แอปเปิ้ลไซเดอร์ (apple cider vinegar) คือน้ำส้มสายชูหมักที่ได้จากการหมักน้ำแอปเปิ้ลเป็นแอลกอฮอล์ แล้วหมักต่อด้วยเชื้อน้ำส้มสายชูจนเป็นกรดน้ำส้ม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 204) พ.ศ. 2543 กำหนดให้น้ำส้มสายชูหมักมีกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ส่วนผลต่อการลดน้ำหนัก หลักฐานตอนนี้ยังอ่อนและผลที่เห็นมีขนาดเล็ก
ประเด็นสำคัญ
- มาตรฐานไทยตั้งแต่ปี 2543 กำหนดกรดน้ำส้มในน้ำส้มสายชูหมักขั้นต่ำ 4 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร
- การทดลองในคนญี่ปุ่น 175 คน ปี ค.ศ. 2009 พบน้ำหนักลด 1 ถึง 2 กิโลกรัมใน 12 สัปดาห์ และกลับใกล้ค่าเดิมหลังหยุด 4 สัปดาห์
- งานวิจัยในเลบานอน 120 คนที่สื่อทั่วโลกอ้างถึง ถูกถอนเมื่อ 23 กันยายน 2568 เพราะข้อมูลเชื่อถือไม่ได้
- ไม่มีเวลาดื่มที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับ ปริมาณในงานวิจัยไม่ใช่คำแนะนำ
- ความเสี่ยงที่มีรายงาน ได้แก่ ฟันกร่อน การบาดเจ็บของหลอดอาหาร และโพแทสเซียมต่ำเมื่อดื่มปริมาณมากเป็นเวลานาน
แอปเปิ้ลไซเดอร์คืออะไร และมีกรดน้ำส้มเท่าไหร่?
คำว่าแอปเปิ้ลไซเดอร์ในบ้านเรามักย่อมาจาก แอปเปิ้ลไซเดอร์ เวนิการ์ ไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มไซเดอร์ที่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำแอปเปิ้ลคั้น สิ่งที่อยู่ในขวดคือน้ำส้มสายชูชนิดหนึ่ง รสเปรี้ยวจัด มีกรดน้ำส้ม (acetic acid) เป็นส่วนประกอบหลัก
ประกาศฉบับนี้ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 มกราคม 2544 และหน้ากฎหมายหมวดน้ำส้มสายชูของกองอาหาร อย. ยังแสดงฉบับที่ 204 เป็นฉบับหลักในวันที่เราตรวจสอบ ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับผู้บริโภคโดยตรงคือ
- ความเข้มข้น: น้ำส้มสายชูหมักต้องมีกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ที่ 27 องศาเซลเซียส
- แอลกอฮอล์ตกค้าง: ไม่เกินร้อยละ 0.5
- ลักษณะ: ต้องใสไม่มีตะกอน ยกเว้นน้ำส้มสายชูหมักตามธรรมชาติ แอปเปิ้ลไซเดอร์บางยี่ห้อจึงขุ่นหรือมีตะกอนได้
บทความทบทวนของ Johnston และ Gaas ใน MedGenMed เมื่อ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 ระบุว่าสหรัฐอเมริกากำหนดความเป็นกรดขั้นต่ำร้อยละ 4 เช่นกัน และน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลโดยทั่วไปมีกรดน้ำส้มร้อยละ 5 ถึง 6 ความเป็นกรดนี้คือที่มาของทั้งผลต่อระดับน้ำตาลและความเสี่ยงต่อฟันกับหลอดอาหาร
แอปเปิ้ลไซเดอร์ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ งานวิจัยบางชิ้นพบน้ำหนักลดเล็กน้อยในช่วงสั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานระยะยาวที่มั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นวิธีลดน้ำหนัก
งานวิจัยญี่ปุ่นปี ค.ศ. 2009
