บทความแนะนำความดันสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรค สาเหตุ อาการ และวิธีลด ตามแนวทางไทย 2567

ความดันสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรค สาเหตุ อาการ และวิธีลด ตามแนวทางไทย 2567

ต้องอ่าน

สรุปสั้น ๆ: แนวทางของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ปี 2024 (พ.ศ. 2567) ยังใช้ 140/90 มม.ปรอทจากการวัดที่สถานพยาบาลเป็นเกณฑ์วินิจฉัย และตั้งกลุ่มใหม่ชื่อ BP at risk สำหรับ 130 ถึง 139/80 ถึง 89 มม.ปรอท ผลสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567 ถึง 2568) พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นความดันสูงร้อยละ 29.5 และเกือบครึ่งไม่เคยรู้ตัว

ความดันสูงในผู้ใหญ่ไทยหมายถึงค่าที่วัดซ้ำหลายครั้งที่สถานพยาบาลได้ตัวบนตั้งแต่ 140 และหรือตัวล่างตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอท หรือวัดที่บ้านได้เฉลี่ยตั้งแต่ 135/85 ตามแนวทางของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยฉบับปี 2024 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Asian Biomedicine เมื่อธันวาคม 2025 ส่วนค่า 130 ถึง 139/80 ถึง 89 ยังไม่นับเป็นโรค แต่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรเริ่มปรับพฤติกรรม

ประเด็นสำคัญ

  • เกณฑ์ไทยปี 2567 คือ 140/90 มม.ปรอทเมื่อวัดที่สถานพยาบาล และ 135/85 เมื่อวัดที่บ้าน ต้องพบค่าสูงซ้ำ ไม่ใช่วัดครั้งเดียว
  • ช่วง 130 ถึง 139/80 ถึง 89 เปลี่ยนชื่อจาก “ปกติค่อนสูง” เป็น “BP at risk” เพื่อไม่ให้คนมองข้ามความเสี่ยง
  • ACC/AHA ของสหรัฐใช้ 130/80 ตั้งแต่ปี 2017 และฉบับปี 2025 ที่มาแทนยังคงเกณฑ์นี้
  • ความชุกในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มจากร้อยละ 25.4 (ปี 2563) เป็นร้อยละ 29.5 (ปี 2568) และร้อยละ 47.8 ของผู้ป่วยไม่เคยได้รับการวินิจฉัย
  • คนไทยกินโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน เกินคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม
  • ตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอทต้องพบแพทย์ทันที ถ้ามีเจ็บหน้าอก แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือหอบเหนื่อย ให้โทร 1669

ความดันสูงเท่าไหร่ถึงเรียกว่าเป็นโรค ตามแนวทางไทยปี 2567?

คำตอบคือ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปเมื่อวัดที่คลินิก โรงพยาบาล หรือสถานบริการสาธารณสุข แนวทางฉบับปี 2024 ของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยระบุว่ายังคงจุดตัดเดิมไว้ ใช้กับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป และต้องพบค่าสูงซ้ำด้วยวิธีวัดที่ได้มาตรฐาน ตัวเลขครั้งเดียวหลังเดินขึ้นบันไดมายังสรุปอะไรไม่ได้

ความดันมีสองตัวเลข ตัวบนคือแรงดันขณะหัวใจบีบตัว ตัวล่างคือแรงดันขณะหัวใจคลายตัว ตามคำอธิบายของกรมควบคุมโรคในวันความดันโลหิตสูงโลกเมื่อพฤษภาคม 2569 ถ้าตัวใดตัวหนึ่งเข้าเกณฑ์ก็ถือว่าสูงได้

นิยาม: โรคความดันโลหิตสูง (hypertension) คือภาวะที่ความดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางไทยปี 2567 หมายถึงค่าที่วัดซ้ำที่สถานพยาบาลได้ตัวบนตั้งแต่ 140 และหรือตัวล่างตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอท ส่วน BP at risk คือช่วง 130 ถึง 139 และหรือ 80 ถึง 89 ซึ่งยังไม่นับเป็นโรค แต่เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่ต่ำกว่า 120/80

