกันได้ไหม?
ระยะติดเชื้อราติดต่อได้ ข่าวของสถาบันโรคผิวหนังปี 2565 ระบุว่าอาจติดจากของใช้ที่มีเชื้อ NHS จึงแนะนำไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า หรือรองเท้าร่วมกับผู้อื่น
ยาสามัญประจำบ้านตัวไหนใช้กับน้ำกัดเท้า?
รายการ 15.3 ยารักษากลากเกลื้อน น้ำกัดเท้า ชนิดขี้ผึ้ง มีกรดเบนโซอิกและกรดซาลิไซลิก ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2568 วิธีใช้ให้อ่านฉลากและถามเภสัชกร
มีน้ำเหลืองเยิ้มทายาได้เลยไหม?
กรมควบคุมโรคแนะนำให้โปะผ้าสะอาดชุบน้ำเกลืออ่อน ๆ จนผื่นแห้งก่อน แล้วจึงใช้ยารักษากลากเกลื้อน ถ้ามีหนองหรือบวมแดงควรพบแพทย์
น้ำกัดเท้ากี่วันหาย?
ไม่มีจำนวนวันตายตัว ระยะผิวเปื่อยดีขึ้นเมื่อเท้าแห้ง ส่วนระยะติดเชื้อรา กรมควบคุมโรคปี 2567 ระบุการทายาต่อเนื่อง 3 ถึง 4 สัปดาห์
ใช้ครีมสเตียรอยด์ทาน้ำกัดเท้าได้ไหม?
ไม่ควรใช้เอง แพทย์สถาบันโรคผิวหนังเล่าว่าการได้สเตียรอยด์ผิดโรคทำให้กลากแย่ลงได้ การใช้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อราเป็นการตัดสินใจของแพทย์
ลุยน้ำท่วมแต่ไม่มีรองเท้าบูทควรทำอย่างไร?
กรมควบคุมโรคปี 2567 แนะนำให้สวมถุงพลาสติกที่สะอาดเพื่อไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง แล้วล้างเท้าด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งทันทีหลังขึ้นจากน้ำ
เป็นเบาหวานแล้วเป็นน้ำกัดเท้าควรทำอย่างไร?
ควรพบแพทย์แทนการรักษาเอง NHS ระบุว่าปัญหาที่เท้าอาจรุนแรงกว่าในผู้ที่เป็นเบาหวาน ระหว่างนี้ให้หมั่นดูเท้าตัวเองหลังลุยน้ำทุกครั้ง
อาการแบบไหนของน้ำกัดเท้าที่ต้องโทร 1669?
ถ้าเท้าหรือขาบวมแดงร้อนร่วมกับไข้สูงมาก หนาวสั่น ใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เวียนศีรษะจะเป็นลม สับสน หรือซึมลง ให้โทร 1669
เท้าแห้งไว ๆ คือหัวใจของการป้องกันน้ำกัดเท้า
ถ้าต้องลุยน้ำ ให้เตรียมรองเท้าบูทหรือถุงพลาสติกสะอาด ถุงเท้าแห้งสำรอง สบู่ และผ้าเช็ดเท้าส่วนตัว ขึ้นจากน้ำแล้วล้าง เช็ดซอกนิ้วให้แห้ง และเปลี่ยนถุงเท้าทันที ถ้าผิวเริ่มลอก คัน และมีกลิ่น ให้ไปร้านยาที่มีเภสัชกร แล้วเล่าว่าลุยน้ำมานานแค่ไหน มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตรหรือไม่ ส่วนเท้าที่บวมแดงลามขึ้นขา มีหนอง หรือมาพร้อมไข้ อย่ารอให้หายเอง
แหล่งอ้างอิง
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา: ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบัน พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 273 ง, 14 สิงหาคม 2568)
- กรมควบคุมโรค: ห่วงน้ำท่วม เตือน 3 ภัยใกล้ตัว พร้อมระวัง 6 กลุ่มโรค (27 กันยายน 2569)
- กรมควบคุมโรค สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8: โรคน้ำกัดเท้า อาการทางผิวหนัง พบมากช่วงน้ำท่วม (18 กันยายน 2567)
- กรมควบคุมโรค สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7: หมอแนะ ระวังโรคที่มากับน้ำ เชื้อราที่เท้า (27 กันยายน 2567)
- กรมควบคุมโรค: เตือนประชาชน ระวังโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม (1 สิงหาคม 2567)
- กรุงเทพธุรกิจ: เช็ก 6 โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน ข้อมูลจากสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ (22 กรกฎาคม 2566)
- กรุงเทพธุรกิจ: 6 โรคผิวหนังยอดฮิตที่มากับหน้าฝน ข้อมูลจากกรมการแพทย์และสถาบันโรคผิวหนัง (9 กันยายน 2565)
- มติชน: กรมอนามัย เผยอุทกภัยทำโรคน้ำกัดเท้าระบาดกว่า 3.5 หมื่นคนทั่วไทย (14 ตุลาคม 2565)
- NHS: Athlete’s foot (ตรวจทานล่าสุด 29 เมษายน 2024)
- NHS: Cellulitis (ตรวจทานล่าสุด 18 เมษายน 2024)