Kondo และคณะตีพิมพ์ในวารสาร Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry เป็นการทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองทาง เทียบยาหลอก ผู้เข้าร่วม 175 คนอายุ 25 ถึง 60 ปี ดัชนีมวลกาย 25 ถึง 30 และไม่ได้ใช้ยาใด ๆ ดื่มเครื่องดื่มวันละ 500 มิลลิลิตรที่ผสมน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ล 0, 15 หรือ 30 มิลลิลิตร แบ่งดื่มหลังอาหารเช้าและเย็น นาน 12 สัปดาห์ แล้วติดตามต่ออีก 4 สัปดาห์
เมื่อจบ 12 สัปดาห์ น้ำหนักเฉลี่ยกลุ่มยาหลอกเปลี่ยนจาก 74.2 เป็น 74.6 กิโลกรัม กลุ่ม 15 มิลลิลิตรจาก 74.9 เป็น 73.7 กิโลกรัม และกลุ่ม 30 มิลลิลิตรจาก 73.1 เป็น 71.2 กิโลกรัม ผู้วิจัยสรุปว่าน้ำหนักลด 1 ถึง 2 กิโลกรัม แต่หลังหยุดดื่ม 4 สัปดาห์ น้ำหนักกลับไปใกล้ค่าเริ่มต้น ผู้เข้าร่วมเหลือครบการศึกษา 155 คน และทีมวิจัยสังกัดสถาบันวิจัยของ Mizkan Group ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำส้มสายชู
งานวิจัยของไทยปี 2563
ทีมจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตีพิมพ์ใน Thai Journal of Public Health ปีที่ 50 ฉบับที่ 3 ผู้เข้าร่วม 40 คนที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรมถูกสุ่มเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล จากข้าว จากดอกมะพร้าว และเครื่องดื่มน้ำดอกมะพร้าวเข้มข้น ดื่มวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 15 มิลลิลิตรผสมน้ำ ก่อนอาหารเช้าและเย็น นาน 4 สัปดาห์
กลุ่มแอปเปิ้ลไซเดอร์มีเส้นรอบเอวลดลงเมื่อเทียบกับค่าเริ่มต้นของกลุ่มตัวเอง (p = 0.045) แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรใดเลย ผู้เข้าร่วมที่วิเคราะห์ได้เหลือ 35 คน
งานวิจัยชิ้นดังถูกถอน
เดือนมีนาคม 2567 วารสาร BMJ Nutrition, Prevention & Health ตีพิมพ์งานจากเลบานอนในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นที่มีน้ำหนักเกิน 120 คน ให้ดื่ม 5, 10 หรือ 15 มิลลิลิตรเทียบยาหลอก 12 สัปดาห์ และรายงานว่าน้ำหนัก น้ำตาล และไขมันลดลงทุกกลุ่ม ประกาศถอนบทความตีพิมพ์เมื่อ 23 กันยายน 2568 และ BMJ Group ออกข่าววันที่ 25 กันยายน 2568 ระบุว่ามีค่าสถิติที่ไม่น่าเป็นไปได้ ข้อมูลดิบเชื่อถือไม่ได้ และไม่ได้ลงทะเบียนการทดลองล่วงหน้า นักสถิติที่วารสารส่งตรวจคำนวณผลซ้ำไม่ได้ วารสารขอให้สื่อเลิกอ้างอิงผลนี้
เรื่องนี้กระทบงานอื่นด้วย การวิเคราะห์อภิมานของ Castagna และคณะในวารสาร Nutrients ซึ่งตีพิมพ์ 19 กันยายน 2568 รวม 10 การทดลอง ผู้เข้าร่วม 789 คน และสรุปว่าแอปเปิ้ลไซเดอร์ลดน้ำหนักได้ในระยะสั้น แต่หนึ่งใน 10 งานนั้นคืองานเลบานอนที่ถูกถอนในอีก 4 วันต่อมา ผู้เขียนเองยอมรับว่างานที่รวมมีความแตกต่างกันสูง ใช้เวลาเพียง 4 ถึง 12 สัปดาห์ และมีสัญญาณของอคติจากการตีพิมพ์ ขณะที่การวิเคราะห์อภิมานของ Tehrani และคณะ (25 การทดลอง ผู้ใหญ่ 1,320 คน) ไม่พบผลที่มีนัยสำคัญต่อดัชนีมวลกาย
แอปเปิ้ลไซเดอร์ช่วยเรื่องน้ำตาลในเลือดได้แค่ไหน?