ตารางนี้มาจากตารางที่ 5 ของแนวทางฉบับปี 2024 ใช้กับค่าที่วัดในสถานพยาบาล คอลัมน์สุดท้ายสรุปจากแนวทางและคำแนะนำของกรมควบคุมโรค ไม่ใช่คำสั่งการรักษาเฉพาะบุคคล

ระดับ (แนวทางไทย 2567)ตัวบน (มม.ปรอท)ตัวล่าง (มม.ปรอท)ความหมายโดยสรุป
เหมาะสม (Optimal)ต่ำกว่า 120และ ต่ำกว่า 80ระดับที่กรมควบคุมโรคระบุว่าเหมาะสม
ปกติ (Normal)120 ถึง 129และหรือ ต่ำกว่า 80ยังไม่เป็นโรค ดูแลพฤติกรรมต่อ
เสี่ยง (BP at risk)130 ถึง 139และหรือ 80 ถึง 89ยังไม่เป็นโรค ควรปรับพฤติกรรมและวัดนอกโรงพยาบาลเพิ่ม
ความดันสูงระดับ 1140 ถึง 159และหรือ 90 ถึง 99เป็นโรคเมื่อพบซ้ำ ควรพบแพทย์
ความดันสูงระดับ 2160 ถึง 179และหรือ 100 ถึง 109สูงมาก เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
ความดันสูงระดับ 3ตั้งแต่ 180และหรือ ตั้งแต่ 110กรมควบคุมโรคถือเป็นภาวะวิกฤติ พบแพทย์ทันที
สูงเฉพาะตัวบน (ISH)ตั้งแต่ 140และ ต่ำกว่า 90พบบ่อยในคนอายุเกิน 50 ปี โดยเฉพาะเกิน 70 ปี
สูงเฉพาะตัวล่าง (IDH)ต่ำกว่า 140และ ตั้งแต่ 90พบบ่อยในคนอายุน้อยกว่า 50 ปี และคนน้ำหนักเกิน

สิ่งที่เปลี่ยนคือชื่อแถวที่สาม แนวทางไทยปี 2012, 2015 และ 2019 เคยเรียกช่วงนี้ว่า high-normal คณะผู้จัดทำให้เหตุผลว่าคำนี้ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ต้องกังวล ทั้งที่การศึกษาในประชากรเอเชียพบความเสี่ยงสูงขึ้นแล้ว นอกจากนี้ คนในช่วงนี้อาจถูกวินิจฉัยเป็นโรคได้ ถ้ามีอวัยวะถูกทำลายจากความดัน มีโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นเบาหวาน หรือมีความเสี่ยงโรคหัวใจสูง

วัดที่บ้านใช้เกณฑ์ความดันสูงเท่าไหร่

ค่าที่บ้านมักต่ำกว่าค่าที่โรงพยาบาล เกณฑ์จึงต่างกัน ตารางที่ 6 ของแนวทางไทยกำหนดว่าวัดที่บ้านตั้งแต่ 135/85 ถือว่าสูง ถ้าใช้เครื่องวัดติดตัว 24 ชั่วโมง ค่าเฉลี่ยกลางวันตั้งแต่ 135/85 กลางคืนตั้งแต่ 120/70 และทั้ง 24 ชั่วโมงตั้งแต่ 130/80 ถือว่าสูง เมื่อค่าสองแหล่งขัดกัน แนวทางให้ยึดค่านอกโรงพยาบาล

  • เครื่องวัด: เครื่องอัตโนมัติแบบพันต้นแขนที่ผ่านการรับรอง ผ้าพันแบบ wide-range ใช้ได้กับรอบต้นแขน 22 ถึง 42 เซนติเมตร ยังไม่แนะนำอุปกรณ์แบบไม่มีผ้าพันแขน
  • ก่อนวัด: งดบุหรี่ กาแฟ และออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที ปัสสาวะก่อน นั่งพัก 3 ถึง 5 นาที หลังพิงพนัก เท้าวางราบ แขนวางระดับหัวใจ ไม่พูดคุย
  • ช่วงเวลา: เช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่น ก่อนกินยาและอาหารเช้า กับเย็นก่อนนอน ช่วงละอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที
  • จำนวนวัน: เพื่อวินิจฉัยให้วัด 7 วันติดกัน กรณีเร่งด่วนอย่างน้อย 3 วัน จดทุกค่าแล้วนำไปให้แพทย์ดู
บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ครอบครัว จิต หลุด เพี้ยน สุด หัวใจ 2016 พากย์ ไทย

ทำไมเกณฑ์ความดันสูงของไทยต่างจาก ACC/AHA ของสหรัฐอเมริกา?

เพราะเลือกจุดตัดต่างกัน แนวทางของ American College of Cardiology และ American Heart Association (ACC/AHA) ปี 2017 ลดเกณฑ์เหลือตัวบนตั้งแต่ 130 หรือตัวล่างตั้งแต่ 80 มม.ปรอท บทความของ Muntner และคณะในวารสาร Circulation ปี 2018 อธิบายว่าอิงหลักฐานที่พบความเสี่ยงเพิ่มชัดตั้งแต่ช่วง 130 ถึง 139/85 ถึง 89 แนวทางฉบับใหม่ปี 2025 เผยแพร่เมื่อ 14 สิงหาคม 2025 และมาแทนฉบับปี 2017 โดยหน้าข้อมูลของ CDC ที่ปรับปรุงเมื่อ 28 มกราคม 2026 สรุปว่าความดันสูงตามแนวทางปี 2025 คือค่าที่อยู่ที่หรือเกิน 130/80 อย่างสม่ำเสมอ

ช่วงความดัน (มม.ปรอท)แนวทางไทย 2567ACC/AHA 2017 และ 2025ผลในทางปฏิบัติ
ต่ำกว่า 120/80เหมาะสมปกติต่างกันแค่ชื่อเรียก
120 ถึง 129 และตัวล่างต่ำกว่า 80ปกติelevatedฝั่งสหรัฐถือเป็นสัญญาณเตือน
130 ถึง 139 หรือ 80 ถึง 89BP at risk ยังไม่เป็นโรคความดันสูงระยะที่ 1ทั้งสองฝั่งให้เริ่มปรับพฤติกรรม
ตั้งแต่ 140/90ความดันสูงระดับ 1 ขึ้นไปความดันสูงระยะที่ 2เป็นโรคตามทั้งสองเกณฑ์
เกณฑ์เป็นโรคตั้งแต่ 140/90ตั้งแต่ 130/80คนเดียวกันอาจเป็นโรคตามเกณฑ์สหรัฐ แต่ยังไม่เป็นตามเกณฑ์ไทย

ผลของการเลื่อนเกณฑ์เห็นได้จากตัวเลข งานของ Muntner ใช้ข้อมูลผู้ใหญ่สหรัฐจาก NHANES ปี 2011 ถึง 2014 พบว่าเกณฑ์ปี 2017 ทำให้ความชุกเป็นร้อยละ 45.6 เทียบกับร้อยละ 31.9 ตามเกณฑ์เดิม แต่สัดส่วนคนที่ถูกแนะนำให้ใช้ยาเพิ่มเพียงจากร้อยละ 34.3 เป็น 36.2 เพราะคนที่เพิ่งเข้าเกณฑ์ส่วนใหญ่ให้ปรับพฤติกรรมก่อน สำหรับคนไทย ตัวเลขที่ควรยึดคือเกณฑ์ไทย แต่ถ้าอยู่ในช่วง 130 ถึง 139/80 ถึง 89 ความหมายตรงกันทั้งสองฝั่ง คือถึงเวลาลดเค็มและคุมน้ำหนักแล้ว

อินโฟกราฟิกสรุป ความดันสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรค สาเหตุ อาการ และวิธีลด ตามแนวทางไทย 2567
สรุปเป็นภาพ: ความดันสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรค สาเหตุ อาการ และวิธีลด ตามแนวทางไทย 2567

ความดันสูงเกิดจากอะไร แบบไหนที่มีโรคอื่นซ่อนอยู่?