ข้อมูลด้านน้ำตาลมีมากกว่าด้านน้ำหนัก แต่ส่วนใหญ่เป็นงานขนาดเล็ก และวัดค่าในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน
- ผลต่อมื้ออาหาร: บทความทบทวนปี ค.ศ. 2006 สรุปงานของ Johnston ปี ค.ศ. 2004 ว่าเมื่อดื่มน้ำส้มสายชู 20 กรัมผสมน้ำทันทีก่อนอาหาร ผู้ที่ดื้ออินซูลิน 11 คนมีน้ำตาลหลังอาหารลดลงร้อยละ 64 แต่ในผู้ป่วยเบาหวาน 10 คนลดลงร้อยละ 17 ซึ่งไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
- ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2: การวิเคราะห์อภิมานใน Frontiers in Nutrition เมื่อ 30 มกราคม 2568 รวม 7 งานวิจัย 463 คน พบน้ำตาลขณะอดอาหารลดเฉลี่ย 21.9 มก./ดล. และ HbA1c ลด 1.53 แต่ 5 ใน 7 งานทำในอิหร่าน และ 5 ใน 7 งานถูกจัดว่าคุณภาพต่ำ ความเชื่อมั่นของหลักฐานอยู่ที่ปานกลางสำหรับน้ำตาลขณะอดอาหาร และต่ำสำหรับ HbA1c
- คนสุขภาพดี: การวิเคราะห์ของ Hadi และคณะ ปี ค.ศ. 2021 รวม 9 งาน พบภาพรวมน้ำตาลขณะอดอาหารลด 7.97 มก./ดล. แต่ในกลุ่มคนสุขภาพดีกลับพบแนวโน้มสูงขึ้น
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลให้ลดหรือหยุดยาเอง และถ้าแอปเปิ้ลไซเดอร์มีผลต่อน้ำตาลจริง ผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรืออินซูลินก็ยิ่งต้องแจ้งแพทย์ก่อนดื่มเป็นประจำ
ตารางด้านล่างรวมงานวิจัยที่ถูกอ้างถึงบ่อย ปริมาณที่เขียนไว้คือสิ่งที่งานวิจัยทำ ไม่ใช่ปริมาณที่แนะนำ
| งานวิจัย | ผู้เข้าร่วม | สิ่งที่ให้ดื่ม | ระยะเวลา | ผลและข้อจำกัด |
|---|---|---|---|---|
| Kondo ญี่ปุ่น (ค.ศ. 2009) | 175 คน | 15 หรือ 30 มล. หลังอาหารเช้าและเย็น | 12 สัปดาห์ | น้ำหนักลด 1 ถึง 2 กก. กลับขึ้นหลังหยุด |
| Techavichian ไทย (2563) | 40 คน | 15 มล. ผสมน้ำ ก่อนอาหารเช้าและเย็น | 4 สัปดาห์ | รอบเอวลดในกลุ่ม ไม่ต่างจากกลุ่มอื่น |
| Abou-Khalil เลบานอน (2567) | 120 คน | 5, 10 หรือ 15 มล. ต่อวัน | 12 สัปดาห์ | ถูกถอน 23 ก.ย. 2568 |
| Johnston สหรัฐฯ (ค.ศ. 2004) | ดื้ออินซูลิน 11 คน เบาหวาน 10 คน | 20 กรัม ทันทีก่อนอาหาร | รายมื้อ | ลดน้ำตาลหลังอาหารในกลุ่มดื้ออินซูลิน |
| Hlebowicz สวีเดน (ค.ศ. 2007) | 10 คน | 30 มล. ในน้ำ 200 มล. | รายมื้อ | กระเพาะบีบตัวช้าลงในเบาหวานชนิดที่ 1 |
| Arjmandfard (2568) | 463 คน จาก 7 งาน | ต่างกันตามงาน | 4 ถึง 12 สัปดาห์ | น้ำตาลขณะอดอาหารลด 21.9 มก./ดล. |
| Castagna (2568) | 789 คน จาก 10 งาน | 5 ถึง 30 มล. หรือเม็ดฟู่ | 4 ถึง 12 สัปดาห์ | รวมงานที่ถูกถอนไว้ด้วย |

แอปเปิ้ลไซเดอร์กินตอนไหน มีเวลาที่ดีที่สุดหรือเปล่า?