แบบที่พบเป็นส่วนใหญ่ไม่มีโรคใดเป็นต้นเหตุชัดเจน แต่เกิดจากหลายปัจจัยสะสม แนวทางไทยปี 2567 สรุปว่าความชุกที่สูงขึ้นในผู้ใหญ่ไทยมาจากการกินเค็มมาก น้ำหนักเกินและอ้วนที่เพิ่มขึ้น และมลพิษทางอากาศ ร่วมกับอายุ แอลกอฮอล์ บุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย และความเครียด ผลสำรวจครั้งที่ 7 พบความชุกต่ำสุดร้อยละ 3.8 ในกลุ่มอายุ 15 ถึง 29 ปี แล้วเพิ่มตามอายุจนสูงสุดในกลุ่ม 80 ปีขึ้นไป

อีกแบบคือความดันสูงทุติยภูมิ (secondary hypertension) ที่มีโรคเป็นตัวการ แนวทางระบุว่าพบไม่บ่อยแต่อาจรักษาให้หายได้ และควรสงสัยเมื่อเป็นตั้งแต่อายุไม่ถึง 40 ปี ใช้ยาหลายชนิดแล้วยังคุมไม่อยู่ หรือความดันขึ้นสูงเฉียบพลัน ตารางที่ 33 ของแนวทางแบ่งสาเหตุดังนี้

  • ไต: โรคเนื้อไต เช่น ไตอักเสบ ถุงน้ำในไต ไตเรื้อรัง และหลอดเลือดแดงไตตีบ อ่านสัญญาณเตือนได้ที่ อาการโรคไตที่ควรรู้
  • ต่อมไร้ท่อ: ภาวะอัลโดสเตอโรนเกินปฐมภูมิ (primary aldosteronism) เนื้องอก pheochromocytoma กลุ่มอาการคุชชิง โรคไทรอยด์ และแคลเซียมในเลือดสูงจากต่อมพาราไทรอยด์
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA): แนวทางอ้างว่าพบในคนไทยร้อยละ 4.4 ถึง 11.4 และในคนเป็น OSA พบความดันสูงร้อยละ 35 ถึง 80 มักเป็นแบบความดันไม่ลดลงตอนกลางคืน
  • หลอดเลือด: หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบแคบแต่กำเนิด

ยาก็เป็นอีกสาเหตุ บทความการศึกษาต่อเนื่องของสภาเภสัชกรรม โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ยกตัวอย่างยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ยากระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก และสารเสพติด ส่วนแนวทางไทยเตือนให้เลี่ยงสมุนไพรหรืออาหารเสริมที่อาจเพิ่มความดัน เช่น มาฮวง (ephedra) ชะเอม ส้มขม และโยฮิมบี ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าให้หยุดยาเอง ให้บอกแพทย์หรือเภสัชกรว่ากินอะไรอยู่ แล้วให้ผู้ดูแลเป็นผู้ประเมิน

คนไทยเป็นความดันสูงกี่คน และกี่คนที่ยังไม่รู้ตัว?

รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567 ถึง 2568 ที่สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เผยแพร่เมื่อพฤศจิกายน 2568 พบความชุกในคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปร้อยละ 29.5 ชายร้อยละ 30.2 หญิงร้อยละ 28.8 เพิ่มจากร้อยละ 25.4 ในการสำรวจครั้งที่ 6 ปี 2563 กรมควบคุมโรคแปลงเป็นจำนวนราว 17 ล้านคนในการแถลงเมื่อพฤษภาคม 2569

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  เส้นเลือดในสมองตีบ อาการเตือน B.E.F.A.S.T และกรอบเวลารักษา 4.5 ชั่วโมง

การสำรวจนี้นับคนที่ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 140/90 หรือกำลังกินยาลดความดัน เก็บข้อมูลระหว่างสิงหาคม 2024 ถึงเมษายน 2025 ใน 20 จังหวัดรวมกรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วม 22,822 คน ภาคเหนือมีความชุกสูงสุดที่ร้อยละ 34.2 ในบรรดาผู้ที่เป็นความดันสูง

  • ร้อยละ 47.8 ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน (ปี 2563 คือร้อยละ 48.8) ผู้ชายไม่รู้ตัวถึงร้อยละ 57.1
  • ร้อยละ 5.5 เคยได้รับการวินิจฉัยแต่ไม่ได้รักษา
  • ร้อยละ 22.9 รักษาอยู่แต่ยังคุมไม่ได้ตามเกณฑ์
  • ร้อยละ 23.8 รักษาและคุมได้ตามเกณฑ์

แปลว่าในผู้ป่วยทุก 4 คน มีราว 1 คนที่คุมได้ ทั้งที่คนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปร้อยละ 64.0 เคยถูกวัดความดันใน 12 เดือนที่ผ่านมา แนวทางไทยวิเคราะห์ว่าปัญหาไม่ใช่การขาดการคัดกรอง แต่คือผู้ป่วยไม่เชื่อผลวัด เพราะวัดไม่ได้มาตรฐานจนค่ากระโดดไปมา ประกอบกับโรคแทบไม่มีอาการ ข้อมูลที่กรมควบคุมโรคแถลงเมื่อ 16 พฤษภาคม 2568 ก็ไปทางเดียวกัน คือ ณ 6 พฤษภาคม 2568 มีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนรักษา 7.4 ล้านคน และ 3.5 ล้านคนยังคุมความดันไม่ได้

อาการความดันสูงเป็นอย่างไร และสูงแค่ไหนต้องไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669?

คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการ กรมควบคุมโรคจึงเรียกว่าภัยเงียบ ในการรณรงค์ปี 2566 กรมระบุว่าเมื่อเป็นนานโดยไม่รักษาอาจมีเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น ตาพร่ามัว หรือเป็นลม อาการเหล่านี้ไม่เฉพาะเจาะจง จะรู้แน่ก็ต่อเมื่อวัด ถ้าปล่อยไว้นาน ภาวะแทรกซ้อนหลักคืออัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และไตวายเรื้อรัง อ่านต่อได้ที่ อาการโรคหัวใจที่ไม่ควรมองข้าม และ เส้นเลือดสมองตีบ อาการเตือนและการรักษา

แนวทางไทยปี 2567 แยกสองภาวะ ภาวะความดันสูงฉุกเฉิน (hypertensive emergency) คือความดันพุ่งเกินระดับ 3 อย่างรวดเร็วร่วมกับอวัยวะกำลังถูกทำลาย เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง หรือสมองบวมจากความดัน แนวทางย้ำว่าความเร็วที่ขึ้นสำคัญพอ ๆ กับตัวเลข อีกภาวะหนึ่งมีชื่อใหม่ว่า pre-critical symptomatic hypertension แทนคำเดิม hypertensive urgency คือความดันสูงมากเฉียบพลัน อาจปวดศีรษะเล็กน้อย เวียนศีรษะ หรือคลื่นไส้ แต่ไม่มีอวัยวะถูกทำลาย แพทย์จะค่อย ๆ ลดความดันภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง ไม่ลดให้ปกติทันที จึงไม่ควรกินยาเพิ่มเองเมื่อเห็นตัวเลขสูง

  • พบแพทย์ทันที: วัดซ้ำแล้วยังได้ตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอท แม้ไม่มีอาการ
  • โทร 1669 ทันที: ความดันสูงร่วมกับเจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ ตามัวทันที หรือสับสน
  • นัดพบแพทย์ตามปกติ: ค่าที่บ้านเฉลี่ยตั้งแต่ 135/85 หรือค่าที่สถานพยาบาลตั้งแต่ 140/90 ซ้ำหลายครั้งโดยไม่มีอาการ

สายด่วน 1669 ดำเนินการโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตนอกสถานพยาบาล เมื่อโทรให้บอกเหตุที่เกิด สถานที่ อาการ ระดับความรู้สึกตัว และเบอร์ติดต่อกลับ ในทางกลับกัน คนที่กินยาลดความดันแล้วลุกยืนแล้วหน้ามืด อาจเป็นความดันตกขณะเปลี่ยนท่า ซึ่งแนวทางไทยนิยามว่าลดลงตั้งแต่ 20/10 มม.ปรอทภายใน 3 นาทีหลังลุกยืน อ่านฝั่งนี้ได้ที่ ความดันต่ำ อาการและวิธีดูแล

วิธีลดความดันสูงด้วยตัวเอง ควรกินอะไรและลดเค็มเท่าไหร่?