ยังไม่มีเวลาดื่มที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ และเราไม่พบแนวทางของหน่วยงานสาธารณสุขไทยที่กำหนดเวลาดื่มเพื่อลดน้ำหนัก งานวิจัยแต่ละชิ้นเลือกเวลาต่างกัน งานญี่ปุ่นให้ดื่มหลังอาหารเช้าและเย็น งานของไทยให้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็นแล้วกินอาหารทันที งานของ Johnston ให้ดื่มทันทีก่อนมื้อเพราะต้องการวัดน้ำตาลหลังมื้อนั้น ส่วนงานสวีเดนให้ดื่มก่อนอาหารเช้าทุกวัน 2 สัปดาห์ก่อนการวัด
สิ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีงานใดให้ดื่มน้ำส้มสายชูเปล่า ๆ ทุกงานผสมน้ำหรือเครื่องดื่ม และส่วนใหญ่ดื่มคู่กับมื้ออาหาร งานของไทยระบุว่าให้กินอาหารทันทีหลังดื่มเพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากความเป็นกรด ส่วนงานญี่ปุ่นคัดคนที่เคยแสบร้อนกลางอกจากน้ำส้มสายชูออกตั้งแต่ต้น
ดังนั้นถ้าถามว่าแอปเปิ้ลไซเดอร์ลดน้ำหนักกินตอนไหนดี คำตอบที่ซื่อตรงคือ เวลาไม่ใช่ตัวแปรหลัก เพราะผลต่อน้ำหนักเองก็เล็กและไม่คงทน สิ่งที่มีผลมากกว่าคือพลังงานที่กินทั้งวัน ลองประเมินน้ำหนักตัวด้วย วิธีคำนวณค่า BMI และปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเรื่องแผนที่เหมาะกับตัวเอง
ดื่มแอปเปิ้ลไซเดอร์ทุกวันอันตรายไหม?
สำหรับคนสุขภาพดีที่ดื่มแบบเจือจางในปริมาณเท่างานวิจัย รายงานผลข้างเคียงร้ายแรงพบได้น้อย การทบทวนอย่างเป็นระบบของ Launholt และคณะ ปี ค.ศ. 2020 ซึ่งรวมงานในคน 13 ชิ้น สรุปว่าความเสี่ยงดูไม่มากเมื่อดื่มตามวิธีที่แนะนำ แต่ก็ระบุว่าหลักฐานคุณภาพสูงยังไม่พอ ส่วนงานญี่ปุ่นไม่พบความผิดปกติของตับและไตตลอด 12 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ความเป็นกรดทำให้มีความเสี่ยงที่ควรรู้ 4 ข้อ
ฟันกร่อน
การทดลองในห้องปฏิบัติการของ Willershausen และคณะ ปี ค.ศ. 2014 แช่ชิ้นเคลือบฟันจากฟันคุดในน้ำส้มสายชู 5 ชนิดนานสูงสุด 8 ชั่วโมง ชนิดที่กัดกร่อนมากที่สุดทำให้แร่ธาตุหายไปราวร้อยละ 20 ที่ความลึก 45 ไมโครเมตร ผู้วิจัยเตือนว่าในช่องปากจริงมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย แต่หลักการว่ากรดทำให้เคลือบฟันเสียแร่ธาตุนั้นชัดเจน
คอและหลอดอาหารบาดเจ็บ
บทความทบทวนปี ค.ศ. 2006 บันทึกกรณีหญิงอายุ 39 ปีที่ดื่มน้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 1 ช้อนโต๊ะเพื่อให้เปลือกปูที่ติดคอหลุด แล้วเกิดการบาดเจ็บจากสารกัดกร่อนระดับ 2 ที่หลอดอาหาร อาการหายเองในไม่กี่วัน ส่วนงานของ Hill และคณะ ปี ค.ศ. 2005 ทดสอบแอปเปิ้ลไซเดอร์ชนิดเม็ด 8 ผลิตภัณฑ์หลังได้รับรายงานเหตุไม่พึงประสงค์ พบว่าขนาดเม็ด ปริมาณกรด และฉลากแตกต่างกันมาก จนสงสัยว่าบางผลิตภัณฑ์มีแอปเปิ้ลไซเดอร์จริงหรือไม่
โพแทสเซียมต่ำเมื่อดื่มมากเป็นเวลานาน