ไม่มีอาหารชนิดใดทำให้ความดันสูงหาย แต่การปรับพฤติกรรมเป็นพื้นฐานของการรักษาทุกคน แนวทางไทยระบุว่าช่วยให้ยาได้ผลดีขึ้น และบางรายอาจลดขนาดยาได้ โดยแพทย์เป็นผู้ปรับ

ลดโซเดียม: แนวทางไทยอ้างองค์การอนามัยโลกว่าไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน และจำกัดเข้มถึง 1,500 มิลลิกรัมอาจลดความดันได้อีก กรมควบคุมโรคปี 2568 ใช้ตัวเลขเดียวกัน คือคนทั่วไปไม่เกิน 2,000 และผู้ป่วยความดันสูงไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม โซเดียม 2 กรัมเทียบกับเกลือราว 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาหรือซีอิ๊วราว 3 ช้อนชา แต่ผลสำรวจครั้งที่ 7 ตรวจปัสสาวะ 24 ชั่วโมงพบคนไทยกินเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน และร้อยละ 88.2 กินเกิน 2,000 มิลลิกรัม เกลือทดแทนที่ผสมโพแทสเซียมเป็นทางเลือกได้ แต่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังต้องถามแพทย์ก่อน

กินอะไรได้: รูปแบบอาหารต้นแบบคือ DASH เน้นธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โปรตีนจากพืช และนมไขมันต่ำ กรมควบคุมโรคแนะสูตรจาน 2:1:1 คือผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน แนวทางไม่แนะนำให้พึ่งอาหารเสริมโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตือนเมื่อปี 2568 ว่าอย่าเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างว่ารักษาความดันสูงได้

  • น้ำหนัก: ดัชนีมวลกาย 18.5 ถึง 22.9 กก./ตร.ม. รอบเอวชายน้อยกว่า 90 หญิงน้อยกว่า 80 เซนติเมตร
  • ออกกำลังกาย: แอโรบิกระดับปานกลางเฉลี่ย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนัก 75 นาที ไม่พักติดกันเกิน 2 วัน ถ้ายังคุมความดันไม่ได้ ถามแพทย์ก่อนยกน้ำหนัก
  • แอลกอฮอล์: หญิงไม่เกิน 1 ชายไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน (1 ดื่มมาตรฐานมีแอลกอฮอล์ราว 10 กรัม) และคนที่ไม่ดื่มไม่ควรเริ่ม
  • บุหรี่และมลพิษ: เลิกบุหรี่ทุกชนิดรวมบุหรี่ไฟฟ้า และลดการสัมผัสฝุ่น PM2.5

ยารักษาความดันสูงมีกี่กลุ่ม และใครเป็นคนเลือก?

แนวทางไทยปี 2567 กำหนดยาหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ ACEI, ARB, ยาปิดกั้นเบต้า, ยาปิดกั้นช่องแคลเซียม (CCB) และยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์หรือคล้ายไทอะไซด์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ให้เริ่มด้วยยา 2 กลุ่มร่วมกัน และถ้ามีแบบรวมในเม็ดเดียวให้เลือกแบบนั้นเพื่อให้กินสม่ำเสมอ ยกเว้นบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุที่เปราะบาง ที่อาจเริ่มยาเดียว

บทความที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น  ไวกิง เกอร์ เร ค ยา วิก: คู่มือการใช้งานและข้อมูลสำคัญ

การเลือกกลุ่มยาและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์ โดยพิจารณาโรคร่วมอย่างเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ และข้อห้ามของยาแต่ละกลุ่ม บทความนี้จึงไม่แนะนำยาหรือขนาดยาใด กรมควบคุมโรคย้ำในการแถลงปี 2568 และ 2569 ว่าผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเอง เป้าหมายตามแนวทางไทยคือผู้ป่วยอายุ 18 ถึง 64 ปีลดค่าในสถานพยาบาลให้ต่ำกว่า 130/80 ผู้ป่วยอายุ 65 ถึง 79 ปีเริ่มจากต่ำกว่า 140/90 และไม่ควรตั้งเป้าให้ตัวบนต่ำกว่า 120 หรือตัวล่างต่ำกว่า 70

คำถามที่พบบ่อย

ความดันสูงเท่าไหร่ถึงเรียกว่าสูง?