รายงานผู้ป่วยในวารสาร Nephron ปี ค.ศ. 1998 ของ Lhotta และคณะ บรรยายภาวะโพแทสเซียมต่ำ เรนินสูง และกระดูกพรุน ในผู้ที่ดื่มน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลปริมาณมาก บทความทบทวนปี ค.ศ. 2006 สรุปว่าเป็นหญิงอายุ 28 ปีที่ดื่มราว 250 มิลลิลิตรต่อวันนาน 6 ปี นี่เป็นผู้ป่วยรายเดียวและดื่มมากกว่างานวิจัยทั่วไปหลายเท่า แต่ผู้ที่มีโพแทสเซียมต่ำอยู่แล้ว หรือใช้ยาที่ทำให้โพแทสเซียมลด เช่น ยาขับปัสสาวะบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง
งานของ Hlebowicz และคณะ ปี ค.ศ. 2007 ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่กระเพาะบีบตัวช้าอยู่แล้ว 10 คน พบว่าเมื่อดื่มแอปเปิ้ลไซเดอร์ 30 มิลลิลิตรพร้อมอาหาร ค่ามัธยฐานอัตราการบีบตัวของกระเพาะลดจากร้อยละ 27 เหลือร้อยละ 17 ซึ่งผู้วิจัยมองว่าอาจเป็นผลเสียต่อการคุมน้ำตาลของผู้ป่วยกลุ่มนี้
ถ้าแสบร้อนกลางอก ปวดท้อง กลืนเจ็บ หรือเสียวฟันมากขึ้นหลังเริ่มดื่ม ให้หยุดและไปพบแพทย์ ถ้าดื่มน้ำส้มสายชูไม่เจือจางหรือเม็ดติดคอ จนเจ็บหน้าอก กลืนไม่ได้ อาเจียนเป็นเลือด หรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที
ใครไม่ควรกินแอปเปิ้ลไซเดอร์ หรือต้องถามแพทย์ก่อน?
- ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะ หรือกระเพาะอักเสบ: งานของไทยปี 2563 เตือนว่าน้ำส้มสายชูหมักอาจระคายเคืองทางเดินอาหาร ถ้ายังแยกอาการไม่ออก อ่าน อาการกรดไหลย้อน และ อาการโรคกระเพาะ
- ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรืออินซูลิน: เพราะมีผลต่อระดับน้ำตาล การเลือกยาและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หรือเภสัชกร
- ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่กระเพาะบีบตัวช้า: ตามงานปี ค.ศ. 2007 ข้างต้น
- ผู้ที่มีโพแทสเซียมต่ำ หรือใช้ยาที่ลดโพแทสเซียม: ตามรายงานผู้ป่วยปี ค.ศ. 1998
- ผู้ที่ฟันสึกกร่อนหรือเสียวฟัน: เพราะกรดทำให้เคลือบฟันเสียแร่ธาตุ
- หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และวัยรุ่น: งานญี่ปุ่นคัดหญิงตั้งครรภ์ออก การวิเคราะห์ของ Castagna รวมเฉพาะผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป และงานในวัยรุ่นชิ้นเดียวถูกถอนแล้ว จึงยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เชื่อถือได้
สำหรับผู้ที่ใช้ยาอื่น หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตอบคำถามในปี 2567 เรื่องแอปเปิ้ลไซเดอร์ชนิดเม็ดกับยา propranolol ว่ายังไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างกัน แต่เตือนว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอปเปิ้ลไซเดอร์อาจผสมสารอื่น เช่น สารสกัดโสม ถั่งเช่า กาแฟ หรือขมิ้น ซึ่งอาจมีผลต่อยาหรือโรคที่เป็นอยู่ จึงควรอ่านส่วนประกอบทั้งหมดและปรึกษาแพทย์ที่รักษา
แอปเปิ้ลไซเดอร์แบบเม็ดที่อ้างว่าลดน้ำหนัก อย. มีกฎอย่างไร?
แอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ขายในไทยมีทั้งแบบขวดและแบบเม็ด แคปซูล หรือกัมมี่ที่มักเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทั้งสองแบบเป็นอาหารตามกฎหมาย ไม่ใช่ยา
- ห้ามโฆษณาเท็จ: พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ห้ามโฆษณาคุณภาพ คุณประโยชน์ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือหลอกลวง และมาตรา 41 กำหนดให้ผู้ที่จะโฆษณาคุณประโยชน์ของอาหารเพื่อการค้าต้องได้รับอนุญาตก่อน
- ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 กำหนดให้ฉลากแสดงส่วนประกอบสำคัญ วิธีใช้ และข้อความให้กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ส่วนการกล่าวอ้างทางสุขภาพต้องเป็นไปตามประกาศเรื่องการกล่าวอ้างทางสุขภาพ
เราไม่พบประกาศของ อย. ที่รับรองว่าแอปเปิ้ลไซเดอร์มีสรรพคุณลดน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าผอมเร็ว ลดได้กี่กิโลในกี่วัน หรือใช้แทนยาเบาหวาน จึงควรถือเป็นสัญญาณเตือน และเลข อย. บนฉลากบอกเพียงว่าได้รับอนุญาตในฐานะอาหาร ไม่ได้ยืนยันสรรพคุณที่โฆษณา
ตัวเลข มาตรฐาน และผลการศึกษาในบทความนี้มาจากแหล่งที่ระบุไว้ท้ายบทความ ณ วันตรวจสอบข้อมูล 30 กันยายน 2569 พร้อมระบุปีของข้อมูลแต่ละชุด ปริมาณที่กล่าวถึงเป็นสิ่งที่งานวิจัยใช้ ไม่ใช่ปริมาณที่แนะนำ โปรดยืนยันกับแพทย์ เภสัชกร หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนนำไปใช้ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย และไม่ใช้เป็นแนวทางเริ่ม ปรับ หรือหยุดยาด้วยตนเอง
คำถามที่พบบ่อย
แอปเปิ้ลไซเดอร์คืออะไร?
คือน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล มีกรดน้ำส้มเป็นส่วนประกอบหลัก ไม่ใช่เครื่องดื่มไซเดอร์ที่มีแอลกอฮอล์
แอปเปิ้ลไซเดอร์มีกรดน้ำส้มกี่เปอร์เซ็นต์?
มาตรฐานไทยปี 2543 กำหนดขั้นต่ำ 4 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร และบทความทบทวนปี ค.ศ. 2006 ระบุว่าโดยทั่วไปมีร้อยละ 5 ถึง 6
แอปเปิ้ลไซเดอร์ลดน้ำหนักได้จริงไหม?
งานญี่ปุ่นปี ค.ศ. 2009 พบน้ำหนักลด 1 ถึง 2 กิโลกรัมใน 12 สัปดาห์และกลับขึ้นหลังหยุด หลักฐานระยะยาวยังไม่มี
งานวิจัยแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ถูกถอนคือชิ้นไหน?
คืองานในคนเลบานอน 120 คนที่ตีพิมพ์ใน BMJ Nutrition, Prevention & Health เมื่อมีนาคม 2567 และถูกถอนเมื่อ 23 กันยายน 2568
แอปเปิ้ลไซเดอร์กินตอนไหนดีที่สุด?