ตามแนวทางไทยปี 2567 คือวัดที่สถานพยาบาลซ้ำได้ตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท หรือวัดที่บ้านเฉลี่ยตั้งแต่ 135/85 มม.ปรอท

ความดัน 130/85 เป็นโรคความดันสูงหรือยัง?

ตามเกณฑ์ไทยยังไม่เป็นโรค แต่อยู่ในกลุ่ม BP at risk ที่ควรเริ่มปรับพฤติกรรม ส่วนเกณฑ์ ACC/AHA ของสหรัฐถือเป็นความดันสูงระยะที่ 1

ตัวบนสูงแต่ตัวล่างปกติ นับว่าเป็นความดันสูงไหม?

นับ ถ้าตัวบนตั้งแต่ 140 แต่ตัวล่างต่ำกว่า 90 เรียกว่าความดันสูงเฉพาะตัวบน ซึ่งพบบ่อยในคนอายุเกิน 50 ปี

ความดันสูงเกิดจากอะไร?

ส่วนใหญ่เกิดจากหลายปัจจัยสะสม แนวทางไทยชี้ว่าการกินเค็ม น้ำหนักเกิน และมลพิษทางอากาศทำให้ความชุกเพิ่ม ส่วนน้อยเกิดจากโรคอื่น เช่น โรคไต ต่อมหมวกไต หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

อาการความดันสูงมีอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บางรายอาจเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น หรือตาพร่ามัว วิธีเดียวที่รู้แน่คือการวัด

วัดความดันที่บ้านควรวัดตอนไหน?

เช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอนก่อนกินยาและอาหาร และเย็นก่อนนอน ช่วงละ 2 ครั้งห่างกัน 1 นาที ต่อเนื่อง 7 วัน

ความดันสูงกินอะไรหาย?

ไม่มีอาหารหรืออาหารเสริมใดทำให้หาย แต่การลดโซเดียมและกินแบบ DASH ช่วยลดความดันได้ อย. เตือนว่าอย่าเชื่อผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่ารักษาความดันสูง

คนไทยกินเค็มเกินไปแค่ไหน?

ผลสำรวจครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567 ถึง 2568) พบคนไทยกินโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน และร้อยละ 88.2 กินเกิน 2,000 มิลลิกรัม

ความดันสูงแค่ไหนต้องไปโรงพยาบาล?

วัดซ้ำแล้วได้ตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอท ควรพบแพทย์ทันที ถ้ามีเจ็บหน้าอก แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือหอบเหนื่อย ให้โทร 1669

ความดันลดลงแล้วหยุดยาเองได้ไหม?

ไม่ควร ค่าที่ลดลงมักเป็นผลของยา การลดหรือหยุดยาต้องให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจ

ตรวจคัดกรองความดันสูงได้ที่ไหน?

กรมควบคุมโรคระบุเมื่อปี 2568 ว่าคนอายุ 35 ปีขึ้นไปตรวจได้ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านโดยแสดงบัตรประชาชน ไม่เสียค่าใช้จ่าย

เริ่มคุมความดันสูงจากตัวเลขของตัวเองในสัปดาห์นี้

ถ้ายังไม่รู้ค่าความดันของตัวเอง ให้วัดเช้าเย็นด้วยเครื่องแบบพันต้นแขนต่อกัน 7 วัน จดทุกค่าแล้วดูค่าเฉลี่ย ถ้าตั้งแต่ 135/85 ให้นัดพบแพทย์พร้อมสมุดบันทึก ถ้าอายุ 35 ปีขึ้นไปใช้สิทธิ์คัดกรองฟรีร่วมกับ การตรวจสุขภาพประจำปี ได้เลย ระหว่างนั้นลดน้ำปลา ซีอิ๊ว และอาหารแปรรูป เดินเร็วสะสมให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ และถ้ากินยาอยู่แล้วให้กินต่อตามแพทย์สั่ง

หมายเหตุ: ตัวเลขและเกณฑ์ในบทความนี้มาจากแหล่งอ้างอิงที่ระบุ ณ วันที่ตรวจสอบ 30 กันยายน 2569 แนวทางการรักษาอาจปรับปรุงได้ โปรดยืนยันกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ [hide]

บทความล่าสุด