ไม่มีเวลาที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับ งานวิจัยให้ดื่มทั้งก่อนและหลังอาหาร แต่ทุกงานผสมน้ำและส่วนใหญ่ดื่มคู่มื้ออาหาร
ดื่มแอปเปิ้ลไซเดอร์ทุกวันอันตรายไหม?
ในคนสุขภาพดีที่ดื่มแบบเจือจาง ผลข้างเคียงร้ายแรงพบน้อย แต่มีรายงานฟันกร่อน หลอดอาหารบาดเจ็บ และโพแทสเซียมต่ำเมื่อดื่มมากเป็นเวลานาน
ดื่มแอปเปิ้ลไซเดอร์เปล่า ๆ ได้ไหม?
ไม่ควร เพราะกรดระคายเคืองคอ หลอดอาหาร และเคลือบฟัน งานวิจัยที่เราตรวจสอบทุกชิ้นผสมน้ำก่อนดื่ม
คนเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อนดื่มได้ไหม?
ควรหลีกเลี่ยงหรือถามแพทย์ก่อน งานของไทยปี 2563 เตือนว่าอาจระคายเคืองทางเดินอาหารในผู้ที่มีประวัติโรคเหล่านี้
ผู้ป่วยเบาหวานดื่มแทนยาได้ไหม?
ไม่ได้ หลักฐานด้านน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ ผู้ที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรืออินซูลินควรแจ้งแพทย์ก่อนดื่มเป็นประจำ และห้ามหยุดยาเอง
แอปเปิ้ลไซเดอร์แบบเม็ดต่างจากแบบน้ำอย่างไร?
แบบเม็ดมักเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร งานปี ค.ศ. 2005 พบปริมาณกรดและฉลากต่างกันมากใน 8 ผลิตภัณฑ์ และบางยี่ห้ออาจผสมสารอื่น
ดื่มแล้วมีอาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที?
เจ็บหน้าอก กลืนไม่ได้ อาเจียนเป็นเลือด หรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 ทันที
ใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์อย่างรู้ขีดจำกัดของหลักฐาน
ใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์เป็นเครื่องปรุงในน้ำสลัดหรือเครื่องดื่มเจือจางได้ตามปกติ แต่ถ้าหวังให้ลดน้ำหนัก ตัวเลขที่ดีที่สุดตอนนี้คือราว 1 ถึง 2 กิโลกรัมใน 12 สัปดาห์ซึ่งหายไปเมื่อหยุด การคุมพลังงานจากอาหารและการขยับร่างกายยังมีหลักฐานรองรับมากกว่า ถ้ามีโรคกระเพาะ ใช้ยาเบาหวานหรือยาขับปัสสาวะ หรือฟันเสียวง่าย ให้คุยกับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนดื่มทุกวัน
แหล่งอ้างอิง
- กองอาหาร อย.: กฎหมายอาหาร หมวดน้ำส้มสายชู
- ราชกิจจานุเบกษา: ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 204) พ.ศ. 2543 เรื่อง น้ำส้มสายชู
- กองอาหาร อย.: พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
- กองอาหาร อย.: ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548
- J-STAGE: Kondo et al. Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry (2009)
- Thai Journal of Public Health: Effect of Cider Vinegar Consumption (2020)
- PubMed: Abou-Khalil et al. (RETRACTED, 2024)
- BMJ Group: retracts trial on apple cider vinegar and weight loss (2025)
- PubMed: Castagna et al. Nutrients (2025)
- Frontiers in Nutrition: Arjmandfard et al. (2025)
- PubMed: Tehrani et al. Current Medicinal Chemistry
- PubMed: Hadi et al. (2021)
- PubMed: Launholt et al. (2020)
- PMC: Johnston and Gaas, MedGenMed (2006)
- PubMed: Hlebowicz et al. (2007)
- PubMed: Hill et al. (2005)
- PubMed: Lhotta et al. (1998)
- PubMed: Willershausen et al. (2014)
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: ตอบคำถามเรื่องยา propranolol กับแอปเปิ้ลไซเดอร์


